|
||||||||||
|
วิเคราะห์ แนวคิดฝรั่ง (1)
บทความพิเศษ ส. ศิวรักษ์ มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1252 หมายเหตุ "มติชนสุดสัปดาห์" - บทความพิเศษนี้เรียบเรียงจากการวิเคราะห์แนวคิดฝรั่งสำหรับพระธรรมทูตต่างประเทศ ซึ่ง ส. ศิวรักษ์ พูดที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 ในรายการอบรมพระธรรมทูตรุ่น 10 ด้วยความเคารพ ผมไม่คิดว่าการวิเคราะห์แนวคิดฝรั่งจะมีประโยชน์สำหรับพระธรรมทูต แต่ฎีกากำหนดให้พูดในเรื่องนี้ ผมจึงต้องแสดงตามนี้ ยกตัวอย่างคนไทย ไม่ต้องพูดถึงพระธรรมทูต คนไทยที่ไปเรียนเมืองฝรั่งในรอบ 150 ปี ยังไม่เห็นมีคนไทยกี่คนที่สามารถวิเคราะห์แนวคิดของฝรั่งแตก ผลที่เห็นได้ชัดคือ เมืองไทยเอาอย่างเปลือก อย่างกระพี้ฝรั่งมาแทบทั้งนั้น และที่เราได้จากฝรั่งก็ได้มาในทางที่เป็นของหยาบ สิ่งลึกซึ้งของฝรั่งเราแทบไม่ได้เอาเลย บางคนไปเรียนฝรั่งตั้งแต่เด็กๆ บางคนไปเรียนเมื่อโตแล้ว บางคนเข้ามหาวิทยาลัยชั้นเลิศของตะวันตก ปรากฏว่าเราไปได้วิชามาเป็นเสี่ยงๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ การที่เราจะเจาะความคิดฝรั่งให้แตกนั้น ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดเขากำหนดไว้ว่าจะต้องเรียนวิชาที่เรียกว่า Greats ที่แปลเป็นไทยว่า ใหญ่หรือมหา วิชานี้ใช้ชื่อภาษาละตินว่า Literarea Humanoris หมายความว่าเรียนเพื่อจะรู้จักมนุษย์โดยผ่านตัวหนังสือ กล่าวคือ คนที่จะเรียนวิชานี้ต้องแตกฉานภาษากรีกและภาษาละติน ผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่ยังถูกบังคับให้เรียนภาษากรีก หลังจากรุ่นผมเขาเลิกบังคับแล้ว เขาถือกันว่าถ้าไม่รู้ภาษากรีก ไม่มีทางจะรู้จักตะวันตกได้ ใช่แต่เท่านั้น การจะเข้าใจตะวันตก รู้จักภาษากรีกและละตินแล้ว ต้องรู้จักภาษาฮิบรูด้วย เพราะตะวันตกมีรากเหง้ามาจากศาสนาคริสต์ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากศาสนายิว (Judaism) ซึ่งพื้นฐานนั้นเป็นเรื่องของความเชื่อ ความข้อนี้คนไทยเข้าใจได้ยาก เช่น คนยิวเชี่อว่าเขาเป็นคนที่พระเจ้าเลือกให้เป็นคนพิเศษ เวลานี้เขาก็ยังเชื่อ และมองหลายเรื่องก็น่าทึ่ง น่าจะเป็นจริง เพราะนักคิดที่เป็นเลิศในโลกตะวันตกเป็นยิวแทบทั้งนั้น ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์อันดับหนึ่งของโลกก็ยิว หรือ คาร์ล มาร์กซ์ ผู้ซึ่งต้องการปฏิวัติโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์ก็ยิว ฟรอยด์ ซึ่งมีอิทธิพลมากทางจิตวิทยาสมัยใหม่ ก็ยิว แม้จนนักนิรุกติศาสตร์ร่วมสมัยเบอร์หนึ่ง ซึ่งจะถือว่าเป็นปัญญาชนฝ่ายค้านต่อต้านจักรวรรดิอเมริกันเบอร์หนึ่งก็ยิวอีก คือ นอม ชอมสกี้ หรือเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคือ รอสไชลด์ ก็ยิว ซึ่งมีธนาคารเอกชนอันยิ่งใหญ่ที่สุด ราคาทองขึ้นลงวันละสองครั้ง ตัดสินกันที่ธนาคารรอสไชลด์ ในกรุงลอนดอน ฯลฯ พวกยิวเขาถือว่าเขาเป็นคนพิเศษที่พระเจ้าเลือกเขามา พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ถูกพระเจ้าลงโทษนานับประการ เช่น ถูกฮิตเลอร์ประหารเป็นเรือนล้าน แม้ก่อนหน้านั้นพวกเขาก็ถูกเบียดเบียนบีฑานานาประการ จนเพิ่งตั้งประเทศขึ้นได้เมื่อเร็วๆ นี้เอง สิ่งเหล่านี้คนไทยจะเข้าใจได้ยาก เว้นแต่จะศึกษาคัมภีร์ของเขา ความเชื่อของเขา ซึ่งอันนี้ต่างไปจากศาสนาคริสต์ และศาสนาคริสต์ก็เป็นเรื่องเข้าใจยากที่สุด แม้คริสต์ศาสนิกในเมืองไทยส่วนใหญ่ก็ใช้แต่ความเชื่อ ซึ่งตีพื้นฐานรากเหง้าของศาสนาคริสต์เองไม่แตก เพราะศาสนาคริสต์เองเกิดมาจากศาสนายิว หากพระเยซูปฏิเสธศาสนาเดิม แล้วท่านมาเป็นนักสอนศาสนาที่เข้าข้างคนยากคนจน เป็นการปฏิวัติหรือปฏิรูปศาสนายิวครั้งสำคัญที่สุด ครั้นเมื่อศาสนาใหม่นี้เผยแพร่ไปถึงกรุงโรม คริสต์ศาสนาซึ่งพูดในแง่ของวิทยาการ มันไม่มีแก่นสารในทางปรัชญาเอาเลย หากขึ้นอยู่กับความเชื่อที่ว่า ถ้าคนจนมีความเชื่อมั่นแล้ว พระเจ้าจะอยู่ข้างคนจน แล้วคนจนจะเอาชนะคนรวยได้ ที่พระเยซูถูกประหารชีวิตก็เพราะเหตุนี้ เพราะพระเยซูตั้งตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินของคนจน ของเราก็มี แต่เราไม่เคยศึกษาเรื่องของตนเอง พระคุณเจ้าที่มาจากอีสาน อาจจะลืมไปว่า 101 ปีมานี้ เกิดสิ่งที่เรียกว่ากบฏผีบุญ ที่อุบลราชธานี คนเหล่านั้นเขาเรียกตนเองว่าผู้มีบุญ ก็เหมือนกับพระเยซูนั่นเอง แล้วก็ถูกกองทัพกรุงเทพฯ ไปประหารผู้มีบุญ อย่างที่เจ้าเมืองชาวโรมันตัดสินคดีพระเยซูให้พวกยิวลงโทษกันเอง จนพระเยซูต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน นี้เป็นขบวนการที่คนจนมีความเชื่อพื้นฐาน แล้วปฏิเสธศาสนาเดิม ครั้นขบวนการนี้มาถึงกรุงโรม พวกคริสต์ก็ถูกฆ่าไปเยอะ เพราะชนชั้นบนไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง และทนการท้าทายจากความเชื่อของพวกคริสต์ไม่ได้ แล้วหลังพระเยซูตายไปราวๆ 300 ปี พระจักรพรรดิของกรุงโรม หันมานับถือศาสนาของพระเยซู อันนี้น่าอัศจรรย์ เพราะศาสนาของพระเยซูเป็นศาสนาของคนจน แต่คนมีอำนาจที่สุดมานับถือ พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ชื่อ คอนสแตนตีน ต่อมาย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุง คอนสแตนติโนเปิล ที่อยู่ในประเทศตุรกีบัดนี้ โดยเอาพระนามของพระองค์เองมาเป็นชื่อราชธานีใหม่ ท่านเป็นคนแรกที่ยึดกรุงโรมได้ แล้วเปลี่ยนศาสนาของคนจนมาเป็นศาสนาของคนรวย เปลี่ยนศาสนาของผู้ถูกกดขี่มาเป็นศาสนาของผู้กดขี่ เอาไม้กางเขนที่พระเยซูถูกตรึง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ของความเสียสละ อาจารย์พุทธทาสบอกเสมอว่าถ้าดูศาสนาคริสต์ให้ดูที่ไม้กางเขน เพราะนั่นคือการฆ่า ฆ่าอัตตา จักรพรรดิเอามาเป็นสัญลักษณ์ของดาบ นักบุญไมเคิล ซึ่งถือเป็นเทวดาสำคัญที่สุดมาบอกท่านให้รบชนะ ตั้งแต่นั้นศาสนาของพระเยซูจึงเป็นศาสนาของการรบพุ่งเรื่อยมา ผมว่าถ้าท่านอยากจะเข้าใจตะวันตก ท่านต้องเข้าใจกระแสนี้ จนกระทั่งในยุโรปมีการรบราฆ่าฟันในนามของศาสนามาโดยตลอด เพราะศาสนาเป็นปัจจัยหลักในยุโรป พระจักรพรรคอนสแตนตีนเผดียงสังฆราชบาทหลวงทั้งหมด ประชุมที่เมืองไนเซีย ซึ่งอยู่นอกกรุงคอนสแตนติโนเปิลออกไป และบังคับพระสังฆาธิการทั้งหมดให้ยอมรับในสิ่งที่ทรงกำหนดให้ อย่าลืมนะครับของเราก็เหมือนกัน พระสังฆาธิการของเราก็ยอมรับตามพระราชา ที่เราศึกษาประวัติศาสตร์มามันไม่ชัด เมื่อออกพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 นั้น พระสังฆาธิการทั้งหมดยอมรับอำนาจพระราชาเหนือสังฆมณฑล เพราะการรับเป็นพระราชาคณะก็หมายถึงการอยู่ในคณะของพระราชา หรืออยู่ฝ่ายพระราชา ยิ่งมีสมณศักดิ์สูงเท่าใดยิ่งอยู่ฝ่ายพระราชามากเท่านั้น ยิ่งเป็นสมเด็จด้วยแล้ว ยิ่งนึกว่าตนเองเป็นพระราชาน้อยๆ เอาเลย และดัดจริตเหมือนพระราชามากขึ้นทุกที ที่เมืองไนเซีย ประกาศเลยว่าใครไปวัด ต้องประกาศความเชื่อ ทุกคนต้องหันหน้าไปทางไม้กางเขน แล้วประกาศความเชื่อว่า I believe in God ข้าพเจ้าเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้านี่กลายเป็นสามในหนึ่ง เป็นตรีเอกานุภาพ มีพระบิดา พระบุตร และพระจิต และในเวลานั้น ใครไม่เชื่อตามนี้ เอาไปเผาทั้งเป็น การที่จะเข้าใจฝรั่ง เพียงศาสนาคริสต์อย่างเดียวก็ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมายเสียแล้ว มาภายหลังศาสนาคริสต์ก็บิดพลิ้ว จนกระทั่งเกิดการคอรัปชั่นต่างๆ เช่น ขายใบปกบาป เพื่อไปสวรรค์ได้ ไม่แตกต่างจากธรรมกาย เอาเงินถวายมากๆ จะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ สิ่งที่ธรรมกายทำ โป๊ปปิโอที่ 10 ทำมาก่อนประมาณพันกว่าปี อันนี้เป็นเหตุให้เกิดลัทธิโปรเตสแตนต์ ที่ต่อต้านลัทธิคาทอลิก ลูเธอร์เป็นคนนำ ซึ่งถ้าเทียบกับไทยก็คือโพธิรักษ์ ลูเธอร์ปฏิเสธศาสนาจักร เหมือนกับที่โพธิรักษ์ปฏิเสธมหาเถรสมาคม เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ศึกษาตะวันตก เราก็ไม่เข้าใจ สิ่งที่โพธิรักษ์ทำนั้นคล้ายกับสิ่งซึ่งลูเธอร์ทำกับลัทธิคาทอลิก และตั้งแต่นั้นมา เกิดสงครามศาสนา ของเราเคราะห์ดีที่ศาสนาพุทธไม่เน้นในเรื่องสงคราม เห็นว่าสงครามเป็นของเลวร้าย และไม่เน้นในเรื่องความเชื่อ ใครจะเชื่อต่างกันก็ไม่เป็นไร สงครามเกิดระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ เป็นสงคราม 30 ปี สงคราม 100 รบกันจนยุโรปแตกแยกกันหมดเลย พึ่งมาสงบเมื่อปี ค.ศ.1677 ทำสัญญาที่เรียกสัญญาสันติภาพ เวสต์ฟาเลีย และตั้งแต่นั้นมา ศาสนาในยุโรปหมดความสำคัญไป ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เลิกแก้ไขโดยใช้ศาสนา อันนี้เป็นสาเหตุให้ทางโลกเหนือกว่าทางศาสนา และตั้งแต่นั้นมา เกิดความเห็นว่าต้องแก้ปัญหาโดยใช้สมองเพียงอย่างเดียว ไม่ใช้ความเชื่อในการตัดสิน คนสำคัญที่ถือว่าเป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก ชื่อว่า เรอเน่ เดส์คาตส์ แกบอกว่า แม้พระเจ้าจะสร้างเรามา แต่แนวคิดเพื่อการกระทำไม่ใช่เรื่องของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องศาสนจักร เป็นเรื่องของความคิด ความคิดคือตัวตัดสินทั้งหมด สมัยนั้นเขียนหนังสือต้องเขียนภาษาละติน เหมือนของเราศาสนาพุทธเถรวาทใช้ภาษาบาลี ซึ่งพูดรู้เรื่องระหว่างไทย พม่า ลาว เขมร ลังกา และในยุโรปทั้งหมดใช้ภาษาละติน เพราะฉะนั้น เดคาตส์ ต้องเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาละติน แล้ววลีที่มีชื่อของแกที่สุดว่า cogito ergo sum แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า I Think therefore I am เพราะฉันคิดได้ จึงมีตัวฉันอยู่ ก่อนสมัยของเดส์คาตส์ คริสต์ศาสนิกเชื่อว่าที่มีตัวฉัน เพราะพระเจ้าสร้างมา และไม่ใช่พระเจ้าสร้างอย่างเดียว พระเจ้าสร้างมนุษย์คู่แรกมา และคู่นี้ไปทำผิดเทวโองการเพราะไปกินแอปเปิ้ล ซึ่งทรงสั่งห้ามไม่ให้กิน เท่ากับปฏิเสธอำนาจพระเจ้า เป็นเหตุให้มนุษย์ติดบาปจากบิดามารดาเดิมตลอดมา นี่เป็นความเชื่อที่สำคัญ โดยที่มีคำคำหนึ่งในภาษาฝรั่งที่คนไทยไม่เข้าใจ guilt หมายถึง ความรู้สึกบาปอยู่ตลออดเวลา เพราะความผิดที่รับมาแต่บิดามารดาเดิม ถึงแม้เวลานี้ฝรั่งจะปฏิเสธคริสตศาสนาไปมากแล้ว แต่ลึกๆ ยังรู้สึกผิดอยู่ ซึ่งอันนี้ดีมากที่คนไทยไม่รู้สึก บางทีฝรั่งถึงเกลียดพ่อ เกลียดแม่ เพราะฉะนั้น ฝรั่งจึงต้องไปเข้ารีต คือไปล้างบาป เอาน้ำมาล้างบาป ให้มันหมดไปจากบิดามารดาเดิม ต่อถึงสมัยเดส์คาตส์ จากวลีที่ว่า I Think therefor I am ฉันคิดได้ ฉันจึงมีอยู่ จึงมีความสำคัญ และตั้งแต่นั้นมา ฝรั่งมีอิทธิผลเหนือทั้งโลก เราเอาอย่างฝรั่งกันเกือบหมดเลย พระคุณเจ้าเรียนหนังสือก็เรียนอย่างฝรั่ง ใช้แต่ความคิด ใครคิดได้เก่ง สอบได้เก่ง จึงเก่ง เรื่องภาวนามัยปัญญาของเราจึงแทบหมดไป พระเวลานี้มักไม่ภาวนากันแล้ว มหาจุฬาฯ ก็เรียนโดยเน้นเฉพาะที่หัวสมองเท่านั้น อีกนัยยะหนึ่งเดส์คาตส์พยายามกลับไปหาอีกกระแสหนึ่งของตะวันตกคือกรีก ที่มาจากโสกราตีส เพลโต้ อริสโตเติล เป็นกระบวนการความคิดทั้งสิ้น เช่น ความดีคืออะไรนิยามได้ไหม คุณความดีสอนกันได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ใช้เหตุผลทั้งสิ้น และต้องพิสูจน์ได้ด้วย อีกนัยยะหนึ่งโลกทั้งหมดเดินไปตามวัตถุ เพราะวัตถุนิยมจับต้องได้ และมีวิชาเดียวที่พิสูจน์ได้คือคณิตศาสตร์ ซึ่งขยายไปเป็นพีชคณิต เรขาคณิต เพลโต้บอกเลยว่าพระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์วันๆ ไม่ทำอะไร ทำแต่เรขาคณิต พอมาถึงอริสโตเติล กลายเป็นตรรกวิทยา ที่อาศัยคณิตศาสตร์เป็นหลัก พิสูจน์ให้เห็นได้เลย ไม่มีใครเถียงได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ กล่องนี้ใหญ่กว่าถ้วยใบนี้ และถ้วยใบนี้ใหญ่กว่านาฬิกาพกเรือนนี้ เพราะฉะนั้น จึงพิสูจน์ได้ว่า กล่องใหญ่กว่านาฬิกา ยกตัวอย่างอีกอัน คนทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย โสกราตีสเกิดมาเป็นคน ดังนั้น โสกราตีสจึงต้องตาย แต่ต้องถามต่อว่าประโยคแรกจริงหรือเปล่า ซึ่งเป็นจริงเท่าที่ปรากฏแก่เราในเวลานี้ เพราะต่อไปคนอาจจะไม่ตาย อาจจะมีโคลนนิ่งหรือเทคโนโลยีอื่นๆ นี้อันหนึ่ง มองในแง่วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน สอง พระเจ้าวิกรมาทิตตามที่ปรากฎในเรื่อง นิทานเวตาล นั้น เขายังเชื่อกันว่าท่านยังอยู่ในป่าหิมพานต์ในเวลานี้ เพียงแต่ยังไม่มีใครไปพบ ก็แสดงว่าพระเจ้าวิกรมาทิตยังไม่ตาย อันนี้ต้องยอมรับก่อนว่า ถ้าที่ว่ามานี้เป็นความจริง ก็จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าคนทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ดังพวกนิกายมหายานบางสำนักก็เชื่อว่าพระมหากัสสปยังเจริญสมาธิภาวนาอยู่อย่างเป็นรหัสยนัย คือยังไม่ได้ละสังขารไปจนกว่าพระศรีอารยเมตไตรยจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหากัสสปจะได้ถวายผ้าสังฆาฏิที่ท่านรับประทานมาจากพระศากยมุนี สมณโคดม สัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านจึงจะดับขันธ์ คือตาย ตะวันตกขึ้นอยู่กับสมมติฐานข้างต้น เหมือนกับยิวที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาต้องมีพระผู้สร้าง พระผู้สร้างที่ทรงฤทธาศักดานุภาพทุกประการ ถ้าเราถามต่อไปถ้าพระเจ้าทรงฤทธาศักดานุภาพทุกประการแล้ว พระเจ้าจะทรงสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระเจ้ายกไม่ไหว ได้ไหม ถ้าบอกว่าได้ ก็แสดงว่าพระเจ้าก็แหย เพราะสร้างมาแล้วยกไม่ไหว ถ้าบอกว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่พระเจ้ายกไหว ก็แสดงว่าพระเจ้าก็มีฤทธิจำกัด ไม่สามารถสร้างสิ่งที่พระเจ้ายกไม่ไหว อีกนัยยะหนึ่ง ในทางตะวันตกเป็นการตีฝีปาก ในทางตรรกะวิทยาแทบทั้งนั้น แต่ปัญหาของตะวันตกก็คือสิ่งเหล่านี้
ที่เห็นว่ามีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้ จึงจะเห็นคุณค่าของมัน นิวตันไปนั่งใต้ต้นแอปเปิ้ล ซึ่งจริงๆ แล้วนิวตันเป็นคนน่าเกลียดที่สุด แกชอบเล่นแร่แปรธาตุ แกทะเลาะวิวาทกับเพื่อนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แกไม่พูดกับใครเลย แกชอบไปนั่งใต้ต้นแอปเปิ้ล บังเอิญแอปเปิ้ลตกใส่หัวแก แกก็เลยคิดได้ถึงกฎของแรงดึงดูด นับแต่นั้นมาแกจึงกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์มือหนึ่ง พอเราเรียนวิทยาศาสตร์ตะวันตกเลยไปนับถือแกกันมาก โดยที่ต่อมากฎแห่งแรงดึงดูดที่เอามาใช้จนเกิดเรือไฟ รถไฟ รถยนต์ ไปจนเรือบิน เราเลยไปตื่นเต้นตะวันตก จนมองไม่เห็นว่าจากกฎตัวนี้มันให้โทษอะไรบ้าง ยกตัวอย่างไอสไตน์ (นี่ก็ยิว) ที่คิดเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ถือว่าก้าวหน้าที่สุดนับแต่นิวตันมา เป็นเวลา 4-5 ร้อยปี ที่ถือว่าสำคัญที่สุดในทางวิทยาศาสตร์ แต่แล้ววิชานี้เองก็ได้นำไปสร้างระเบิดปรมาณู เอาไปฆ่าคนที่ญี่ปุ่นตายไปหลายแสนคน ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ อีกนัยยะหนึ่งวิชาตะวันตกนับแต่ เดส์คาตส์ เป็นต้นมา พอทิ้งจากศาสนาแล้วไม่สามารถควบคู่ไปกับคุณธรรม ซึ่งสิ่งนี้กำลังเป็นปัญหาสำคัญของตะวันตก ต่างจากทางพุทธเรา ที่วิชากับจรณะต้องไปด้วยกัน ความรู้ถ้าเป็นไปในทางโลก แม้ว่าไม่ได้เป็นไปในทางโทษ แต่ไม่เข้าถึงหนทางแห่งสัจธรรม หรือหนทางตรงไปสู่พระนิพพาน ท่านบอกเป็นติรัจฉานวิชา วิชาสำหรับเดรัจฉาน ซึ่งให้คุณเช่นกัน โหราศาสตร์ให้คุณ แต่ก็ให้โทษด้วย ที่ไม่ให้โทษเลยคือไตรสิกขา เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่การลดโลภ โกรธ หลง แปรสภาพความโกรธให้เป็นเมตตากรุณา แปรสภาพจากความโลภให้เป็นทาน แปรสภาพจากความหลงเป็นปัญญา นี้คือพื้นฐานของเราเอง โดยที่ตะวันตกไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว ที่ว่ามานั้นเป็นสายใยใหญ่ทางกระบวนการความคิดของฝรั่ง ซึ่งยังแตกย่อยออกไปอีกมาก เช่น กระแสทางภาคพื้นทวีปยุโรปเน้นที่ความคิดเป็นพิเศษ (rationalism) ส่วนทางอังกฤษเน้นที่การนำเอาความคิดมาประยุกต์ให้ใช้ได้ (pragmatism) ซึ่งจะไม่ขอสาธยายความสลับซับซ้อนในที่นี้ เพราะมีเวลาอันจำกัด นอกไปจากนี้แล้ว ยังต้องเข้าใจถึงโครงสร้างทางสังคม ซึ่งเคยเป็นไปในทางศักดินา ขัตติยาธิปไตย และใช้ความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์เป็นต่างหากออกไป รวมถึงการติดยึดในทรัพย์ศฤงคารอย่างที่ทางเราเองไม่เคยมีมาก่อนหรือเป็นถึงเช่นนั้น ดังเราเองก็เพิ่งออกโฉนดที่ดินอย่างเป็นทางการเมื่อรัชกาลที่ 5 นี่เอง ในขณะที่ทางอังกฤษนั้นถือว่าที่ดินเป็นสมบัติที่แท้จริง ถึงขนาดใช้คำว่า Real Property เลยทีเดียว พวกเราที่ไปเรียนกฎหมายฝรั่งกันมา ตระหนักแนวคิดของฝรั่งในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด น่าสงสัยนัก ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้เอ่ยเอาเลยด้วยซ้ำถึงศิลปกรรมและวรรณกรรม ซึ่งเป็นขวนการทางความฝัน โยงไปหาความงาม และอ้างถึงความจริง ซึ่งสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนงำอยู่มิใช่น้อย
สิ่งที่ผมพยายามพูดทั้งหมดคือพื้นฐานของตะวันตก ตลอดเวลา 150 ปี คนไทยที่ไปเรียนเมืองฝรั่ง ตีประเด็นของฝรั่งไม่แตก หรือที่ตีแตกก็มีน้อยมาก มีคนไทยคนเดียวที่ปรากฏกับผมว่าเข้าใจในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่ายังไม่ชัดเท่าใดก็ตาม คือ นายเจตนา นาควัชระ ซึ่งเป็นนักเรียนอังกฤษรุ่นต่อจากผมไปไม่กี่ปี เขาบอกว่าเขามาตรัสรู้เมื่ออายุ 50 กว่าแล้ว เจตนาเป็นคนเก่ง เรียนทั้งภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ รู้วรรณคดีทั้งสามภาษานี้ดีมาก พวกเยอรมันยกให้เลยว่าเขาเก่งไม่แพ้เยอรมัน ฝรั่งเศสให้เหรียญตราฝรั่งเศส เยอรมันก็ให้เหรียญเยอรมัน การให้เหรียญมีทั้งคุณและโทษ เหมือนพระได้รับพัดยศ ถ้าหลงก็ไปตื่นเต้นกับพัดกับเหรียญ เจตนาบอกว่าเขามารู้เมื่ออายุ 50 แล้ว หลังจากไปเรียนเคมบริดจ์ตั้งแต่อายุยังน้อย สิ่งที่เขาเรียนมาจากฝรั่งคือความคิดนอกหลักสูตร ซึ่งบ่งบอกว่าเอ็งมาเรียนภาษาของข้าจนเอ็งเจริญเท่ากับข้าแล้วนะ แม้ผิวของเอ็งจะดำๆ เอ็งก็เท่ากับข้าแล้ว เอ็งกลับไปบ้านเมืองเอ็ง ไปสอนคนของเอ็งนะ ให้เจริญเหมือนข้า เพราะพวกนั้นมันป่าเถื่อน นี้คือจุดสำคัญของประเทศที่คิดว่าตนเองศรีวิไล อย่างคำว่า Barbarian นั้นมาจากภาษากรีก เพราะพวกกรีกถือว่าใครไม่พูดภาษากรีก เป็นอนารยะชนทั้งนั้น คนอินเดียก็ถือว่าตนเป็นอารยะ คนที่ไม่เป็นอารยะคืออนารยะ เป็นมิลักขู อย่างเรื่องพระรามเป็นตัวอย่าง เป็นเรื่องของพวกอารยะ เอาชนะคนพื้นเมือง แม้กระทั่งคนพื้นเมืองที่มาเข้าด้วย ยังหาว่าเป็นลิง เป็นค่าง หนุมานก็ดี สุครีพก็ดี พาลีก็ดี อีกนัยหนึ่งก็คือพวกนี้เป็นกึ่งมนุษย์เท่านั้นเอง และไปรบเอาชนะทศกัณฑ์ซึ่งถือเป็นตัวเลวร้าย เป็นรากษส ทั้งที่ดูตามเรื่องทศกัณฑ์เขาเป็นพราหมณ์ พระรามเป็นกษัตริย์ อีกนัยยะหนึ่งวรรณะกษัตริย์ถือว่าต่ำกว่าวรรณะพราหมณ์ วรรณะกษัตริย์สูงกว่าวรรณะพราหมณ์เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ตรัสบอกทุกวรรณะเท่าเทียมกันหมด แต่ถ้าถือวรรณะกันแล้ว วรรณะกษัตริย์สูงกว่าเพราะท่านเองก็เป็นกษัตริย์ และกษัตริย์มีอำนาจ อาจสั่งให้พราหมณ์ทำตามได้ นี่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อเราศึกษาความคิดใคร ขอให้ระวัง จะติดอยู่ในความคิดของเขา และเห็นว่าเขาสูงส่งกว่าเรา คนไทยที่ไปเรียนเมืองฝรั่ง ในรอบ 150 ปีมานี้ นับถือฝรั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา ที่จะซื้อฟุตบอลคราวนี้เพราะอยากเอาอย่างฝรั่ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วอยากรวย เราตามฝรั่งเพราะฝรั่งถือว่า หนึ่งจะต้องรวย เมื่อรวยแล้วถึงจะมีอำนาจ และเมื่อรวยจะต้องควบคุมสื่อสารมวลชนทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจ และกดขี่ข่มเหงคนทั้งหมด แล้วโกหกตอแหลให้คนเชื่อ สิ่งเหล่านี้มาทีหลัง เพิ่งเกิดเมื่อศตวรรษที่ 16 นี้เอง มาคิอาเวลลีเป็นคนสำคัญในกระแสนี้ เพราะในกระแสนี้ คุณธรรมหมดไปจากความรู้แล้ว ถ้าเรารู้เรื่องของเรา ก็จะเห็นว่ามาคิอาเวลลีนี้ใหม่ โดยที่ของเราเอง จารัณยกะหรือเกาตาลิยะผู้ที่เขียน อรรถศาสตร์ เกิดก่อนมาคิอาเวลลีตั้งพันปี เกาตาลิยะผู้นี้คือคนที่สถาปนาราชวงศ์เมารีย์ ให้พระเจ้าจันทรคุปต์เอาชนะพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ และราชนัดดาของพระเจ้า จันทรคุปต์คือพระเจ้าอโศกมหาราช โดยที่พระคุณเจ้าอาจตามหาอ่านได้จากเรื่อง สินธูธรรม ของผม ซึ่งจะทำให้เข้าใจในเรื่องของอินเดียกระแสนี้ ดังผมได้เรียบเรียงเรื่องของพระเจ้าอโศกไว้เป็นต่างหากอีกด้วย (ดูเรื่อง ความเข้าใจในเรื่องพระเจ้าอโศกและอโศกาวทาน ของ ส. ศิวรักษ์) หน้า 29 วิเคราะห์ แนวคิดฝรั่ง (2) บทความพิเศษ ส. ศิวรักษ์ มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1253 หมายเหตุ "มติชนสุดสัปดาห์" - บทความพิเศษนี้เรียบเรียงจากการวิเคราะห์แนวคิดฝรั่งสำหรับพระธรรมทูตต่างประเทศ ซึ่ง ส. ศิวรักษ์ พูดที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 ในรายการอบรมพระธรรมทูตรุ่น 10 การจะเข้าใจความคิดตะวันตก ต้องเข้าใจพื้นฐานของเขา ดังที่ได้ปูพื้นฐานมาบ้างแล้ว ว่าต้องผ่านภาษาฮีบรู กรีก ละติน เรื่อยมาถึงปัจจุบัน เราต้องเข้าใจในเนื้อหาหลักๆ โดยเฉพาะพระคุณเจ้าที่จะไปเป็นพระธรรมทูตในอเมริกา ขอให้สังเกตว่าทุกรัฐ ตั้งแต่ที่เมืองหลวง คือกรุงวอชิงตันเป็นต้นไป อาคารที่เป็นสำนักงานของรัฐสภา สำนักงานของผู้บริหาร รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบของโรมันแทบทั้งนั้น เพราะทางตะวันตกเห็นว่าโรมันเป็นยอดของตะวันตก ที่สามารถแผ่แสนยานุภาพไปได้ทั้งหมด สิ่งที่บุชทำอยู่ในเวลานี้จักรพรรดิโรมันทำมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีอะไรแตกต่าง บุชไปตีอิรักเพราะต้องการน้ำมัน เช่นเดียวกับโรมซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีเจ็ดภูเขาเท่านั้นที่ล้อมรอบเมือง เหมือนราชคฤห์ที่มีห้าภูเขา ดังที่เรียกกันว่าปัญจคิรีนคร โรมค่อยๆ ตีเมืองอื่นๆ จนตลอดอิตาลี และเมื่อตีได้ ต้องหาอาหารมาเลี้ยง หาอะไรต่ออะไรมาเลี้ยง ดังนั้น ต้องตีไปเรื่อย เพราะฉะนั้น จักรวรรดิโรมันจึงเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วก็ครอบครองปาเลสไตน์ เมื่อก่อนสมัยพระเยชูเกิดด้วยซ้ำไป ยิวเป็นเมืองขึ้นของโรม แต่โรมันที่มีการศึกษาดีต้องเรียนภาษากรีก เพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นอนารยะ เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงพูดภาษากรีก จะเห็นได้ว่าพระคัมภีร์ใหม่เขียนเป็นภาษากรีก แต่เขียนโดยผู้รู้ภาษาไม่ดีนัก ไวยากรณ์จึงผิดๆ ถูกๆ เราต้องเข้าใจรากเหง้าของตะวันตก คือหนึ่งรากเหง้าทางปรัชญา สองรากเหง้าในทางลัทธิศาสนา และต้องเข้าใจในทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ที่สำคัญต้องเข้าใจวรรณคดี เพราะวรรณคดีแสดงออกถึงความฝันของมนุษย์ ประวัติศาสตร์แสดงถึงความเป็นมาในอดีต หรืออ้างว่านั่นคือข้อเท็จจริงในอดีต ปรัชญาแสดงถึงความคิด ความฝัน ความเป็นไป และประวัติศาสตร์ทั้งหมดต้องเข้าใจว่ามันเป็นการบิดเบือนแทบทั้งนั้น ประวัติศาสตร์โรมันก็จะเล่าถึงเฉพาะชนชั้นปกครอง ประวัติศาสตร์ของเราก็เช่นกัน ที่เรียกว่าพงศาวดาร ก็เพราะเป็นการพูดถึงวงวานของพระราชา ซึ่งยกให้ว่าเป็นนารายณ์อวตารมา ไม่เห็นพูดถึงคนธรรมดาเลย แม้จะมีคนธรรมดาที่พูดถึงบ้างก็เป็นคนธรรมดาที่แข็งเมืองขึ้นมา อย่างกรณีกบฏผีบุญที่อุบลราชธานี หรือกบฏที่เมืองแพร่ ถ้าเผื่อไม่เป็นกบฏ ก็ถูกเขาเอาเปรียบไปเรื่อยๆ พวกชาวไร่ชาวนาก็ถูกเขาเอาเปรียบ และพอเขาเอาเปรียบแล้วเขาก็ไม่เอ่ยถึง ช่วงแรกนี้ พูดถึงความคิดของฝรั่ง ซึ่งคนไทยน่าจะเข้าใจ แม้ว่าพระธรรมทูตจะเข้าใจไว้ ก็ขอให้ถือว่าเป็นติรัจฉานวิชาอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นคุณบ้างก็ได้ เป็นโทษบ้างก็ได้ อยากกราบเรียนว่าการรู้ความคิดของต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ต่างชนชาติ มันเข้าใจยาก ยกตัวอย่างฝรั่งไปเมืองจีน อยากเข้าใจจีน คนที่ถือตัวว่าเข้าใจจีนที่สุด คือริดชี่ ซึ่งเป็นบาทหลวงคณะเยซูอิต ไปสอนหนังสือที่เมืองจีนและแกถือว่าถ้าสามารถโน้มน้าวพระจักรพรรดิให้นับถือคริสต์ได้ คนจีนทั้งหมดจะนับถือคริสต์ แกแต่งตัวเป็นขุนนางจีนเลย รู้ภาษาจีนอย่างดี เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงจีนประจำ แกยอมรับเลยว่าจีนมีวัฒนธรรมหลายอย่างสูงกว่าฝรั่ง ตอนหลังจีนเริ่มแพ้ฝรั่ง แกพยายามยกตัวอย่างว่าดาราศาสตร์ฝรั่งสามารถคำนวณจันทรคราส สุริยคราสได้ดีกว่าของจีน จักรพรรดิจีนก็เริ่มเลื่อมใส หรือพยายามพิสูจน์ว่าจันทรคติแบบจีน ไม่แม่นยำเท่าจันทรคติแบบฝรั่ง จักรพรรดิจีนก็เริ่มเลื่อมใส และแกเห็นว่าถ้าพระจักรพรรดิเลื่อมใสในทางวิชาการก่อน แล้วก็จะโน้มน้าวให้พระองค์มาเข้ารีตถือคริสต์ มนุษย์เราชอบพิสูจน์ว่าใครเหนือกว่าใคร ยกตัวอย่างพระจอมเกล้าที่ตั้งคณะธรรมยุต ท่านสามารถพิสูจน์ให้ฝรั่งเห็นได้ว่าทรงสามารถค้นคิดสุริยุปราคาหมดดวงได้ที่หว้ากอ ไม่แพ้ฝรั่ง ท่านเชิญนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศสมาดูที่หว้ากอเลย ท่านเชิญเจ้าเมืองสิงค์โปร์มาที่หว้ากอด้วย ให้มาดูสุริยุปราคา พวกโหรไทยก็ไม่เชื่อว่าสุริยุปราคาจะหมดดวงได้ นี้แสดงให้เห็นว่าท่านรู้เท่าทันความคิดฝรั่ง แต่แง่เดียวเท่านั้น และการรู้เท่าทันฝรั่งแง่เดียวของท่านเป็นอันตรายต่อพระศาสนาในเมืองไทยด้วย พระจอมเกล้าท่านทำคุณมหาศาล ปีนี้พระชนวารแห่งพระราชประสูติกาลครบ 200 ปี ท่านมีคุณหลายอย่าง แต่ก็ให้โทษหลายอย่าง เพราะท่านเปลี่ยนศาสนาในเมืองไทยให้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างไม่แพ้ฝรั่ง เป็นเหตุให้พระไทยอยากเอาอย่างฝรั่ง และเริ่มเลิกเชื่อไตรภูมิพระร่วง เลิกเชื่อเรื่องตายแล้วเกิด ไปเป็นเปรตเป็นผีเป็นเทวดา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงประเด็นเดียว และการพิสูจน์เรื่องสุริยุปราคาที่หว้ากอว่าไม่น้อยหน้าฝรั่งก็เป็นอีกประเด็น ความคิดที่อยากเอาชนะกัน ก็เหมือนกับริดชี่ที่ไปเมืองจีน พิสูจน์ให้พระเจ้ากรุงจีนยอมรับว่าฝรั่งเหนือกว่า โดยที่สุดท้ายแกก็แพ้ภัยตนเอง เพราะศาสนจักรเห็นว่าริดชี่ไปไกลเกินไป เพราะทางคาทอลิกเขาบอกให้นับถือพระเจ้าองค์เดียว ต้องแต่งตัวแบบฝรั่งเท่านั้น พอไปแต่งตัวแบบจีน เขาก็หาว่าแกปฏิเสธความเป็นตะวันตก แกก็เลยถูกถอด นี้คือตัวอย่างของริดชี่ ต่อจากนั้นมาฝรั่งที่เข้าใจเมืองจีนก็แพ้ภัยไปตามๆ กัน ผมเองเมื่อปีกลายไปประจำอยู่สถาบันที่เรียกว่า Harvard-Yenching มหาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งถือกันว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งของโลก เขาตั้งสถาบันชื่อ Yenching ซึ่งก็คือปักกิ่ง โดยที่สมัยก่อน เรียกเย็นจิง สถาบันนี้ต้องการฝึกฝรั่งให้รู้เท่าทันจีน และฝรั่งที่เรียนมาทั้งหมดก็ล้มเหลว ฝรั่งเองก็ยอมรับว่าเข้าใจจีนไม่แตก ฝรั่งอเมริกันร่วมสมัยคนเดียวที่ผมรู้สึกว่าเข้าใจจีนแตก โดยที่ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ชื่อ ฟริต โมต ซึ่งเคยเขียนลง สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ในสมัยที่ผมเป็นบรรณาธิการอยู่ เมื่อ 2508-2509 ฟริต โมต คนนี้แล ที่เอาเอกสารจีนมาพิสูจน์ให้คนไทยเห็นว่าคนไทยเราไม่ได้หนีมาจากจีนใต้ คนไทยไม่เคยอยู่ที่ภูเขาอัลไต ชนชั้นปกครองของไทยในสยามไม่เคยอยู่ที่คุนหมิง เพราะที่แล้วๆ มาเราไปเชื่อฝรั่งที่รู้ภาษาจีนไม่แตกคือหมอดอด ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกัน ทำไม ฟริต โมต ถึงรู้จักจีนดี เพราะเขาหมดความเป็นฝรั่งไปเอาเลยก็ว่าได้ ทำตัวเป็นจีนและนึกคิดอย่างจีน เพราะฝรั่งที่เข้าไปในจีน ต้องคิดว่าจะแก้ปัญหาในจีน ไปยุ่งกับจีน นี้คือความอหังการ ฟริต โมต เหมือนเจ๊กและมีเมียเป็นเจ๊กด้วย ฝรั่งที่รู้จักอีกวัฒนธรรมหนึ่งไม่ดี ลึกๆ มันจะมีอหังการ โดยที่เป็นมาตลอด หรืออย่างพระคุณเจ้าที่ไปเรียนอินเดียมา ก็จะเห็นสถาบันที่เรียกว่า Max Muller Bhavan ที่กรุงเทพฯ เขาเรียกว่า Goethe Institute เยอรมันเขาถือว่าเกอเธ่เป็นกวีเบอร์หนึ่ง เยอรมันเขายกย่องกวี เมืองไทยเรายกย่องเฉพาะเจ้า หาไม่ก็ทหาร ทุกประเทศที่เยอรมันไปตั้งสถาบันทางวัฒนธรรมจะใช้ชื่อสถาบันเกอเธ่ แต่ที่อินเดียเขาไม่ใช้ชื่อเกอเธ่ เขาตั้งชื่อตาม แม็กซ์ มูลเลอร์ เพราะเขาถือว่า แม็กซ์ มูลเลอร์ เข้าใจวัฒนธรรมอินเดียดีที่สุด เพราะ แม็กซ์ มูลเลอร์ เป็นคนแรกที่พิมพ์คัมภีร์พระเวทเป็นภาษาสันสฤต และพวกพราหมณ์ยอมรับ เพราะคัมภีร์พระเวทไม่เคยพิมพ์มาก่อน แม็กซ์ มูลเลอร์ บอกไม่มีประเทศไหนสวยงามเท่าอินเดีย แต่ แม็กซ์ มูลเลอร์ ไม่เคยไปอินเดีย สำหรับ แม็กซ์ มูลเลอร์ เขาเห็นอินเดียเต็มไปด้วยมนต์วิเศษและโรแมนติก เหมือนคนอังกฤษที่ชื่อ อาเธอ วาเล่ย์ ก็เช่นกัน เขาแปลเรื่องเห้งเจีย เขียนประวัติพระถังซัมจั๋งเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมแปลย่อมาเป็นไทยแล้วชื่อ พระตรีปิฎก เขารู้เรื่องเมืองจีนดี แปลบทกวีของจีน คนจีนนับถือมาก ส่งคนมาเชิญเขาไปเที่ยวเมืองจีน เขาบอกเขาไม่ไป เพราะเขาเข้าใจจีนในสมัยราชวงศ์ถัง สมัยเมื่อศาสนาพุทธรุ่งเรื่องที่สุด พระถังซัมจั๋งไปไซที ไปอินเดีย ก็ช่วงนี้ เขาไม่ต้องการไปเห็นโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองจีน ไปเห็นเมืองจีนที่เอาอย่างฝรั่ง เขาเข้าใจจีนในแง่โรแมนติก เหมือน แม็กซ์ มูลเลอร์ เข้าใจอินเดีย หรือ เฮอมัน เฮสเส ที่แต่งเรื่อง สิทธารถะ ซึ่งไม่ใช่พระพุทธเจ้า สิทธารถะเป็นตัวละครตัวหนึ่งในยุคของพระพุทธเจ้า เหมือนเรื่อง กามนิต-วาสิฏฐี ซึ่งทั้งสองเรื่องมองในแง่โรแมนติก ในแง่บวก ไม่มีลบเลย ต่างจากคนไทยที่ไปเมืองแขก ในเวลานี้ มองแต่ในแง่ลบ เพราะพูดอย่างไม่เกรงใจ คนไทยที่จะรู้สันสฤตดีแทบไม่มี รู้ภาษาฮินดีดีก็ไม่มี แม้พระคุณเจ้าที่ไปอยู่อินเดียนานๆ ก็ไม่แตกฉาน คนไทยคนเดียวที่แตกฉานทั้งภาษาฮินดีและสันสฤตมีเพียง อาจารย์กรุณา กุศลาสัย ที่เข้าใจอินเดียดี นี้จะเห็นได้ว่าการเข้าใจวัฒนธรรมอื่นนั้นไม่ง่าย การจะเข้าใจความคิดของฝรั่ง หรือฝรั่งจะเข้าใจความคิดเรา มันเป็นของยาก อย่างฝรั่งที่เข้าใจความคิดไทย คนแรกที่ปรากฏในพงศาวดารที่เข้าใจความคิดไทยอย่างดีคือ ฟอลคอน ที่แปลว่าเหยี่ยว เป็นคนกรีก รับราชการกับพระนารายณ์ จนได้เป็นเจ้าพระยาวิชเยนทร์ เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นอัครมหาเสนาบดี เข้าเฝ้าหมอบคลานกราบทูลเป็นภาษาไทย มีอิทธิพลในการส่งราชทูตไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งราชทูตไปเฝ้าพระสันตะปาปาที่กรุงโรม แกเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง แกจะเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสด้วยซ้ำไป เพราะแกนึกว่ารู้เรื่องเมืองไทยดี แกเข้าหาพระราชาได้ เข้าใจวัฒนธรรมไทย เดิมถือนิกายโปรเตสแตนต์ ทีหลังมาเปลี่ยนเป็นคาทอลิก เมื่อได้เมียญี่ปุ่น ครั้นเมื่อพระนารายณ์จะสวรรคต แกได้รับคำสั่งให้เข้าไปเฝ้าในวัง แล้วแกถูกทุบตาย ทั้งนี้เพราะความอวดดีหรืออหังการนั้นแล สมัยกรุงเทพฯ คนที่เข้าใจไทยดี ถึงกับเห็นโทษของจักรวรรดิ์อังกฤษ ซึ่งเป็นนายจ้างเดิมของเขา ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนอังกฤษชื่อ อาลาบัสเตอร์ เป็นนักเรียนล่ามรุ่นแรก เพราะอังกฤษเขาพยายามให้คนของเขารู้จักภาษาและวัฒนธรรมอื่นที่ไปเกี่ยวข้องด้วย ถ้ามาเมืองไทยก็จะต้องให้รู้ภาษาไทยให้ดี นี้สำคัญมาก พระธรรมทูตจะไปอยู่ที่ประเทศไหน ต้องรู้ภาษาของประเทศนั้นให้ดี อาลาบัสเตอร์ รู้ภาษาไทยดี จนรู้ว่าอังกฤษเอาเปรียบไทยมาก เลยย้ายจากการรับราชการที่กงสุลอังกฤษ มาทำราชการกับไทย และเป็นคนแรกที่แปลหนังสือ กิจจานุกิจ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ซึ่งเป็นเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศสมัยพระจอมเกล้า และเขียนเรื่องพุทธศาสนาสมัยใหม่ ปฏิเสธเรื่องไตรภูมิ อาลาบัสเตอร์ตื่นเต้นมาก แปลแล้วพิมพ์ที่ลอนดอน ชื่อ The Wheel of the Law นับเป็นครั้งแรกเลยที่ประกาศความเป็นสมัยใหม่ของศาสนาพุทธแบบเถรวาท ตอนนี้มีหนังสือออกมาใหม่ Modern Buddhist Bible โลเปซ เป็นบรรณาธิการ เขาเป็นอาจารย์สอนที่มหาลัยมิชิแกน เขาบอกศาสนาพุทธสมัยใหม่เริ่มที่ลังกา เมื่อพระลังกาวิวาทะกับมิชชันนารี และศาสนาพุทธสามารถใช้วิวาทะเอาชนะมิชชันนารีได้ วิวาทะนั้นเกิดขึ้นเมื่อ ปี 1873 หนังสือของอาลาบัสเตอร์ ออกก่อนนั้นสองปี ศาสนาพุทธสมัยใหม่เริ่มที่เมืองไทย โดยอาลาบัสเตอร์เป็นคนสำคัญ แม้ว่าเขายังถือคริสต์ ต่อมาลูกหลานเขาก็มาถือพุทธ ลูกของเขาคนแรกได้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ได้เป็นพระยา หลานเขาคือ คุณสิทธิ เศวตศิลา ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เคยเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคง เวลานี้เป็นองคมนตรี เศวตศิลา นั้นแแปลมาจาก Alabaster คือหินขาว หมายความว่าในแง่ของอาลาบัสเตอร์ เขาสามารถเข้าใจความคิดของไทย เข้าใจความคิดฝรั่ง แต่เขาโน้มน้าวมาทางไทย แม้เขาเองไม่ได้เปลี่ยนศาสนาแต่ลูกหลานเขาเปลี่ยนศาสนามาเป็นไทยทั้งหมด ดุจดังพวกเฉก อาหมัดที่เป็นมุสลิมและมาจากเปอร์เชียหรืออิหร่าน แล้วก็มาถือพุทธจนเป็นตระกูลบุนนาคในบัดนี้ ไล่ๆ กับอาลาบัสเตอร์ มีฝรั่งอีกคนหนึ่งซึ่งรู้ภาษาไทยดี เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระบรมโอสาธิราชองค์แรก เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิต และคนนี้เขาถือว่ามีความรู้ยิ่งกว่าใครในบรรดาฝรั่งร่วมสมัย เพราะเขาเรียนโรงเรียนวินเชสเตอร์ ที่อังกฤษ ถ้าใครเรียนที่นั่นถือว่าเป็นเบอร์หนึ่ง ไม่ใช่อีตัน ไม่ใช่แฮร์โร ซึ่งเป็นของพวกเจ้า พวกขุนนางไปเรียน ที่วินเชสเตอร์นั้น ต้องมีความสามารถจึงจะเข้าได้ จากนั้นค่อยไปต่อที่อ๊อกซ์ฟอร์ด คนผู้นี้ชื่อ Robert Morant เป็นหลานของ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เขาเข้ามาเมืองไทย รู้ภาษาไทยดีมาก และบุคคลผู้นี้เป็นคนเสนอรัชกาลที่ 5 ในสมัย ร.ศ.112 ไม่ให้ไปรบกับฝรั่งเศส ไม่ให้ซื้ออาวุธ ถ้ารัชกาลที่ 5 เชื่อคนคนนี้ เราก็ไม่เสียประเทศลาวไป ไม่ต้องเสียพระตระบองเสียมราฐ แต่ในหลวงเกลียดคนนี้ ที่ไปเสนอขัดพระบรมราชนโยบาย ต่อมาเขาไปเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการคนแรกของอังกฤษ จนได้เป็น Sir นับได้ว่าคนนี้เข้าใจไทยดี แต่ลึกๆ เขาเป็นคนอหังการแบบอังกฤษ เลยพยายามขัดในหลวง และในหลวงนั้นใครจะไปขัดท่านได้ละ ในหลวงนั้นต้องเดินตามท่าน ถ้าไม่เดินตามท่าน ก็เงียบๆ เสีย ฝรั่งร่วมสมัยอีกคนเป็นอิตาเลี่ยน เข้ามาเมืองไทยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน ชื่อ Gerene ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระสารศาสตร์พลขันธ์ สอนที่โรงเรียนนายร้อย จปร. แต่งหนังสือสำคัญมาสองเล่มเป็นภาษาอังกฤษ แกรู้ภาษาไทยดีมาก เล่มหนึ่งชื่อ จุฬกัตมาลังการ เรื่องตัดจุก เป็นหนังสือที่มีค่ามาก เวลานี้ยังไม่มีคนไทยเขียนได้ดีเท่า อีกเล่มหนึ่งคือเรื่องเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นอิทธิพลให้พระยาอนุมานราชธนเอาอย่างมาเขียนประเพณีไทย เยรินีแกปิดตัวเอง รู้เฉพาะเรื่องประเพณีไทย ศาสนพิธี ไม่อยากรู้ให้มากไปกว่านี้ สุดท้ายก็กลับไปตายที่อิตาลี สมัยต่อมา คนที่รู้ภาษาไทยดีและมีอิทธิพลต่อคนไทยมากในทางลบ แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก คือ เคนเนต เลนดอน ซึ่งเป็นมิชชันนารี สอนศาสนาคริสต์อยู่ที่ปักษ์ใต้ เมียเขาชื่อมากาเร็ต คือคนที่เขียนเรื่องแหม่มแอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม มิชชันนารีนั้นลึกๆ เขาคิดว่ามีสาระที่จะเผยแพร่ เมื่อเอาคนไทยถือคริสต์ไม่ได้ ต้องเอาคนไทยสยบยอมอยู่ในอำนาจฝรั่งให้ได้ เลนดอนนี่ทีหลังมาเป็นที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศอเมริกัน นโยบายอเมริกันแทบทั้งหมดในเมืองไทย ไปจากเลนดอน นโยบายที่ว่าพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ล้าหลัง เป็นศาสนาซึ่งไม่ไปกับโลกตะวันตก ที่เห็นว่าการแก่งแย่งเป็นของดี ศาสนาพุทธสอนเรื่องสันตุฏฐีธรรม ให้พอใจในสิ่งที่มีอยู่ จะทำให้เมืองไทยไม่ก้าวหน้า ความคิดที่ว่างานคือเงิน เงินคืองาน มีต้นตอมาจากเลนดอน แทบทั้งนั้น และเลนดอนสามารถใช้เงินอุดหนุนให้ CIA เข้ามาก้าวก่ายในเมืองไทย ให้เชิญอาจารย์อเมริกันเข้ามาล้างสมองคนไทย คล้ายอเมริกันสมัยนั้นสอนให้เห็นว่าศาสนาพุทธนั้นแย่ ไม่ให้นับถือพระเจ้า ทุกอย่างเป็นลบหมด อโมหะ อโทสะ อโลภะ อะ ทั้งนั้นเลย Negative ทั้งนั้นเลย และคนไทยก็เชื่อกันตามๆ ไปแทบทั้งหมด เวลานี้ตำราในมหาลัยทั้งหมด ไม่ทราบว่าในมหาจุฬาฯ ด้วยหรือเปล่า ใช้ตำราฝรั่งทั้งนั้น มีเจ้าคุณพระธรรมปิฏกเป็นรูปแรก ที่เริ่มเขียนบอกว่าเรื่อง อะ นี้ไม่ใช่เรื่อง Negative อะ นี้มันรวมไปถึงรากเหง้า ให้ถอนไปให้หมด ท่านเป็นพระรูปแรกที่สามารถสู้กับฝรั่งได้ในทางวิชาการ อีกนัยยะหนึ่ง ถ้าเรารู้เรื่องของเราดีจนแตกฉาน ไม่จำเป็นต้องรู้ความคิดฝรั่งดี ถ้าไปรู้ความคิดฝรั่งไม่แตก จะเดินตามฝรั่งอย่างเชื่องๆ และความคิดแบบฝรั่งมันให้โทษมากกว่าให้คุณ ฝรั่งที่รู้เรื่องไทยดีที่สุดที่ปรากฏกับผม ไม่เขียนอะไรเลย เขาเขียนเฉพาะเรื่องที่เขาสนใจ คือเรื่องภาษาไทยต่างๆ คนนี้ชื่อ Bill Gedney ซึ่งรู้ภาษาไทยดีที่สุดในโลก รู้เรื่องไทยแดง ไทยดำ ไทยอาหม ภาษาไทยทุกแขนง อย่าลืมว่าภาษาไทยมีความหลากหลาย เกดนี่ศึกษาหมดเลย และพยายามแสวงหาว่าภาษาไทยมันมีต้นตอหรือเปล่า เขารู้เรื่องวรรณคดีไทยอย่างดี และเท่าที่ผมรู้จักกับฝรั่งมา บางเรื่องของไทยที่ฝรั่งรู้ดีกว่าผมมีเกดนีย์คนเดียว ฝรั่งบางคนเขียนหนังสือเรื่องวรรณคดีไทย ขอให้เขาเขียนคำนำ เขาไม่เขียน เขาบอกว่ารู้ไม่ดีพอ และเขาเคยพูดกับผมว่าเขาพยายามอุทิศตัวให้กับการศึกษาภาษาไทย เขาตายแล้วคนไทยจะได้รู้จักชื่อเขา ปรากฏว่าคนไทยกลับจะรู้จักเขาว่าเป็นพ่อเลี้ยงของ จิตร ภูมิศักดิ์ เท่านั้นเอง เพราะจิตรไปอยู่กับเกดนีย์ตอนเรียนจุฬาฯ และได้ความคิดความอ่านมาจากเกดนีย์เยอะ ที่โดนโยนบกก็ได้เกดนีย์ช่วย และที่เกดนีย์ถูกไล่ออกจากเมืองไทยก็เพราะช่วย จิตร ภูมิศักดิ์ ในเรื่องนี้เกดนีย์ออกจะคล้ายโมต โมตมีความเป็นจีนยิ่งกว่าเป็นอเมริกัน เกดนีย์ก็มีความเป็นไทยยิ่งกว่าอเมริกัน โมตมีเมียจีน เกดนีย์มีเมียไทย บางทีอิทธิพลของเมียจะช่วยได้มาก ฝรั่งอีกคนที่รู้จักไทยดีคือ ฟ. ฮีแลร์ อาจารย์ของผมเอง ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ แกเป็นคนฝรั่งเศส แกพูดภาษาไทยเหมือนกับคนไทยพูด เขียนภาษาไทยเพราะมาก แปลหนังสือภาษาไทยเก่งมาก แต่แกก็ไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งมากมายนัก หากแกสามารถเขียนภาษาไทยได้คล่อง แกพึ่งตายไปเมื่อสัก 30 ปีที่ผ่านมานี้เอง ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว คนอย่าง ยอช เซเดส์ รู้ลึกซึ้งกว่า ฟ. ฮีแลร์ แกพูดและเขียนได้ทั้งไทยและเขมร แถมมีเมียเขมรด้วย หากแกพูดไทยไม่ชัดและแกเน้นหนักทางวิชาการ ไม่ตีโวหารไทยๆ อย่าง ฟ. ฮีแลร์ ดังแลงกาต์ก็เช่นกัน แม้ก่อนหน้านั้นเราก็มีคนอย่างสังฆราชบาทหลวง ปาเลกัว เป็นต้น สำหรับคนไทยร่วมสมัยที่สามารถเขียนภาษาไทยได้ในเวลานี้ คือ ไมเคิล ไรท เขาเขียนลง ศิลปวัฒนธรรม เสมอ เขียนลง มติชนสุดสัปดาห์ เสมอ เขาเป็นเพื่อนกับ สุจิตต์ วงษ์เทศ ผมรู้จัก ไมเคิล ไรท มา 40 ปีแล้ว พบกันครั้งแรกที่พุทธวิหารของลังกาในกรุงลอนดอน ตอนนี้เขารู้สึกว่าเขารู้ภาษาไทยดีมาก และผมคิดว่าใครที่คิดว่ารู้ภาษาไทยดีนั้นคือจุดจบ ไมเคิล ไรท กล่าวหาผมกับ อาจารย์ประเวศ วะสี ว่าผิดที่จะเอาพุทธศาสนาเป็นตัวนำสำหรับทางออกนอกกระแสตะวันตก ไมเคิล ไรท บอกว่าศาสนาพุทธเกิดขึ้น 2,000 กว่าปีมาแล้ว ไม่เหมาะสมแล้ว ที่จะเอามาใช้แก้ปัญหาให้สังคม เขาอหังการขึ้นมา เลยเกิดความตื้นเขินทางปัญญา อันนี้ผมโต้ตอบเขาแล้วในหนังสือชื่อ ฉีกจีวร ย้อนดูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถ้าเขามีเมียไทย อาจจะอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเกดนีย์ก็ได้ แต่ในทางความรู้ที่ลึกซึ้งแล้ว เปรียบไรทกับเกดนี่ย์ มันคนละระดับกันเลย จะอย่างไรก็ตาม ไรทมีอารมณ์ขันอันซอกแซกซุกซนจนถึงกับหันรีหันขวางไปทาง คึกฤทธิ์ ปราโมช เอาเลย หน้า 71 วิเคราะห์ แนวคิดฝรั่ง (3) บทความพิเศษ ส. ศิวรักษ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1254 หมายเหตุ "มติชนสุดสัปดาห์" - บทความพิเศษนี้เรียบเรียงจากการวิเคราะห์แนวคิดฝรั่งสำหรับพระธรรมทูตต่างประเทศ ซึ่ง ส. ศิวรักษ์ พูดที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 ในรายการอบรมพระธรรมทูตรุ่น 10 ผมพยายามจะบอกว่าคนต่างวัฒนธรรมแล้วคิดว่ารู้วัฒนธรรมคนอื่น โดยมีความอหังการ มมังการ นั้นอันตราย ผมยกตัวอย่าง เกดนี่ก็ดี โมตก็ดี นี่เป็นตัวอย่างของความอ่อนน้อมถ่อมตัวซึ่งเมื่อมีมาก การเข้าใจอีกวัฒนธรรมหนึ่งย่อมเป็นไปได้ง่ายขึ้น หรืออย่างน้อยเก็บดาบไว้ในฝัก ไม่ได้ชักออกมา เพราะชักมาทีไรมันมักจะพลาด ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็พยายามให้เห็นว่าไทยมองฝรั่ง ฝรั่งมองไทย มองจีน มองแขก ตอนนี้พักแค่นี้ก่อน เผื่อใครจะถาม (อาจารย์เปิดให้ถาม) คำถาม : ดังที่อาจารย์ได้บรรยายมา สำหรับคนไทยที่ไปเรียนต่างประเทศ จะเห็นว่าอารยธรรมตะวันตก เศรษฐกิจ การเมือง หลั่งไหลเข้าในไทยตั้งแต่สงครามเย็น จากคนที่จบมาจากต่างประเทศ ทำให้คนไทยและพุทธศาสนาเปลี่ยนไป อย่างในหลวงตรัสไว้ว่าการรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ อยากให้อาจารย์เสริมตรงจุดนี้ อาจารย์สุลักษณ์ : ขอบคุณพระคุณเจ้า เรื่องนี้สำคัญ โดยอยากขอให้อดใจรอ ผมอยากจะพูดกระบวนความทั้งหมดก่อน ผมจะขอสรุปย่อๆ ให้ฟัง ครั้งแรกผมพูดถึงความคิดฝรั่งว่ามันมาจากวัฒนธรรม ฮีบรู คริสต์ ซึ่งมันขัดกันกับอารยธรรมของกรีก นี้คือพื้นฐานสำคัญของตะวันตก เหตุผลกับความเชื่อมันขัดกัน และทีหลังความเชื่อมันถูกเหตุผลฆ่า และข้อเสียของเหตุผลมันติดอยู่แต่ในวัตถุ ดังนั้น ตัวเหตุผลมันจึงพ้นจากตัวคุณธรรม ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ ในทางตรรกวิทยา อันนี้เป็นปัญหาพื้นฐานของตะวันตก และถ้าหากพระคุณเจ้าอยากจะเข้าใจตะวันตกในปัจจุบันที่ผมยังไม่ได้พูดถึง มีหนังสือดีอยู่เล่มหนึ่ง คนเขียนชื่อ วีระ สมบูรณ์ เป็นลูกศิษย์เจ้าคุณพระธรรมปิฎก เขาเขียนเมื่อเจ้าคุณพระธรรมปิฎกอายุครบ 60 ปี เรื่อง อริยวินัย เขาชี้ให้เห็นเลยว่าโลกปัจจุบันเป็นสมัยสุดโต่งของความทันสมัย มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เขาพูดว่ามีเจ็ดประเด็นที่กำลังครอบงำเราอยู่ โดยที่ผมจะไม่พูดประเด็นที่ว่านี้ แต่โดยหัวข้อที่เขาตั้งมานับว่าเป็นการวิเคราะห์แนวคิดฝรั่งสำหรับพระธรรมทูตได้อย่างมีประโยชน์ ด้วยความเคารพ พระธรรมทูตทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะไทย ทุกชาติที่ไปเมืองฝรั่ง ไม่มีใครตีความคิดฝรั่งแตกเลยสักคน พูดอย่างนี้น่าหมั่นไส้ คนที่ไปอยู่เมืองฝรั่งนานและก่อนกว่าเพื่อน คือ ดี ซี ซูซูกิ เป็นคนญี่ปุ่นและเป็นคนแรกที่ไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่เมืองฝรั่ง ในอเมริกา หลังจากเกิดศาสนสภาโลก ปี 1883 และครบร้อยปีอีกครั้งที่ ชิคาโก 1983 หลังจากนั้นมีครั้งที่ 3 ที่แอฟริกาใต้ ค.ศ.1999 ปีนี้จะมีที่สเปน เดือนกรกฎาคม เผอิญประชุมครั้งแรกผมยังไม่เกิด ในรัชกาลที่ 5 จึงไม่ได้ไป ครั้งที่ 2 ผมไปร่วมที่ชิคาโก คนไทยได้รับเชิญไปสองคน เจ้าคุณพระธรรมปิฎกกับผม เผอิญท่านเจ้าคุณอาพาธ ไปไม่ได้เลยส่งพระครูปลัดฯ ไปอ่านสารแทน แอฟริกาใต้ผมก็ไป เดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ผมก็จะไป ในการประชุมครั้งแรกคนที่มีบทบาทคือท่านอนาคาริกะธัมมปาละ จากลังกา ท่านผู้นี้ได้รับอิทธิพลความคิดในทางพุทธศาสนาจากคนสองคน เป็นฝรั่งทั้งคู่ คนหนึ่ง Colonel Olcott เป็นฝรั่งคนแรกที่ประกาศตัวเป็นพุทธศาสนิกที่ลังกาและรับเบญจศีล อีกคนชื่อ Mme Blavasky โดยที่เมื่อสองท่านนี้ไปญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็เอาความคิดของทั้งสองคนมาพิสูจน์ว่าตัวเองทันสมัย ศาสนาพุทธทันสมัย ผมบอกเลยว่าเราเคราะห์ดีมากที่เมืองไทยไม่ต้องอาศัยฝรั่ง ของเราทันสมัยเอง เพราะพระจอมเกล้าท่านศึกษาภาษาอังกฤษ และพยายามพิสูจน์กับพวกมิชชันนารี ว่าพุทธศาสนาทันสมัยกว่าคริสต์ศาสนา ท่านธัมมปาละก็ไม่ได้เข้าใจความคิดฝรั่ง ซูซูกิไปอยู่เมืองฝรั่ง ไปแปลหนังสือที่เมืองฝรั่ง เป็นคนที่มีอิทธิพลกับฝรั่งมาก แต่แกก็ไม่เข้าใจตะวันตกเท่าไร ทั้งๆ ที่แกมีเมียแหม่ม หรือพระดังที่สุดในเวลานี้ในตะวันตก คือ ท่านติช นัท ฮันท์ เป็นพระญวน รู้ภาษาฝรั่งเศสดีมาก รู้สันสกฤตดี รู้บาลีดี รู้จีนดี รู้เวียดนามดี หนังสือท่านเวลานี้ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ในบรรดาพระในเอเชียอาคเนย์ไม่มีหนังสือใครขายดีเท่าของท่าน ท่านตั้งคณะสงฆ์ในฝรั่งเศส ใครก็ต้องไปที่นั่น คนไทยก็ไปบวชที่นั่นแล้ว บวชภิกษุณีด้วย ท่านยังไปตั้งสำนักสงฆ์ในอเมริกาอีก 2 แห่ง ใหญ่โตมาก แต่ท่านก็ไม่เข้าใจความคิดของฝรั่ง แม้ว่าท่านจะอ่านปรัชญาตะวันตกแตก ในกรณีของ ท่านนัท ฮันท์ ด้วยความเคารพ ท่านอยู่แบบสมณะ แบบบรรพชิต ในแง่หนึ่งเป็นของดี เป็นชีวิตพรหมจรรย์ แต่สิ่งหนึ่งที่ปกป้องไม่ให้เข้าใจฝรั่ง คือชีวิตพรหมจรรย์จะมีกรอบล้อม โดยเฉพาะเมื่อเป็นพระผู้ใหญ่ขึ้นมาจะมีพระผู้น้อยแวดล้อม มีลูกศิษย์ลูกหาแวดล้อม จะแหวกไปเข้าใจตะวันตกได้ยาก ด้วยความเคารพ เจ้าคุณพระธรรมปิฎกก็เช่นเดียวกัน ยิ่งท่านเจ้าคุณศึกษาเฉพาะเจาะจงไปที่เถรวาทด้วยแล้ว ความคิดฝรั่งที่ท่านได้รับก็ได้มาจากหนังสือที่ท่านอ่านเท่านั้นเอง เพราะการรู้จักฝรั่ง ต้องตีรากเหง้าให้แตก นอกจากนั้น ต้องคบเพื่อนฝรั่งอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ คบกับคริสต์ คบกับมุสลิม พระทำได้ยากมาก ท่านนัท ฮันท์ ก็ทำไม่ได้ แม้ทะไลลามะก็เช่นกัน ตอนนี้งานเขียนของท่านกว้างขวางไม่แพ้ ท่านนัท ฮันท์ แต่ท่านก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจฝรั่ง ก่อนหน้านี้มีท่านอูฐิติละ ซึ่งเป็นพระพม่า ไปอยู่ที่อังกฤษก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่อังกฤษนาน พูดอังกฤษได้ดีมาก ท่านก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจความคิดของฝรั่ง ชาวพุทธที่เข้าใจความคิดฝรั่งอย่างแตกฉาน ที่ปรากฏกับผมคือท่านโซเกียม ตรุงปา ซึ่งเป็นคนทิเบต ที่เขาเชื่อกันว่ากลับชาติมาเกิดเป็นครั้งที่ 11 ท่านหนีออกมาพร้อมๆ กับทะไลลามะ มาตั้งวัดแห่งแรกในยุโรปชื่อ ซัมยักเล อยู่ในสกอตแลนด์ และท่านบอกว่าถ้าท่านไม่สึก ท่านจะไม่มีวันเข้าใจฝรั่งได้ และพอสึกออกมา ท่านเป็นฝรั่งยิ่งกว่าเป็นคนทิเบต อีกนัยหนึ่งคือท่านเมาอยู่เกือบตลอดเวลา มีสุราเมรัยเป็นเจ้าเรือน และถ้าพูดอย่างเถรวาทท่านผิดศีลข้อ 3 อยู่เกือบตลอดเวลาด้วย ท่านมีเมียหลายคน แต่ท่านถือว่าทุกอย่างจะต้องเปิดเผย เวลาท่านไหว้พระ เมียท่านนั่งเรียงเลย เมียเบอร์ 1, 2, 3, 4 ซึ่งก็ไม่แปลกประหลาด เพราะพระจอมเกล้าท่านก็มีเมียถึง 80 คน ก็ไม่เห็นใครว่าผิด นี่เราไปถืออย่างฝรั่งในการมีเมียเดียว ท่านตรุงปาท่านมีเมียและท่านเมา เวลาท่านจะพูดต้องอุ้มมาขึ้นธรรมาสน์เพราะท่านเมา แต่พอท่านเริ่มพูด คนฟังนิ่งเงียบ ท่านพูดชัดเจน อธิบายเรื่องยากให้รับรู้ได้ง่าย พูดจบถอดเทปเอามาพิมพ์โดยไม่ต้องแก้สักคำ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องอภิธรรมของท่าน ผมอ่านอภิธรรมมาไม่เคยเห็นว่าใครพูดเรื่องอภิธรรมได้ดีเท่าท่านตรุงปา พระอภิธรรมในเมืองไทยถือเป็นเรื่องยากมาก ผมอยากให้แปลเป็นไทย ผมถาม พระไพศาล วิสาโล แล้ว ท่านก็บอกว่าเกินฝีมือท่าน และท่านตรุงปาก็เป็นคนเดียวที่เผยแผ่ศาสนาได้มากกว่าใครทั้งหมด ท่านตั้งมหาวิทยาลัยพุทธที่สหรัฐอเมริกา มีสาขาวิชาที่เป็นวิถีของพุทธ และที่ไม่ใช่วิถีของพุทธ ซึ่งเรียกว่าศัมภาลา คุณไม่ต้องถือพุทธก็ได้ ที่ต่างจากศาสนาอื่น ที่ต้องการให้คนมานับถือพระเจ้า แต่ของเรา พระบรมศาสดาต้องการให้เราสามารถเปลี่ยนความโลภให้เป็นทาน เปลี่ยนความโกรธให้เป็นเมตตากรุณา เปลี่ยนความหลงให้เป็นปัญญา คุณจะถือศาสนาหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น แต่ถ้าถือพุทธศาสนา ต้องถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ซึ่งเมืองไทยมีผู้ที่ถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะน้อยมาก หมายความว่าเราถือว่าชีวิตของเราอุทิศให้กับพระผู้มีพระภาค เพื่อเราจะได้เกิดความตื่นจากความเห็นแก่ตัว เราถือพระธรรมเป็นสรณะ เพราะเราถือว่าหนทางของพระธรรม เป็นหนทางของเรา หนทางของอริยมรรค หนทางของสัจจะ หนทางของความจริง ความงาม ความดี เราถือพระสงฆ์เป็นสรณะ เพราะเราเชื่อในชีวิตชุมชนที่เรียบง่าย ชุมชนที่ตักเตือนกันและกัน เพื่อจะเดินทางไปสู่ความสะอาด สว่าง สงบ ผมคิดว่าถ้าเราถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะต้องเป็นแบบนี้ โดยเราจะเริ่มที่ความอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วเดินตามทางของทาน ศีล ภาวนา แต่ถ้าเรารับไตรสรณาคมน์เพียงแค่การกราบไหว้ แล้วปากว่าตามพระเป็นภาษาบาลีอย่างเป็นพิธีกรรม แล้วเรานับถือเงิน เรานับถืออำนาจ เรานับถือยศศักดิ์ นี่ไม่ได้เข้าถึงพระไตรรัตน์ โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่ของเราในเวลานี้หลายท่าน นับถือยศศักดิ์มากกว่านับถือพระพุทธเจ้า นับถือเงินมากกว่าพระพุทธเจ้า ยิ่งมียศสูงมาก ยิ่งเบ่งมาก ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา ขนาดพระผู้ใหญ่ของเรายังเป็นถึงเพียงนี้ ไม่ต้องพูดถึงฆราวาส หน้า 68 วิเคราะห์ แนวคิดฝรั่ง (จบ) บทความพิเศษ ส. ศิวรักษ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1255 หมายเหตุ "มติชนสุดสัปดาห์" - บทความพิเศษนี้เรียบเรียงจากการวิเคราะห์แนวคิดฝรั่งสำหรับพระธรรมทูตต่างประเทศ ซึ่ง ส. ศิวรักษ์ พูดที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 ในรายการอบรมพระธรรมทูตรุ่น 10 กราบเรียนด้วยความเคารพ พระธรรมทูตที่จะออกไปต่างประเทศ ถ้าถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ต้องฝึกปฏิบัติตน ให้เปลี่ยนโลภจริตเป็นทานมัย เปลี่ยนโทสจริตเป็นเมตตากรุณา เปลี่ยนโมหจริตให้เป็นปัญญา และวิธีนี้เป็นวิธีที่เดินตามไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่มีพื้นฐานอันนี้ ถึงแม้จะเข้าใจความคิดฝรั่ง พูดภาษาฝรั่งได้ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะพระธรรมทูตส่วนใหญ่ไปเป็นทูตทางวัฒนธรรม หมายความว่าไปอยู่ในวัดไทย มีธงชาติ มีพระบรมรูป มีพระพุทธรูป ทอดกฐิน คนที่มาทอดก็ไม่เข้าใจอานิสงส์ของกฐิน การผูกพัทธสีมาหมายความว่าวัดไหนจะได้เงินมากเท่าไร แล้วพระธรรมทูตก็ชอบมีรถยนต์ ผมยังไม่เห็นเลยว่าพระธรรมทูตจะไปมองเห็นความยากจนของสหรัฐ พูดในแง่นี้ ถ้าเปรียบกับเวียดนามเราก็แพ้เขาแล้ว เวียดนามคนที่มาทำบุญจะต้องนั่งภาวนาด้วย จะต้องปวารณาเหมือนพระตอนออกพรรษา เขาทำทุกปักษ์ ให้มาขอโทษเวลาทำผิด เหมือนพระปลงอาบัติ เวลานี้การปลงอาบัติและการปวารณาของเราเป็นเพียงรูปแบบ แต่ของเขากำลังกลับไปหาเนื้อหาสาระ ทำไม ? หรือเพราะบ้านเมืองเขาแตกมา บ้านเมืองเขาถูกทำลายไป ทิเบตเช่นกัน คนที่จะมาถือพุทธแบบทิเบต ต้องกราบอัฏฐางคประดิษฐ์แสนครั้ง มันต้องลดความอหังการทั้งหมด และเมื่อรับไตรสรณาคมแล้ว ต้องรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ วันหนึ่งครึ่งชั่วโมงก่อนนอน ครึ่งชั่วโมงตอนเช้า ทะไลลามะท่านตื่นตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง ท่านภาวนาวันละ 3 ชั่วโมงทุกวัน ศึกษาพระธรรมต่างๆ ท่านไม่ต้องรู้ภาษาอังกฤษดี แต่คนนับถือท่านทั่วโลกเลย จีนไปตีเมืองของท่าน ยึดครองไป 45 ปี ทำลายวัด 6,000 วัด เอาพระไปทรมาน เอาแม่ชี สามเณรีไปชำเรา ท่านบอกเราต้องไม่เกลียดจีน เราต้องรักจีน ให้อภัยเขา ท่านไม่ได้พูดเท่านั้นแต่ท่านทำด้วย อันนี้คือสิ่งที่ทำให้คนตื่นเต้นกับศาสนาพุทธ ท่านบอกท่านไม่รู้จักฝรั่ง ท่านพูดภาษาฝรั่งได้บ้าง เมื่อสอนธรรมะลึกๆ ต้องใช้ล่าม ท่านนัท ฮันห์ สอนธรรมได้ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ลึกๆ ท่านก็เขียนเป็นภาษาญวน อาจารย์พุทธทาสพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่งานของท่านก็มีแปลไปเป็นภาษาต่างๆ มาก โดยที่ท่านมีความเป็นทาสของพระพุทธเจ้าอยู่ ความเป็นอมตะของท่านอยู่ที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น พระคุณเจ้า ถ้าถามผม การเป็นพระธรรมทูต ประการแรก ทูตแต่ละคนต้องมีธรรมะอยู่ในตัวก่อน มีสมณะสารูป มีความเข้าใจในธรรมะ อันนี้ถึงจะมีอิทธิพลต่อฝรั่ง การเป็นพระธรรมทูตที่ดีต้องมีธรรมะ มีสมณะสารรูป ถ้ายังรู้ภาษาอังกฤษไม่ดี ก็สอนธรรมะให้คนไทย ถ้าประพฤติปฏิบัติธรรมแตกฉาน สอนฝรั่งเป็นภาษาไทยก็ได้ สมัยนี้หาล่ามได้ไม่ยาก ผมดีใจเพราะเพิ่งไปอเมริกา กลับมาเมื่อวาน ไปพบธรรมทูตรุ่นที่ 9 สองรูป พร้อมกับท่านพระมหาจรรยา ที่เคยอยู่เชียงใหม่ ท่านทำง่ายๆ วัดพุทธปัญญาที่ท่านอยู่ ทุกวันเสาร์ท่านออกไปบิณฑบาต ด้วยความเคารพ พระธรรมทูตส่วนใหญ่ไม่ออกไปบิณฑบาตกันแล้ว เมื่อท่านบิณฑบาตเสร็จ จะไปฉันในสวนสาธารณะใกล้ๆ ชาวบ้านก็ตามไป ทีแรกมี 5-6 คน ตอนนี้มี 40-50 คน แล้วก็มีธรรมสากัจฉา และนั่งภาวนาด้วยกัน เหมือนสวนโมกข์ ไม่ใช่มีวัดอิฐวัดปูนอย่างใหม่ที่มีเต็มไปหมดแทบทุกวัด ลานวัดก็กลายเป็นลานจอดรถ และโดยเฉพาะเมรุเป็นสัญลักษณ์ในการหาเงินทั้งนั้น อย่างธรรมกายสร้างเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุด ก็เพื่อหาเงิน เพราะเรากำลังเข้าสู่ลัทธินับถือเงินเป็นใหญ่ นี่ถ้าพระธรรมทูตไม่นับถือเงิน ไม่นับถืออำนาจ มานับถือพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า แม้จนวิชาอื่นๆ ที่เป็นเดรัจฉานวิชา ควรจะปรับมาเป็นธรรมะได้ ดูหมอก็ได้ แต่ไม่ใช่เพื่อการเซ็งลี้ แต่ควรจะโปรดญาติโยม เพื่อให้เขาเข้าหาธรรมะ อาจารย์ผม เจ้าคุณพระภัทรมุนี วัดทองนพคุณ เป็นโหรเบอร์หนึ่งของจังหวัดธนบุรี พ่อผมเป็นคนไม่นับถือพระ พอเกิดความทุกข์ในชีวิตก็ไปหาท่าน เพื่อจะดูหมอ ดูหมอไป ท่านก็สอนธรรมะไป พ่อผมก็เลยกลับมานับถือพระ เพราะแต่ก่อนพ่อผมเห็นว่า พระนั้นบ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ สวดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านถึงกับพูดกันว่าไปขอทานก็ว่า ไปโปรดสัตว์ นั่งยองๆ สองรูป ก็เรียกว่าปลงอาบัติ นี่ขนาด 70-80 ปีก่อนคนยังมองพระไปเช่นนี้แล้ว แล้วคนสมัยนี้จะไม่เบื่อไปกว่านี้หรือ ขนาดสมัยก่อนยังไม่มีอลัชชีเหมือนสมัยนี้ด้วยซ้ำไป พ่อผมนับถือเจ้าคุณภัทร เลยเอาผมไปบวชกับท่าน ผมเลยได้รับบารมีจากท่านจนเริ่มเข้าใจพุทธศาสนา โดยที่พระธรรมทูต เมื่อมีความรู้อะไรก็นำมาใช้ เหมือนพระทิเบตเขาเชี่ยวชาญเรื่องยา และการทำยาแบบทิเบต ไม่ใช่การทำยาแบบอายุรเวท การทำยาของเขา ต้องอาราธนาพระไภษัชคุรุพุทธมาร่วม พระพุทธเจ้าท่านเป็นทั้งหมอ เป็นทั้งครู อาราธนาท่านมาเพื่อรักษา และยาของเขาไม่ใช่เป็นไปเพื่อขาย คนนับถือมาก และการดูหมอ มันต้องไปพ้นการค้าขาย หรือไปพ้นความเห็นแก่ตัวของพระหมอ บางรูปเธอเอาอาชีพเช่นนี้ใช้เป็นบันไดไต่เต้าเอาดีเพื่อตนเอง บางทีก็ใช้เพื่อเอาเปรียบผู้อื่น ถ้าพระหมอไม่เห็นแก่ตัว วิชาหมอดูก็ผันมาเป็นธรรมะ และพวกเดรัจฉานวิชาเหล่านี้ต้องนำมารับใช้ธรรมะ โดยที่พระธรรมทูตต้องมีธรรมะเป็นหัวใจก่อน และเมื่อเขามาวัด ซึ่งเป็นการดีอยู่แล้ว แต่ควรจะสอนเขาไม่ให้กินเหล้ากินยา ไม่ให้แข่งกันทอดกฐิน ควรจะให้เขาเห็นอานิสงส์ของกฐิน ว่ามันช่วยให้เกิดความสามัคคี ซึ่งถ้าเราเข้าใจเนื้อหาสาระของเราเองและนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสมัยได้ ผมคิดว่าเนื้อหาอยู่ตรงนี้ มากกว่าการไปเข้าใจความคิดของฝรั่ง เพราะการเข้าใจความคิดฝรั่งให้ทั้งคุณและโทษ จะเข้าใจจริงๆ ต้องแตกฉาน ถ้าไม่แตกฉานแล้วละก็ ควรแตกฉานในพระธรรมวินัยดีกว่า โดยมีศีล สมาธิ ปัญญาเป็นพื้นฐาน และสิ่งนี้จะวิเศษสุดสำหรับพระคุณเจ้าที่จะโปรดญาติโยม โดยที่ภาษาฝรั่งไม่ต้องรู้ก็ได้ ถ้ามีธรรมและวินัยถึงพร้อม เดี๋ยวจะมีล่ามแปลเอง อย่างท่านอาจารย์ชาก็ไปสอนเมืองนอก ท่านเองก็ไม่รู้ภาษาฝรั่ง มีคนขอให้ท่านตั้งคณะสงฆ์ที่ประเทศอังกฤษ ท่านบอกต้องมี (1) คนอังกฤษพร้อมที่จะใส่บาตร พระของท่านต้องถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถ้าไม่ใส่บาตร ท่านไม่ส่งธรรมทูตไป (2) พระของท่านจะต้องถือตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด พระไปไหนรูปเดียวไม่ได้ จะต้องมีคนคอยถือสตางค์ให้ อันนี้ไม่ใช่เราจะต้องเอาแบบอย่างของท่าน แต่นี่แสดงให้เห็นเนติแบบอย่าง อย่างหนึ่ง และปรากฏว่าสายของท่านที่อังกฤษแพร่หลายมาก ที่อเมริกาก็มี ที่ออสเตรเลียก็มี ที่นิวซีแลนก็มี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระฝรั่ง แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะไม่รู้วัฒนธรรมไทยดี แต่ท่านรู้ธรรมวินัยดี ซึ่งประเด็นของการเป็นพระธรรมทูตอยู่ตรงนี้ คือรู้ธรรมวินัยดี ลดความเห็นแก่ตัว เอื้ออาทรต่อสรรพสัตว์ ผมว่าหัวใจของพระธรรมทูตอยู่ตรงนี้ มากกว่าการรู้จักความคิดของฝรั่ง และที่กราบเรียนแสดงบรรยายมาชั่วโมงครึ่ง ผมคงต้องลงจากธรรมาสน์ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
หน้า 70
|