|
||||||||||
|
Thaksinocrony : Bad governance , Popular government ระบอบทักษิณ : อธรรมาภิบาลแต่ราษฎรนิยม
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9643 "เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่พอใจ ดีกว่าเป็นหมูตัวหนึ่งที่พอใจ เป็นนักปราชญ์โสคราติสที่ไม่พอใจ ยังดีกว่าเป็นไอ้งั่งที่พอใจ" จอห์น สจ๊วต มิลล์ อาจารย์ธีรยุทธ์ บุญมี วิเคราะห์และวิพากษ์รัฐบาลมาหลายรัฐบาลแล้ว รวมทั้งรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่บทวิเคราะห์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และแถลงต่อสื่อมวลชน เรื่อง "4 ปี ระบอบทักษิณ ก้าวสู่การเมืองระบอบเผด็จการพรรคเดียวของไทยรักไทย มุ่งยึดสัมปทานประเทศ" นั้น เข้มข้นลุ่มลึกเป็นลูกระเบิดลูกใหญ่ที่สุดของท่านนายกฯทักษิณ ตั้งแต่เป็นผู้นำประเทศ สำหรับสังคม บทความสั้นๆ นี้ จะเป็นคบไฟทางปัญญาที่มีคุณูปการ สามปีแรกของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยนั้น นายกฯทักษิณใช้อำนาจทางการเมืองที่ได้จากการมอบให้ของประชาชน เป็นผู้กำหนดวาระ(Agenda) แห่งชาติในเรื่องต่างๆ แทนการชงเรื่องมาของระบบราชการ รัฐบาลมีโครงการออกมามากมาย อย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำได้มาก่อน รัฐบาลดูเข้มแข็งขยันขันแข็งกว่าระบบราชการ ภาพของรัฐบาลคือรัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ระดับอินเตอร์ เป็นผู้มากอบกู้ประเทศไทยจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ มีนโยบายดีๆ ออกมามาก และต้องการเปลี่ยนประเทศไทย ความสามารถในการกำหนดวาระ(Agenda) ในเรื่อง ใดๆ ให้แก่สังคมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงที่มาของอำนาจ ผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถกำหนดและกำจัดวาระได้ตามใจตัว แต่อำนาจมีที่มาหลากหลาย หนึ่งในโครงสร้างของอำนาจนั้น คืออำนาจทางปัญญาความคิด รวมกันเป็นองค์หรือโครงสร้างของความรู้ จุดเด่นของบทวิเคราะห์ของอาจารย์ธีรยุทธ์ บุญมี ในครั้งนี้อยู่ที่การกำหนดวาระขึ้นมาใหม่สำหรับสังคมไทย ในวิธีการมองผู้นำของประเทศ ระบอบทักษิณ นโยบายและผลงานในรอบสี่ปี โลกทัศน์วิธีการวิเคราะห์สังเคราะห์บทสรุปนั้น ไม่ใช่เหล้าเก่าในขวดใบใหม่ อ.ธีรยุทธกำลังบอกอะไรแก่สังคม ในความเห็นของผม ถ้าจะใช้คำที่สั้นที่สุด แต่ให้ความหมายที่ครอบคลุมค่อนข้างสมบูรณ์ที่เข้าถึง Spirit ของบทความที่สรุปปัญหาของท่านผู้นำของเรา และของระบอบทักษิณในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ก็คือการทำงานหรือการปกครองประเทศของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีปัญหาที่ฝรั่งเรียกว่า Bad Governance หรืออธรรมาภิบาล ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า Good Governance หรือธรรมาภิบาล หรือธรรมรัฐ ซึ่งคือ การปกครองบริหารจัดการประเทศโดยธรรม(สำหรับพระราชา ก็คือการปกครองโดยหลักทศพิธราชธรรม) คำว่า Governance นี้ ก็คือการใช้อำนาจ ในความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยสังคม Governance เป็นคำทางสังคมศาสตร์ ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้มากที่สุด ถ้าใช้ในความหมายที่กว้างที่สุด ซึ่งจะใช้ในที่นี้ ก็คือการใช้อำนาจของรัฐที่มีผลต่อคุณภาพชีวิต สวัสดิภาพ และสวัสดิการ(Welfare)ของชีวิตของประชาชน องค์รวมของคุณภาพของการใช้อำนาจรัฐ ย่อมจะต้องคำนึงถึงการใช้นโยบายที่เหมาะสม การมีกติกาของสังคม หรือที่เรียก "สถาบัน" ที่ดี การบริหารจัดการเศรษฐกิจ เสรีภาพทางการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน และการแสดงความเห็น การโวยวาย(Voice) ในทางการเมือง ความโปร่งใสและความรับผิดชอบในหน้าที่(Accountability) การเอาจริงเอาจังของรัฐ ในการควบคุมและกำจัดคอร์รัปชั่น เป็นต้น ที่ผ่านมางานวิจัยระหว่างประเทศล่าสุดจากธนาคารโลก(โดยนาย Huther และ Shah) ที่มีการหาดัชนีรวมของการมีธรรมาภิบาล หรือ Good Governance ประเทศไทยมักจะอยู่ในอันดับที่ไม่ดี มีคะแนนต่ำมาก(43 จาก 100) แม้จะสูงกว่าจีน และอินเดียเพียงเล็กน้อย แต่มีคะแนนต่ำกว่าเกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ค่อนข้างมาก ถ้าแปลงบทความวิเคราะห์ของ อ.ธีรยุทธเป็นการหาดัชนีรวมของ Good Governance ของระบอบทักษิณ ในรูปแบบงานวิจัยของธนาคารโลก คะแนนรวมจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก และจัดอยู่ในประเภท Bad Governance อธรรมาภิบาลของระบอบทักษิณ ในรอบระยะเวลาสี่ปีมีลักษณะอย่างไร อ.ธีรยุทธมองรัฐระบอบทักษิณที่ผู้นำและสหายทางการเมือง แม้จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ในรอบสี่ปีที่ผ่านมาระบอบทักษิณมิใช่รัฐที่มุ่งพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งยั่งยืน(Developmental State) ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพราะระบอบทักษิณที่ผ่านมา ตัวผู้นำเองมิได้มีความเข้าใจกลไกเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้งพอ มิได้มีวิสัยทัศน์ที่ลุ่มลึกกว้างไกล เห็นได้จากนโยบายที่มุ่งการใช้จ่ายเงิน และการทำการตลาด เห็นได้จากหนังสือที่อ่าน หรือการปราศรัยบนเวทีโลก ระบอบทักษิณไม่เคยสนใจการสร้างประชาสังคมหรือ Civil Society ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของสังคมระบบทุนนิยมที่ดี Mentality ของผู้นำ และเนื้อในของระบอบทักษิณจึงมองศักยภาพของคนได้เพียงมิติแคบๆ มิติเดียว คือ กระตุ้นให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ และรัฐระบอบทักษิณก็คิดเป็นเพียงแค่จัดหาเงินให้ มิติของคนที่ควรมีความเป็นสัตว์การเมืองและสัตว์สังคมที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ เป็นแค่ Means ไม่ใช่ End ระบอบทักษิณเป็นรัฐประชานิยมที่ใช้นโยบายติดสินบนประชาชน เพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนทางการเมือง เป็นการติดสินบนแบบ ด้นไปเรื่อยๆ (Muddling Through) ไม่ใช่การมีแผนพัฒนารัฐสวัสดิการอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน ระบอบทักษิณเป็นรัฐกาฝาก ที่มีฐาน หรือรากเหง้ากลุ่มทุนใหญ่ ที่เติบโตมาจากการผูกขาดในระบบสัมประทาน ทุนการค้าและบริการ ไม่ใช่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมที่โตมาจากนวัตกรรมและการพัฒนา ทุนกาฝากจึงเป็นทุนที่ต้องเข้าถึงอำนาจรัฐทั้งทางตรง(เช่น ลงเลือกตั้งและให้เงินพรรค)และทางอ้อม และใช้อำนาจรัฐเพื่อการดำรงอยู่ของการผูกขาดการเติบโตและขยายตัวทางธุรกิจ ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจในคราบนักการเมืองในระบอบทักษิณจึงใช้ State Apparatus เป็นกลไกในการคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ สูงมากกว่าในอดีต คอร์รัปชั่นทางการเมืองจึงมีปัญหาไม่น้อยไปกว่าระบบราชการ และเป็นปัญหาที่ผู้นำของประเทศไม่เคยให้ความสนใจอย่างจริงจัง ถ้าระบอบทักษิณมีองค์ประกอบของ Governance ที่เลวทั้งหมด ทำไมรัฐบาลทักษิณจึงยังได้รับความนิยมจากประชาชน(สมมุติในการเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลพรรคไทยรักไทยยังครองเสียข้างมาก) อธรรมาภิบาลซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งปรารถนา ไม่ว่าจะสำหรับสังคมใด จะมีผลอย่างไรในระยะยาว ถ้าระบอบทักษิณยังดำรงอยู่ต่อไป(สัมปทาน 30 ปี?) สังคมจะมีการปรับตัวอย่างไร คุณค่าสำคัญๆ ที่มนุษย์ในแต่ละสังคม ยึดมั่นถือมั่น เพื่อเป็นกรอบในการดำรงชีวิตอย่างผาสุก ที่เป็นคุณค่าสากล มีอยู่ร่วมกันในทุกสังคมสมัยใหม่ เช่น การมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมกันในโอกาส เสรีภาพทางการเมือง การมีสังคมที่มีหลักนิติธรรม แต่ละสังคมอาจจะให้ความสำคัญ หรือน้ำหนักที่แตกต่างกัน เช่น ในด้านความเป็นธรรมทางสังคม หรือความเท่าเทียมกันในเชิงผลลัพธ์ การให้ความสำคัญแก่คุณค่าต่างๆ เหล่านั้นที่ต่างกันในแต่ละสังคม ตามวิถีทางการ พัฒนาวัฒนธรรมจึงกำหนดเป็นความคาดหวังของสังคมในระดับธรรมาภิบาลของรัฐ กรณีของไทยคงคล้ายกับหลายๆ ประเทศกำลังพัฒนา ที่รายได้ของคนจำนวนมากยังต่ำ สังคมให้ความสำคัญสูงกับความก้าวหน้า หรือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาในอดีต รวมทั้งสี่ปีของระบอบทักษิณ คอร์รัปชั่น และการเล่นพวกพ้องเลือกปฏิบัติ และอธรรมาภิบาล จากองค์ประกอบต่างๆ ของไทย ยังไม่ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของคนในสังคม การลงทุนของเอกชนและความเจริญเติบโต จึงมีอยู่สูง สาเหตุเพราะนโยบายอื่นๆ และปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญยังส่งเสริมความเจริญเติบโต ผลในเชิงลบของระบอบทักษิณยังไม่แสดงอาการในขณะนี้ เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น คนชั้นกลางจำนวนมาก ยังไม่ถูกกระทบในทางเศรษฐกิจ คนจำนวนมากไม่มีข้อมูล และมีขีดจำกัดในการรับรู้ ความเป็นมาและความเป็นไป ของระบอบทักษิณ ขีดความสามารถทางปัญญาในการรับรู้อย่างถูกต้อง ของผู้คนในสังคม แม้มีการศึกษาจบมหาวิทยาลัย ที่จะเข้าใจสังคมที่สลับซับซ้อนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ บทวิเคราะห์ของ อ.ธีรยุทธจึงมีคุณค่ามหาศาลต่อสังคม คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในสมัยสองของรัฐบาลทักษิณ ประเด็นเรื่อง คอร์รัปชั่น ความโปร่งใส การทับซ้อนของผลประโยชน์ ระบบ Thaksinocrony ฯลฯ ที่ อ.ธีรยุทธจุดประกาย จะเป็นวาระที่สำคัญของสังคม ในระบบโลกานุวัตรทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันทางการเมือง อธรรมาภิบาลจากระบอบทักษิณ จะดำรงอยู่ไม่ได้นานในอนาคต ถ้าคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบรุนแรงขึ้น ระบบเครือญาติพวกพ้องทักษิณ และไทยรักไทยนโยบายประชานิยมมีผลในการทอนกำลัง ขีดความสามารถของเศรษฐกิจและสังคมไทย แต่เราไม่ควรจะรอให้ถึงวันนั้น เพราะผลต่อสังคมจะสูงเกินไป เราควรต้องเรียกร้องให้ผู้นำของเรา และผู้ประกอบการทางการเมือง อื่นๆ เร่งทำการปฏิรูปสถาบัน หรือกติกาของสังคมอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้มาซึ่ง Good Governance หน้า 6
|