|
||||||||||
|
วิกฤตทรัพยากรมนุษย์ แรงงานไร้ฝีมือล้น คนชราเพิ่ม
รายงาน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 10 วันที่ 19 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3611 (2811) เหตุใด "ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน" อาจารย์ประจำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงกล่าวว่า ช่วงปี 2543-2552 เป็น 6 ปีทองสุดท้ายของโอกาสการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เมื่อหันไปดูงานวิจัยโครงการทักษะแรงงานไทยในอนาคตที่พึงประสงค์ จะเห็นคำตอบที่ชัดเจน ในงานวิจัยฉบับนี้ "ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน" ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศนโยบายประชากรอย่างเป็นทางการในปี 2543 นั้น ประเทศไทยมีประชากรอยู่ประมาณ 34.40 ล้านคน ต่อมาเพิ่มเป็น 62.24 ล้านคนในปี 2543 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 72.29 ล้านคนในปี 2568 โดยเฉลี่ยมีอัตราเพิ่มอยู่ที่ร้อยละ 0.8 ต่อปีในปี 2543-2548 หลังจากนั้นอัตราเพิ่มเฉลี่ยจะลดลง จากร้อยละ 0.69 ลงมาเหลือ 0.59,0.50 และ 0.41 ในช่วงปี 2548-2553, 2553-2558, 2558-2563 และ 2563-2568 ตามลำดับ แต่เมื่อดูภาพรวมของประชาชนทั้งหมด จะพบว่าสัดส่วนประชากรวัยเด็กลดลงจาก 24.65 ในปี 2543 เหลือร้อยละ 17.29 ในปี 2568 ขณะเดียวกันสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65.62 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 68.08 ในปี 2552 หลังจากนั้นสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานจะลดลงเรื่อยๆ และจะเหลือร้อยละ 62.05 ในปี 2568 แต่ผู้สูงอายุนั้นกลับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.43 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 19.99 ในปี 2568 การเพิ่มของประชากรวัยแรงงานในปี 2552 ในอัตราร้อยละ 67.08 นี่เองที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นช่วงแห่งการปันผลทางประชากร เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกโอกาสทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร และโอกาสตรงนี้จะมีช่วงระยะเวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น และเมื่อนำประเด็นเรื่องผลิตภาพ (productivity) ของแรงงานมาพิจารณาร่วมกัน จะเห็นว่าโอกาสการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยนั้นมีไม่มากนัก นั่นคือหากผลิตภาพต่อประชากรไม่เพิ่มขึ้น จะบั่น ทอนโอกาสการแข่งขันทางเศรษฐกิจหลังจากที่ช่วงเวลาปันผลทางประชากรหมดลง นักวิจัยจึงมองว่า ในอีก 6 ปีข้างหน้าประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับภาวะคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง เนื่องเพราะประชากรวัยสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.43 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 19.99 ในปี 2568 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรที่เกิดขึ้น บ่งบอกถึงความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อรอง รับภาระทางสังคมและเศรษฐกิจ ปัญหาร่วมที่สำคัญที่สุดและมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง คือการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในช่วงก่อนที่จะเข้าสู่ภาคแรงงานและในระหว่างที่อยู่ในภาคแรงงาน "ศ.ดร.เกื้อ" กล่าวว่า ถึงแม้ว่าโอกาสทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในไทยจะเริ่มหมดไปในเวลาอันใกล้ก็ตาม แต่การที่ประเทศไทยยังคงขาดทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในจำนวนที่เพียงพอต่อการรองรับเศรษฐ กิจใหม่ที่แข่งขันกันด้วยผลิตภาพบนพื้นฐานของทักษะ ความรู้ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ กลยุทธ์การแข่งขันทางเศรษฐกิจแบบเน้นแรงงานระดับล่างและระดับกลางสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนความเสี่ยง หากไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญๆ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะประชากรของประเทศในปัจจุบันและอนาคต จากการทำวิจัยพบว่าตลาดแรงงานในยุคปัจจุบันนั้นต้องการคนที่มีพื้นฐานทางด้านการอ่าน พูด ฟัง เขียน คณิตศาสตร์ มีความรู้มากกว่า 1 ภาษา อ่านงบดุลได้ มีวิธีคิด วิเคราะห์งานเป็น ถึงแม้ว่าเรียนจบออกมาก็ต้องศึกษาตลอดชีวิต และมีการอบรมเพิ่มเติม ระบบการเรียนจะต้องไม่เน้นปริมาณอย่างเดียวแต่ต้องเน้นคุณภาพควบคู่กัน ไปด้วย "ขณะนี้รัฐบาลประกาศว่าจะเน้น 12 คลัสเตอร์ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการถอดรหัสตรงนี้ใส่เข้า ไปในหลักสูตรการศึกษาเลย เช่น คลัสเตอร์ยานยนต์จะสอนในระดับ ปวช. ปวส.เท่าไร คลัสเตอร์เรื่องอาหารของโลกจะมีหลักสูตรอะไรบ้าง สอนในระดับใด" เพราะหากดูตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในการสำรวจแรงงานจะยิ่งเห็นชัดว่าตลาดแรงงานไทยนั้นยังมีปัญหาอยู่มาก คนที่จบ ม.6 ทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษาที่เรียนมาถึง 47% คนที่จบระดับอุดมศึกษาทำงานต่ำระดับ 27% ประเด็นนี้มีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นเพราะตลาดแรงงานมีไม่พอหรือคนที่จบออกมาไม่ตรงกับสายงานที่ตลาดต้องการ และในจำนวน 62% ของประชากรวัยแรงงานมีผู้ที่จบระดับประถมศึกษาอยู่ถึง 65% ฉะนั้นในอีก 25 ปีข้างหน้าที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20% จะทำอย่างไรให้แรงงานที่อยู่ในระบบ 32 ล้านคน แรงงานที่อยู่ในวัยเรียน 12 ล้านคน มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพราะขณะนี้แรงงานที่อยู่ในระดับอุดมศึกษา 80% เรียนทางด้านสังคมศาสตร์มิใช่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามที่ตลาดต้องการ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องหันมา ทบทวนโจทย์ของรัฐบาลในวันนี้คือการเตรียมในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เตรียมรองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เร็วขึ้น ทันกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต และสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าหน้าตาของตลาดแรงงานของผู้ที่จบระดับอุดมศึกษาเป็นอย่างไร หากประเทศไทยไปเซ็นสัญญาเอฟทีเอกับต่างประเทศจะต้องเตรียมแรงงานของประเทศอย่างไรจึงจะสอดรับกับภาพตรงนั้น การกำหนดนโยบายของรัฐเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 10
|