|
||||||||||
|
ดับบลิวทีโอ : ก้าวใหม่ภายหลังแคนคูน
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9657 เรามักได้ยินคำเย้ยหยันบ่อยครั้งว่า เวทีเจรจาทางการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก(WTO) ไร้ซึ่งประสิทธิภาพ และไม่มีทางให้ข้อยุติในการเจรจาต่อรองได้ ไม่เหมือนกับการจัดทำเอฟทีเอ ที่จับคู่กันได้ง่ายๆ ในระดับทวิภาคี แต่การณ์กลับตรงกันข้าม ภายหลังความล้มเหลวของการประชุมที่แคนคูนเป็นเวลาเพียง 10 เดือน การประชุมที่เจนีวากลับได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกรอบวิธีการ(หรือที่เรียกว่า frameworks for modalities) ที่เคยล้มเหลวเป็นผลสำเร็จ ซึ่งย่อมสะท้อนถึงความพยายามอย่างจริงจังของประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตรองนายกรัฐมนตรีของไทย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ต่างต้องการ "ผ่าทางตัน" ให้การเจรจารอบโดฮาก้าวต่อไปได้ ที่สำคัญคือ เป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกถึง 147 ประเทศ เห็นชอบร่วมกันที่จะยกเลิกมาตรการกีดกันสินค้าเกษตรและการลดการอุดหนุนภายในอันเป็นประเด็นที่ล้มเหลวมาโดยตลอด ในอดีตที่ผ่านมานั้น เวทีพหุภาคียากที่จะทำให้ประเทศสมาชิกมีฉันทามติร่วมกันซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของบุคคลจำนวนมาก การเจรจารอบอุรุกวัยซึ่งเป็นรอบก่อนหน้านี้ต้องใช้ระยะเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน การประชุมระดับรัฐมนตรีที่ซีแอตเติลเมื่อปี 1999 ที่มีการผลักดันให้เปิดการเจรจาการค้ารอบใหม่ได้ล้มเหลวลง พร้อมๆ กับการจลาจลอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีที่โดฮา ประเทศการ์ตา เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ถึงแม้จะได้ข้อสรุปสำหรับการเปิดการเจรจารอบโดฮา แต่ก็เกิดขึ้นในสถานการณ์พิเศษที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับการก่อการร้าย โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาก็ยังคลางแคลงใจอยู่มาก
และจากนั้นก็ต้องมาจบด้วยความล้มเหลวตามความคาดหมายในการประชุมครั้งล่าสุดที่เมืองแคนคูน เม็กซิโก ที่ไม่สามารถก้าวข้าม "เส้นตาย" ที่กำหนดไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ความยากลำบากของการเจรจาบนเวทีพหุภาคีเป็นเงื่อนไขธรรมชาติ เนื่องจากเป็นการต่อรองผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ครอบคลุมประชากรโลกกว่าร้อยละ 92 หรือการค้าโลกถึงร้อยละ 98 อีกทั้งยังมีประเด็นการเจรจาทั้งเก่าและใหม่ที่ยุ่งยากกว่าเวทีใดๆ ความสำเร็จภายหลังแคนคูน(post-Cancun decisions) ในการประชุมที่เจนีวาจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้การเจรจาในรายละเอียดสามารถดำเนินไปโดยราบรื่น ถ้าหากการประชุมครั้งนี้ไม่สำเร็จ การประชุมรอบโดฮาก็จะประสบกับอุปสรรคขวากหนามอย่างหนัก สหรัฐอเมริกาจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีปลายปีนี้ และอาจส่งผลให้การเจรจาต้องชะงักงันอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง สหภาพยุโรปเองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้แทนทางการค้า ดังนั้น ถ้าเกิดภาวะยืดเยื้อขึ้น การเจรจาก็จะประสบอุปสรรคหนักยิ่งขึ้นไปอีก เพราะอำนาจการเจรจา(fast track) ของประธานาธิบดีสหรัฐ อาจมิได้รับการต่ออายุในปี ค.ศ.2007 อะไรคือก้าวต่อไปที่รัฐบาลไทยควรดำเนินการ หลังจากที่องค์การการค้าโลกสามารถสร้างฉันทามติในครั้งนี้ได้ ประการแรก การฟื้นตัวของแนวทางพหุภาคีจะทำให้องค์การการค้าโลกมีบทบาทมากขึ้น และด้วยเหตุนี้ ประเทศที่เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจะได้รับประโยชน์และโอกาสมากกว่าประเทศที่ถอยห่างออกไป นี่ก็หมายความว่ารัฐบาลไทยจะต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าเสียใหม่ จากเดิมที่ต้องการบทบาทเด่นในแนวทางทวิภาคี มาสู่การสร้างบทบาทบนเวทีพหุภาคี และใช้เอฟทีเออย่างจำกัดและด้วยความรอบคอบ มิฉะนั้นแล้ว อีกไม่นานประเทศไทยก็จะเป็นเพียงประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกที่มีหน้าที่เพียงรับรองผลการเจรจาที่ประเทศสำคัญๆ ได้ตกลงกันไว้แล้ว กลายเป็นประเทศที่หลับใหลและอ่อนด้อยในสายตาประชาคมโลก รัฐบาลไทยควรยกเลิกการศึกษาผลกระทบของเอฟทีเอที่มุ่งใช้เป็นข้ออ้างทางนโยบาย โดยหันมาสนับสนุนให้มีการศึกษาที่เป็นอิสระจริงๆ เอฟทีเอกับประเทศใดๆ ที่ไทยได้รับผลไม่คุ้มค่าหรืออาจเสียเปรียบ รัฐบาลจะได้ระงับเสียแต่เบื้องต้น ประการที่สอง งานเจรจาพหุภาคีและงานสนับสนุนการเจรจาควรได้รับการเน้นหนักมากขึ้น เพื่อให้การเจรจาในลำดับต่อๆ ไปเป็นประโยชน์ต่อไทยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ฝ่ายการเมืองต้องตระหนักว่างานทางด้านนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล และการเชื่อมโยงกับฝ่ายต่างๆ เพื่อให้ได้กระบวนการกำหนดท่าทีการเจรจาที่เข้มแข็ง มีเอกภาพ และสามารถต้านรับยุทธศาสตร์เชิงรุกของประเทศอื่นได้ ที่ผ่านมานั้น ฝ่ายการเมืองไทยให้น้ำหนักกับการเจรจาระดับทวิภาคี โดยมิได้คำนึงถึงความเห็นแย้งของฝ่ายต่างๆ อีกทั้งยังเร่งรัดเป็นพิเศษ ทำให้ทรัพยากรต่างๆ ซึ่งรวมถึงบุคลากร ถูกนำไปใช้จนเกินกำลัง บุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการเจรจานั้นมีอยู่จำกัดและมิอาจพัฒนาได้ด้วยเวลาอันสั้น บุคลากรเหล่านี้ควรมีจุดหลักอยู่ที่การเจรจาพหุภาคีซึ่งขาดแคลนบุคลากรอยู่แล้ว มิใช่งานเจรจาระดับทวิภาคีที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญอย่างไม่คุ้มค่า ประการที่สาม ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเจรจารอบโดฮาอย่างมาก ไม่เพียงแต่เฉพาะตลาดสินค้าเกษตรเท่านั้น หากแต่จะได้รับประโยชน์จากระบบการค้าโลกที่มีระเบียบกติกา(rule-based) และมีกลไกการแก้ไขข้อพิพาทการค้า (trade disputes) ที่ให้ความเป็นธรรมกับประเทศเล็กและกำลังพัฒนาได้ ในขณะที่การค้าโลกมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น การกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่ก็ขยายตัวตามมา และจะนำไปสู่ข้อขัดแย้งทางการค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เราจะเห็นได้ว่า ในขณะนี้มีการยื่นข้อพิพาทให้องค์การการค้าโลกพิจารณาหรือไต่สวนมากมายถึง 311 คดี และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกือบร้อยละ 60 เป็นคดีที่ประเทศกำลังพัฒนาเป็นผู้อื่นฟ้อง กลไกแก้ไขข้อพิพาททางการค้าจึงต้องมีการปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใส มิให้ "ความถูกต้อง" แปรผันตามฐานะอำนาจ ความพร้อมทางการเงินและบุคลากรทางกฎหมาย ซึ่งประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทย ยังมีความอ่อนด้อยอยู่มาก ก้าวต่อไปของไทยบนเวทีการค้าโลก จึงหมายถึงการไม่แตกแถวออกจากแนวทางพหุภาคี แต่หันมาสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ที่เน้นความเข้มแข็งด้านการเจรจา เพื่อที่ระบบการค้าโลกจะได้เปิดกว้างสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริง หน้า 6
|