|
||||||||||
|
เค้าโครงเศรษฐกิจในวันนั้น กับสังคมไทยในวันนี้ กัญญา ลีลาลัย เมื่อคิดย้อนถึงเรื่องการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี พนมยงค์ ดิฉันได้ลองคิดถึงภาพของสังคมในขณะนั้น ทำให้คิดึงเหตุการณ์ในช่วงใกล้เคีย 2 เหตุการณ์ด้วยกัน เหตุการณ์แรกคือ การเขียนหนังสือ ทรัพยศาสตร์ ของพระยาสุริยานุวัตร เหตุการณ์ที่สองคือ การเกิดกบฏบวรเดช ที่คิดถึงเหตุการณ์แรก คือ เรื่องการเขียนหนังสือ ทรัพยศาสตร์ ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของประเทศไทย หนังสือเล่มนี้ พระยาสุริยานุวัตร เขียนเมื่อปี พ.ศ.2454 หลังจากที่ท่านถูกกดดันให้ลาออกจากราชการเพราะขัดแย้งกับเจ้าภาษีฝิ่น สมัยที่ท่านเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในปี พ.ศ.2450 ตอนนั้นท่านไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่มีใจเป็นห่วงใยประเทศชาติ และท่านสนใจศึกษาเศรษฐศาสตร์ด้วยตนเอง จึงแต่งตำราเศรษฐศาสตร์ คือทรัพย์ศาสตร์ขึ้น 2 เล่ม และกำลังจะเขียนเล่มที่ 3 ปรากฎว่าเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก รัชกาลที่ 6 ส่งเสนาบดีไปพบท่านขอไม่ให้เขียนต่อ ทั้งทรงวิจารณ์อย่างรุนแรงลงในวารสารสมุทรสาร ของราชนาวีสมาคม หนังสือที่พิมพ์ออกมาก็เผยแพร่ไม่ได้ เพราะทางราชการขอร้องไม่ให้ผู้จัดพิมพ์เผยแพร่ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 7 ยังมีการออกกฎหมายห้ามสอนลัทธิเศรษฐกิจโดยถือเป็นความผิดอาญาด้วย จะเห็นได้ว่าในช่วง 22 ปีก่อนที่ท่านปรีดีจะเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจออกมา แม้ว่าขณะนั้นเศรษฐกิจไทยจะถูกกำหนดจากระบบทุนนิยมโลกให้ส่งออกข้าว ไม้สัก และดีบุก เป็นหลัก ทำให้คุ้นเคยกับการค้าผลผลิตเกษตรและการจัดการเรื่องการเงิน จะเห็นได้ว่า แบงก์สยามกัมมาจลก็เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2447 แล้ว แต่คนไทยกลับถูกปิดหูปิดตาจากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ควมรู้ความเข้าใจต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อกลไกต่างๆ ทางเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ทั้งที่เนื้อหาของหนังสือ ทรัพย์ศาสตร์ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ทั้งที่เนื้อหาของหนังสือ ทรัพย์ศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายทอดแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิค เพียงแต่พระยาสุริยานุวัตรท่านให้ความสำคัญกับชาวนา เพราะท่านเห็นว่าพลเมืองเป็นรากฐานของประเทศชาติ และท่านก็เห็นด้วยกับสมาคมคนงานและวิธีการแบบสหกรณ์ แต่ว่าพระยาสุริยานุวัตรก็ยังไม่ได้เสนอเลยไปถึงเรื่องการนำระบบสหกรณ์มาใช้กับชาวนา เมื่อดิฉันคิดถึงกรณีพระยาสุริยานุวัตร จึงทำให้อดมองแบบสืบเนื่องไม่ได้ว่า ท่านปรีดีอาจจะได้รับอิทธิพลโดยตรงหรือไม่ก็ตามจากพระยาสุริยานุวัตร แต่สิ่งที่ท่านเสนอในเค้าโครงเศรษฐกิจ เป็นคล้ายคลื่นความคิดที่มีบางอย่างสืบเนื่องมาจากสิ่งที่พระยาสุริยานุวัตรได้เคยเสนอมา แต่ต่างกันที่พระยาสุริยานุวัตรหนักไปทางเสรีนิยม ท่านปรีดีหนักไปทางสังคมนิยม ที่คิดถึงเหตุการณ์ที่สอง เพราะครั้งที่ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ของพระองค์เจ้าบวรเดช ประกาศยึดเมืองนครราชสีมา และกล่าวปราศรัยที่ศาลา "ร่วมเริงชัย" ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2476 นั้น พระองค์ประกาศชัดเจนว่า เพราะพระยาพหลฯเรียกตัวหลวงประดิษฐฯกลับประเทศ และพระองค์เห็นว่าเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงพระประดิษฐ์มนูธรรมนั้นมีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อพระยาพหลฯ เรียกตัวหลวงประดิษฐ์ฯ กลับมาเป็นก็เป็นการแน่นอนว่าจะมีการเอาเค้าโครงเศรษฐกิจที่หลวงประดิษฐ์ฯร่างขึ้นมาใช้กับประเทศสยาม พระองค์เจ้าบวรเดช ท่านประกาศเหตุผลการยึดอำนาจแบบเป็นทางการของท่านอย่างนั้น ผลสุดท้ายกบฎบวรเดชก็จบลงด้วยการถูกรัฐบาลปราบ แต่ว่าเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีก็ถูกขึ้นหิ้งไปโดยปริยายเช่นกัน เหตุการณ์ที่สองนี้ทำให้ดิฉันคิดว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ตอนแรกก็ทำให้รัฐบาลกับสภาผู้แทนราษฎรขัดแย้งกันอย่างหนัก ท่านปรีดีถูกกล่าวหาว่ามีความคิดเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องส่งตัวท่านออกนอกประเทศ ต่อมาเมื่อท่านกลับเข้าประเทศ ฝ่ายต่อต้านก็ถึงขั้นยกเป็นเหตุให้ยึดอำนาจกันเลยทีเดียว ความคิดของท่านปรีดีในเค้าโครงเศรษฐกิจของท่าน เป็นความคิดแบบสหกรณ์สังคมนิยม รัฐวางแผนการผลิต แต่สหกรณ์เป็นทั้งหน่วยทางเศรษฐกิจและเป็นหน่วยทางสังคม ควบคุมการผลิต ในแง่นี้ดูเหมือนเป็นการวางแผนจากส่วนกลาง ดิฉันเองเป็นอนาธิปัตย์ ปฏิเสธรัฐ แต่ดิฉันมองท่านปรีดีอย่างพยายามทำความเข้าใจ ในสถานการณ์ขณะนั้น ท่านเป็นผู้นำคนหนึ่งในคณะราษฎร ขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 33 ปี และมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ดิฉันเห้นว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามญมากที่คนที่อยู่ในภาวะอย่างนี้จะพยายามใช้อำนาจรัฐให้เป็นประโยชน์ นำอำนาจรัฐมาสานความคิดฝันของตนเองให้เป็นความจริง เป็นใครใครก็คงใช้อำนาจรัฐในมือให้เกิดประโยชน์เต็มที่เหมือนกัน แต่อะไรที่ทำให้ท่านพลาด ดิฉันคิดว่าเพราะอำนาจที่ท่านได้มาจากความจริงไม่ใช่อำนาจเต็มมือ ซึ่งตรงนี้เป็นเพราะหลายอย่าง เพราะคณะราษฎรเองก็ไม่ได้มีความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือท่านไม่ได้ล้มล้างระบบกษัตริย์ ตรงนี้มองเป็นข้อดีก็ได้ มองเป็นข้ออ่อนก็ได้ ถ้ามองเป็นข้อดีคือท่านเป็นคนอ่อน ใจดีมีเมตตา ถ้ามองเป็นข้ออ่อนคือท่านไม่เด็ดขาด ตอนหลังท่านเคยให้สัมภาษณ์เรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจยอมรับว่าเป็นเพราะท่านใจร้อน อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป และในช่วงตอนปลายชีวิตท่าน ท่านได้สรุปว่า "ในปี ค.ศ.1925 เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความชัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วจะได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีความจัดเจน และโดยปราศจากความจัดเจน บางครั้งข้าพเจ้าประยุกษ์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำเอาความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้ยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ.1932 ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความชัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ. (คำสัมภาษณ์ เอเชียวีค 28 ตุลาคม 2323 ใน มรดกปรีดี พนมยงค์ , สุพจน์ ด่านตระกูล รวบรวม , 2526 , หน้า 138-139 ) ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ท่านสรุปบทเรียนให้คนรุ่นหลังนี้สำคัญ เป็นการถอดใจพูด สรุปง่ายๆ คือ เมื่อท่านมีอำนาจท่านขาดประสบการณ์ แต่เมื่อท่านมีประสบการณ์ท่านขาดอำนาจ ฉะนั้นถ้าจะประเมินท่านปรีดีก็ต้องคิดเผื่อท่านตรงนี้ด้วย สำหรับดิฉัน ดิฉันประเมินท่านปรีดีในแง่ดี และประเมินเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านค่อนข้างสูง เรานั่งอ่านเค้าโครงเศรษฐกิจกันใน พ.ศ.นี้ เราอาจรู้สึกไม่ค่อยเห็นมีอะไรมากนัก และก็ไม่ได้ลิดรอนของเก่าอะไรนัก ไม่ได้ลิดรอนของเก่า ไม่ได้ยึกทรัพย์เป็นของรัฐ ไม่มีการปิดโรงงานที่เปิดอยู่แล้ว ไม่มีการริบเอาที่ดินเป็นของรัฐ และหากใครยังอยากทำอะไรของตนเองอยู่ก็ปล่อยให้ทำ แต่รัฐไม่สงเสริม รัฐจะส่งเสริมส่วนที่เป็นของรัฐ ทั้งหมดนี้เราอ่านแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเค้าโครงหยาบๆและแข็งๆ แต่ถ้าเราคิดถึงสมัย พ.ศ.ก่อนนั้น ครั้งที่เค้าโครงเศรษฐกิจถูกเสนอขึ้นมา มีพระบรมราชวินิจฉัยฯ ของรัชกาลที่ 7 เป็นกระบวนมาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ท่านปรีดีถูกส่งไปฝรั่งเศส พระยาพหลฯชิงอำนาจกลับจากนั้นกบฎบวรเดช ดิฉะนั้นจึงคิดว่าเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีต้องมีความสำคัญบางอย่างในขณะนั้น ต้องเป็นสิ่งใหม่ที่จะมากระทบโครงสร้างผลประโยชน์เก่าอย่างมาก ท่านจึงถูกต่อต้านรุนแรง ที่นี้มาถึงประเด็นที่ว่า เค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีมีส่วนไหนที่จะเอามาใช้ได้บ้าง ก็ต้องลองเปรียบเทียบไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน 1. ดิฉันคิดว่าเหตุการณ์ตอนนั้นกับตอนนี้เหมือนกันตรงที่ว่า สังคมทุกข์ยากจนต้องหาทางออกใหม่ สมัยนั้นเศรษฐกิจโลกตกต่ำตั้งแต่ พ.ศ.2472-2478 กระทบต่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเศรษฐกิจภาคกลางซึ่งเป็นเศรษฐกิจข้าว ตอนนั้นเศรษฐกิจข้าวไทยผูกติดอยู่กับระบบทุนโลกแล้ว เมื่อกลไกตลาดไม่ทำงาน ชาวนาซึ่งเสียค่าเช่านาสูง แต่ข้าวราคาตก ก็ต้องทิ้งท้องนาเข้าเมือง แต่ในเมือง บริษัทห้างร้านก็ล้มกันระเนระนาด ช่วงนั้นชาวนาไทยร้องทุกข์กับรัฐบาบตลอด จนปี พ.ศ.2473 รัฐบาลต้องจ้างฝรั่ง ดร.ซิมเมอร์แมน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาด เข้ามาสำรวจเศรษฐกิจชนบทสยามเป็นครั้งแรก ปีมาต่อมซิมเมอร์แมนก็รายงานออกมาว่า ชาวนาภาคกลางไม่มีที่ดินทำกินสูง คือสูงมากถึงประมาณ 32% แต่เฉพาะธัญญบุรีหรือแถบทุ่งรังสิต ชาวนาไม่มีที่ทำกินสูงถึง 85% และที่สำคัญคือ ชาวนามีปัญหาหนี้สินอย่างรุนแรงมีความยากจนที่ดิ้นไม่หลุดกันมาก แล้วสัดส่วนชาวนามีถึง 99% เพราะฉะนั้นใครเป็นรัฐบาลก็ต้องแก้ปัญหาชาวนา ท่านปรีดีก็คิดแก้ปัญหาชาวนา โดยคิดแบ่งปันทรัพยากรในสังคม คิดเกลี่ย คิดทำให้เสมอภาคมากขึ้น คิดให้ชาวนาทำสหกรณ์ มาถึงสมัยนี้พอเศรษฐกิจตกต่ำก็ต้องหันไปโฆษณาว่า "ภูมิปัญญาชาวบ้านและที่ดินทำกิน เป็นทุนชีวิตของสังคม" อะไรทำนองนี้เหมือนกัน ส่วนต่างที่สำคัญของสมัยนั้นกับสมัยนี้ คือแต่ก่อนสังคมไทยคนน้อยแต่ทรัพยากรมาก คนยังมีชีวิตอยู่บนความมั่งคั่งของธรรมชาติได้ แต่สมัยนี้คนมากแต่ทรัพยากรน้อย แรงกดดันสูงมาก สมัยนั้นเศรษฐกิจโลกตกต่ำ สมัยเศรษฐกิจโลกยังไม่ตกต่ำแต่ก็ผันผวนใกล้ตกต่ำ เพราะวิธีเอาเปรียบของระบบทุนโลกต่อประเทศชายขอบ การพัฒนาซับซ้อนขึ้นตามเทคโนโลยี และการจัดการสมัยใหม่ พอถึงเวลาพังทลายจะน่ากลัวมาก เพราะฉะนั้นพอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสังคมไทย เรื่องเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจทางเลือกต่างๆ ก็ผุดขึ้น เพียงแต่ยังไม่มีใครเสนอสิ่งที่เรียกว่าเป็นภาพรวมของส่วนเศรษฐกิจแบบทางเลือกนี้ออกมาอย่าชัดๆ 2. ในสมัยนั้น ความทุกข์ของสังคมสะสอมมากจนเกิดการอภิวัฒน์ พ.ศ.2475 ขึ้น มาถึงสมัยนี้ ผู้คนในสังคมก็ทุกข์ยากเหมือนกัน แต่ว่าสมัยก่อนกลุ่มคนแบ่งกันชัดเจน มีกลุ่มเจ้านาย มีข้าราชการ มีเจ้าของที่ดิน มีพ่อค้า มีชาวนา ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นชาวนาชาวไร่แบบผลิตเพื่อขายเป็นล่ำเป็นสันก็ยังไม่มี แต่มาถึงสมัยนี้ชนชั้นและชั้นชนแตกตัวอย่างมาก และความสัมพันธ์ต่อกันและกันก็ดำเนินไปอย่างสลับซับซ้อน อย่างเพลงหนุ่มนาข้าวกับสาวนาเกลือ หรือนากุ้งขัดแย้งกันโดยพื้นฐานเลย ไปทำนาติดกันเมื่อไรมีปัญหาเมื่อนั้น นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมปัจจุบันมีกลุ่มคนที่แตกต่งหลากหลายกันมาก เป็นอาชีพต่างๆเป็นคนที่อยู่ในส่วนต่างๆ ในสมัยนั้น คนไม่ต้องเข้าใจระบบเศรษฐกิจก็ยังอยู่ได้ พวกเขาโตขึ้นมาบนฐานธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ถ่านทอดกันมา และยังมีส่วนเกินให้พ่อค้า ให้รัฐบาล ให้ตลาดโลกเอาเปรียบได้เยอะ พื้นที่เพาะปลูกก็ยังขยายไปได้เรื่อยๆ มาถึงสมัยนี้ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้ามาครอบงำชีวิตคนเรามากขึ้น ต้องแข่งชันกันมากขึ้น ต้องค้าขายเป็น ต้องหมุนเงินเป็น ในระดับชาวบ้านเองก็เป็นมากขึ้นด้วย แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ คนในสังคมไทยก็ยังตามไม่ทันอยู่ดี คือความเข้าใจตามไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ ตามไม่ทันว่าส่วยหัวของระบบทุนโลกกลายเป็นบ่อนคาสิโนไปแล้ว และเจ้าของบ่อนมีอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่ระดับชาติแต่เป็นระดับโลก เมื่อสภาพความเป็นคาสิโนครอบระบบอยู่ ก็สามารถอาศัยกลไกระบบสูบเอาโภคทรัพย์ จากภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงออกไปได้ตลอดเวลา ทั้งผ่านกลไกอำนาจต่างๆในสังคม และผ่านกลไกลที่อยู่ในจิตใจผู้คนทั้งหลาย คือความโลภของคนในสังคมนี่เอง ดิฉันจึงเห็นว่าอุณหภูมิในสังคมไทยใกล้เข้าจุดวิกฤตเต็มทีแล้ว แต่ดิฉันยังมองไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ได้แต่หวังว่าถ้าประชาสังคมเข้มแข็งและมีสติพอ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เป็นไปในทางที่ดีขึ้น และสันติ 3. ข้อเปรียบเทียบอย่างที่สาม คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติ ดิฉันได้พูดไปแล้วว่า สมัยก่อนคนน้อยทรัพยากรสมบูรณ์ แต่สมัยนี้คนมากทรัพยากรเสื่อมโทรม เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงษ์สานต์ อย่างมากว่า สังคมยุคใหม่ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศให้มากเพราะเป็นฐาน เป็นความอยู่รอดของสังคมโดยรวม ตรงนี้เราไม่โชคดีเหมือนอดีตแล้ว ตรงนี้เราต้องศึกษาเยอะ คิดแยะ คิดว่าจะแบ่งปันทรัพยากรอย่างไร จะใช้อย่างไรให้ยั่งยืน เราคิดแบบเข้าข้างตัวเองไม่ได้ เราต้องเอาธรรมชาติเป็นฐานจริงๆ เราต้องมองให้เห็นส่วนทั้งหมดให้ได้ เพราะฉะนั้น เค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี นั้น ถ้าพูดถึงว่า ดีหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ถ้าถูกใช้ในสมัยที่ท่านเสนอ มาสรุปตอนนี้ก็สรุปยาก เพราะในอดีตก็มีตัวแปรเยอะที่ต้องเอามาคิดด้วย แต่อย่างน้ยอในแง่ของความคิดฝัน ดินฉันเห็นว่าดี และยังดีอยู่จนถึงปัจจุบันด้วย คือเป็นส่วนที่เรายังนำมาใช้ได้ ความคิดฝันของท่านก็คือ ต้องการให้ผู้คนพลเมืองอยู่ดีมีสุข ให้คนเป็นมนุษย์ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ดิฉันเห็นว่าตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่าที่เราอยู่กันทุกวันนี้ ที่เราปั่นหุ้นปั่นเงินกัน ที่เรามองสิ่งต่างๆ เป็นกลไก มองโลกมองคนเป็นแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว และสัมพันธ์ต่อกันอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากในเชิงอำนาจ ในเชิงพาณิชย์ ดิฉันว่าเราแย่แล้ว มันไม่เป็นมนุษย์ มันกลายเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ผลประโยชน์ มันคอยแต่จะกินกันท่าเดียว ยิ่งมีวิกฤติ สังคมก็ยิ่งไปไม่รอด เพราะฉะนั้นความคิดฝันแบบที่อยากเห็นสังคมมีความอาทรจึงสำคัญ และถ้าเราขยายมันออกไปให้เป็นระบบคุณค่าใหม่ เป็นศีลธรรมใหม่ของสังคม ทำให้คนเป็นมนุษย์ ให้คนเกื้อกูลกัน ดิฉันว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สังคมไปรอด อีกเรื่องที่ดิฉันเห็นว่าสำคัญคือ ความรักชาติ ความต้องการให้สังคมไทยพึ่งตนเองให้มาก ความเห็นแก่สังคมส่วนรวม ดิฉันเห็นว่าท่านปรีดีมีสิ่งนี้มาก และสิ่งที่เค้าโครงเศรษฐกิจเสนอก็มีเรื่องความรักชาติ อยากเห็นชาติไทยยืนอยู่บนขาตัวเองได้แทรกเป็นยาดำอยู่ ดิฉันคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่น่าจะนำมาใช้ในปัจจุบันเหมือนกัน แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะคนไทยไม่ค่อยรักชาติ จินตภาพเกี่ยวกับชาติของคนไทยมักผูกติดอยู่กับรัฐ คนไทยไม่เข้าใจว่า ที่จริงชาติก็คือพวกเราทั้งหมด คือผู้คนทั้งหลาย เป็นเรื่องส่วนรวมที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่จินตภาพ ไม่ใช่เป็นแค่สัญลักษณ์ล่องลอยที่แปรูปธรรมออกมาเป็นวีรบุรุษคนใดคนหนึ่ง เป็นรัฐ หรือเป็นรัฐบาล แต่เป็นเราทั้งหลาย ดิฉันคิดว่าตรงนี้สำคัญสำคัญมาก เพราะถ้าเปลี่ยนจินตภาพนี้ได้ จะช่วยให้คนไทยมีสิ่งที่คุณหมอประเวศ วะสี เรียกว่า "จิตใหญ่" ได้มากขึ้น คือคำนึงถึบงสังคมส่วนรวมมากขึ้น มองเห็นว่าตนเองอยู่ในส่วนไหนของคำว่า "ชาติ" และจะรักชาติแบบติดดินมากขึ้นด้วย โปรดอ่านเพิ่มเติม
เค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม รำลึก 104 ปีวันเกิดปรีดี พนมยงค์ (จาก http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=4718411080241 ) โดย เซี่ยงเส้าหลง 11 พฤษภาคม 2547 01:19 น. วันนี้ วันที่ 11 พฤษภาคม เป็น วันปรีดี เพื่อรำลึกถึง วันที่ 11 พฤษภาคม 2443 วันเกิดของ นายปรีดี พนมยงค์ มันสมองของ คณะราษฎร ที่ถูกพลังอนุรักษ์นิยมทางการเมืองใส่ร้ายป้ายสีต่าง ๆ นาด้วยกรรมวิธีสารพันจนต้อง ตายอยู่นอกมาตุภูมิ เมื่อ วันที่ 2 พฤษภาคม 2526 แม้ว่าในทางกระบวนการยุติธรรมตามระบบนอกจากจะ ไม่เคยมีการตั้งข้อหาใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วท่านยังใช้สิทธิฟ้องร้อง ผู้กล่าวหา ในข้อหา หมิ่นประมาท จน ชนะคดี เป็นผลให้คนเหล่านั้นต้อง ขอขมาอย่างเป็นทางการ ครั้งแล้วครั้งเล่าคนแล้วคนเล่าทุกครั้งทุกคนไป เซี่ยงเส้าหลง ขอค้อมศีรษะจรดพื้นคารวะดวงวิญญาณ ...คนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ. มา ณ ที่นี้ คุณความดี ที่ท่านบำเพ็ญต่อแผ่นดินนี้มีนานัปการสุดจะพรรณนา แนวทางแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นประการหนึ่งที่ท่านได้ ริเริ่ม แต่ ทำไม่สำเร็จ เพราะต้องสิ้นอำนาจทางการเมืองเสียก่อนเพราะ การรัฐประหาร ครั้งสำคัญที่ถือเป็น จุดเปลี่ยนการเมืองไทย เมื่อ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เปิดโอกาสให้ กลุ่มแนวคิดชาตินิยมคับแคบ ขึ้นครองอำนาจก่อให้เกิด การจับกุมหะยีสุหลง (บิดาของ เด่น โต๊ะมีนา) ในอีกเพียง 2 เดือนต่อมาเมื่อ วันที่ 16 มกราคม 2491 และตามติดมาด้วยความรุนแรงในกรณี กบฏดุซงญอ ในวันที่ 25 28 เมษายน 2491 เนื่องในวันเกิดครบรอบ 104 ปี ของรัฐบุรุษอาวุโสท่านนี้ เซี่ยงเส้าหลง ขอเชิญหาอ่าน แนวทางในการบริหารจัดการปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เขียนขึ้นเมื่อ ปี 2515 ภายใต้ชื่อ ข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตย ที่พิจารณาโดยเนื้อหาแก่นแกนแล้วยังคง ทันสมัย หาอ่านได้ในหนังสือที่เคยแนะนำ ณ ที่นี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แช่ม พรหมยงค์ (ซำซุดดิน มุสตาฟา) อดีตจุฬาราช มนตรี กับ 4 จังหวัดภาคใต้ เขียนโดย สุพจน์ ด่านตระกูล หาซื้อได้ทั่วไปหรือถ้าไม่ได้ก็โทรศัพท์ไปถามได้ที่ 0-2525-2266 โดยตรง โดย แก่นแกนทางความคิด และโดย นัย แล้วปัญญาชนยุคปัจจุบันที่ออกมาเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาล้วนอยู่ใน กรอบเดียวกัน กับ นายปรีดี พนมยงค์ เพียงแต่อาจจะใช้ คำ, ความ และ รูปแบบอรรถาธิบาย แตกต่างกันออกไปบ้าง ข้อเขียนของ นายปรีดี พนมยงค์ ชิ้นนี้ เซี่ยงเส้าหลง อยากจะนำมาลงตีพิมพ์ซ้ำ ณ ที่นี้แต่จนใจที่มี ความยาว เกินกว่าเนื้อที่ที่มีอยู่ใน ผู้จัดการรายวัน และไม่เหมาะสมที่จะ ย่นย่อ, ตัดทอน จึงขอนำลงเผยแพร่ซ้ำเฉพาะใน www.manager.co.th ท่านผู้อ่านสื่อสิ่งพิมพ์กรุณาตามเข้าไปเปิดอ่านได้ที่ ท้ายคอลัมน์ข่าวปนคน-คนปนข่าวประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 นี้ ประเด็น นายปรีดี พนมยงค์ ที่จะขออภิปราย ณ ที่นี้คือไม่ว่าระหว่าง รัชกาลที่ 7 กับ คณะราษฎร ใครจะคิดเรื่อง เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ขึ้นมา ก่อน และไม่ว่า ปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 (หรือที่ท่านใช้คำว่า อภิวัฒน์) จะเป็น ความใจร้อน, การชิงสุกก่อนห่าม หรือไม่ก็ตาม เซี่ยงเส้าหลง มีมุมมองว่านั่นเป็น การปฏิวัติที่งดงาม, การปฏิวัติที่มีวัฒนธรรม งดงามด้วย พระราชปณิธาน, ปณิธาน ของ ทั้ง 2 ฝ่าย โดยแท้ เพราะในห้วงเวลา 3 วันหลังการปฏิวัติ คือ วันที่ 24 27 มิถุนายน 2475 หากพิจารณา พระราชบัญ ญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 นอกจากจะถือเป็น รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของประเทศไทย ยังเป็นการแสดงถึง ลักษณะเฉพาะ ของ การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ที่เต็มไปด้วย ความยินยอมพร้อมใจ, เคารพนับถือต่อกัน และถือเป็น ความต่อเนื่องทางนิติศาสตร์ ระหว่าง 2 ระบอบการเมืองที่แตกต่างกัน สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยก็คือ เป็นพระบรมราชโองการ โดย ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เองโดยไม่มีคณะราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ความหมายในทางนิติศาสตร์ก็คือ คณะราษฎร ณ ห้วงเวลา 3 วันหลังการปฏิวัติ ยังคง ยอมรับ ในความเป็น องค์อธิปัตย์ ของ รัชกาลที่ 7 แต่ครั้นเมื่อธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวมีผลใช้บังคับแล้ว ฐานภาพของระบอบการเมืองในประเทศไทย จึงแปรเปลี่ยนจาก ระบอบสมบูรณาญาสิท ธิราชย์ : Absolute Monarchy ไปเป็น ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ : Constitutional Monarchy ทันที พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองใหม่ จึงต้องมี ผู้มีอำนาจหน้าที่ เป็น ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ บทบัญญัติในธรรมนูญการปกครอง มาตรา 7 จึงกำหนดให้ กรรมการราษฎร ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตั้งแต่นั้นมาบรรดาพระราชบัญญัติและพระบรมราชโองการต่าง ๆ ตลอดจน รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 จึงมี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แสดงว่า คณะราษฎร ไม่ได้ ถืออำนาจบาตรใหญ่ แต่ประการใด ในแง่ นิติศาสตร์ จึงกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จาก ระบอบสมบูร ณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นั้นเป็น ...การโอนถ่ายอำนาจรัฐาธิปัตย์จากพระมหากษัตริย์ให้แก่ประชาชนโดยผลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ได้ทรงตราขึ้นโดยพระราชอำนาจของพระองค์เอง. โดยแท้ กล่าวคือ คณะราษฎร ไม่ได้อ้างว่าตนเป็น รัฐาธิปัตย์ เพราะถ้าอ้างเช่นนั้นก็ต้องสามารถ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้เอง โดยไม่ต้อง ขอพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ตามทฤษฎีที่ว่า ...รัฐาธิปัตย์จะออกกฎหมายหรือไม่ออกกฎหมายใดก็ได้ และไม่มีอำนาจใดอยู่เหนืออำนาจของรัฐาธิปัตย์. แต่ตรงกันข้าม คณะราษฎร กลับ ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญจากพระมหากษัตริย์ ดังที่คำปรารภของ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มีความว่า "...โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อไปนี้. นี่คือ ความต่อเนื่องของ 2 ระบอบ ที่ งดงาม ยิ่ง ยิ่งกว่านั้น คณะราษฎร ยังได้ดำเนินการ ตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเอง ทั้ง ๆ ที่ตามทฤษฎีแล้ว รัฐาธิปัตย์ไม่มีทางทำผิดกฎหมายได้ เมื่อ วันที่ 26 มิถุนายน 2475 เป็นเวลา 2 วันหลังการปฏิวัติ คณะผู้ก่อการขอเข้าเฝ้า รัชกาลที่ 7 ที่ วังศุโขทัย กราบบังคมทูลพระกรุณาและก็ได้รับ พระราชทานนิรโทษกรรม โดยตราเป็นกฎหมายใช้ชื่อเป็น พระราชกำหนด และ ทรงลงพระปรมาภิไธยโดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะเป็นเวลา 1 วันก่อนวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ บุคคลใดใน คณะราษฎร จึงไม่มีอำนาจและฐานะที่จะ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ได้ มีข้อน่าสังเกตที่สำคัญว่า คณะราษฎร ไม่เคยใช้ อำนาจนิติบัญญัติ ในการออกกฎหมายในรูป ประกาศคณะปฏิวัติ, คำสั่งคณะปฏิวัติ เลยแม้แต่ฉบับเดียว ดังนั้น การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 แม้จะมีความหมายเป็น การปฏิวัติ ในทาง รัฐศาสตร์ แต่ในมุม มองของผู้แต่งตำราวิชา กฎหมายมหาชน อย่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เห็นว่าในทาง นิติศาสตร์ ต้องถือว่า ...เป็นความต่อเนื่องของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรม นูญ. โดยแท้ อันว่า ความต่อเนื่อง อันเป็น ความงาม, วัฒนธรรม นี้ดำเนินมาจนถึง การรัฐประหาร เมื่อ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ที่ คณะรัฐประหาร ตั้งตนเป็น รัฐาธิปัตย์ เสียเอง จุดเริ่มต้น ของ วงจรอุบาทว์ อยู่ตรงนั้น อีกประเด็นหนึ่งที่ขอนำสู่วงอภิปราย เซี่ยงเส้าหลง ย้อนคิดถึงเมื่อ ปี 2476 ที่ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องถูกกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์ เพราะการเสนอ เค้าโครงเศรษฐกิจ นั่นก็เพราะถูกตัดสินด้วยสายตา คนไทย ที่ ถูกครอบงำโดยลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม ที่ครอบงำโลกตะวันตกมาแต่ยุค ปฏิวัติอุตสาหกรรมเครื่องจักรไอน้ำ แม้จะก่อให้เกิด เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก หรือ The Great Depression ขึ้นใน ปี 1929 1930 จนเริ่ม เสื่อมมนต์ขลัง และเปิดทางให้ ลัทธิเคนส์ เข้ามาแสดงบทบาทในกาลต่อมาก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ เค้าโครงเศรษฐกิจ ของ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นเพียงการไม่ติดยึดอยู่ใน กรอบ ของ ลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม และมุ่งหวังกระทำตาม หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ใน ข้อ 3 ที่ว่า ...จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุก ๆ คนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก. ครั้งนั้นทั่วโลกเห็น มายาภาพ ของ กลไกราคา, กลไกตลาด เห็น การตกงาน, ความอดอยาก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำของ ลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม เฉพาะในสหรัฐอเมริกายุคนั้น แฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ เป็น ประธานาธิบดี ริเริ่มดำเนินโครงการ New Deal ที่ถือเป็น การปฏิวัติความคิดครั้งสำคัญ ทั้งในเชิง เศรษฐศาสตร์ และ ระบบกฎหมาย ถูกต่อต้านจาก ฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ในที่สุดภายในระยะเวลา เกือบ 10 ปี ระหว่าง ปี 1932 1939 สหรัฐอเมริกาก็ได้ผ่านกระบวนการ ปฏิรูปครั้งใหญ่ ด้วยแนวคิดของ ลัทธิเคนส์ เป็นจุดเริ่มต้นการแพ่กระจายของ ลัทธิเคนส์ ที่เสมือนเป็นการ ต่ออายุระบบทุนนิยมโลก เพราะเป็น พื้นฐานทำให้คำทำนายของคาร์ล มาร์กซ์ไม่เป็นความจริง แนวคิดใหม่ของโครงการ New Deal ในยุคนั้นก็คือ การปฏิเสธหลักกลไกราคา-กลไกตลาด โดยออกกฎหมายที่มีการกำหนด ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำและจำกัดเวลาการทำงานต่อวัน : minimum wage & maximum hour provisions ในระยะ 4 ปีแรก ศาลสหรัฐอเมริกา พิพากษาว่าหลักกฎหมายดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะ ขัดต่อเสรีภาพส่วนบุคคลในการทำสัญญา ศาลสหรัฐอเมริกา ณ วันนั้นมีความเห็นว่า สัญญาที่ลูกจ้างผู้บรรลุนิติภาวะแล้วได้ทำความตกลงไว้กับนายจ้างย่อมเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ตามเจตนาของคู่สัญญา ตามหลัก due process clause ของ รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา หลังเริ่มโครงการแล้วถึง 5 ปี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ จึงดำเนินการ ปฏิรูปศาล โดย แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา ผู้พิพากษาในยุคต่อมาจึงเริ่มยอมรับแนวทางใหม่ ๆ ของ กฎหมายแพ่งมหาชนในที่สุด New Deal ในเชิงหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์แล้วก็คือ ลัทธิเคนส์ หรือ Keynesian จากแนวคิดของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์แห่ง มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แนวคิดนี้เดินทางข้ามทะเลไปเติบโตที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเฉพาะในงานเขียนของ พอล แซมวลสัน เรื่อง An Introduction to Economic หรือ ECON 101 ที่แพร่กระจายไป ทั่วยุโรป กล่าวได้ว่าเป็น สังคมนิยมในลักษณะที่ยังคงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ในเชิงสังคมก็คือ การไม่ทอดทิ้งผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาสในสังคม เป็นจุดเริ่มต้นลักษณะของ รัฐทุนนิยมสวัสดิการ เป็น รากฐานสำคัญที่ทำให้มีชัยชนะเหนือลัทธิสังคมนิยมในยุคสงครามเย็น แต่มา เสื่อมมนต์ขลัง เมื่อเกิด วิกฤตการณ์น้ำมัน ในช่วง ปลายทศวรรษที่ 1960 ทำให้ ลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม หรือ คลาสสิค ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งเป็น ลัทธิเสรีนิยมใหม่ หรือ นีโอคลาสสิค นั่นเอง น่าสนใจมากว่า ณ วันนี้ มาตรา 87 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกลับยัง ขึงตึง โดยบัญญัติไว้ว่า ...รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม... ออกจะเป็นข้อจำกัดที่ กักขังตนเอง ไว้ใน กรอบ มากเกินไป เมื่ออ่าน มาตรา 87 ทั้งมาตรา จะเห็นได้ว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญตาม ฉันทมติวอชิงตัน หรือ Washington Consensus แม้จะมี ข้อยกเว้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับ การตีความ คิดดูก็แล้วกัน Washington Consensus ประกอบด้วย 4 ation คือ Liberalization, Stabilization, Privatization และ Deregulation รัฐธรรมนูญมาตรานี้บัญญัติไว้ ครบถ้วน นอกจากข้อความตอนต้นที่สื่อถึง Liberalization แล้วยังมีข้อความ ...ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ. สื่อถึง Deregulation อย่าง ตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านี้ยังมีข้อความ ...(รัฐ)ต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน. สื่อถึง Privatization อย่าง ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปิดตาย การเลือกใช้ ระบบสังคมนิยม โดย สิ้นเชิง และแม้แต่การนำ ลัทธิเคนส์ มาใช้นั้นถ้าอยู่ในระดับ เข้มข้น ก็อาจตีความได้ว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพียงแต่วันนี้ยัง ไม่เป็นประเด็น เพราะยังไม่มีใครออกมา กล่าวหานโยบายประชานิยมของรัฐบาลปัจจุบันว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เท่านั้นเอง แต่จนถึงวันนี้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่ ก็ดี ฉันทมติวอชิงตัน ก็ดีเริ่ม เสื่อมมนต์ขลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามรุกรานอิรัก ทำให้ ฉันทมติวอชิงตัน เปลี่ยนแปลงไปในข้อ Stabilization วันนี้สหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศต่าง ๆ เท่ากับ ความเป็นพวก แล้ว พูดกันตรง ๆ ว่า ฉันทมติวอชิงตัน คือ เครื่องมือของบรรษัทข้ามชาติ ที่จะเข้ามา ลงทุน, แข่งขัน ในกิจการ 5 แขนงในประเทศทั่วโลก Financial, Telecommunication, Transportation, Distribution และ Energy ทั้งนี้เพราะเป็น กิจการที่ทำกำไรได้มหาศาล และประเทศตะวันตกถือไว้ทั้ง เทคโนโลยี, สิทธิบัตร ในระยะ 10 ปีมานี้เคยมีบ้างไหมที่เมื่อ เปิดเสรี แล้วจะเกิดมี การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และปราศจาก การผูกขาดตัดตอน เลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้ประเทศ ฉิบหาย มาเมื่อ ปี 2540 หรือการเปิดเสรี กิจการค้าปลีก ทำลาย โชวห่วยท้องถิ่น ลงไปจนเกือบจะ สูญพันธุ์ ไปแล้ว หรือในกรณี ตรึงราคาน้ำมัน (ที่เริ่ม ตรึงไม่ไหว) ในวันนี้หลังจาก แปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ออกไปไม่นาน เซี่ยงเส้าหลง ขอชี้ประเด็นว่าเพราะ สภาพของประเทศไทย ที่ยังเต็มไปด้วย คนยากคนจน และ เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤต ยังไม่พร้อมใช่ไหมที่จะให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันใน ราคาจริง ตาม กลไกตลาด จึงต้องมี มาตรการพยุงราคา ที่แต่เดิมเป็นหน้าที่ของ ปตท. โดย เฉลี่ยเงินกำไรออกไป แต่วันนี้เมื่อปตท.แปรรูปเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่ต้องคำนึงสูงสุดคือ กำไรต่อหุ้น, กำไรสูงสุด ไม่อาจจะ เจียดกำไรมาเจือจานประชาชนตามภารกิจเดิม จึงตกมาเป็นภารกิจของ รัฐ โดยใช้ เงินกู้ จาก เงินออมภายในประเทศ ของ ประชาชนคนไทย คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่บอกว่า ไม่ต้องห่วง, เงินในประเทศมีเยอะ ก็ ถูก แต่ที่ประชาชนไม่ควรลืมก็คือ เงินที่ว่านี้คือเงินออมของประชาชนทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเผชิญสถานการณ์โลกที่พิเศษเมื่อใช้เงินไปแล้ว 10,000 ล้านบาท ก็จำเป็นต้อง เริ่มหยุด ทันที หรืออย่างเรื่อง แปรรูปการไฟฟ้า ก็ชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง มีแต่จะ แพงขึ้น ถามจริง ๆ เถอะว่า นี่หรือคือความเป็นธรรม, นี่หรือคือการป้องกันการผูกขาดตัดตอน อย่างที่อ้างกัน เป็นข้อเสนอที่ ท้าทาย จาก สนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการ สภาท่าพระอาทิตย์ เมื่อปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาว่าข้อความที่ควรจะเป็นใน มาตรา 87 ก็คือ ...รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น. แต่ยังไม่มีใคร ขานรับ จริง ๆ จัง ๆ หลัก 6 ประการของคณะราษฎร 1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ใน ทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง 2. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก 3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ ราษฎรทุก ๆ คนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก 4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน 5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น 6. จะต้องให้การศึกษาเต็มที่แก่ราษฎร ข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตย นายปรีดี พนมยงค์ ตามที่คณะผู้จัดงานชุมนุมประจำปี 2515 ของชาวธรรมศาสตร์ในสหราชอาณาจักร ได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนบทความลงในหนังสือที่ระลึกนั้น ข้าพเจ้าจึงขอรวบรวมข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกภาพของชาติกับประชาธิปไตย ซึ่งนักศึกษาในต่างประเทศบางคนได้เคยมาถาม ข้าพเจ้าหวังว่าผู้อ่านที่อยู่ในสหราชอาณาจักรที่ทราบข่าวเป็นประจำเกี่ยวกับเรื่องนี้คงจะได้ช่วยกันสังเกตต่อไป 1. ปัจจุบันนี้มีข่าวเป็นประจำเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างราษฎรฝ่ายถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก กับฝ่ายถือนิกายโปรแตสแตนต์ในไอร์แลนด์เหนือ และในปี ค.ศ. 1969 ก็มีข่าวแพร่ไปเกือบทั่วโลก ถึงการที่ชาวเวลส์ส่วนหนึ่งพยายามต่อต้านการสถาปนาเจ้าฟ้าชาร์ลส์เป็นเจ้าแห่งเวลส์ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเคยร่วมกับไอร์แลนด์ใต้ (IRE) ก่อนแยกตนเป็นเอกราชนั้น ได้ร่วมอยู่ในสหราชอาณาจักรซึ่งมีพระราชาธิบดีเป็นประมุขมาเป็นเวลาประมาณ 800 ปีแล้ว ก็ยังมีบุคคลส่วนหนึ่งรักปิตุภูมิท้องที่ (Local Patriotism) มีความรักศาสนานิกายของตน โดยเฉพาะแคว้นเวลส์ ก็อยู่ภายใต้ราชบัลลังก์อังกฤษกว่า 400 ปี ซึ่งมีมกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าแห่งเวลส์ แต่ชาวเวลส์ส่วนหนึ่งก็ยังมีความรักปิตุภูมิท้องที่ของตนซึ่งไม่ยอมรับนับถือเจ้าแห่งเวลส์เป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพของชาติ คานาดา ซึ่งเป็นชาติในเครือจักรภพอังกฤษ ได้ยอมรับนับถือพระราชาธิบดี (หรือพระราชินีนาถ) อังกฤษ เป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพของชาติ ซึ่งประกอบด้วยคนเชื้อชาติอังกฤษและฝรั่งเศส ภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาของชนส่วนน้อยในคานาดาเป็นภาษาทางราชการเคียงคู่กันไปกับภาษาอังกฤษของชนส่วนข้างมาก เมื่อพระเจ้ายอร์ชที่ 6 และต่อมาพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ได้เสด็จไปคานาดา ทรงทำพิธีเปิดรัฐสภานั้น ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเป็นภาษาฝรั่งเศส แม้กระนั้นก็ดี มีข่าวแพร่ออกมาว่า บางครั้งพลเมืองเชื้อชาติฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยในคานาดาทำการแสดงกำลังดิ้นรนที่จะแยกตนจากสหภาพ ชาวนอร์เวย์ ซึ่งมีภาษาในตระกูลสแกนดิเนเวียน เช่นเดียวกับสวีเดน จะมีผิดเพี้ยนกันบ้างก็ไม่มากนัก เปรียบเหมือนภาษาไทยกับภาษาลาว นอร์เวย์เคยรวมเป็นชาติเดียวกับสวีเดนเมื่อก่อน ค.ศ. 1905 โดยมีพระราชาธิบดีแห่งราชวงศ์ Bernadette เป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของชาติ ชาวนอร์เวย์ก็นับถือพระราชาธิบดีแห่งราชวงศ์นี้เป็นอย่างมาก เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส (1920-1927) นั้น มีชาวนอร์เวย์ที่เคยอยหู่ในขบวนการต่อสู้เพื่อแยกตนจากสวีเดนเมื่อ ค.ศ. 1905 เล่าว่า ขณะต่อสู้อยู่นั้น เขาได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีราชวงศ์ Bernadette เพราะพวกเขานับถือราชวงศ์นี้ ซึ่งแม้กษัตริย์ Bernadette เพราะพวกเขานับถือราชวงศ์นี้ ซึ่งแม้กษัตริย์องค์แรกเป็นคนฝรั่งเศสพระนาม Jean Bernadette เคยเป็นจอมพลของนโปเลียนที่ 1 แต่ต่อมาพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 13 แห่งสวีเดนได้ทรงรับเป็นราชโอรสบุญธรรมแล้วได้สืบสันตติวงศ์เมื่อ ค.ศ. 1818 กษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์นี้ได้ให้ความเป็นธรรมแก่พสกนิกรนอร์เวย์และสวีเดนเป็นอย่างดีที่สุด แต่รัฐบาลสวีเดนในสมัยนั้นไม่ปฏิบัติให้เป็นที่พอใจของชาวนอร์เวย์ พวกเขาจึงต่อสู้เพื่อปลีกตนออกมาตั้งเป็นชาติเอกราชต่างหาก และสภาผู้แทนของชาวนอร์เวย์ก็ได้มีมติอัญเชิญเจ้าแห่งราชวงศ์ Bernadette องค์หนึ่งขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระราชาธิบดีของนอร์เวย์ แต่เจ้าแห่งราชวงศ์นั้นได้ทรงปฏิเสธ ชาวนอร์เวย์จึงมีประชามติอัญเชิญเจ้าคารล์แห่งเดนมาร์กขึ้นครองราชย์ในพระปรมาภิไธยพระเจ้าฮากอนที่ 7 ทั้งนี้แสดงว่าการที่นอร์เวย์แยกจากสวีเดนนั้นมิใช่เพราะไม่เคารพราชวงศ์ Bernadette แต่เป็นเพราะรัฐบาลสวีเดนในสมัยนั้นไม่ปฏิบัติให้เป็นที่พอใจของชาวนอร์เวย์ พระราชาธิบดีสวีเดนจึงไม่อาจทรงช่วยเอกภาพได้ เบลเยียม ซึ่งประกอบไปด้วยพลเมืองเชื้อชาติเฟลมิง (พูดภาษาเฟลมิชคล้าย ๆ ภาษาดัตช์) ประมาณ 55.7 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองทั้งหมด เชื้อชาติวาลลูน (พูดภาษาฝรั่งเศส แต่มีคำเฉพาะบ้าง) ประมาณ 32.4 เปอร์เซ็นต์ พลเมืองทั้งหมดเชื้อชาติเยอรมันประมาณ .06 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองทั้งหมด พูดได้ทั้งภาษาเฟลมิชและภาษาฝรั่งเศสประมาณ 11.3 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองทั้งหมด เมื่อก่อน ค.ศ. 1830 เบลเยียมอยู่ในอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีพระราชาธิบดีแห่งราชวงศ์ Orange-Nassau เป็นประมุข ซึ่งได้ทรงให้ความเป็นธรรมแก่พสกนิกรทุกเชื้อชาติของพระองค์ แต่ใน ค.ศ. 1830 คนเชื้อชาติต่าง ๆ ในเบลเยียมดังกล่าวข้างต้น ก็ทำการอภิวัฒน์แยกตนออกจากเนเธอร์แลนด์ แล้วสมัชชาแห่งชาติมีมติเลือกเจ้าชายเลโอโปลด์แห่งราชวงศ์ Saxe-Cobourg (ราชวงศ์หนึ่งในประเทศเยอรมนี) ขึ้นเป็นพระราชาธิบดี และมีเจ้าในราชวงศ์นี้สืบสันตติวงศ์ต่อมาจนทุกวันนี้ ส่วนเอกภาพของชาติในเบลเยียมระหว่างคนเชื้อชาติต่างๆ นั้นมีวิธีการหลายอย่างที่น่าศึกษา การรักปิตุภูมิท้องที่มิได้หมดไปง่าย ๆ และยิ่งประกอบด้วยท้องที่นั้นมีศาสนาต่างกัน หรือศาสนาเดียวกันแต่นิกายต่างกันกับพลเมืองส่วนข้างมากของชาติที่รวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว การรักปิตุภูมิท้องที่ก็ยังลึกซึ้ง 2. ขอให้เราพิจารณากลุ่มชนขนาดใหญ่ซึ่งมีสภาพในองค์การสหประชาชาติ ก็จะพบว่าแต่ละชาติประกอบขึ้นด้วยการรวมชนหลายเชื้อชาติเข้าเป็นชาติเดียวกัน บางเชื้อชาติที่เข้ารวมอยู่เป็นเวลาช้านานหลายสิบหรือหลายร้อยศตวรรษแล้วก็หมดร่องรอยที่แสดงเชื้อชาติเฉพาะของตน บางเชื้อชาติที่เข้ารวมอยู่ไม่นานก็ยังมีร่องรอยแห่งเชื้อชาติของตนอยู่มากบ้างน้อยบ้างตามกาละ เช่น สำเนียงพูดแปร่งจากชนส่วนข้างมาก และยังมีภาษาท้องที่ของตนเช่น ชาวแคว้นเวลส์ในสหราชอาณาจักร และในท้องที่ของประเทศไทยซึ่งคนสัญชาติไทยในท้องที่นั้นๆ พูดไทยไม่ได้ หรือบางคนพูดไทยได้ แต่แปร่งมากจนคนไทยภาคกลางเข้าใจยาก หรือเรียนหนังสือไทยพูดไทยได้แล้วพูดไทยกับข้าราชการหรือคนไทยในท้องที่อื่น ส่วนภายในคนท้องที่เดียวกันชอบพูดภาษาท้องที่หรือสำเนียงตามท้องที่ของตน อันแสดงถึงริ้วรอยแห่งความแตกต่างในเชื้อชาติหรือเชื้อท้องที่โดยเฉพาะ ยิ่งกว่านั้น บางแคว้นบางเขตภายในชาติยังแสดงสัญลักษณ์ว่ามีเจ้าของตนโดยเฉพาะ แม้เป็นเพียงในนามเช่น เจ้าแห่งแคว้นเวลส์ดังกล่าวแล้ว และแม้คนเวลส์โดยทั่วไปจะพูดภาษาอังกฤษ ส่วนประเทศไทยนั้นเจ้าผู้ครองนครและราชาแห่งรัฐต่างๆ ยังมีอยู่ภายหลังอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 เช่น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ถึงแก่พิราลัยประมาณ 6 ปี ภายหลังอภิวัฒน์นั้น เจ้าผู้ครองลำพูนถึงแก่พิราลัยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระยาพิพิธราชาแห่งยะหริ่งและพระยาภูผาราชาแห่งระแงะสิ้นชีพราวๆ ปลายสงครามโลกครั้งที่สองหรือภายหลังนั้นไม่นาน พระเจ้ามหาพรหมสุรธาดาซึ่งทรงศักดิ์เป็นพระเจ้าน่านนั้นพิราลัยราวๆ พ.ศ. 2474 ราชาแห่งสายบุรีสิ้นชีพราวๆ พ.ศ. 2473 ขอให้เราค้นคว้าถึงเหตุที่ชนเชื้อชาติต่างๆ และกลุ่มชนที่มีลักษณะเป็นชาติเล็กอยู่ก่อนแล้ว เข้ารวมกับชาติที่ใหญ่กว่าเป็นชาติเดียวกันนั้น เพราะเหตุใด แล้วจึงจะพิจารณาปัญหาการรักษาเอกภาพของชาติไว้ให้ได้ ในตอนปลายระบบปฐมสหการนั้นได้เริ่มมีระบบทาส โดยผู้ที่เป็นหัวหน้าของสังคมหนึ่งไปคร่าเอาคนของอีกสังคมหนึ่งมาใช้งานอย่างสัตว์พาหนะ สังคมที่มีชัยมากก็มีทาสมากเป็นกำลังใช้รบกับสังคมที่อ่อนแอกว่า สังคมนั้นก็ขยายใหญ่โตขึ้นทุกที ครั้นต่อมาเมื่อสังคมทาสได้พัฒนาไปเป็นสังคมศักดินาหรือสังคมส่วย ซึ่งหัวหน้าสังคมได้รับยกย่องเป็นเจ้าใหญ่มีอิทธิพลมากขึ้นทุกทีนั้น ก็ยิ่งถือว่าที่ดินและสรรพสิ่งทั้งหลายรวมทั้งคนและสัตว์เป็นทรัพย์สินของตน ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวง" ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ว่า ที่ดินทั้งหลายในแคว้นกรุงศรีอยุธยาเป็นของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระบรมเดชานุภาพ"ส่วนทาสนั้นถือว่าเป็นทรัพย์ชนิดหนึ่งในจำพวกทรัพย์ที่เรียกว่าวิญญาณกทรัพย์" การรวมชาติเล็กเข้ากับชาติที่มีกำลังมากกว่านั้น เป็นไปโดยวิธีที่ชาติที่มีกำลังมากกว่าทำการโจมตีรบพุ่งเอามาเป็นวิธีสำคัญ รองลงไปใช้วิธีคุกคามให้ชาติที่เล็กกว่าเกรงขามยอมมาเป็นเมืองขึ้น ส่งส่วยหรือบรรณาการเป็นคราว ๆ ในยุโรปยังมีวิธีการเอาแคว้นที่อยู่ใต้อำนาจของชาติใหญ่กว่านั้นเป็นสินเดิม หรือเป็นของขวัญให้แก่คู่บ่าวสาวที่สมรสกัน วิธีรวมชาติต่าง ๆ เข้าเป็นชาติหนึ่งชาติเดียวกัน เช่น วิธีระบบศักดินานั้น ราษฎรของชาติที่ถูกรวมกับชาติใหญ่ไม่มีเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยคือสุดแท้แต่หัวหน้าของตน ดังนั้น ในความรู้สึกของราษฎรจึงยังมีการรักปิตุภูมิท้องที่อยู่ มากบ้างน้อยบ้าง ตามความช้านานแห่งการรวมเป็นเอกภาพเดียวกันกับชาติที่มีอำนาจเหนือ 3. เมื่อกลุ่มต่าง ๆ ภายในชาติหนึ่ง ๆ ยังมีจิตสำนึกรักปิตุภูมิท้องที่ของแต่ละกลุ่มชนอยู่ ซึ่งอาจเบาบางเพราะการล่วงเลยมาหลายสิบหลายศตวรรษ และอาจเหนียวแน่นถ้าการรวมกับชาติอื่นเพียงไม่กี่ชั่วคน และเหนียวแน่นยิ่งขึ้นถ้าท้องที่นั้น ๆ มีภาษาพูดของตนโดยเฉพาะต่างกันภาษาของชนชาติส่วนข้างมาก และถ้ามีทั้งภาษาและศาสนาที่แตกต่างกันกับชนส่วนข้างมากของชาติ ก็ยิ่งเหนียวแน่นมาก ซึ่งถ้าเราจะติดตามข่าวการต่อสู้ภายในชาติหนึ่ง ๆ ในโลกนี้ก็จะพบว่ามีหลายชาติที่ประสบปัญหาการรักษาความเป็นเอกภาพของชาติ ในประเทศไทยเรานั้น ข่าวสารทางราชการที่เปิดเผยแล้ว ซึ่งหนังสือพิมพ์บางฉบับได้นำลงเกี่ยวกับการต่อสู้ทางอาวุธในประเทศไทยนั้น ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่ไม่ปรากฏว่าต้องการแยกดินแดนไทย และมีฝ่ายที่ต้องการแยกดินแดนไทยออกเป็นอีกรัฐหนึ่ง เช่น เมื่อประมาณไม่กี่เดือนมานี้ ทางราชการแถลงใจความว่า มีคนไทยเชื้อชาติมลายูเป็นลูกชายของตวนกูมัยยิดดิน ที่สืบเชื้อสายจากราชาแห่งปัตตานี ได้เป็นหัวหน้าทำการต่อสู้เพื่อแยกดินแดนส่วนหนึ่งทางปักษ์ใต้ตั้งขึ้นเป็รัฐอิสระ หรือรวมเป็นสหพันธรัฐกับรัฐต่างๆ แห่งมลายูตะวันออก ถ้าเราถอยหลังไปพิจารณาข่าวภายหลังรัฐประหารในประเทศไทยปี ค.ศ. 1947 (8 พ.ย. 2490) ก็เคยมีคดีที่รัฐบาลสมัยนั้นได้จับกุมอดีตผู้แทนราษฎรชาวอีสานหลายคนมาฟ้องศาลฐานกบฏแยกดินแดน ศาลพิจารณาแล้วไม่มีมูลความจริงจึงตัดสินยกฟ้อง แต่ถ้าถอยหลังไปอ่านประวัติศาสตร์รัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นเวลา 150 ปีมานี้ ก็จะทราบว่าเจ้าอนุแห่งเวียงจันทน์ซึ่งสืบสายจากพระราชาธิบดีแห่งกรุงศรีสตนาคณหุต ได้ทำการยึดดินแดนอีสานเพื่อเอาไปรวมกับดินแดนลาว ฟื้นอาณาจักรศรีสตนาคณหุตขึ้นมาอีก ในรัชกาลที่ 5 ก็มีกรณี "ผีบุญผีบ้า" ในภาคอีสานกรณีเงี้ยวในภาคพายัพ กรณีราชาแห่งปัตตานีชื่อ อับดุล กาเด ซึ่งถูกย้ายไปกักตัวอยู่พิษณุโลก แต่เมื่อได้โปรดเกล้าให้กลับปัตตานีแล้วก็คิดแยกดินแดนอีก ในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงส่งทหารรักษาวังจากนครศรีธรรมราชไปปราบ แต่อับดุล กาเด หนีไปลี้ภัยในกลันตัน แล้วต่อมาได้ตาย ณ ที่นั้น ส่วนทายาทชื่อ ตวนกู มัยยิดดิน นั้น ภายหลังอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 ได้เข้ามากรุงเทพฯ แสดงความจำนงขออยู่ร่วมในสยามต่อไป เพราะเห็นว่าสยามมีระบบรัฐธรรมนูญเป็นที่พอใจแล้ว แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เล็ดลอดเดินทางไปถึงอินเดียของอังกฤษ เสรีไทยคนหนึ่งได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่กรุงเดลฮีมีชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่ง เลี้ยงเป็นเกียรติแก่ตวนกูผู้นี้และดื่มให้พรว่า Long Live the King of Pattani ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสยามได้กลับมามีประชาธิปไตยสมบูรณ์อีก ตวนกูผู้นี้ก็แสดงภักดีต่อสยาม แต่ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 เกิดกรณีที่ครูศาสนาอิสลามปัตตานีบางคนถูกตำรวจจับแล้วหายตัวไปโดยมีผู้รู้เห็นว่าถูกเอาตัวไปถ่วงทะเลตาย ตวนกูผู้นี้เลยไม่ยอมกลับมาเมืองไทย โดยตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ในกลันตัน แม้ว่ารัฐบาลของตวนกู อับดุลราห์มัน และอับดุล ราซัก แห่งมาเลเซีย จะได้แถลงข่าวไม่ต้องการเอาดินแดนไทยที่มีชนเชื้อชาติมลายูเป็นส่วนมากไปรวมกับมาเลเซีย ซึ่งข้าพเจ้าก็เชื่อว่าท่านทั้งสองมีเจตนาบริสุทธิ์เช่นนั้น แต่มีข้อที่น่าสังเกตสำหรับทายาทแห่งอดีตราชาบางคนได้ไปอาศัยอยู่ในรัฐตะวันออกแห่งมาเลเซีย บางคนอยู่อย่างสงบแต่บางคนเคลื่อนไหว โดยมีผู้ให้ความเห็นว่าสุลต่านหรือราชาแห่งรัฐต่าง ๆ ที่เคยรวมอยู่กับไทยในอดีต เช่น เคดาห์ (ไทรบุรี) ปลิส กลันตัน ตรังกานู นั้นได้รับเลือกเป็นพระราชาธิบดีองค์ละ 5 ปีมาแล้ว ตามระบอบปกครองของสหพันธรัฐมาลาเซีย สมัยที่วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ไทยโต้ตอบกับวิทยุพนมเปญ อย่างรุนแรงเรื่องเขตแดนนั้น วิทยุพนมเปญเคยอ้างว่าเขมรปัจจุบัน ก็เป็นทายาทของขอมที่เขาเรียกตัวเองว่า "ขะแมร์" และอ้างว่ามีคนเขมรอยู่ในไทยบริเวณติดต่อกับกัมพูชาที่พูดได้แต่ภาษาเขมรหรือพูดภาษาเขมรและไทยประมาณ 2 ล้าน 5 แสนคน เขาได้เรียกร้องให้คนเชื้อชาติเขมรนับถือกษัตริย์เขมร เรื่องต่าง ๆ ข้างบนนี้เราต้องสังเกตไว้เพื่อหาทางที่ถูกต้อง ป้องกันมิให้เรื่องขยายตัวไป เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของชาติไว้ 4. ขอให้เราศึกษาวิธีการต่าง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ รักษาเอกภาพไว้คือ 4.1 วิธี อังกฤษ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ดังที่ได้ยกเป็นอุทาหรณ์ในข้อ 1 นั้น ก็จะเห็นได้ว่ามิใช่ความผิดของพระราชาธิบดีที่รักษาความเป็นเอกภาพของชาติไว้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะความรักปิตุภูมิท้องที่อย่างแรงกล้าของกลุ่มชนในท้องที่นั้นเอง และที่สำคัญคือรัฐบาลของชนส่วนข้างมากในชาตินั้น ๆ ไม่คำนึงให้เพียงพอถึงความรู้สึกรักปิตุภูมิท้องที่ของแต่ละกลุ่มชนว่ามีมากมายเหนียวแน่นขนาดไหน ผลจึงบังเกิดขึ้นตามธรรมชาติแห่งการรักปิตุภูมิท้องที่ 4.2 วิธีเผด็จการแบบนาซีหรือฟาสซิสต์หรือมิลิแทริสต์ ซึ่งเป็นไปได้ชั่วคราว เช่น ฮิตเลอร์ใช้กำลังรวมคนออสเตรียที่เป็นเชื้อชาติเยอรมันเข้ากับอาณาจักรเยอรมันครั้งที่ 3 ก็ไม่ทำให้ชาวออสเตรียหมดความรักปิตุภูมิท้องที่ของตนไปได้ จึงได้ดิ้นรนตลอดมาเพื่อตั้งเป็นชาติเอกเทศจากเยอรมนี มุสโสลินีใช้วิธีบังคับให้ชนในดินแดนที่โอนมาเป็นของตนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อาทิ ส่วนหนึ่งของแคว้นตีโรล ซึ่งพลเมืองเป็นเชื้อชาติเยอรมันนั้นต้องเรียนหนังสืออิตาเลียนและพูดภาษาอิตาเลียน ชาวตีโรลคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนข้าพเจ้าในมหาวิทยาลัยปารีสเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เวลากลางวันชาวตีโรลต้องพูดภาษาอิตาเลียน แต่ตอนกลางคืนปิดประตูบ้านแล้วพูดภาษาเยอรมันภายในครอบครัว ซึ่งทำให้เขาเบิกบานสำราญใจยิ่งนัก พวกลัทธิทหารญี่ปุ่นเมื่อเอาดินแดนภาคอีสานของจีน (แมนจูเรีย) ตั้งเป็นรัฐแมนจูกั้วะขึ้น โดยรวมหลายเชื้อชาติในเขตนั้น เช่น แมนจู และบางส่วนของมองโลก เกาหลี ฮั่น (จีน) ฯลฯ แล้วเอาอดีตจักรพรรดิจีน "ปูยี" เป็นจักรพรรดิแห่งรัฐใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพ แต่ก็ไม่สามารถทำลายจิตใจรักปิตุภูมิท้องที่ของชนชาติต่างๆ ในเขตนั้นได้ แม้แต่ชนชาติแมนจูเองก็ต่อต้านจักรพรรดิปูยี ดังปรากฏในคำวิจารณ์ตนเองของคนผู้นี้แล้ว 4.3 วิธีสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพลเมืองประกอบด้วยชนชาติพูดภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาเลียน โดยแยกออกเป็นแขวงๆ (Canton) ซึ่งแต่ละแขวงมีสิทธิปกครองตนเอง ใช้ภาษาของตนเองแล้วรวมกันเป็นสมาพันธรัฐ มีรัฐบาลกลางเดียวกัน ก็ไม่ปรากฏว่ามีชนชาติใดในสวิตเซอร์แลนด์ดิ้นรนปลีกตนออกมาตั้งเป็นชาติเอกเทศต่างหาก 4.4 วิธีประชาธิปไตยตามหลักที่ประธานาธิบดีลินคอนน์ให้ไว้คือ การปกครองโดย รัฐบาลของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร" ถ้าทำตามนี้ได้จริงเอกภาพของชาติก็เป็น เอกภาพของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร" เป็นความเต็มใจของราษฎรเองที่รักษาเอกภาพของชาติ จึงเป็นการรักษาเอกภาพของชาติให้มั่นคงได้ วิธีประชาธิปไตยดังกล่าวนี้เป็นการนำไปสู่รากฐานแห่งจิตสำนึกของมนุษย์ที่จะให้มีความรู้สึกในการต้องการเอกภาพของชาติ แม้จะตั้งต้นจากโครงร่างเบื้องบนของสังคมก่อน คือมีระบอบการเมืองดังกล่าวนั้นแล้ว รัฐบาลแห่งระบอบนั้นก็ดำเนินการแก้ไขสมมติฐานของสังคมคือ สภาพเศรษฐกิจให้ราษฎรทั่วหน้ามีความกินดีอยู่ดีทั่วกัน ราษฎรก็ย่อมเห็นคุณประโยชน์ที่ตนได้รับในการรักษาเอกภาพกับชนชาติต่าง ๆ ที่รวมกันเข้าเป็นชาติอันหนึ่งอันเดียวกัน การรักษาเอกภาพของชาติโดยอาศัยทางจิตที่ปราศจากรากฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองประชาธิปไตยของราษฎร ก็เท่ากับอาศัยการลอยไปลอยมาในอากาศ ซึ่งอาจหล่นลงหรือไปสู่อวกาศนอกพิภพ มนุษย์อยู่ได้ด้วยการมีปัจจัยดำรงชีพและมีระบอบการเมืองประชาธิปไตยที่ให้สิทธิมนุษยชน ผู้ที่อาศัยสภาพทางจิตโดยไม่กังวลถึงสภาพทางเศรษฐกิจ ก็เพราะเขาเองมีความสมบูรณ์หรือมีพอกินพอใช้ในทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่คนส่วนมากที่ยังขาดปัจจัยดำรงชีพอยู่นั้น ย่อมมีจิตในทางค้นคว้าหาชีวปัจจัยในทางที่ชอบพร้อมด้วยสิทธิมนุษยชน พวกเขาอาจถือสภาพทางจิตอย่างเดียวตามการโฆษณาไปได้เพียงชั่วคราว แต่เมื่อรอคอยผลแห่งวิธีนั้นชั่วกาละหนึ่งแล้ว ไม่เห็นผลว่าได้ช่วยความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนของเขาแล้ว เขาก็อาจไปถือสภาพทางจิตชนิดอื่นที่เขาเห็นว่าอาจช่วยความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนของเขาที่ดีกว่าก็เป็นได้ นักปราชญ์ผู้หนึ่งกล่าวว่า ความคิดของคนเจ้าของคฤหาสน์ต่างกับคนที่อยู่กระท่อม
|