หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เตือนรัฐลดบทบาทเอฟทีเอ

โดย ผู้จัดการรายวัน 17 สิงหาคม 2547

ผู้จัดการรายวัน-- นักวิชาการเตือนรัฐบาลลดบทบาทเอฟทีเอลงและหันมาให้ความสำคัญต่อการค้าระบบพหุพาคีมากขึ้น ด้าน สว.ชำแหละจีนหันมาใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีในการกีดกันสินค้าจากไทยมากขึ้น ขณะที่ แพทย์ชี้การเปิดเสรีสาธารณสุขทำให้แพทย์จาก รพ.รัฐไหลสู่ รพ.เอกชน สูงถึง 200-400 คน

รศ.สิริลักษณา คอมันตร์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2547 หัวข้อ "เศรษฐกิจไทยกับการเจรจาการค้าพหุภาคี" ณ หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วานนี้(17 ส.ค.)ว่า ปัจจุบันการเจรจาการค้าแบบทวิภาคีหรือเอฟทีเอ กำลังเป็นที่นิยมของรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่การเจรจาการค้าในรูปแบบทวิภาคีประเทศเล็กอย่างไทย มักเสียเปรียบคู่เจรจา เนื่องจากประเทศใหญ่มักใช้อำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองบีบ ให้ประเทศเล็กๆยอมตามข้อเรียกร้อง

ในทางตรงกันข้ามในเวทีพหุภาคีประเทศเล็กจะมีพวกไว้คอยคานอำนาจและระบบฉันทามติขององค์การการค้าโลก(WTO) จะเป็นเครื่องมือในการลดทอนอำนาจของประเทศใหญ่ๆได้ และสามารถมีเพื่อนช่วยกันคิดอย่างรอบคอบก่อนเสนอข้อตกลงต่างๆ ทว่า การเจรจาการค้าพหุภาคีก็มีข้อเสียเช่นกัน เนื่องจากโดยส่วนใหญ่มีความล่าช้า ประเทศต่างๆมักบรรจุทุกเรื่องที่เจรจาไว้ในข้อตกลงเดียวกัน จึงตกลงกันให้จบภายในคราวเดียวกันได้ยาก

นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่การลงนามเอฟทีเอกับจีน ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลแอบทำเงียบมากไม่มีใครรู้ แต่ผลก็ได้ปรากฏให้เห็นแล้วว่าสินค้าจากจีนเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นกว่า 200% ในขณะที่สินค้าจากไทยเข้าไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นเพียง 80% เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรที่เป็นวัฒนธรรมของชาวเหนือ เช่นหอม กระเทียม ปัจจุบันเกษตรกรต้องเลิกอาชีพในที่สุด

แม้ว่าจะมีการตกลงลดภาษีเหลือ 0% ทว่าในทางปฏิบัติทางการจีนกลับใช้รูปแบบการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มากขึ้น ขณะนี้สินค้าจากไทยที่ต้องการขนส่งข้ามมณฑลต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 17% นอกจากนี้ รูปแบบการขนส่งสินค้าเริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น โดยทางการจีนสั่งห้ามขนส่งทางเรือสำหรับสินค้าทุกชนิดที่อยู่ในบัญชีเอฟทีเอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวของไทยปัจจุบันต้องขนส่งทางบก เท่านั้น

ศ.นพ.ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย อาจารย์คณะแพทยศาตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าบริการด้านสุขภาพต่อประเทศไทยว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค(Medical Hub) นั้น หากมีผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการปีละประมาณ 1 แสนราย จะส่งผลให้เกิดการดึงตัวแพทย์ฝีมือดี จากโรงพยาบาลภาครัฐเข้าสูโรงพยาบาลของเอกชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจสูงถึง 200-400 คน

นอกจากนี้ การขาดแคลนแพทย์สำหรับประชาชนทั่วไป อาจส่งผลต่อเนื่องให้ประชาชนไม่มั่นใจในคุณภาพของระบบที่มีอยู่และหันเข้าสู่บริการของโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดความต้องการแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ +++ทั้งนี้ การผลิตแพทย์ของไทยรัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณสูงถึง 1.8 ล้านบาท/คน การสูญเสียแพทย์สู่ภาคเอกชนในปริมาณดังกล่าว เท่ากับสูญเสียงบประมาณในการผลิตแพทย์สูงถึง 430-1,260 ล้านบาทเลยทีเดียว ในขณะที่รายได้จากการให้บริการชาวต่างชาติ หากคิดสุทธิแล้ว เกิดรายได้จากการเก็บภาษีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากรัฐบาลต้องการสานฝันนโยบายดังกล่าวให้สำเร็จเป็นรูปธรรม ควรมีการเปิดเสรีให้แพทย์ชาวต่างประเทศเข้ามาให้บริการในโรงพยาบาลเอกชน ในการทดแทนแพทย์ของ ไทยที่ไหลเข้าโรงพยาบาลเอกชน เพื่อลดความสูญเสียบุคลากร ในการให้บริการแก่ประชาชนต่อไป

นพ.สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในประเด็น

เดียวกันว่าการดำเนินนโยบาย Medical Hub ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในประเทศไทยมากนัก เนื่องจากแพทย์ที่ไหลเข้าสู่ระบบ 200-400 คน ดังรายงานการวิจัย คิดเป็น 1% ของแพทย์ทั้งประเทศเท่านั้น หากคิดในแง่ของรายได้เข้าประเทศนับว่ามีความคุ้มค่ากว่ามาก เนื่องจากหากคิดรายได้เข้าประเทศ 10,000 ล้านบาท/ปี ในจำนวนนี้เสียภาษีเข้ารัฐสูงถึง 1,000 ล้านบาท


อจ.จุฬาฯติง"เอฟทีเอ"รัฐบาลไทย ใช้การเมืองนำหลักเศรษฐศาสตร์

มติชนรายวัน  วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9657

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ธนาคารกรุงไทยจัดเสวนาเรื่อง "ข้อตกลงการค้าเสรีในระบบทวิภาคี" มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีผู้เข้าฟังประมาณ 50 คน

นายตีรณกล่าวตั้งข้อสังเกตการเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ว่า ในช่วงหลังๆ จะเป็นทวิภาคี ระหว่างประเทศที่มีอำนาจมากกับประเทศที่มีอำนาจน้อย ถ้าพิจารณารัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน มักเจรจาเอฟทีเอที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ น่าจะทำด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่า เพื่อเป็นเครื่องมือขยายบทบาทของตนเองบนเวทีนานาชาติ ดูได้จากรัฐบาลตั้งใจทำเอฟทีเอกับประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา มีอำนาจต่อรองและทางเลือกที่เหนือกว่าไทย จะทำให้ประเทศต้องเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น

"ไทยจะใช้ประโยชน์จากแนวทางการเจรจาแบบทวิภาคีได้ก็ต่อเมื่ออาศัยหลักวิชาทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งหวังผลในระยะยาวมากกว่าการสร้างสีสันทางการเมือง" นายตีรณกล่าว

นายฐิตินันท์กล่าวถึงปัญหาการเจรจาเอฟทีเอของไทยว่า มองได้ 3 ประการ
1.การเจรจาแบบพหุภาคีน่าจะดีที่สุดถ้าทำได้ เพราะทุกประเทศจะได้ผลประโยชน์เท่ากัน ส่วนระบบทวิภาคีจะเป็นระบบตัวใครตัวมันนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ 2.รัฐบาลไทยขาดธรรมาภิบาลของกระบวนการเจรจาการค้า มีปัญหาเลือกหลักเกณฑ์ของประเทศคู่สัญญา คู่สัญญายังกระจายตัว ทำให้ไทยเสียเปรียบ ประเด็นการเจรจาไม่ค่อยเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบทั้งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จุดยืนการเจรจาในประเด็นต่างๆ ยังไม่แน่ชัดว่า จะปกป้องผู้เสียประโยชน์ในประเทศหรือไม่
3.รัฐบาลขาดองค์ความรู้ และมีความจำกัดของนักเจรจาการค้า อีกทั้งยังขาดอำนาจต่อรอง

หน้า 14