|
||||||||||
|
พระบรมราชวินิจฉัย ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ คัดจาก ปรีดี พนมยงค์ ,ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2526) หน้า 173-259 ข้าพเจ้าได้อ่าน เค้าโครงเศรษฐกิจ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร และเค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบเศรษฐกิจตลอดแล้ว ขอให้ความเห็นพิจารณาข้อความต่างๆ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ว่าด้วยหลักของราษฎร ความในหมวดนี้ข้าพเจ้าไม่มีความเห็นอันใดพิศดาร นอกจากว่าจะจัดการบำรุงเศรษฐกิจนั้นก็ดีแล้ว แต่ข้อสำคัญมีอยู่เพียงว่า ถ้าจะทำตามโครงการเศรษฐกิจดังนี้เมื่อใด ขอให้จัดการให้ราษฎรได้เป็นผู้เลือกที่จะได้ใช้การเศรษฐกิจดังนี้จริงๆ คือ ขอให้ฟังเสียงราษฎรจริงๆ อย่าได้หักโหมบังคับเอาโดยทางอ้อม หรือทางใดทางหนึ่งให้ออกเสียงเห็นด้วยเลย ขออย่าโกรธราษฎรถ้าเขาพากันออกเสียงว่าไม่ชอบวิธีเหล่านี้ ซึ่งย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจแก่พวกของผู้เขียนโดยแน่นอน และอย่าได้ว่าราษฎรนั้นถือทิฐิมานะงมงายหรือเป็นอุบาทว์กาลีโลก ข้อ ๒ ความแร้นแค้นของราษฎร ผู้เขียนเล่าว่าราษฎรเวลานี้นั้นแร้นแค้นอดอยากเต็มทน และราษฎรทั่วไปไม่ทราบเลยว่ารุ่งขึ้นจะมีอาหารเพียงพอ ไม่ขาดแคลนหรือไม่ ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า ราษฎรของเราตลอดจนชนชั้นคนขอทานยังมิปรากฎเลยว่าอดตาย คนที่อดตายจะมีก็แต่คนที่กลืนไม่ลงเพราะความเจ็บไข้เท่านั้น แม้แต่สุนัขตามวัดก็ปรากฎยังไม่มีอดตาย แม้แต่ในปีน้ำท่วม พ.ศ.๒๔๖๐ ผู้เขียนก็ยังกล่าวเองในเค้าโครงเศรษฐกิจภาค ๒ ว่าไม่มีราษฎรอดตายเพราะมีข้าวเพียงพอที่จะแจกกันกิน และยังมีเหลือเอาไปจำหน่ายยังต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ ความอดอยากแร้นแค้นนี้ย่อมแล้วแต่ตราชู อะไรชั่งเครื่องวัด คนที่ได้รับเงินเดือน ๒๐๐ บาท ก็นับว่าอดอยากแร้นแค้นก็ได้ ถ้าเทียบการกินอยู่กับผู้ที่ได้เงินเดือนๆละ ๑,๐๐๐ บาท จริงอยู่ราษฎรของเรายังไม่มีตึกอยู่โดยทั่วไป และไม่มีเครื่องแต่งตัวฝรั่งแต่โดยทั่วไป และไม่มีรายได้เท่ากับคนงานของฝรั่ง ถ้าคิดเทียบตามอัตราเงินแบบฝรั่งนั้น ได้มากก็ใช้มาก เพราะราคาเงินของเขาถึงแม้จะสูงก็จริงเมื่อเทียบกับเงินเรา แต่อำนาจในการซื้อของบำรุงร่างกายนั้นมีน้อยกว่าของเราแน่ๆ ถ้าจะเปรียบถึงใจและความพอใจของราษฎรฝรั่งและราษฎรของเราแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าราษฎรของเรามีความสุขใจมากกว่าเสียอีก ข้าพเจ้ายอมรับว่าฐานะของการกินอยู่ของราษฎรของเราแล้วยังต่ำกว่าฐานะของราษฎรในเมืองต่างประเทศ ดังเช่นอังกฤษหรืออเมริกา แต่ตามรายงานของโปรเฟซเซอร์ซิมเมอร์แมนนั้น กล่าวว่า ฐานะของเรานี้สูงกว่าบรรดาราษฎรในประเทศอื่นๆในทวีปอาเซีย (เฉพาะบนพื้นทวีปไม่รวมเกาะต่างๆ) และมีความอดอยากแร้นแค้นทั้งกายและใจน้อยกว่าราษฎรชาวนาในประเทศรัสเซีย ซึ่งใช้โครงการเศรษฐกิจรูปนี้อยู่ ณ บัดนี้โดยแน่นอน ราษฎรของเรามีน้อยคนหรือจะไม่มีก็ได้ที่นอนกลางคืนแล้วนึกว่ารุ่งขึ้นเช้าจะหากินไม่ได้ นอกจากผู้นั้นจะกระดุกกระดิกตัวไม่ได้ หาไม่ฉะนั้นคงหาอาหารกินเพียงพอหรือไม่ ในประเทศรัสเซียเสียอีกที่ราษฎรนอนตาไม่หลับ รุ่งขึ้นไม่ทราบว่าจะได้กินอาหารเพียงพอหรือไม่ ถ้าสหกรณ์หาอาหารมาไม่ได้เพียงพอแล้ว ซึ่งปรากฎอยู่เป็นประจำวน การซื้ออาหารก็ซื้อหามากไม่ได้ บางครั้งอาจจะต้องอดด้วยซ้ำ จะไปขอใครเขากินก็ไม่ได้ จะกลับไปทำของตัวกินก็ไม่ได้ เพราะไม่มีที่จะไปทำกินเสียแล้ว คนไทยเราถ้ายังมีนา มีสวน ที่จะปลูกข้าวปลูกผักได้แล้ว ก็ยังหวังอยู่ได้เสมอว่าจะพอหาข้าวกินได้ไม่อดอยาก นอกจากถ้าดำเนินกิจการแบบรัสเซียแล้ว ความอดอยากจนตายนี้อาจปรากฎกลายเป็นจริงขึ้นได้ โปรเฟซเซอร์ซิมเมอร์แมนก กล่าวว่า รายได้และฐานะการกินอยู่ของราษฎรไทยนั้นสูงกว่าราษฎรชาติใดๆทั้งหมดในทวีปอาเซียที่อยู่บนพื้นทวีปเป็นส่วนสำคัญ ย่อมเป็นเครื่องสนับสนุนความคิดเห็นของข้าพเจ้าอีกส่วนหนึ่ง ข้อ ๓ การประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร การที่จะคิดประกันความสุขสมบูรณ์ดั่งนี้นั้น ตามจริงย่อมเป็นของดีแน่ แต่ตามธรรมดาของประกันย่อมจะต้องสละสิ่งใดสิ่งหนึ่งแลกเปลี่ยน เพื่อประกันความสุขสมบูรณ์ ตามแบบนี้นั้นผู้ประกันจะต้องเสียอะไรแลกเปลี่ยน แรงงานและการเสียภาษีวันละเล็กน้อยเท่านั้นละหรือ ที่จะเป็นค่าแลกเปลี่ยน ข้าพเจ้าอยากจะว่าด่าประกันความสุขสมบูรณ์อันนี้ ต้องสละเสรีภาพเสียละกระมัง การเป็นไทยจะกลายเป็นทาสเสียละกระมัง เพราะตามที่ปรากฎในประเทศรัสเซีย ซึ่งก็ใช้วิธีประกันแบบนี้เหมือนกัน ราษฎรต้องประกันความสุขด้วยเสรีภาพของเขา และยอมตนเป็นทาสของรัฐบาล เมื่อได้อ่านวิธีดำเนินตามโครงการเศรษฐกิจที่เขียนมานี้ทั้ง ๒ ภาค ซึ่งเป็นวิธีการเหมือนกับที่ใช้อยู่ในรัสเซียนี้แล้ว ก็ไม่มีทางอันใดอื่นที่จะเห็นได้นอกจากว่าการมั่นคงต้องเป็นไปตามรูปเดียวกันเสียเป็นแน่ ก็เมื่อการประกันความสุขสมบูรณ์นี้อาจต้องแลกด้วยเสรีภาพความเป็นไทยแล้ว ก็จะเป็นการยากสักหน่อยที่จะเลือกยินดีสละออกประกัน หรือว่าไม่อยากเห็นอะไรที่จะสละเสรีภาพ ข้อ ๔ ราษฎรชอบเป็นข้าราชการ ความข้อนี้อาจเป็นจริงได้ แต่ไม่ใช่จริงอย่างตลอด เพราะเหตุว่าความหมายของราษฎรให้คำว่า "ข้าราชการ" นั้นมิได้หมายตรงดังที่ผู้เขียนหมาย "ข้าราชการ" ตามความจริงของราษฎรนั้น คือผู้นั่งชี้นิ้วอำนวยการงานหรือผู้นั่งโต๊ะเป็นเสมียน กินน้ำชา และงานเบาๆ ในประเภทเช่นว่านี้ ข้าราชการเช่นนั้นข้าพเจ้ายอมรับว่าราษฎรอยากเป็นจริง เพราะสบายดี ไม่ต้องเหนื่อยยากอันใด แต่ถึงกระนั้นเองก็ยังไม่เป็นการจริงทั้งสิ้น เพราะมีราษฎรหลายคนที่ไม่พึงประสงค์จะเป็นแม้แต่เสมียน เขาชอบประกอบการอาชีพ ทำการเป็นอิสระ ดั่งนี้มีจำนวนอยู่มากไม่น้อย ข้าราชการที่ผู้เขียนหมายถึงนั้นมี ๒ ชั้นคือข้าราชการนั่งโต๊ะและข้าราชการออกแรงขุดดิน ข้าราชการประเภทหลังนั้นเชื่อแน่ว่าไม่มีใครอยากเป็นเลย จะมีอยู่ ก็น้อยเต็มที ดูตัวอย่างกรรมกรว่างงานที่อยากได้งานทำ กรรมกรพวกเหล่านั้นมาบอกว่าว่างงานและอยากเข้าทำงานอย่างเอิกเกริก และแสดงว่าได้งานประเภทใดก็เอา แต่ครั้งรัฐบาลจัดการหางานขุดดินทำถนนให้ก็ไม่มีใครเอา ทั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ประสงค์นั้นคือ ตำแหน่งข้าราชการนั่งโต๊ะ หรือที่มีหน้าที่ยืนหมุนโน่นเปิดนี่ สำรวยๆเท่านั้น พวกที่อยากเป็นข้าราชการนั้นโดยมากเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา และตีราคาตัวของตัวสูงเกินไปที่จะไปทำนา ชอบเป็นแต่ชั้นเสมียนนั่งซดน้ำชาและนั่งเถียงคารมในข้อกฎหมายเท่านั้น แต่ราษฎรส่วนมากจริงๆนั้นเชื่อว่ามีน้อยคนที่อยากเป็น ดูตัวอย่างทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามารับราชการเหล่านั้น ก็เป็นข้าราชการพร้อมบริบูรณ์ และมีปัจจัยทั้ง ๔ ข้อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตอย่างบริบูรณ์ แต่ถึงกระนั้นก็ปรากฎว่าหนีอยู่เนืองๆมิได้ขาด ก็ผู้เขียนจะตั้งสหกรณ์และให้ราษฎรเข้าเป็นข้าราชการ ขุดดินออกแรงให้สหกรณ์ และบังคับให้อยู่ใต้วินัยของข้าราชการ ซึ่งถ้าผิดหรือเกียจคร้านก็จะถูกงโทษได้หลายสถาน เสี่ยงดูก็คงไม่ต่างกับกรมทหารนัก ดั่งนี้แล้วผู้เขียนนึกหรือว่าราษฎรจะพาดันมีความปีติยินดี พอใจ และไม่การหลีกเลี่ยงดั่งเช่นความเป็นไปในกรมทหาร การบังคับให้ราษฎรรับราชการทหารเป็นทหาร ๒ ปีนั้น ไม่รู้กระไร ไม่ทารุณเกินไป แต่การที่จะให้ราษฎรต้องรับการขุดดิน และอยู่ใต้วินัยคล้ายทหารตลอดชีวิต แล้วออกจะหนักมือไปหน่อย ข้อ ๕ เงินเป็นสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยน เงินนั้นเป็นแต่เพียงคะแนน เป็นสิ่งที่กินเข้าไปไม่ได้ และมีประโยชน์อยู่ก็แต่สำหรับใช้แลกเปลี่ยนปัจจัยแห่งการครองชีวิตเท่านั้น ก็จริงอยู่ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่า ณ บัดนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนดีเท่ากับเงน เพราะเงินนั้นคนพอใจที่จะรับไว้ทุกคน ถ้าเลิกเงินก็ต้องกลับไปใช้วิธีโบราณ คือแลกเปลี่ยนสิ่งของด้วยของ ซึ่งคงทำให้เกิดความลำบกแก่มหาชนไม่น้อย กล่าวคือ คนนั้นมีใจไม่เหมือนกัน มีความอดอยากได้ไม่เหมือนกัน ถ้าเราเอาของที่เรามีอยู่ไปแลกกับอาหาร หรือสิ่งที่เราประสงค์จากคนอื่น เราก็ไม่มีความรู้สึกเลยที่จะได้ของนั้นมา เพราะเจ้าของสิ่งนั้นเขาอาจไม่ต้องการสิ่งที่เราเอาไปแลกก็ได้ การเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดติดต่อระหว่างบุคคลลำบากขึ้นอีกมาก ถ้าเลิกเงินก็เท่ากับถอยหลังเข้าคลองไปหาสมัยเก่า ซึ่งผู้เขียนดูเหมือนจะไม่ชอบมิใช่หรือ คนเรานั้นถึงแม้ผู้เขียนจะนำโครงการเศรษฐกิจนี้ออกมาใช้แล้วก็คงดี ก็ยังต้องการติดต่อซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ถ้าเลิกเงินความลำยากก็จะมี การดำเนินการตามนี้นั้น จริงอยู่ผู้เขียนไม่ได้พูดว่าเลิกเงิน แต่ทางดำเนินนั้นมันเป็นไปในทางที่จะตัดราคาให้สูญไปทีละน้อย ดังที่ทำอยู่ในประเทศรัสเซีย มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ An Economic History of Soviet Russian แต่งโดย Lancelot lawton มีข้อความเรื่องการเลิกเงินนี้ว่า ประเทศรัสเซียนั้นได้พยายามเลิกเงินมาแล้วโดยวิธีการอย่างเดียวกัน คือจะจ่ายเงินเดือนให้ราษฎรนั้นนำเงินไปซื้อจากร้านสหกรณ์ ที่เหลือกก็จะนำไปเข้าธนาคารชาติ การที่ดำเนินการดังนั้น รัฐบาลต้องจำหน่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก การเพิ่มเงินนี้ต้องเพิ่มธนบัตรขึ้น เมื่อเพิ่มธนบัตรมากขึ้นและมีเงินประกันน้อย ราคาก็ตกต่ำ จนในที่สุดต้องเลิกใช้เงิน ราษฎรพากันใช้วิธีโบราณ คือแลกเปลี่ยนสิ่งของด้วยสิ่งของ ผู้ใดไม่มีสิ่งของ มีแต่เงินเดือนที่รัฐบาลจ่ายแล้วก็ต้องอดตาย หมู่ชนที่อยู่ในเมืองใหญ่ซึ่งย่อมไม่มีสิ่งของพืชผลอันใดที่จะแลกเปลี่ยนอาหารได้ เพราะตนเป็นแต่เพียงคนงานได้เดือนเท่านั้น ร้านของสหกรณ์หรือร้านที่รัฐบาลจัดขึ้นนั้นก็หาอาหารขายให้ราษฎรไม่พอ คนที่อยากกินหรือกินไม่อิ่มก็อยู่ไปในเมืองไม่ไหว ต้องทิ้งออกไปอยู่ตามบ้านนอก เพื่อประสงค์ที่จะได้หากินจากพื้นดิน เพื่อที่จะหาของแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น พลเมืองในประเทศรัสเซียมีประมาณ ๑๙๐ ล้านคน แต่ปรากฎว่าเพียงคน ๑๒ ล้านคนเท่านั้นที่ไ้รับความดูแลจากรัฐบาล นอกนั้นอยู่ตามยถากรรม ถูกริบโดยภาษีทางอ้อมไปบ้าง ถูกกดขี่ต่างๆไปบ้าง พวก ๑๒ ล้านคนที่ได้รับเลี้ยงก็เต็มทน เพราะเงินไม่มีราคา พลเมืองในกรุงเปโตรกราด ซึ่งเคยมีอยู่ ๒ ล้าน ๖ แสนคน แต่เมื่อได้เกิดวิธีนี้แล้วมีคนแต่เพียง ๖ แสนเท่านั้น เพราะอยู่ต่อไปไม่ไหว เพราะอยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรจะแลกของกินดังกล่าวแล้ว ดูตัวอย่างทหารของเราที่ผู้บังคับบัญชาได้พยายามหลายครั้งแล้วที่จะให้มีการเลี้ยงอาหารเป็นส่วนรวม และงดการจ่ายเบี้ยเลี้ยง แต่ทหารไม่พอใจเลย ชอบรับเบี้ยเลี้ยงไปซื้อกินเองดีกว่า ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่าเงินนั้นยังมีความสำคัญเพียงใด เพราะฉะนั้นผู้เขียนจะดำเนินการอย่างไรก็ตาม ต้องพยายามอย่าทำลายค่าของเงินให้ป่นปี้ไปเสีย และถ้าจะให้ราษฎรเป็นข้าราชการทั้งหมดแล้ว และจะจ่ายเงินเดือนให้ ก็ต้องให้เป็นเงินจริงๆ ไม่ใช่กระดาษไม่มีค่า หาไม่จะทำให้ราษฎรได้รับความลำบากโดยแท้ อย่าลืมว่า ถ้าเลิกเงินเสียแล้วจะไม่มีวิธีตีราคาสิ่งของอย่างไร จะต้องถอยหลังเข้าคลองไปใช้วิธีแลกเปลี่ยนอย่างโบราณอีก ดังนี้หรือคือความเจริญ ข้อ ๖ ธนาคารแห่งชาติ การตั้งธนาคารแห่งชาตินั้น จะสำเร็จได้ดีหรือไม่นั้นย่อมแล้วแต่ราษฎรจะเชื่อธนาคารนี้แค่ไหน ถ้ารัฐบาลดำเนินการค้าขาดทุน และเอาเงินธนาคารแห่งชาติไปไม่รู้จักจบ ดังนี้แล้วธนาคารเห็นจะง่อนแง่นเต็มที เพราะฉะนั้นการตั้งธนาคารแห่งชาติ เพื่อดำเนินวิธีดังกล่าวแล้ว คือ จะให้ราษฎรเอาเงินฝาก ถ้าราษฎรไม่เชื่อจะทำอย่างใด ราษฎรนั้นยังเข้าใจน้อยเต็มที ดูแต่ชาวนาของฝรั่งเศสก็ไม่ใคร่เอาเงินฝากในธนาคารเสียแล้ว ราษฎรของเราซึ่งก็ยังไม่ฉลาดเฉลียวมากนัก จะทำบ้างเห็นจะเชื่อได้ยากสักหน่อย คลังออมสินตั้งมานานแล้วแต่ก็ไม่ปรากฎว่ามีคนนำเงินมาฝากเท่าใด เพราะยังเขียนหนังสือไม่เป็นก็อีกมาก หรือการทำบัญชีอย่างไม่มีเงินแบบรัสเซีย ที่ว่าง่ายนักง่ายหนาไม่ต้องการความรู้อื่นใด นอกจากบวกลบคูณหารนั้น ก็สงสัยวาจะทำได้ไม่สู้สะดวกนัก รัสเซียเคยลองทำการดั่งนี้มาแล้ว เช่น พยายามเก็บเงิน แต่ผลที่สุดก็ต้องกลับไปใช้เงินอีก และข้าราชการก็ได้รับเงินเดือนเป็นเงิน แต่เป็นเงินที่ราคาตกมากๆเท่านั้น ถ้าไทยเราต้องได้รับการเช่นนี้บ้าง เห็นจะเต็มทีสักหน่อย ข้อ ๗ ราษฎรไม่มีที่ดินและเงินทุนพอ ผู้เขียนกล่าวว่าราษฎรของเรานี้เป็นจำนวน ๙๐% ไม่มีที่ดินและทุนที่จะทำอะไรได้เอง แต่ข้าพเจ้าได้พบในรายการของโปรเฟซเซอร์ซิมเมอร์แมนกล่าวว่า ราษฎรที่ไม่มีที่ดินจะทำการเลี้ยงชีพเองมีแต่เพียง ๓๖% เท่านั้น ดูไกลกันมากว่าที่ผู้เขียนกำหนด จริงอยู่ตัวเงินทุนอาจไม่มากนัก แต่ที่ดินนั้นเขามีกันแน่ไม่ต้องสงสัยเลย ข้อ ๘ ที่ดิน แรงงาน เงินทุนของประเทศ ผู้เขียนกล่าวว่า ชื่อเสียงของประเทศไทยนั้นยังดีอยู่ และพื้นดิน จำนวนพลเมือง ก็มีอยู่มากพอที่จะจัดการตามโครงการนี้โดยไม่มีใครเดือดร้อน ข้อนี้มีที่น่าสงสัยอยู่ละกระมัง เพราะประการที่ ๑ เมื่อเราประกาศที่จะดำเนินการตามโครงการนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่ออย่างไรว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาจะพากันเห็นด้วย วิธีการที่จะทำนี้ จริงว่าวิธีนี้แหละที่เป็นอันตรายแก่สันติสุขของโลก ถ้าเราใช้บ้าง เราจะไปหวังอย่างไรได้ว่า ชื่อเสียงของเราจะยังหอมอยู่ดังเดี๋ยวนี้ การที่จะทำดังนี้เสียอีกจะทำให้ชื่อเสียงของประเทศที่มีคนนับถืออยู่เสื่อเสียไป ถ้าเป็นดังนั้นแล้วจะหาเงินที่ไหนมาเป็นทุน โดยมิต้องทำความเดือดร้นให้แก่ประชาชน ข้อ ๙ แรงงานที่สูญไปและพวกหนักโลก แรงงานสูญไป ๔๐% จริงอยู่เวลานี้ราษฎรของเราทำงาน ๖ เดือนแล้วก็หยุดเสีย ๖ เดือน และถ้าเราสามารถจัดการให้ราษฎรทำงานเพิ่มอีก ๖ เดือนที่ทิ้งว่างอยู่เสียได้นั้นแล้ว ก็จะบังเกิดประโยชน์เป็นอันมาก ข้อนี้ไม่มีใครเถียง แต่วิธีที่จะทำให้ราษฎรทำงานในเวลาที่เหลืออีก ๖ เดือนนั้น เวลานี้อย่าลืมว่าเรามิได้มีวิธีชักชวน หรือสอนให้เขาทำอะไรเลย ถ้าได้มีการชัดชวนหรือแนะนำแสดงตัวอย่างแล้ว บางทีราษฎรก็คงพยายามทำตามเป็นส่วนมาก คงยังไม่จำเป็นแน่ที่รัฐบาลจะเข้าแย่งราษฎรทำงานและเกณฑ์ให้ราษฎรมาเป็นลูกจ้าง เพราะการที่จะจัดให้ราษฎรมาทำงานให้แก่รัฐบาลดังนี้ได้ โดยรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่จะสั่งอะไรก็ได้ ในเวลากำหนดเท่าใดก็ได้ดังแผนนี้แล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าถ้าจะทำได้ก็คงต้องถึงใช้การบังคับกันอย่างหนัก ถึงกับต้องยิงกัน อย่าลืมว่าคนไทยนั้นเสรีภาพความเป็นอิสระอยู่ในเลือดอยู่แล้ว เขาย่อมสละเสรีภาพมาให้ง่ายๆไม่ได้แน่ ถ้าจะต้องบังคับอย่างนี้แล้วจะสมควรละหรือ เราหวังจะให้ความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎรทั่วไป การต้องบังคับกดคอให้เขาทำงานนั้นจะจัดว่าให้ความสุขสมบูรณ์แก่เขาอย่างไร มันจะกลายเป็นให้ทุกสมบูรณ์เสียมากกว่า พึงนึว่าการเป็นคนบังคับเขากับเป็นคนถูกบังคับนี้ต่างกันทางความเห็น ความคิดของคนทั้งสองประเภทนี้ต่างกันมากทีเดียว ผู้เขียนเป็นทหารถูกบังคับให้อยู่ในทางวินัยบ้างแล้วหรือยัง การถูกบังคับนั้นไม่ใช่ของสบาย เพราะฉะนั้นในการนี้ถ้าจะทำได้โดยไม่ต้องมีการบังคับแล้วก็คงเป็นการดีแน่ แต่สงสัยว่าจะทำไม่ได้โดยไม่ถูกบังคับ อย่างน้อยก็คงจะต้อทำหลักๆเช่น "ใครที่ไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน" ขึ้นใช้เป็นแน่ ผู้เขียนอาจจะไม่มีความประสงค์ที่จะบังคับราษฎรทำงาน ดั่งเช่นในรัสเซีย ผลที่สุดก็คงจะต้องจำเป็นทำ เพราะคงไม่มีทางอื่น ดังที่ปรากฎมาแล้วในประเทศรัสเซีย ซึ่งทำให้คนต้องบาดเจ็บล้มตายเพราะความลำบากและถูกกดขี่บังคับนับตั้งล้านคน ผลก็น่าจะเป็นเช่นนั้นในประเทศเรา เพราะฉะนั้น จึงต้องขอเตือนให้ตรวจดูให้มากๆในข้อนี้ ข้อ ๑๐ แรงงานเปลืองโดยแยกกันทำนั้น การรวมกำลังทำงานนี้ ราษฎรก็รวมกันทำอยู่บ้างแล้ว ถ้ารัฐบาลจะชักชวนต่อไปแล้วก็คงได้ผลดีเป็นแน่ แต่ต้องไม่บังคับ ถ้าบังคับแล้วจะไม่ได้ผลช่วย ขออย่าลืมสุภาษิตโคนันทวิศาล ข้อ ๑๑ ตามความคิดเห็นของผู้เขียนที่กล่าวว่า ถ้าใช้เครื่องจักรกลทำนาแล้วจะทำให้เป็นการทุ่นแรงงานเป็นอันมาก และสามารถทำนาได้ผลมากขึ้น ข้าพเจ้าสงสัยว่าจะไม่สู้เป็นความจริงนัก เพราะในการเก็บเกี่ยวข้าวนั้น ตาที่ปรากฎในทางเทคนิคของการทำนาทราบว่าจะยังกระทำเช่นนั้นไม่ได้ อย่างไรเสียการเกี่ยวข้าวก็คงจะยังต้องใช้คนงานเก็บเกี่ยวอยู่อย่างเดิม นอกจากนั้น ณ บัดนี้ก็ยังไม่ปรากฎทีเดียวว่ามีเครื่องจักรชนิดใดเหมาะจะใช้ในการทำนา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังทดลองหาอยู่ เพราะฉะนั้น ถึงแม้รัฐบาลจะเริ่มทำนาเอง ณ บัดนี้ ก็คงจะเว้นเสียมิได้ที่จะไม่ใช้แรงคนเป็นจำนวนมากดั่งเดิม ดั่งนี้จะเรียกว่าทุ่นแรงงานที่ตรงไหน ความเสียหายเสียอีกที่อาจเกิดมีขึ้นได้ในข้อที่จะต้องบังคับคนมาเป็นทาส อันเป็นสิ่งพึงรังเกียจอย่างยิ่ง อีกประการหนึ่ง ผู้เขียนกล่าวว่า ถ้าอนุญาตให้บุคคลทำการอาชีพโดยใช้เครื่องจักรช่วยเหลือแรงงานแล้ว จะทำให้เกิดคนไม่มีงานทำขึ้นนั้น ข้าพเจ้าก็ยังสงสัยเช่นเดียวกันอีกว่า น่าจะไม่เป็นการจริงสำหรับเมืองไทยเรา เพราะในประเทศไทยเรานั้น เรายังมีที่ดินเหลือยังมิได้เปิดทำการกสิกรรมอีกมาก การงานอื่นๆ ก็ยังมีอีกมาก ดั่งเห็นได้ว่าทุกวันนี้เรายังการกรรมกรจีนมาช่วยเราทำงานอยู่ ถ้างานเรามีน้อย ไม่พอที่จะให้ราษฎรรับทำกันไปได้ทั่วไปแล้ว เราจะต้องการจีนเหล่านี้ทำงานแทนเราทำไม เรื่องการที่จะเกิดคนไม่มีงานทำสำหรับเมืองไทยเรานั้นยังเป็นความฝันมากกว่าความจริง เพราะเรายังมีงานอีกมากมายที่คนจะไปทำได้ ที่เกิดมีคนเรียกตัวเองว่าไม่มีงานทำขึ้นเมื่อเร็วๆนี้นั้น ก็ปรากฎว่าไม่มีงานทำเพราะหาไม่ได้จริงๆ ที่หาไม่ได้เพราะเขาหางานที่สบายๆ เช่นการเป็นเสมียน ไม่ได้ต่างหาก เพราะฉะนั้น ถึงแม้เราจะต้องเกิดคนไม่มีงานทำชนิดที่ต้องการแต่งานเบาๆนี้ขึ้นเท่าใดก็ตาม ก็ย่อมยังดีกว่าที่จะจัดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้กลายเป็นโรงทาส บังคับคนให้ทำงานให้รัฐบาลดังผู้เขียนกล่าว การเก็บภาษีทางอ้อม อย่าลืมว่าการเก็บภาษีทางอ้อมนี้เกือบจะถึงขีดสุดอยู่แล้ว ถ้ำทำต่อไปก็เกิดความเดือดร้อนเท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่จะคิดหาเงินทางเก็บภาษีทางอ้อมนี้ไม่ควรหวังมากนัก หาไม่แผ่นดินจะร้อนทุกเส้นหญ้า การหาเงินโดยหวังพึ่งชื่อเสียงของรัฐบาล ก็เช่นเดียวกันกับที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าดีจริงมีคนเชื่อทั่วโลกก็ดี แต่นี่เราแน่ใจละหรือว่าเขาจะเชื่อ การทำการค้าทั้งหลายนั้น ก็ต้องมีทั้งทางได้ทางเสีย ถ้าเราเสียเข้ามากๆแล้ว ใครเลยเขาจะเชื่อให้เรายืมเงินคล่อง การที่จะเสียนั้นอาจมีได้เป็นแน่เพราะทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ที่นับว่าเป็นผู้ชำนาญก็ยังไม่มีความชำนาญจริงอย่างไร หรือพวกคนงานก็ยังไม่มีฝีมือที่เคยชินอย่างไร อาจพลั้งพลาดได้ง่าย ประเทศรัสเซียนั้นเคยได้มีโรงงานมาก่อนแล้ว แต่กระนั้นเมื่อจะขยายใหญ่โตก็ยังเกิดลำบากเสียหาย เพราะขาดความชำนาญและฝีมือดังกล่าวแล้ว คนที่ค้าขายชำนาญแล้วก็ยังพลั้งพลาดได้ ทำไมเราซึ่งไม่เคยทำการค้าขายมาเลยจะพลาดพลั้งไม่ได้ นอกจากนั้นเมืองเราเป็นเมืองเล็ก หนี้เราก็มีอยู่แล้วมากมาย ถ้าเจ้าหนี้ที่มีอยู่เดี๋ยวนี้เขาไม่เชื่อถือวิธีกระทำการของเราว่าจะเป็นผลสำเร็จ นึกละหรือว่าเขาจะลอยหน้าให้เราเฉยๆโดยไม่ขอยึดทรัพย์เราไว้เป็นประกัน นอกจากนี้เราก็ปรากฎอยู่แล้วว่า พวกเจ้าหนี้ของเราเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังนี้อยู่แล้ว เมื่อเราทำขึ้นเขาก็คงมาทวงหนี้ทันที หรือไม่ทวงคืนเขาก็จะขอยึดสิ่งของเป็นประกัน ดังมีตัวอย่างมาแล้ว สำหรับเรานั้นเขาอาจเข้ายึดรถไฟขายใช้หรืออะไรเสียเมื่อใดก็ได้ สันนิบาตชาติจะมาทำอะไรให้เราได้ เราจะเอาตัวไปเปรียบกับประเทศรัสเซียนั้นไม่ได้ เขามีคน ๑๙๐ ล้านคน และที่ดินก็ใหญ่โตกว่าเราหลายสิบเท่า ใครจะทำอะไรเขาก็ลำบากกว่าที่จะทำอะไรกับเราเป็นอันมาก เทียบกันไม่ได้เลย ข้อ ๑๒ พวกหนักโลกทำให้ถ่วงความเจริญ คนหนักโลกดังผู้เขียนกล่าวนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะหมดไปได้ นอกจากนั้นใครจะยอมรับว่าใครหนักโลก ตัวก็พูดว่าคนอื่นหนักโลก เรามักเห็นตัวเราไม่ถนัด เขาหนักเสมอ ต่างคนต่างก็นึกเช่นนั้นเสมอเป็นธรรมดา เราเห็นว่าเราทำความดีให้ชาติ คนอื่นเขาก็คงมีเหตุผลอย่างเดียวกันที่จะนึก ดังนั้น คนเราย่อมมีใจคิดด้วยกัน ใครจะมาเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูกโดยไม่มีข้อพิสูจน์อย่างใดชัดย่อมไม่ได้ เช่น พวกปรปักษ์ของรัฐบาลบางจำพวกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เขาอาจเห็นตัวเขาไม่หนักโลก แต่เห็นคนอื่นหนักก็ได้ ข้อ ๑๓ วิธีซึ่งรัฐบาลจะหาที่ดิน แรงงาน เงินทุน หลักสำคัญที่ควรคำนึงคือ รัฐบาลต้องดำเนินการโดยละหม่อม ไม่ประหัตประหารคนมั่งมีนั้น ข้าพเจ้าขอให้เป็นดังนั้นจริงๆเถิด ลงท้ายเข้าเกรงจะหันเข้าหาวิธีอย่างรัสเซียใช้ คือเก็บภาษีสูบเลือดไปทีละเล็กละน้อย ให้ใบบอนด์ซึ่งไม่มีราคาเกินกระดาษ จัดการเข้าประหารคนมั่งมี หาว่าคนมั่งมีหนักโลกเสียละกระมัง ข้อ ๑๔ เจ้าของที่ดินเวลานี้ไม่ได้รับผลจากที่ดินเพียงพอ ความเป็นไปดั่งผู้เขียนกล่าวอาจเป็นจริงได้ และวิธีการที่จะคิดซื้อที่ดินกลับคืนโดยไม่ใช่การริบนั้นก็คงจะเป็นการดี ถ้าการซื้อคืนนี้ซื้อโดยผู้ขายเต็มใจขายให้ราคาซื้อพอสมควรและซื้อด้วยเงินตรา แต่ถ้าหากซื้อที่ จะซื้อโดยให้กระดาษแผ่นหนึ่งคือใบบอนด์ ซึ่งอาจมีผู้เชื่อว่าไม่มีราคาอะไรนอกจากกระดาษแผ่นหนึ่งแล้ว เห็นจะทำการซื้อตามใจผู้สมัครขายไม่สะดวกนั้น เพราะการเอาใบกู้เงินมาซื้อนี้ก็ไม่มีอะไรมาประกันนอกจากชื่อเสียงที่หอมของรัฐบาล ซึ่งได้พูดข้างต้นแล้วว่าอาจเห็นไปได้ถ้ารัฐบาลทำการค้าพลาดพลั้งไป รัฐบาลจะเอาดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ร้อยละ ๘ ที่ไหนมาใช้ตามที่ว่า ลงท้ายราคาใบกู้นั้นก็คงไม่มีเกินราคาสำหรับกระดาษแผ่นนั้นแผ่นเดียว ข้อ ๑๕ การซื้อที่ดิน การซื้อที่ดิน นา และสวน ทั้งหมดนั้นย่อมทำให้เกิดความลำบากแก่ราษฎรได้เพราะชาวนาที่มีนาเป็นของตัวเองก็ยังมีอยู่อีกมาก การจะซื้อที่ที่เจ้าของไม่ได้ทำเองก็พอทำเนา เพราะก็ยุติธรรมอยู่ที่จะทำดังนั้น เมื่อเจ้าของไม่ได้ทำอะไรกับที่ดินนั้นจะเก็บเอาไว้ทำไม เพราะฉะนั้นไม่ขัดข้องในข้อนี้ แต่จะบังคับซื้อที่ทั่วไปนั้นจะกระไรอยู่ เพราะบัดนี้ก็ปรากฎอยู่เนืองๆว่าราษฎรที่ชอบถางป่าทำอะไรตามอิสระก็ยังมีอีกมาก เมื่อเขาลงแรงเขาถางอย่างนั้นก็โดยประสงค์จะปลูกพืชผล กลังไปบังคับซื้อของเขาเสีย ดั่งนี้เกรงจะทำให้เกิดความไม่พอใจ ในที่สุดก็จะต้องบังคับหรือริบเอาเท่านั้นเอง ข้อ ๑๖ รักชาติหรือรักตัว การที่มนุษย์รักตัวนั้นไม่ต้องมีใครสอน เกิดมาก็มีอยู่ประจำเป็นของธรรมชาติให้มาแล้ว คนเรานั้นจะทำดีหรือจะทำอะไรก็เพราะหวังแก่ตัวและลูกหลาน ถ้าผู้ใดรักตัวเองไม่เป็นแล้ว ก็จะรักอะไรอื่นอีกไม่ได้เลยเป็นอันขาด การที่จะรักอะไรได้จริงๆจังๆย่อมจะเกิดความรักตัวก่อนทั้งสิ้น ชาติที่เกิดขึ้นได้นั้นก็เพราะความรักตัว อยากจะถนอมตัวให้พ้นภัย จึงเข้ารวมกันเป็นหมู่ที่มีความรู้สึกร่วมกันและช่วยกันรักษาตัว เพราะการที่จะรักษาตัวไปคนเดียวสู้ภยันตรายลำบาก ถ้ารวมกำลังป้องกันรักษาก็สะดวกเข้าดังนี้จึงเกิดการรวมกันขึ้นเป็นหมู่ เพื่อช่วยกันและกันรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของหมู่ด้วย หมู่ๆเดียวกันรักษาตัวยากอีก หมู่ต่างๆจึงรวมกันขึ้นเป็นพวกเป็นชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ร่วมมือกันรักษาสิทธิ์ผลประโยชน์ของคนในชาติ และประโยชน์ส่วนรวมของชาติที่ทำให้ชาติตั้งอยู่ได้ การรักษาชาติจึงเกิดขึ้น และแลเห็นได้ชัดว่า การรักษาชาตินั้นย่อมเกิดเพราะรักษาตัวเลยจะรักพวกพ้องผิวพรรณอันนั้นเท่านั้น ชาตินั้นก็ไม่ได้แปลว่าที่ดิน ถ้าที่ดินเป็นชาติแล้ว ที่ดินในเกาะร้างจะเรียกชาติอะไรเล่า เพราะฉะนั้นการที่จะพูดว่า คนที่เช่าที่เขาอยู่หรือคนที่มีที่ดินของตัวเองว่าใครจะรักชาติมากกว่าใครนั้นเฉยๆไม่ได้ เราจะรู้ได้ว่าจะรักมากกว่าใครกลับจะต้องไปพิสูจน์เสียอีกว่า ถ้าชาติพังทะลายเสียแล้ว ผู้ใดจะเสียประโยชน์มากกว่ากันเป็นคะแนนวัดความรักชาติเสียอีก เพราะคนย่อมรักของๆตัวและประโยชน์ของตัวเป็นใหญ่จึงจะมีความรักใคร่ส่วนรวม คือ ชาติ ที่คอยช่วยป้องกันผลประโยชน์อีกนั้น ผู้เช่าห้องแถวเขาอยู่อาจรักชาติมากกว่าคนที่มีที่ดินก็ได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าคนพวกนี้นั้นถึงแม้ชาติจะเสียไปตนก็ไม่ได้เสียอะไรสำคัญส่วนตัว นอกจากความภูมิใจในการเป็นชาติอิสระ ส่วนการเช่าก็เช่าเขาอยู่ตามเคย ส่วนที่มีที่ดินนั้นตรงกันข้าม ถ้าเสียชาติแล้วอาจเสียของของตัวไปด้วยก็ได้ และเสียความภูมิใจในความเป็นไทยขั้นที่ ๒ ด้วย ซึ่งต่างกันอยู่ เราต้องเข้าใจให้ดีเสียก่อนว่า ชาติคืออะไร หาไม่จะรักไปในทางที่ไม่ถูก เราอาจบอกว่ารักชาติมากกว่าตัว แต่ถ้าการกระทำที่ดำเนินอยู่นั้นแสดงว่ามิได้หวั่นเกรงอันตรายที่จะพึงมีมายังชาติของตัว คิดแต่จะหาชื่อเสียงเข้าตัว ในการที่จะได้ชื่อว่าได้ช่วยชาติรักชาตินั้น อาจเป็นการชี้ตรงกันข้ามว่าไม่รักชาติ พยายามจะขายชาติ ทำลายชาติเพื่อความเฟื่องฟูในเกียรติยศของตัวก็ได้ ที่ดินกลายเป็นของกลางนั้น จริงอยู่อาจมีคนรักษา แต่คนที่รักษาทุกคนก็คงไม่ตั้งใจรักษาเท่าที่ที่เป็นของตนจริงๆ ข้อนี้เป็นความจริงของมนุษยชาติ หาไม่ที่สาธารณสถานในประเทศเราคงไม่สกปรกดั่งเป็นอยู่เดี๋ยวนี้เลย สวนหลวงที่งดงามได้ต้องการเงินและคนเข้าไปมากๆ ผิดกับบ้านที่ไม่เสียเงินค่ารักษาเท่าใดก็เห็นได้ชัดๆ เพราะการรักษาที่ของกลางนั้นตนไม่ได้อะไรด้วย เงินเดือนนั้นถึงจะดีวิเศษหรือดีพอปานกลาง ไม่ให้ถูกตำหนิได้ ก็ได้จำนวนเท่ากัน นอกจากนั้นเมื่อมีหลายๆมือ การเก็บเกี่ยวรักษาก็คงจะมิได้ขาด การที่พูดดังนี้ผู้เขียนอาจพูดได้ว่าเป็นการดูหมิ่นข้าราชการผู้ชำนาญก็ได้ แต่ก็พูดได้เช่นเดียวกันว่า พวกผู้ชำนาญที่เที่ยวสอนราษฎรและว่าราษฎรไม่เปิดหูเปิดตานั้น ก็ออกจะเป็นการดูหมิ่นราษฎรได้เท่าๆ กัน ราษฎรเวลานี้ต้องการดูตัวอย่างหรือทางจรรยาอันใดที่หนังฉายก็ได้ ราษฎรที่เห็นพากันชอบทำเสมอ ในการเศรษฐกิจก็เหมือนกัน ปรากฎว่าราษฎรอยากรู้อยากเห็นวิธีการใหม่ๆถมไป ข้อที่ขัดข้องอยู่ ณ บัดนี้นั้นเป็นเพราะพวกผู้ชำนาญที่ออกไปทำการสั่งสอนนั้น ยังไม่ได้ทำให้ราษฎรเลื่อมใสเพียงพอจึงไม่เชื่อ เพราะมิได้ทดลองวิชาที่นำไปสอนให้เห็นประจักษ์ตาเสียก่อน พวกที่ไปสอนก็สอนตำรา (เที่ยวรี่) เท่านั้น ความบกพร่องของเรามันอยู่ที่มีเทียวรี่มากไปและขาดแปล็กตีสเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะว่าราษฎรไม่อยากเรียนนั้นไม่ถูก การที่ไม่ได้ผลดังนี้ก็เพราะการสอนการวางตัวอย่างไม่ดีต่างหาก เพราะฉะนั้นไม่ควรดูหมิ่นราษฎรเลย ถ้าใครดูหมิ่นราษฎรได้ผู้นั้นก็ควรดูหมิ่นตัวเองได้เท่าๆกัน การที่จะว่าราษฎรจะได้รับความสุขสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อให้รัฐบาลจัดการเศรษฐกิจตามโครงการที่เขียนมานี้นั้น ก็เป็นแต่ทางคาดผลสำเร็จในตำรา (เทียวรี่) ว่าจะเป็นดังนั้น ดังที่ปรากฎอยู่ทุกวันนี้นั้น ในประเทศที่ใช้วิธีการอย่างเดียวกัน ผลกกลับตรงกันข้าม เช่นในประเทศรัสเซียปรากฎว่าราษฎรได้รับความลำบากขึ้นกว่าเก่าในเรื่องปัจจัยทั้ง ๔ ที่จะใช้เลี้ยงชีวิตเป็นอันมาก ถึงกับอดตายกันมากมายนี้ จะทำให้ราษฎรได้รับความเจริญอย่างชนิดน่ารังเกียจดั่งนี้อย่างนั้นหรือ ผู้เขียนกล่าวว่า ข้าราชการในปัจจุบันนี้ส่วนมากเป็นตระกูลที่เคยทำนา และต้องละทิ้งที่นาเข้ามารับราชการนั้น ไม่ใช่จะหมายว่าพวกข้าราชการที่ทิ้งที่นาเข้ามาดั่งนี้รักชาติน้อยกว่าชาวนามิได้ ข้อนี้พูดตามจริงก็ดูไม่ใคร่มีใครเขาเที่ยวว่ามากนัก นอกจากข้าราชการชนิดนั้นจะกินปูนร้อนท้องไปเอง การรักชาตินั้นก็ได้กล่าวแล้วว่าใครรักมากรักน้อยพิสูจน์ได้ยาก สำหรับข้าราชการที่ละทิ้งนานั้นก็ไม่ใช่รักชาติน้อย แต่การละทิ้งที่นาเข้ามารับราชการนั้น หาใช่เพราะมีจุดหมายในการรักชาติเป็นที่ตั้งอันเดียวไม่ การที่ละที่นาเข้ามานั้น ถ้าจะให้เหตุผลแล้วก็ต้องว่าเพราะรักตัวเองมากกว่าอื่น หมดน้ำใจที่จะคิดทะนุบำรุงพื้นที่ดินซึ่งเป็นของบิดามารดา ปู่ย่า ตาทวด เพราะความกลัวเหนื่อย อยากหาความสุขสบายให้ได้งานเบาๆและเงินมากๆ ถ้าเราจะว่าคนที่ละทิ้งที่นาเข้ามารับราชการทำดั่งนี้เพราะความรักชาติแล้ว ข้าราชการอื่นๆ ตลอดจนบุคคลที่เที่ยววิ่งซุกหัวกะไดบ้านผู้มีบุญไหว้กราบขอนาทำ หรือผู้ใหญ่ที่จะจัดการเอาลูกหลานของเขาได้รับราชการโดยทางใดทางหนึ่งก็จะต้องนับว่าเพราะรักชาติเหมือนกัน ข้อ ๑๗ ระวังคำล่อลวง ผู้เขียนกล่าวว่า มีพวกบุคคลที่นิยมลัทธิให้เอกชนต่างคนต่างทำนั้น พยายามล่อลวงให้ราษฎรให้หลงเชื่อ ในความคิดความประเสริฐไปในทางนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ไม่ต้องล่อลวงก็เห็นจะได้ผลอยู่แต่เดิมแล้ว ลัทธิอันนั้นไม่มีผู้ใดประกาศสอนหรือทิ้งใบปลิวลัทธิอันนั้นก็เกิดอยู่เป็นธรรมดามนุษย์แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่ถ้าบัดนี้มีพวกนี้อยากเที่ยวล่อลวงต่างๆอีกอย่างจริงจังดังผู้เขียนกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าอยากจะขอเพิ่มเติมอีกด้วยว่า พวกที่คิดจะล่อลวงไปในทางอื่นก็มีมากเหมือนกัน เช่นพวกที่ล่อให้คนนิยมนับถือไปในทางศาสนาพระศรีอาริย์ คอยเก็บต้นกัลปพฤกษ์ก็มี ล่อลวงให้อยากได้สิ่งที่ไม่เห็น สิ่งที่ยังทำไม่ได้ จนในที่สุดแทนที่จะได้ไปสวรรค์ของพระศรีอาริย์ มันจะเลยกลายตกสู่อเวจีของพระศรีอาริย์เสียก็เป็นได้ เพราะพวกล่อลวงนี้เที่ยวพูดกล่อมเกลี้ยงอธิบายให้เห็นแต่ทางที่จะได้ ส่วนผลร้านนั้นไม่นึกถึง ล่อเอาด้วยความโลภ ความโมหะที่เข้าปิดบังนัยตารู้ไร้ปัญญาไม่เห็นทางอื่น ให้ครอบงำอยู่ในความงมงาย ซึ่งเป็นอากาศธาตุของเทียวรี่เท่านั้น พวกเหล่านี้ย่อมเป็นพวกที่เป็นอันตรายต่อสันติสุขของประเทศอยู่มิใช่น้อย ราษฎรก็จำเป็นต้องระวังเหมือนกัน ข้อ ๑๘ ข้าราชการบางคนเกียดกันไม่อยากให้ราษฎรเป็นข้าราชการ คำพูดเช่นนี้เป็นคำกล่าวโทษข้าราชการโดยไม่ยุติธรรม หมู่บุคคลหรือข้าราชการที่คัดค้านว่ารัฐบาลไม่ควรทำอุตสาหกรรมนั้น ถ้ามีจริงดั่งข้อหา ก็คงเป็นเพราะว่าเขาเหล่านั้นเห็นภัยที่จะมาถึงราษฎรที่เขาพยายามทะนุบำรุงมากกว่าที่จะเกียดกัน ถ้าเห็นว่าไฟจะไหม้บ้าน หมู่บุคคลก็ช่วยกันป้องกันมิให้ไฟนั้นเกิดขึ้น จะเรียกได้หรือว่าเขาเหล่านั้นเกียดกัน ตัดอาชีพของพวกที่จะมาทำการก่อสร้างตึกที่ถูกไหม้นั้น ข้าราชการเท่ากับเป็นผู้ที่รับจ้างราษฎร ถ้าเขาพยายามป้องกันภัยมิให้มาถึงราษฎร จะเรียกว่าเขากีดกันหาควรไม่ การที่จะคิดแย่งอาชีพของราษฎร เช่น การทำนา ทำสวนเสียอีก เป็นสิ่งที่ควรรังเกียจ และนับว่าเป็นการกีดกันมิให้ราษฎรได้มีอิสระทำมาหากินตามใจชอบ ถ้าคิดจะช่วยราษฎรให้มีความสุขมากขึ้น ก็ควรที่จะหาทางช่วยที่จะไม่เป็นการขัดขวางต่อความอิสระภาพของราษฎร ในการทำมาหากินจึงจะถูก แต่แทนที่ผู้เขียนจะคิดจัดการหาทางป้องกันมิให้ใครมาทำร้ายราษฎร โดยกีดกันมิให้เขาทำนาทำสวนซึ่งเขาเคยทำมาตั้งแต่ครั้งปู่ยาตายาย ผู้เขียนกลับกล่าวโทษผู้ที่พยายามจะช่วยป้องกันมิให้ราษฎรถูกแย่งอาชีพดั่งนี้หาควรไม่ อีกประการหนึ่งเพื่อชี้ให้เห็นชัดว่า ข้าราชการมิได้กีดกันผู้ใดที่ประสงค์จะเข้ารับราชการเลย ขอซักตัวอย่างซึ่งผู้เขียนเป็นผู้กล่าวเองว่า มีข้าราชการเป็นอันมากที่มีตระกูลเป็นชาวนา คือแปลว่าเป็นราษฎร ได้ละทิ้งไร่นาของตัวเข้ามารับราชการดังนี้ นอกจากนี้วิธีการรับคนเข้ารับราชการไม่มีสิ่งใดที่แสดงว่าเกียดกันช่องต่างๆก็เปิดอยู่เสมอหน้ากัน ใครมีคุณวุฒิดี เข้าทำราชการได้เต็มที่ ไม่มีขีดขั้นว่าคนนั้นเป็นชาวนา คนนั้นเป็นชาวสวน เข้าทำราชการไม่ได้ ดังนี้จะเรียกว่ากีดกันอย่างไรได้ เรื่องที่ว่าราษฎรไทยมีนิสัยชอบทำราชการนั้น มีความจริงแค่ใดก็ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น แต่จะขอเน้นให้ฟังอีกว่า คนไทยไม่ชอบเป็นข้าราชการชนิดที่ต้องตรากตรำลำบากขุดดิน ข้าราชการที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้แทบทุกคนจะไม่มีใครอยากเป็นข้าราชการเลยถ้าตัวต้องไปทำการขุดดินไถนา แทนที่นั่งโต๊ะชี้นิ้ว อย่าว่าแต่จะให้ไปขุดดินหรือทำงานหนักอันใดเลย แม้แต่สั่งให้ย้ายไปรับราชการหัวเมืองก็ไม่ชอบเสียแล้ว ดังนี้ใครบ้างที่อยากเป็นข้าราชการชนิดที่ผู้เขียนจะได้จัดให้มีขึ้น ถ้าผู้เขียนกล่าวว่าคนไทยนั้นมีนิสัยชอบเป็นคนนั่งชี้นิ้วให้ผู้อื่นทำงาน ข้าพเจ้าไม่คัดค้านเลย เพราะเป็นความจริง ข้อ ๑๙ ยกเว้นเอกชนบางจำพวกที่ไม่ต้องรับราชการ รัฐบาลจะบังคับให้ราษฎรทั้งหมดเป็นข้าราชการหรือ ? ผู้เขียนตอบว่าไม่จำเป็นต้องบังคับราษฎรทั้งหมดให้เป็นข้าราชการ รัฐบาลอาจยกเว้นเอกชนที่มั่งมีพอที่จะแสดงตนว่าจะเลี้ยงชีพต่อไปเองได้ให้ทำการเป็นอิสระ ถ้าการเป็นไปดังนี้อย่างตรงไปตรงมาก็ดี แต่เนื่องจากคำว่า อาจยกเว้นได้ แต่ต้องแสดงว่าเลี้ยงชีพต่อไปเองได้ดังนี้ มันเป็นเครื่องล่ออยู่ในตัว ค่อนข้างจะเป็นที่สงสัยว่าราษฎรส่วนมากจะถูกบังคับให้เข้าทำงาน เพราะข้อพิสูจน์ที่จะเลี้ยงตัวได้หรือไม่นี้ รัฐบาลเป็นผู้ตั้งปัญหาพิสูจน์ ข้อสำคัญในการพิสูจน์จะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบแน่นอน แต่ทำให้เกรงไปว่าข้อพิสูจน์เป็นอันมากที่จะเกือบไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงได้เสียเลย ทางที่ควรนั้น ถ้ารัฐบาลเอยากให้ราษฎรรับความสุขสมบูรณ์ โดยไม่ทำความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นแล้ว แทนที่จะไปพิสูจน์ว่าราษฎรจะเลี้ยงตัวของเขาได้หรือไม่ รัฐบาลควรจะเดินแผนตรงกันข้าม คือให้ราษฎรมาพิสูจน์ว่าตนเองเลี้ยงตัวไม่ได้ต่อไป ขอให้รัฐบาลช่วยเลี้ยง ครั้นแล้วรัฐบาลก็รับเลี้ยงคนเช่นนั้นต่อไปจะเหมาะกว่ากระมัง ถ้าไม่ใช่วิธีดังนี้ การพิสูจน์ของรัฐบาลนั้นจะกลายเป็นการบังคับให้ราษฎรทำงานไป นอกจากนี้เมื่อรัฐบาลดำเนินเศรษฐกิจดังนี้แล้ว ถึงแม้รัฐบาลจะไม่มีนโยบายที่จะบังคับคนทั่วไปเข้าทำงานในชั้นต้นนี้ก็จริง ต่อไปก็คงต้องค่อยๆตะล้อมคนที่ทำการอาชีพเป็นอิสระนั้นเข้ามาในวงการบังคับให้ทำการให้รัฐบาลทุกที โดยวิธีเก็บภาษีสูบเลือดทางอ้อมทีละเล็กทีละน้อยจนคนนอกนั้นสิ้นกำลัง อกเข้าก็วิ่งกระเสือกกระสนเข้าหาแอกเอง อันเป็นวิธีการบังคับทางอ้อมที่ประเทศรัสเซียเขาเคยใช้เพื่อดำเนินการโดยนโยบายที่แสดงว่าไม่กดขี่ราษฎรอย่างของผู้เขียนนี้ ข้อ ๒๐ อาชีพอิสระ การอนุญาตให้ราษฎรมีอาชีพอิสระได้ก็แต่เฉพาะอาชีพ เช่นนักประพันธ์ แพทย์ ทนายความ และช่างเขียน และการมีโรงงานบางชนิดที่มีอยู่ก่อนแล้ว ส่วนการทำนาหรือทำสวนนั้นดูไม่ปรากฎเลยว่าอนุญาต อย่างไรก็ดี ถึงแม้ ณ บัดนี้จะอนุญาตให้ราษฎรมีโอกาสที่จะทำอาชีพอิสระได้บ้างก็จริง แต่ต่อไปน่ากลัวจะค่อยดำเนินวิธีการสูบเข้าไปหารัฐบาลจนหมดสิ้นด้วยวิธีเก็บภาษีทางอ้อม และโดยการแสดงความขัดข้องเล็กๆน้อยๆ ซึ่งเป็นการบังคับอยู่ในตัวให้เลิกอาชีพอิสระ การที่สัญญาว่าจะอนุญาตนี้ไม่สู้จะมีน้ำหนัก ข้าพเจ้ายังอดวิตกไม่ได้เลยว่า ในที่สุดก็จะกลายเป็นอย่างรัสเซีย ซึ่งเขาค่อยๆทำลายอาชีพอิสระนี้ไปทีละน้อยๆจนในที่สุดเกือบจะไม่เหลือเลย ถ้าผู้ใดอยากทราบว่าข้าพเจ้าทราบความเป็นไปในประเทศรัสเซียนี้มาได้อย่างไรแล้ว จะบอกหนังสือให้อ่านก็ได้ นอกจากนี้เรายังชอบเสรีภาพ ถ้าปล่อยให้ทำอิสระได้ก็คงมีคนทำกันเป็นอิสระเป็นส่วนมาก ถ้าเป็นดั่งนี้แล้ว โครงการนี้จะดำเนินการไปอย่างไร เมื่อดำเนินไปตามที่มุ่งหมายไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการ ซึ่งในที่สุดก็ต้องบังคับโดยทางอ้อมให้ต้องเลิกไปเองดั่งในเมืองรัสเซีย อย่าลืมคำที่พวกรัสเซียเขาพูดไว้ว่า "การที่เขายังทำไม่สำเร็จดั่งประสงค์นั้น เป็นเพราะประเทศอื่นๆทั่วโลกยังไม่เป็นอย่างเขา ถ้าทั้งโลกกลายเป็นดำเนินวิธีอย่างเขาแล้ว การก็สำเร็จโดยเรียบร้อย" นี่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่สำเร็จก็คงบอกว่าเพราะทุกคนยังไม่รักชาติ หรือยังไม่รักการเป็นทาสพอจึงยังไม่สำเร็จ ก็เมื่อไม่สำเร็จจะนั่งอยู่นิ่งๆคงเป็นไปไม่ได้ คงต้องเดินวิธีทำให้สำเร็จ รัสเซียเขาก็ไม่นั่งนิ่งๆ เขาคิดที่จะให้มีการจลาจลขึ้นในโลกเสมอๆ การเปลี่ยนแปลงในประเทศเรานี้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการของรัสเซียก็ได้ เพราะฉะนั้นในที่สุดข้าพเจ้าออกจะรู้สึกแน่ใจว่าการอาชีพอิสระนี้ก็คงจะมีไม่ได้อีกต่อไปในประเทศเรา ข้อ ๒๑ ผลดีของราษฎรสมัครส่วนมากที่สมัครเป็นข้าราชการ ในข้อนี้ ถ้าราษฎรสมัครเป็นข้าราชการเองโดยไม่ต้องบังคับทางอ้อมหรือทางตรงก็ดี ส่วนผลดีที่รัฐบาลจะได้รับนั้น นอกจากนั้นบรรดาข้าราชการผู้ชำนาญต่างๆทั้งที่นั่งอยู่ในสภาบำรุงเศรษฐกิจและนอกสภาก็คงจะได้ผลดีอันประเสริฐเหมือนกัน ใครที่หวังจะได้ตำแหน่งผู้ชำนาญนี้สักตำแหน่งหนึ่งแล้ว ย่อมอยากให้เขาดำเนินเป็นอย่างนี้แน่ เพราะถ้าเป็นดั่งนี้แล้วตนก็จะได้เป็นนายชี้นิ้วที่มีทาสมากๆสำหรับใช้ ข้อสำคัญต้องระวังแต่ว่า อย่าให้กลายเป็นการบังคับให้ราษฎรทำงานไปก็แล้วกัน เพราะถ้าเป็นการบังคับแล้วราษฎรขัดขืนแล้วพากันหนีเข้าป่าก็ได้ คนไทยเรานั้นเลือดร้อน ไม่เหมือนคนรัสเซีย ที่จะยอมให้เถือเล่นง่ายๆนั้นไม่มี ถ้ายิ่งรู้ว่าผู้ให้สัญญาว่าจะให้ความสุขแล้วเอาความทุกข์ความลำบากมาให้แล้ว เขาอาจจะพากันเอะอะก็ได้ ถ้าเอะอะไม่สำเร็จก็อาจหนีร้อนไปพึ่งเย็น เช่น ไปสมัครอยู่กับฝรั่ง เป็นต้น ที่เมืองรัสเซียนั้นราษฎรต้องหนีร้อนไปพึ่งเย็นก็มีเป็นอันมาก แต่ที่ออกไปนอกประเทศไม่ได้มากก็เพราะรัฐบาลทำกำแพงกั้นด้วยวิธีตรวจใบอนุญาตเดินทาง และการหาเรื่องลงโทษผู้ที่พยายามหลบหนี นอกจากนั้นเมื่อเร็วๆนี้ก็มีกบฎรัสเซีย และถ้าถามว่าถ้าพวกราษฎรรัสเซียไม่พอใจวิธีการเช่นนี้แล้ว ทำไมเขาไม่โหวตให้รัฐบาลออก และเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ข้อนี้ตอบได้ว่า การที่รัสเซียสามารถเก็บคนไว้เป็นสัตว์หรือทาสได้นั้น ก็โดยคนทั้งเมืองเป็นสปายซึ่งกันและกันให้บังเกิดความไม่เชื่อถือไปหมด กล่าวคือ เพาะนิสัยอันเลวให้ต่างคนต่างหมดความเชื่อถือกันหมด สปายในรัสเซียนั้นมีตั้ง ๗๐% ของพลเมือง สปายเหล่านี้เกิดขึ้นโดยวิธีหักหลัง (แบล๊คเมล์) บ้าง ล่อลวงบ้าง จนในที่สุดไม่มีใครจะเชื่อกันได้ เมื่อความเป็นไปในรัสเซียเป็นดั่งนี้ก็ไม่มีใครที่จะกล้าคิดอะไร เพราะไม่รู้ว่าใครจะเชื่อใครได้ ในการโหวตเลือกผู้แทนราษฎรก็ไม่ยอมให้ออกเสียงจริงๆ ใครมีเสียงแหลมมากในที่ประชุมว่าไม่เห็นด้วยกับคนที่รัฐบาลจัดมาให้เป็นผู้แทนตำบลนั้น ผู้นั้นก็ถูกรังแกต่างๆจนในที่สุดไม่มีใครกล้าทำอะไร นี่เราจัดการให้คนของเรากลายเป็นคนอย่างนี้บ้างอย่างนั้นหรือ การที่จะดำเนินโครงการเศรษฐกิจแบบนี้ผู้เขียนกล่าวว่า จะทำให้เป็นการตัดการรบพุ่งระหว่างคนต่างชั้นนั้นย่อมไม่จริง กลับจะทำให้เกลียดกันยิ่งขึ้น และไม่ไว้ใจกันยิ่งขึ้น ส่วนชั้นนั้นก็คงไม่หมดไป คงกลายเป็นผู้ชำนาญที่คอยนั่งชี้นิ้วกับข้าราชการที่ต้องทำงานกรรมกร หรือผู้เขียนจะนึกว่าตนและพวกพ้องที่เป็นผู้ชำนาญการ รักชาติพอที่จะสละกำลังร่างกายของตนเองลงไปเป็นกรรมกรเหมือนกับคนอื่นทั่วไป และพยายามผลักดันให้ชาวนาได้ขึ้นมาเป็นคนชี้นิ้วบ้างเล่า ขอเตือนอีกทีว่าการที่จะไปบังคับใครให้ทำงานอย่างเป็นทาสนั้น ผู้ที่จะบังคับควรจะต้องเคยเป็นทาสถูกบังคับมาก่อนนั่นแหละ บางที่จะเห็นใจได้บ้าง ดังนี้ถ้าราษฎรไม่สมัครยอมเป็นข้าราชการชั้นกรรมกรโดยน้ำใสใจจริงแล้ว จะเห็นว่าได้ว่าผลดีและความสุขสมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นดังสัญญาไว้นั้น ก็จะมีได้เฉพาะท่านพวกผู้ชำนาญหรือคอยนั่งชี้นิ้วบัญชาการเท่านั้น ส่วนผลที่ราษฎรจะได้รับแทนที่จะเป็นความสุขจะกลายเป็นฐานะที่ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาท่วมหัวเข่า ข้อ ๒๒ การหมุนเวียนแห่งเงิน ในข้อนี้ผู้เขียนกล่าวถึงวิธีการจัดหาทุนซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ นั้น เก็บไว้สำหรับซื้อของจากต่างประเทศ ซึ่งจะจัดให้เป็นเงินตราที่มีราคาเปลี่ยนได้จริงๆ ส่วนประเภทที่ ๒ นั้น เป็นเงินที่รัฐบาลจะใช้สำหรับแจกเงินเดือนข้าราชการ จำนวนเงินประเภทที่ ๑ นั้นไม่มีปัญหา แต่ประเภทที่ ๒ นั้น รัฐบาลตั้งใจจะไม่ให้เสียเงินไปเลย กล่าวคือ คิดทำบัญชีชนิดที่ไม่มีตัวเงิน (Money-free Account) แบบรัสเซียนั่นเอง การหักกลบลบหนี้กันนี้เป็นการดี ได้ประโยชน์แก่ผู้ให้ เพราะอำนาจตั้งราคาสิ่งของที่คนงานจะต้องซื้อกินนั้นอยู่ที่ผู้ให้ คือรัฐบาล จริงอยู่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่าจะมีเงินสำรองส่วนน้อยไว้สำหรับกำกับเงินที่ราษฎรเหลือใช้ที่หักหนี้ออกแล้ว แต่เงินสำรองส่วนนี้อาจไม่ต้องมีเลยก็ได้ เมื่อถึงเวลาที่เป็นจริงที่จะทำตามโครงการเช่นนี้ รัฐบาลจะต้องกลายเป็นลูกหนี้ของรัฐบาลไปก็ได้ ข้อนี้เป็นสิ่งที่พึงบังเกิดได้โดยง่าย และเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะแก้ตัวได้ง่ายที่สุด อีกนัยหนึ่งในข้อนี้ก็คือ รัฐบาลอาจสามารถโอนเงินสำรองธนบัตรทั้งสิ้นไปรวมไว้ในประเภทที่ ๑ สำหรับซื้อของต่างประเทศ แต่สำหรับประเภทที่ ๒ นั้นก็ทำธนบัตรขึ้นโดยไม่มีสำรองกำกับ เพราะเชื่อแน่ว่าอย่างไรเสียเงินประเภทนี้ก็คงไม่มีโอกาสเล็ดลอดออกไปทางอื่นได้ คงจะต้องกลังเข้าคลังหมด จึงไม่จำเป็นต้องมีเงินสำรองไว้กำกับเลยก็แทบได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่ฉลาดที่มีความมุ่งหมายอย่างเดียว คือจะตบตาคนทั่วไปที่เป็นข้าราชการให้หลงไปว่าตนได้รับเงินจริงๆ เงินเหล่านี้อาจดีได้ก็แต่การซื้อขายระหว่างรัฐบาลกับราษฎร ซึ่งเป็นลูกหนี้ของรัฐบาล แต่ถ้าซื้อขายกับคนอื่นๆแล้วอำนาจราคาซื้อก็คงมีไม่เท่าใด เพราะคงจะเกิดความไม่เชื่อถือขึ้น อย่าลืมว่าข้าราชการนั้นอยากได้เงินเดือน ไม่อยากเป็นลูกหนี้รัฐบาล เพราะความต้องการของคนนั้นไม่อยู่เฉพาะการกินหรือเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น ความต้องการอย่างอื่นยังมีอีกมาก การหักกลบลบหนี้ในที่สุดราษฎรก็ต้องเป็นลูกหนี้ของรัฐบาลหมด เพราะรัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาสิ่งของที่จะขายให้ราษฎร ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงราคาให้พอที่ราษฎรจะต้องเป็นลูกหนี้เมื่อไรก็ได้ดังกล่าวมาแล้ว ผลที่สุดราษฎรหรือข้าราชการนี้จะไม่ได้เงินสดสักสตางค์เดียวก็อาจเป็นได้ และคนใดไม่อยากเป็นหนี้ก็อาจต้องอดอยากด้วยไม่มีของกินเพียงพอก็ได้ ภาษีทางอ้อม การเก็บภาษีทางอ้อมนี้ ได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้นเกือบถึงขีดที่สุดแล้ว ภาษีมรดกที่จะเก็บนั้นเชื่อว่าคงจะไม่ได้เป็นตัวเงินเท่าใด คงได้กินแต่พื้นที่เสียมาก และเก็บอยู่ไม่เท่าใดก็คงหมดไม่มีเหลือ อย่างมากก็คงไม่เกิน ๓ ชั่วอายุคน ซึ่งแปลว่าเป็นการริบอย่างช้าๆเท่านั่นเอง ภาษีรายได้นั้นก็เช่นเดียวกัน ราษฎรไม่มีรายได้มากเท่าใดที่เหลือใช้ รัฐบาลจะเก็บได้สักเท่าใด คงไม่มากเป็นแน่ เพราะฉะนั้นออกรู้สึกเชื่อว่าการหาเงินทุนในทางนี้นั้น น่าจะไม่ได้เงินมากเท่าใด ออกสลากกินแบ่ง (ลอตเตอรี่) ข้อนี้ไม่ขัดข้อง การกู้เงิน การกู้เงินภายในนี้ ในเวลานี้รัฐบาลกำลังดำริจะกู้เงินราษฎรเป็นจำนวนเงิน ๑๐ ล้านบาท ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะกู้ได้ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะต่อไปนี้คงไม่มี ถ้ายิ่งมีภาษีรายได้ ภาษีมรดกแล้ว เงินที่จะหากู้ยิ่งไม่มียิ่งขึ้น นอกจากนี้ราษฎรไม่มีความไว้ใจในรัฐบาลแล้ว การกู้เงินจะทำได้โดยยาก การหาเครดิต การที่จะจัดให้ฝรั่งมาตั้งโรงงานนี้คงทำได้ดังที่รัสเซียทำอยู่ เพราะเขามีประกันคือโรงงานของเขา ถ้าเราใช้เงินเขาหมดเมื่อใด โรงงานนั้นก็เป็นเรื่องของเรา ดังนี้ บางทีจะใช้ได้ถ้าฝรั่งเขาตกลงตามนี้ ข้าพเจ้าก็ตกลงเพราะไม่เห็นเสียหายอันใด ถ้าเงินไม่มีเขาก็เอาโรงงานของเขาเป็นประกันไปเอง ข้อสำคัญอย่าเดินอย่างรัสเซียก็แล้วกัน วิธีที่กล่าวกัน คือ เมื่อรัฐบาลไม่มีเงินเข้าแล้วก็หาทางที่จะจับผิดฝรั่งว่าเขาทำผิดสัญญา และพยายามแย่งเขาเฉยๆ อยู่ร่ำไป รัสเซียนั้นทำได้ละทั้งไดชื่อว่าเป็นเอาท์ลอว์ (Outlaw) ของโลกอยู่แล้ว ซึ่งใหญ่โตเหลือเกินที่ใครจะปรามได้ แต่ถ้าเราเริ่มทำตัวของเราเป็นเอาท์ลอว์บ้างแล้ว อย่าได้นึกเป็นอันขาดว่าเพื่อนบ้านเขาจะปราบไม่ได้อย่างที่เขายังไม่กล้าปราบรัสเซีย ฐานะของเรากับรัสเซียนั้นต่างกันไกล เทียบกันไม่ได้เลย ข้อ ๒๓ การทำดุลยภาพภายในประเทศ หักกลบลบหนี้ วิธีทำให้เกิดดุลยภาพภายในได้นั้น ข้าเจ้าเชื่อแน่ว่าไม่มีทางใดดีกว่าที่จะจัดการให้ราษฎรเป็นลูกหนี้รัฐบาล ดังที่ผู้เขียนเตรียมไว้จะทำโครงการเศรษฐกิจนี้ ถ้าไม่จัดให้ราษฎรต้องเป็นหนี้รัฐบาลแล้ว ถ้ารัฐบาลขาดทุนก็ขึ้นราคาขายเสียเอง ราษฎรก็ต้องเป็นหนี้มากขึ้น เพราะไม่มีกิน รัฐบาลก็ล้มละลายได้ยาก ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าจะทำให้สะดวกดี แต่มีข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งซึ่งจะเดินคู่กันไปกับการเป็นหนี้นี้ ข้อสำคัญก็คือ เมื่อราษฎรเป็นหนี้รัฐบาลมากขึ้น แต่ของก็ยังไม่มี ต้องกินอยู่ ถ้าเงินที่ตนจะซื้อไม่มีแล้วก็จะเกิดการคิดลักขโมยของของรัฐบาลขึ้น เมื่อเกิดการขโมยดังนี้ขึ้นรัฐบาลก็จะจับเอามาลงโทษตั้งแต่จำคุกไปจนประหารชีวิตอย่างที่ทำอยู่ในรัสเซียเป็นแน่ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว บ้านเมืองจะหมดความสุข และรัฐบาลจะไปโทษว่าคนเลวระยำหรืออุบาทว์กาลีโลกไม่ได้เป็นอันขาด ความรับผิดชอบนี้จะต้องอยู่กับรัฐบาล คือผู้ชำนาญที่นั่งโต๊ะชี้นิ้วเป็นยมบาลประจำขุมนรกนี้เท่านั้น ข้อเสียหายข้อนี้เป็นสิ่งที่ควรคิดอยู่ หรือเห็นดีที่จะได้ลงโทษประหารชีวิต เพราะขโมยข้าวโพด ๒ ดอก หรืออะไรเช่นนั้น ในประเทศสยามดังที่เป็นอยู่ในรัสเซีย การที่จะเกิดความยากแค้นอันนี้คงจะมีขึ้นโดยไม่ต้องสงสัยเลย ที่รัสเซียอันเป็นพระบรมครูของวิธีเหล่านี้ยังปรากฎว่าไม่มีปัจจัยทั้ง ๔ อย่างแจกจ่ายราษฎรได้เพียงพอเลย เขาก็ดำเนินการแล้วตั้ง ๑๔ ปี แต่ถึงกระนั้นจนทุกวันนี้ราษฎรยังไม่อยู่ดีกินดีเพียงพอ เพราะถ้าซื้อมาก รัฐบาลไม่ขายหรือขายก็ต้องเป็นหนี้มาก ลงท้ายก็เกิดแต่ความทุกข์ทรมาน การเช่นนี้คิดเล่นในกระดาษสะดวกดีกว่าที่จะทำจริง ข้อ ๒๔ ดุลยภาพระหว่างประเทศ ดุลยภาพระหว่างประเทศนั้น การที่รัสเซียใช้อยู่ในเวลานี้ก็คือนำอาหารของกินออกไปขายต่างประเทศ เพื่อเอาเงินมาทำทุนซื้อเครื่องจักร ส่วนราษฎรนั้นต้องอดอยากเป็นอันมาก เมืองไทยนั้นก็คงเป็นอย่างเดียวกัน เงินรายได้จากสินค้าออกเวลานี้นั้นได้อยู่ ๑๓๔ ล้านบาท กว่าจะทำให้ได้มากกว่านี้ก็กินเวลาอีกนาน และกว่าจะถึงเวลาที่เราจะมีน้ำตาลกิน มีเสื้อผ้าใช้บริบูรณ์จนถึงกับเราสามารถนำเงิน ๑๓๔ ล้านบาทนี้ไปใช้ซื้อเครื่องจักรได้ ประเทศไทยอาจเปลี่ยนมือผู้ปกครองเสียอิสรภาพไปก็เป็นได้ หรือมิฉะนั้นถ้ารัฐบาลทำการค้าเองด้วย คนที่ยังไม่มีความชำนาญในการค้าดังที่ปรากฎอยู่ ณ บัดนี้ ในหมู่ข้าราชการผู้ชำนาญของเราแล้ว เงินรายได้ ๑๓๔ ล้านบาทนี้เกรงจะกลายเป็นแต่เพียงครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่านั้นก็ได้ ข้อ ๒๕ การจัดเศรษฐกิจโดยรัฐบาลต้องระวังไม่ให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ ในข้อนี้ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า ได้จัดการระวังมิให้ราษฎรเป็นสัตว์ต่อไปเลย เพราะถ้าแก่ก็มีเบี้ยบำนาญให้ ผู้หญิงก็จะไม่ให้เป็นของกลางเลย กฎหมายลักษณะผัวเมียก็จะไม่ยกเลิก ราษฎรก็ยังมีบ้านอยู่ตามสภาพที่จะจัดให้ดีขึ้น นั่นก็เป็นการกรุณาดีอยู่ แต่ผู้เขียนนึกว่าสภาพการเป็นสัตว์หรือทาสกับความเป็นมนุษย์และความเป็นไทนั้น มีข้อสำคัญที่ต่างๆกันอยู่ คือ มนุษย์นั้นย่อมต้งได้เสรีภาพจึงจะจัดว่าอยู่ในสภาพของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่มีเสรีภาพ ความเป็นไท ที่จะทำอะไรในทางที่ถูกกับกฎหมายได้ด้วยใจสมัครตลอดชีวิตแล้ว เมื่อนั้นมนุษย์ก็กลายเป็นสัตว์หรือเป็นทาสทันที การที่ระวังมิให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์นั้นต้องระวังในข้อนี้เท่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพียงแต่จะจัดให้มีเบี้ยบำนาญ ให้มีของกิน ให้มีบ้านอยู่ ให้มีกฎหมายลักษณะผัวเมียเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะสัตว์ที่เราเลี้ยงเราใช้ ก็ย่อมต้องให้สิ่งเหล่านี้อยู่เหมือนกัน เช่น เมื่อแกเราก็ปล่อยไว้ในทุ่งให้กินอยู่ตามอำเภอใจ คอกโรงก็มีให้อยู่โดยเฉพาะ ฉะนั้น การที่จะไม่ให้คนกลายเป็นสัตว์นั้น ย่อมอยู่ที่คอยเพ่งเล็งมิให้เขาเสียเสรีภาพของเขาเป็นส่วนใหญ่ แต่ตามโครงการเศรษฐกิจที่ผู้เขียนกล่าวไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะทำให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้การบังคับ เพราะในขั้นต้นราษฎรก็ไม่มีสิทธิที่จะไปทำสวนได้ตามใจสมัครเสียแล้ว และในข้อความในพระราชบัญญัติที่จะออก กำหนดอยู่ชัดๆแล้วว่า ราษฎรมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ การเช่นนี้จะไม่เรียกว่าเป็นการบังคับเป็นการตัดเสรีภาพในทางที่ถูกกับกฎหมาย และถูกหลัก ๖ ประการที่คณะราษฎรได้ประกาศในหลักเสรีภาพหรือ ดังนี้จะเรียกได้ว่าในความมุ่งหมายจัดตามโครงการนี้จะพยายามมิให้ราษฎรกลายเป็นสัตว์ แต่ก็ต้องเป็นทาส เมื่อครั้งก่อนพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงประกาศเลิกทาสก็กลายเป็นรัฐทาสเสียมากกว่า สัตว์นั้นอดอยากได้ยากกว่ามนุษย์ เพราะมันหาหญ้ากินได้สบายกว่า แต่รัฐทาสนี้ไม่มีทางใดจะหากินทีเดียวนอกจากเป็นทาส เพราะจะไปเพาะปลูกอะไรกินก็ไม่ได้เสียแล้ว ตกลงต้องอยู่ในฐานะที่ขาดเสรีภาพเสียยิ่งกว่าสัตว์พาหนะเสียอีก และแทนที่ข้าราชการหรือรัฐทาสนี้จะรักใคร่กันกับรัฐบาล กลับจะกลายเป็นศัตรูกัน เพราะธรรมดาทาสกับนายนั้นจะรักใครกันถึงขนาดเห็นใจไม่ได้ ใครเลยได้ยินบ้างว่า ทาสนั้นมีความมานะความพยายามในการช่วยเหลือส่งเสริมความเจริญให้แก่นายโดยน้ำใสใจจริง การที่มาเทียบว่าถ้าคนกล่าวว่า ราษฎรจะหมดมานะที่จะช่วยส่งเสริมความเจริญแล้ว ข้าราชการบัดนี้ก็คงต้องหมดมานะที่จะส่งเสริมความเจริญด้วยนั้นหาควรไม่ เพราะฐานะข้าราชการ ณ บัดนี้ กับฐานะข้าราชการซึ่งต้องทำงานอยู่ใต้เงาโครงการเศรษฐกิจของผู้เขียนนั้นต่างกัน ข้าราชการ ณ บัดนี้เป็นไท เขาสมัครเข้ามาเองจะลาออกเมื่อใดก็ไม่มีใครห้าม ส่วนข้าราชการของผู้เขียนนั้นจะมาก็โดยบังคับทางอ้อม มาแล้วเป็นอย่างน้อย และจะลาออกก็อาจได้รับโทษถึงตาย เพราะจะต้องออกไปอดตายดังที่เป็นอยู่ในประเทศรัสเซีย ซึ่งมีความเป็นจริงอยู่ว่า ถ้ากรรมกรของรัฐบาลออกหรือถูกลงโทษไล่ออกจากงานที่ทำแล้ว บัตรอนุญาตสำหรับซื้ออาหารก็ถูกตัดด้วย คนๆนั้นก็ไม่รู้จะไปหาอาหารกินที่ใด ในที่สุดก็ต้องอดตาย วิธีการเหล่านี้อย่านึกเลยว่า จะไม่โผล่เข้ามาปรากฎในประเทศสยาม และอย่างนี้หรือจะเรียกว่าจะนำความสุขมาให้ราษฎร ความเป็นไปเหล่านี้ข้าพเจ้าจะบอกหนังสือให้อ่านได้เป็นอันมาก มีอาทิเช่น แอนอิโคโนมิคฮีสทอรี่ออฟโซเวียตรัสเซีย และหนังสืออื่นๆอีก ถ้าอยากทราบจริงๆก็จะบอกให้ทราบต่อไป ข้อ ๒๖ การแบ่งงานออกเป็นสหกรณ์ ผู้เขียนกล่าวว่า สหกรณ์ที่รัฐบาลจัดอยู่ ณ บัดนี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินเท่านั้นจึงจะเป็นสมาชิกในสหกรณ์ได้ ส่วนชาวนาที่เช่านาทำมีจำนวนมากนั้น ไม่มีโอกาสที่จะเป็นได้ตามความข้อนี้อาจเป็นจริงได้ แต่อย่าลืมนึกว่าจำนวนคนที่ไม่มีนาของตนเองในประเทศไทยเวลานี้มีอยู่เพียง ๓๖% และในจำนวน ๓๖% นี้ก็ทำงานรับจ้างในเมืองต่างๆก็ยังมีอีกมาก ข้อ ๒๗ ร่วมในกิจการต่างๆ การจัดให้มีสหกรณ์ในประเทศสยามนั้น ควรจัดให้เป็นไปดังรูปที่เดนมาร์กดำเนินอยู่ การสหกรณ์ที่เดนมาร์กทำอยู่นั้นไม่เป็นของรัฐบาล เป็นส่วนของราษฎรที่รวมกันขึ้นเป็นส่วนรวมของตัวโดยเฉพาะ ไม่ใช่เอาคนมาเลี้ยงไว้เป็นทาส ข้อ ๒๘ หมวดที่ ๙ รัฐบาลจะจัดให้มีการเศรษฐกิจชนิดใดบ้างในประเทศ ป้องกันปิดประตูค้า การที่จะคิดการป้องกันการปิดประตูค้านี้ก็เป็นการดีอยู่ แต่ถ้าจะพูดถึงความจำเป็นแล้วว่า เราควรจะกลัวการปิดประตูค้าหรือไม่ ก็จะต้องตอบว่าไม่ควรกลัวเลย การปิดประตูค้านี้ ถ้าใครจะทำกับประเทศสยามแล้ว ก็เป็นการโง่ของผู้นั้น เพราะจะมาเสียเงินทำเช่นนั้นทำไม มีวิธีอื่นที่จะบังคับให้ประเทศสยามต้องยอมจำนนได้ถมเถไป มีอาทิเช่น ส่งเรือรบซึ่งมีเครื่องบินบรรทุกอยู่เสร็จเข้ามากับเรือครูเซอร์ บรรทุกทหารมาขึ้นที่กรุงเทพฯก็คุมกรุงเทพฯอยู่แล้ว ทุกวันนี้เราย่อมรู้ดีว่าเพื่อนบ้านเขาไม่ชอบวิธีการเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าเราทำขึ้นเมื่อใดก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะไม่ส่งคนของเขาเข้ามายึดทรัพย์สินของเราดั่งกล่าวแล้ว กว่าเราจะมีกำลังพอที่จะป้องกันการปิดประตูค้าได้ บ้านเมืองของเราก็หมดไปเสียแล้ว โดยแม้แต่บานประตูก็คงจะยังทำไม่แล้วทัน เพราะฉะนั้นการกลัวที่จะปิดประตูค้านี้เป็นการกลัวที่หามูลมิได้ เป็นการเอาอย่างประเทศรัสเซียเท่านั้น เพราะประเทศรัสเซียกลัวการปิดประตูค้าเป็นอันมาก ที่รัสเซียกลัวเช่นนั้น เพราะว่าตนทำตัวของตนเป็นเอาท์ลอว์ของโลก แล้วกลัวใครเขาจะมาแกล้ง การที่ใครจะแกล้งรัสเซียหรือบังคับให้รัสเซียต้องยอมแพ้ได้นั้น ไม่มีหนทางใดกระทำได้ สะดวกเท่ากับการปิดประตูการค้า เพราะถ้าจะยกทหารไปปราบก็คงจะสิ้นเปลืองเงินมากว่าปิดประตูค้า ที่ผู้เขียนมิได้นึกถึงฐานะของประเทศสยามเรา มัวไปหลงเสียว่าเหมือนกับรัสเซียหมด เขาจะทำอะไรก็คัดลอกเขาออกมาโดยมิได้ไตร่ตรองให้สมเหตุสมผลเท่านั้น เขามีวิธีการอื่นดีกว่าถมไป เพราะเมืองเรานิดเดียวเท่านี้ และสภาพก็เหมาะที่จะทำการรุกรานด้วยกำลังทหารได้คล่องแคล่ว เพราะเราไม่มีเครื่องป้องกันการรุกรานอย่างง่ายนี้เพียงพอ ยังจะมัวไปคิดการป้องกันการปิดประตูค้าทำไมให้ป่วยการ คล้ายกับวางขวากขวางประตูบ้านกันขโมย แต่นอนเปิดหน้าต่าง ๒ บานเต็มที่ ดั่งนี้ ขโมยอะไรจะดันไปเข้าทางประตู ปีนขึ้นหน้าต่างขโมยเอาของเสียมิดีกว่าหรือ นอกจากนี้ การที่ประเทศสยามจะเป็นรัฐบริบูรณ์ไปได้นั้นยังสงสัย เพราะเราขาดของดิบ (Raw Materials) ในการทำอุตสาหกรรม เราขาดทั้งเหล็กและทั้งถ่านที่จะทำการดั่งนี้ กว่าจะทำได้ก็คงต้องกินเวลานับ ๑๐๐ ปี การที่ยกตัวอย่างว่า อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส จะทำการดังนี้หมดนั้นก็ยังไม่เป็นจริง มิสเตอร์แม็กโดนาล ฮิตเลอร์ และดาลาดิเอร์ อาจได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นได้ แต่ก็ไม่ปรากฎว่าใครเริ่มทำการเหล่านี้เลย แม็กโดนาลเองนั้นดูเหมือนจะเลิกเอาเสียด้วยซ้ำ ส่วนฮิตเลอร์นั้นเดินแบบแฟสสิสมากว่า และก็ได้ข่าวว่าทำการปราบปรามคอมมูนิสต์อย่างเต็มที่ ดาลาดิเอร์นั้นก็ยังไม่ปรากฎว่าทำอะไรดังนี้ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ประเทศทั้ง ๓ นี้เขาจะดำเนินการตามนี้ เขาก็คงไม่กระทำไปด้วยการบังคับราษฎรดังที่มีอยู่ในโครงการนี้ ประเทศเหล่านี้เขามีเครื่องจักรเครื่องมือพร้อมบริบูรณ์แล้ว ตลอดจนคนที่ชำนาญ ถ้าเขาจะทำจริงๆเขาก็มีโอกาสที่จะทำสำเร็จได้ดีกว่าเรามาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ปรากฎว่าเขาจะทำ แต่ถ้าผู้เขียนเชื่อว่าเขาจะทำกันแล้วก็ลองดูเขาทดลองต่อไปอีกมิดีกว่าหรือ จะรีบฮวบฮาบเป็นที่ ๒ รัสเซียทำไป รัสเซียซึ่งเป็นพระพรมครูเองก็ยังไม่ปรากฎว่าได้ผลอย่างงาม ก็รอดูเขาไปอีกสักหน่อยจะมิดีกว่าหรือ ข้อ ๒๙ เอกชนเป็นเจ้าของโรงงานทำให้ระส่ำระสาย การที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้ ความจริงก็อาจมีได้บ้าง แต่ข้าพเจ้าคิดว่าถ้ารัฐบาลจัดการเศรษฐกิจเสียเองหมดแล้ว และห้ามไม่ให้ราษฎรจับจองที่ดินเอง โดยการจำกัดออกสัมปทานแล้ว การระส่ำระสายดังที่ว่าน่าจะมีมากกว่านั้นอีก การป้องกันความยุ่งยากระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั้น ประเทศอิตาลีซึ่งได้จัดการเศรษฐกิจตามแบบนี้ เขาก็มีวิธีป้องกันและดำเนินการมาเป็นการเรียบร้อยดีมาก เรื่องที่ผู้เขียนกล่าวว่า ถ้าคนงานเป็นข้าราชการ และจะไม่มีการหยุดงาน (Strike) นั้น ไม่เป็นการแน่ การเป็นคนงานหรือข้าราชการก็เป็นคนเหมือนกัน ถ้าคนงานไม่พอใจได้ ข้าราชการก็ไม่พอใจได้ นอกจากจะกดขี่ข้าราชการดังกล่าวแล้วให้กลายเป็นทาสจนหมดความเป็นมนุษย์แล้ว การอาจเป็นไปอีกอย่างหนึ่งก็ได้ รัฐบาลที่มาทำการค้าขายก็เปรียบเหมือนเป็นนายจ้าง ถ้าลูกจ้างได้รับการกดขี่ก็จะสไตร๊คได้อย่างเดียวกัน ผิดกันอยู่ก็แต่ว่า ถ้ารัฐบาลเป็นนายจ้างแล้ว ถ้าลูกจ้างเลิกงานหรือดื้อดึงขึ้นมารัฐบาลก็มีปืนกล และการตัดใบซื้ออาหาร เป็นเครื่องมือบังคับ เช่นที่รัสเซีย ถ้าคนงานคนใดไม่พอใจ เขาก็เชิญออกจากงาน เมื่อออกจากงานแล้วก็ถูกตัดใบซื้ออาหาร คนๆนั้นก็ต้องอดตาย เรื่องกรรมกรที่ผู้เขียนอ้างว่าเป็นการแสดงข้อหนึ่งถึงความระส่ำระสายอันนี้นั้น ข้าพเจ้าขอตอบได้ว่า การที่กรรมกรรถรางหยุดงานนั้น หาใช่เกิดจากการหยุดเพราะความเดือดร้อนจริงจังอันใดไม่ ที่เกิดเป็นดังนี้นั้นก็เพราะมีคนยุให้เกิดการหยุดขึ้น เพื่อจะได้เป็นโอกาสได้ตั้งสมาคมคนงาน และตนจะได้เป็นหัวหน้าและได้รับเงินเดือนกินสบายเท่านั้น รัฐบาลทำมีกำไร ถ้ารัฐบาลทำงานมีกำไร ราษฎรจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นนั้น แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรมาเป็นของประกันว่าผลที่ทำนั้นจะดี นอจากความเชื่อว่าจะดีเท่านั้น แต่ถ้าผลนั้นร้าย ราษฎรก็พากันอดตายไปหมด จะมีผู้ที่ไม่ร่วมอดอยากกับราษฎร ก็คือ พวกท่านที่ชำนาญที่คอยชี้นิ้วอำนวยการเท่านั้น การที่ทำอะไรนั้นต้องนึกถึงหัวอกทั้งสองฝ่ายว่าจะรู้สึกอย่างไร ถ้าท่านผู้ชำนาญต่างๆ ลองไปเป็นข้าราชการขุดดิน และกลับให้ราษฎรมานั่งแทนอำนวยการบ้าง จะเห็นว่าลำบากไม่น้อย เมื่อคนเกิดอดอยากขึ้นดังนี้แล้วก็จะมีระส่ำระสายเดือดร้อนโดยแน่นอน ซึ่งถ้าปล่อยไว้ให้ราษฎรทำนาไปเองแล้วคงจะไม่มีการเดือดร้อนถึงขั้นที่เกิดขึ้นเป็นแน่ การขาดทุน การขาดทุนนั้นเกิดขึ้นได้ คือ ตามธรรมดานั้นถ้ารัฐบาลทำอะไรแล้วอาจจะเป็นการเปลืองมาก ความจริงข้อนี้เป็นของที่รู้กันทั่วไป เพราะคำว่ารัฐบาลนั้น ข้าราชการผู้ที่ทำการให้รู้สึกว่าไม่คล้ายมนุษย์ ไม่สู้กลัวเสียหายนักว่า มีเงินที่ไหลมามิได้ขาดสาย ถึงจะขาดตกบกพร่องบ้างก็ไม่เป็นไร และมักจะไม่ระวังเท่ากับเป็นของตัวเอง ตัวอย่างเช่นนี้หาได้มากมาย และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะจัดระเบียบอย่างดี การเช่นนี้จะไม่มีเลวก็ตาม ข้อเสียหายก็อาจมีได้จากการอื่น เช่น ความชำนาญและฝีมือ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างก็คือฝีมือ (skill) ของคนงานและความชำนาญของผู้ดูแลงาน การที่จะเพาะฝีมือให้เกิดขึ้นโดยทันทีย่อมไม่ได้ ย่อมต้องการเวลาหัดอีกเป็นเวลาตามสมควร และต้องการความชำนาญประกอบ การที่ไม่มีฝีมือนั้นย่อมใช้ของเสียเร็ว ถึงแม้รถยนต์หรือเครื่องจักรไถนาจะเป็นการใช้งานก็จริง แต่การที่สอนให้ถนอมขับขี่นั้นก็ต้องการฝีมือมากเหมือนกัน หาไม่รถนั้นจะเสียโดยเร็ว อันเป็นการเปลืองโดยไม่ใช่เหตุ อีกอย่างหนึ่งดูตัวอย่างรัสเซียที่เขามักสร้างโรงงานต่างๆ เขาเอาคนเข้าไปใส่ไว้เพิ่มเติมมากกว่าความจำเป็นอีกเป็นอันมาก คนงานของเขาก็ไม่มีความชำนาญหรือฝีมือ ของที่ทำออกจากโรงงานก็ใช้ไม่ได้เสีย ๗๐% ซึ่งภายหลังก็ต้องพังลงทำใหม่อีกอันเป็นการเปลืองโดยใช่เหตุ นอกจากนี้วิธีหักกลบลบหนี้ดังกล่าวแล้วย่อมจะทำให้เกิดการยักยอกมากขึ้นเป็นอันมาก เพราะคนคงมีหนี้ท่วมหัว และต้องการหาเงินใหม่ หาโดยทางตรงไม่ได้ก็ต้องหาโดยทางอ้อม ความลำบากต้องถูกลงโทษเข่นเขี้ยวก็จะมีมิได้ขาด นอกจากนี้การช่วยให้พวกกันเข้าทำงานในตำแหน่งที่สบายๆก็ย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นอีก และการที่เรียกว่า เรดเท็ป (Red Tape) ช่วยคนอะไรเหล่านี้ก็จะมีเพิ่มทวีขึ้น การเสียหายขาดทุนในการที่รัฐบาลกระทำการเศรษฐกิจเองนั้นมีความจริงอย่างชัดเจนดังเหตุที่กล่าวมาแล้ว คือ การเปลืองโดยใช่เหตุประการหนึ่ง การเรดเท็ปหนึ่ง การจัดหาคนมีฝีมือหรือชำนาญไม่ได้ดีหนึ่ง ประเทศรัสเซียซึ่งมีผู้ที่ชำนาญในเชิงเศรษฐกิจนั้นมีมากกว่าหลายเท่า แต่ถึงกระนั้นเมื่อรัฐบาลจัดการทำเศรษฐกิจเองแล้วก็ยังขาดทุนป่นปี้ ดังเห็นได้ในคำพูดของเซอร์ซินสะกี้ ซึ่งเคยเป็นสภานายกของสภาบำรุงเศรษฐกิจ (President of the Supreme Economic Council) ได้พูดในที่ประชุมของสภาเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ค.ศ.๑๙๒๒ ดั่งปรากฎอยู่ในหนังสือเรื่องแอนอีโคโนมิคออฟฮีสตอรีออฟโซเวียตรัสเซีย เล่ม ๒ หน้า ๓๒๓ ถึง ๓๓๓ ว่า รัสเซียนั้นเวลานี้อยู่กินอย่างเปลืองที่สุด ใช้เงินหลายร้อยล้านรูเบิลไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ การงานทุกอย่างเดินไปอย่างออฟฟิศรัฐบาล การค้าทุกอย่างที่รัฐบาลทำก็มีข้าราชการทำเกินจำนวนต้องการตั้ง ๑๐๐๐ เศษไปทั่วทุกแห่ง การเงินที่ทุกๆ ออฟฟิศเพิ่มพิเศษก็มากมายก่ายกอง การที่ต้องเปลืองไปเหล่านี้นั้น ก็สำหรับแต่ในเมืองใหญ่ๆเท่านั้น ส่วนประเทศบ้านนอกแล้วอดอยากอาหารไปไม่ถึงไม่เพียงพอเลย การใช้จ่ายที่เปลืองดังนี้ทำให้ราคาของสูงขึ้นอย่างมากมายเกินคาดหมาย เสมียนพนักงานก็ต้องเพิ่มขึ้นมิได้ขาด ดูตัวอย่างเช่น โรงงานเหล็กกล้า (สตีลทรัตส) ซึ่งปรากฎว่าการเงินฝืดเคืองที่สุด แต่ถึงกระนั้นคนงานชั้นเสมียนพนักงานก็เพิ่มขึ้นจากจำนวน ๒๕๐ ถึง ๙๐๐ แล้ว เงินเดือนก็ต้องเสียมากมายขึ้น ข้าราชการที่ทำการติดต่อกับคณะกรรมการร่างโครงการใหม่มีจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ คน สหกรณ์ต่างๆก็มีเสมียนพนักงานเกิดตัวไปหมดสิ้น การใช้ถ่านใช้น้ำมันและของดิบต่างๆก็เปลืองอย่างน่ากลัว ดังนี้เป็นต้น ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่าถ้ารัฐบาลเราเริ่มทำบ้างก็คงไม่พ้นการหมดเปลืองดังที่ว่านี้เป็นแน่ และเมื่อเปลืองเข้าการขาดทุนก็ย่อมจะหนีไม่พ้น การขาดทุนของรัสเซียในการที่รัฐบาลทำเศรษฐกิจนี้ สตาลินเองกล่าวไว้ว่าเป็นเช่นนั้น (ดูในแอนอีโคโนมิคออฟฮีสตอรีออฟโซเวียตรัสเซีย หน้า ๓๒๔) ดังคำว่าเวลานี้ผู้ร้ายกำลังเข้าปล้นรัฐบาล ผู้ร้ายเหล่านี้เป็นผู้ร้ายใจเย็น เห็นแก่สนุกเป็นใหญ่ขโมยอะไรได้ก็ขโมยเอา มีจำนวนนับพัน แต่คนเช่นนี้แทนที่จะถูกเรียกว่าพวกโจร คนกลับเห็นว่าเป็นพวกเก๋ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งก็เห็นได้ว่ารัฐบาลที่ทำการค้าขายนั้นก็คงไม่พ้นข้อเสียหายหมดเปลืองอันเกี่ยวด้วยเจ้าหน้าที่ช่วยเลี้ยงคน ไม่พยายามให้มีดุลยภาพ มีแต่การเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น นี่แหละเป็นทางขาดทุนที่จะพึงมาถึงละ ก็เมื่อมีการขาดทุนแล้ว รัฐบาลไม่ช้าก็ต้องเที่ยวกดขี่คนโดยขึ้นภาษีเป็นสิ่งของ ซึ่งผู้เขียนโครงการก็ได้กล่าวแล้ว เก็บภาษีเป็นสิ่งของ เช่น ข้าวปลา ดังนี้ก็เท่ากับเป็นการริบทางอ้อม แล้วความสันติสุขจะเกิดมาได้อย่างไร ข้าพเจ้าแลไม่เห็น อย่าว่าแต่เราเลย แม้แต่รัสเซียซึ่งเป็นบรมครูของการเศรษฐกิจแบบนี้ก็ยังเป็นดังนี้ได้ เราหรือจะพ้นไปได้ ข้อ ๓๐ แผนเศรษฐกิจแห่งชาติ การวางแผนที่กำหนดมานี้ไม่เป็นผิดอันใด น่าจะลองสำรวจดู การสำรวจดูนี้ย่อมจะต้องทำให้ละเอียดดี ถูกต้องตามหลักการจึงจะควร หาไม่ผลที่จะไม่ดีพอที่จะไปใช้ในการติดต่อไปภายหน้า การที่วางขั้นกระทำมาดังนี้ไม่มีข้อขัดข้องอย่างไร ควรจะทำได้ ข้อสำคัญต้องอย่าลืมนึกว่าคนเรานั้น การกิน การต้องการ และอื่นๆ ย่อมต่างกันทั้งนั้น ถ้าสำรวจที่แห่งหนึ่งแล้วอย่าตกลงใจทันทีว่าที่อื่นก็คงเป็นเหมือนกัน ข้อ ๓๑ เอกราชทางศาล ข้อนี้ไม่เกี่ยว ถึงแม้จะไม่มีโครงการเศรษฐกิจ เราก็อาจสามารถมีเอกราชทางศาลได้อย่างดี ข้อ ๓๒ เอกราชทางเศรษฐกิจ การที่เราจะสลัดจากแอกแห่งการกดขี่ในทางเศรษฐกิจนั้นจะทำได้ยาก เพราะถ้าเราสลัดหลุดเราก็จะต้องเป็นเจ้าของตลาดที่ใหญ่ ที่คนทั่วโลกต้องยอมฟังเสียงเรา การที่เราจะเป็นเจ้าของตลาดที่ใหญ่ได้นั้น เราจะต้องมีสินค้าที่คนต้องการอยู่ในมือเรามาก ซึ่งคนอื่นจะต้องผ่อนตามราคาของเรา หาไม่ถ้าเราไม่ขายให้เขาก็จะต้องได้รับความลำบาก เมืองเรายังเล็กนักที่จะสามารถยึดตำแหน่งนี้ได้ ไม่ใช่อย่างรัสเซียที่ใหญ่โตที่มีทางที่จะทำสินค้าเป็นเจ้าของตลาดใหญ่ๆ ได้ ข้อนี้เป็นข้อ ๑ แน่ๆที่เราจะกอปปี้รัสเซียไม่ได้ เราจะฝันอย่างเขาไม่ได้ เพราะของที่เรามีอยู่ถึงแม้จะได้จัดการอย่างดีที่สุดก็ยังมิอาจที่จะเป็นผู้วางราคาเล่นตามใจได้ถนัด เราคงยังจะต้องอนุโลมไปกับเขาเป็นแน่อย่างดีก็พอทำให้เรามีเสียงในเรื่องวางราคาของดีขึ้นเท่านั้น อีกประการหนึ่ง การค้ากับภายนอกนั้น อย่างไรเสียเราก็คงยังต้องกระทำอยู่ทั้งซื้อทั้งขาย ข้าพเจ้าไม่เชื่อเลยว่าประเทศเราจะอยู่ได้เฉยๆโดยไม่ต้องค้าขายกับใคร เมื่อเป็นเช่นนี้ราคาในโลกเขามีอยู่อย่างไรเราก็คงยังต้องกัดฟันซื้อขายอยู่อย่างเดิม เพราะฉะนั้น การที่เราจะเป็นเอกราชในทางเศรษฐกิจนั้นคงยังจะไม่ได้แน่ ผู้เขียนได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า จะยอมให้คนหากินตามอิสระได้บ้าง แต่คำพูดอันนี้ย่อมขัดความในเรื่องเอกราชในทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้เขียนกล่าวว่ารัฐบาลจะสามารถกดราคาวางราคาเองตามชอบใจภายในประเทศ ถ้ารัฐบาลทำดังนี้จริงๆ การค้าขายทางอิสระก็คงจะมีไม่ได้ เพราะรัฐบาลจะกดราคาวางราคาเท่าใดก็ได้ ถ้าวางราคาเสียต่ำเกินไป พวกที่ทำการค้าขายอิสระก็คงลมกันไปตามๆกันหมด นอกจากนี้ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นชัดด้วยว่า ตามโครงการนี้รัฐบาลได้คิดจะบีบคั้นมิให้ใครทำมาหากินเป็นอิสระได้จริงๆอีกประการหนึ่ง ผู้ขายของต่างประเทศที่ใหญ่ๆ เขาอาจเตรียมนำของมาทิ้งไว้มากๆแล้วกดราคาลงแข่งกับราคาของรัฐบาลก็ได้ ซึ่งย่อมจะทำให้การวางราคาที่รัฐบาลจะกำหนดเท่าเดิมนั้นเดินไปได้ยาก ดังนี้ การเอกราชในทางเศรษฐกิจก็คงจะยังมีไม่ได้ ข้อ ๓๓ เอกราชในทางการเมือง ถ้าเราดำเนินวิธีการเศรษฐกิจแบบนี้แล้ว ความเป็นเอกราชในทางการเมืองอาจจะมีไม่ได้ เพราะในชั้นต้นเราย่อมทราบดีแล้วว่า การดำเนินการตามโครงการนี้เป็นวิธีการดั่งที่ประเทศรัสเซียดำเนินอยู่ ประเทศอื่นๆทั่วโลกรวมทั้งเพื่อนบ้านของเราเขาเห็นว่าวิธีดำเนินการดังประเทศรัสเซียนี้เป็นภัยแก่สันติสุขของพวกเขา วิธีการดำเนินนี้อาจไม่เรียกว่าคอมมิวนิสต์ก็ได้ แต่ความจริงมันมีอยู่ว่ารัสเซียใช้อยู่ ก็เมื่อโลกเขาว่าคอมมิวนิสต์พยายามบังคับให้คนมาเป็นทาส และเราก็เอาอย่างเขาหมดทุกอย่าง ดังนี้แล้วเขาจะนึกหรือว่าเรานั้นไม่ควรจะรังเกียจ ตามความจริงแล้วถ้าเขารังเกียจรัสเซียเพราะทำเช่นนั้น ถ้าเราทำบ้างเขาก็คงรังเกียจเหมือนกัน เพราะประการหนึ่ง เราจะเป็นจุดศูนย์กลางสำหรับคอยช่วยปั่นให้เมืองขึ้นของเขาที่เป็นเพื่อนบ้านของเราเกิดระส่ำระสายขึ้น เพราะวิธีนี้เขาจะนั่งนิ่งอยู่ไม่ได้ เขาอาจะไม่ยกทัพมารบเราหรืออะไรเช่นนั้น แต่ทางที่เขาจะทำได้อย่างดีที่สุดนั้น คือ เขาจะขอเข้ามายึดสิ่งของของเราไว้เป็นประกันจำนวนเงินที่เขาให้ยืมมา การกระทำดังนี้ได้กล่าวแล้วข้างต้นวา เขาทำได้อย่างดี สันนิบาตชาติจะติเตียนเขาไม่ได้ เพราะเมื่อเจ้าหนี้ไม่ไว้ใจลูกหนี้แล้วก็อาจพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนได้ การที่เราจะมีเงินซื้อของจากเขานั่นเขาก็คงอยากขายเสมอ แต่การขายนั้นก็คงไม่เกี่ยวกับการที่เขาจะมาทวงหนี้ เพราะถ้าเขารู้สึกว่าวิธีการของเขาจะทำให้เงินของเขาสูญไปเปล่าๆแล้ว เขาก็นิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ดังนี้การที่จะทำอะไรลงไปแล้วคุยว่าไม่กลัวฝรั่งและไม่กลัวใครๆนั่น เปรียบเหมือนเราไม่สองกระจกดูเงาเสียก่อนว่า เรามีรูปร่างฐานะเป็นอย่างไร อย่าลืมนิทานสุภาษิตเรื่องอึ่งอ่างที่พยายามขยายตัวแข่งกับวัว ซึ่งในที่สุดก็ท้องแตกตาย การที่เราดำเนินการงานตามโครงการอันนี้นั้น ถึงแม้เราจะญาตดีกับคนต่างประเทศ ไม่เบียดเบียนเขาเลยก็ดี ความยุ่งยากระส่ำระสายที่จะทำให้เขาเกิดความไม่ไว้วางใจก็อาจเกิดขึ้นได้ ครั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น เราทำการได้โดยเรียบร้อยไม่มีใครเลือดตกยางออก และตลอดมาผู้ที่ควบคุมกิจการรัฐบาล ก็ยังมีผู้ที่ชาวต่างประเทศเชื่อถือบังคับการอยู่ ฉะนั้นจึงยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าทดลองให้พวกผู้เขียนบังคับการมาโดยอิสระตั้งแต่ต้นมา และบ้านเมืองเกิดระส่ำระสาย มีการฆ่าฟันกันขึ้น หรือประกาศโครงการออกไปดังๆ ให้เขาเห็นแล้ว อย่าได้นึกเลยว่าเขาจะนิ่งอยู่เฉยๆ เพราะอย่างน้อยถึงแม้เขาจะยังไม่ยกกองทหารใหญ่โตเข้ามายึดเมืองเรา เขาก็คงจัดให้มีทหารของเขามาดูแลคนของเขาที่สถานทูตดังที่เป็นอยู่ในประเทศจีน เปอร์เซีย อาฟกานิสถาน และบรรดาเมืองอื่นๆที่เขาไว้วางใจไม่ได้ เราอยากจะให้มีทหารต่างประเทศเข้ามาตั้งรักษาสถานทูตของเขาอย่างนั้นหรือ คนไทยจะเต็มใจละหรือที่เห็นทหารต่างประเทศเข้ามารักษาสถานทูตของเขา เพราะเขาหมดความเชื่อถือในตัวเรา ผู้เขียนยังคงอยากถามอีกว่า ก็บัดนี้บ้านเมืองเรียบร้อยจะประกาศใช้โครงการจะทำให้เกิดระส่ำระสายอย่างไร ขอตอบได้ว่า เมื่อรัฐได้เริ่มงานนี้แล้วและเมื่อราษฎรรู้รสแล้วว่า การเป็นข้าราชการได้รับเงินเดือนปนกระดาษนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ราษฎรที่เป็นข้าราชการก็จะเริ่มต้นด้วยการไปขอรับจ้างชาวต่างประเทศ เพราะชาวต่างประเทศเขาจ่ายเงินเดือนจริงให้ เมื่อรัฐบาลรู้ดังนี้ก็คงอดโกรธไม่ได้ คงจะต้องหาวิธีป้องกันหรือบังคับทางอ้อมมิให้กลายเป็นเช่นนั้น ราษฎรก็คงจะถูกกดขี่มากขึ้น เมื่อราษฎรลำบากขึ้นมาก็คงอยากหนีไปอยู่กับชาวต่างประเทศเสียเช่นนี้ ณ บัดนี้ก็มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ราษฎรที่อยู่ชายแดนที่เห็นว่าราษฎรที่ขึ้นอยู่แก่ชาวต่างประเทศนั้นเขามีเสรีภาพดีกว่า ก็อาจพากันไปพึ่งโพธิสมภารชาวต่างประเทศก็อาจเป็นได้ เพราะอยู่ทางนี้ต้องเป็นยิ่งกว่าทาสเสียอีก เมืองไทยเรานั้นเมื่อครั้งยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ ราษฎรก็ไม่เคยถูกตัดเสรีภาพถึงเพียงนี้ ใครจะทำมาหากินอย่างไรในทางที่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีใครห้าม นอกจากนั้นพระเจ้าแผ่นดินของไทยยังสั่งให้เลิกทาส แต่มาบัดนี้เมื่ออำนาจสูงสุดตกอยู่กับราษฎรแล้ว แทนที่จะมีเสรีภาพมากขึ้น พวกท่านที่ชำนาญต่างๆ กลับตัดเสรีภาพของเขามากขึ้นเสียกว่าเดิมอีก และตัวสิทธิไม่ให้ราษฎรทำนา ตัดสิทธิไม่ให้ราษฎรทำการอาชีพตามลำพังโดยสะดวก และห้ามไม่ให้จับจองที่ดินโดยง่าย สิทธิเหล่านี้ล้วนเป็นมรดกตกลงมาแต่โบราณกาล มาบัดนี้ราษฎรกลับกลายเป็นทาสไปอีก เพราะโครงการเศรษฐกิจอันนี้ แต่ไม่ใช่ทาสของคนธรรมดา เป็นรัฐทาส ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่ทรงทำความเดือดร้อน ซึ่งมีดังนี้จะไม่ให้ราษฎรอพยพหนีอย่างไร ความระส่ำระสายก็ต้องมีขึ้น เมื่อเกิดความระส่ำระสายขึ้นการจะเดินไปไม่สำเร็จ เจ้าหนี้เขาเริ่มมายึดทรัพย์ ความเป็นเอกราชทางการเมืองก็คงเสียไป หรือถึงแม้การจะสำเร็จ เพื่อนบ้านที่เขากลัวไฟจะลุกในบ้านของเขาบ้าง เขาอาจจะเข้ามาช่วยดับไฟก็ได้ เขาอ้างได้ดีในข้อนี้ เพราะเป็นการป้องกันมิให้ไฟไหม้บ้านของเขา ใครจะไปคัดค้านอันใดเล่า นอกจากนี้การที่เราจะไปหาความเห็นใจ ความเอ็นดูช่วยเหลือจากสันนิบาตชาติ ในโอกาสที่เรากลายเป็นสิ่งที่เขารังเกียจแล้วดังนี้ เห็นจะหาความช่วยเหลือได้น้อยสักหน่อยละกระมัง ข้อ ๓๔ บทที่ ๒ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ในข้อนี้ข้าพเจ้าสงสัยว่า ถ้ารัฐบาลดำเนินโครงการเศรษฐกิจตามแผนนี้แล้ว น่ากลัวจะทำให้มีความสงบภายในไม่ได้ดีนัก เนื่องจากวิธีหักกลบลบหนี้นั้นเองที่ทำให้การเป็นไปดังนั้นไม่ได้ เพราะราษฎรคงจะพากันเป็นหนี้รัฐบาลมากขึ้น เนื่องจากราษฎรมีหนี้ท่วมท้นมากขึ้น และไม่มีหนทางใดนอกจากเป็นหนี้เท่านั้นเสมอไปแล้ว ก็อาจจะลักของของรัฐบาลและของซึ่งกันและกันได้ และถ้าเกิดการขโมยกันขึ้นแล้ว ก็หวังอย่อย่างเดียวว่ารัฐบาลไม่ใช่วิธีปราบปรามอย่างที่ทำในประเทศรัสเซีย ซึ่งอาจลงโทษผู้ลักของหลวงได้ด้วยการประหารชีวิตหรือการเนรเทศให้ไปอดตาย ข้อ ๓๕ บทที่ ๓ การเศรษฐกิจ ตามโครงการเศรษฐกิจมีความมุ่งหมายว่า จะมิให้ราษฎรอดอยาก ประเทศรัสเซียเองก็ตั้งใจเช่นนั้น แต่บัดนี้กลับปรากฎว่าราษฎรอดอยากยิ่งกว่าแต่ก่อนใช้โครงการเศรษฐกิจเป็นอันมาก ตามบ้านเมืองนอกกรุงที่มีอาหารไปไม่ถึงนั้น ราษฎรพากันอดอยากจนถึงกับกินเนื้อคนด้วยกันเอง เลนินเองก็ยอมรับว่า การจัดการแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งเดินไปอย่างเหลวไหลเป็นเหตุให้เกิดความเป็นไปดังปรากฎอยู่ในหนังสือ แอนอีโคโนมิคฮีสตอรี่ออฟโซเวียตรัสเซีย หน้า ๒๑๖ กล่าวว่า ความอดอยากนั้นทำให้เกิดการกินเนื้อคนด้วยกันขึ้น ซึ่งไม่เคยมีในรัสเซียเลย นอกจากนั้นเมื่อครั้งมีการจลาจลในต้นศตวรรษที่ ๑๗ สภาการแพทย์ได้เป็นผู้รับทำการไต่สวนเรื่องความอดอยากครั้งนั้น และได้รายงานมายังรัฐบาลว่า สภาพในรัสเซียเป็นที่น่าขนลุกขนพองอย่างที่สุด พวกมนุษย์ที่กินคนนี้คือคนธรรมดานี่เอง ไม่ใช่บ้าหรืออะไรเช่นนั้น ตามธรรมดาแล้วก็ดำเนินการอาชีพดังคนปกติทุกอย่าง นอกจากนั้นบางคนยังเคยได้รักใครผู้ที่ฆ่ากินเสียด้วยซ้ำ ในระหว่างนั้นความน่ากลัวอันนี้ได้เดินถึงขีดสุด ในป่าช้าฝังศพมีคนรอคอยขุดศพที่เขาฝังใหม่สำหรับเอามากิน พวกที่ไปขุดศพเอามากินนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่จับได้ก็เอามาเฆี่ยนเสียเจียนตาย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เข็ด บิดา มารดา พี่สาว น้องชาย ก็เกิดฆ่ากันเอง เวลากลางคืนเด็กชายหญิงที่เดินตามถนนก็มีคนจับไปฆ่ากินเสีย การที่เป็นดังนี้นั้น ราษฎรก็เห็นว่าเป็นการจำเป็น ด้วยเหตุที่ว่าถ้าไม่กินกันลงเสียบ้างแล้ว ก็คงพากันตายหมดไม่เหลือเลย บิดามารดาที่เห็นบุตรเจ็บเพราะขาดอาหาร เห็นว่าใกล้จะตายอยู่แล้ว ก็จัดการฆ่าบุตรกินเสีย และอ้างว่าถึงเวลาที่เด็กนั้นควรตายแล้วจึงฆ่าเสีย เพราะถึงอย่างไรก็ไม่รอด ก็ฆ่าเสียเพื่อเลี้ยงชีวิตบุคคลอื่นๆที่ยังแข็งแรงต่อไปดีกว่า คนฆ่ากันกินโดยไม่รู้บาปนั้นเห็นไปเสียว่าความจำเป็นบังคับแล้วไม่ผิด นี่เราคิดจัดการให้เมืองไทยกลายรูปเป็นอย่างนี้ละหรือ นี่หรือความสุขสมบูรณ์ที่โครงการเศรษฐกิจที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย คนไทยอยู่เป็นคนไทยดีๆ อยากจะให้กลายเป็นยักษ์เป็นผีกินมนุษย์ซึ่งกันและกัน ความบรมสุขอย่างนี้เห็นจะเหลือรับสักหน่อย การให้เงินเดือน การให้เงินเดือนนั้นจะให้สักเท่าไรก็ตาม ถ้าอาหารไม่มีจะกินแล้วหรือจะนำเงินนั้นไปซื้ออะไรไม่ได้แล้วเงินก็ไม่มีประโยชน์ เงินเดือนที่จะแจกราษฎรนั้นอาจมีจำนวนมากกว่ารายได้ที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ แต่ราคาอำนาจที่จะไปซื้อของนั้นคงเกือบไม่มีเลย เพราะเหตุที่บรรดาอาหารการกินที่มีอยู่เท่าใด รัฐบาลจะเอาไปขายเสียหมด เพื่อยังความดุลยภาพระหว่างประเทศ ส่วนคนทั้งสิบเอ็ดล้าน ถ้าได้เงินดังกล่าวแล้ว คือ ให้อยู่กินได้อย่างคนชั้นกลาง คือ ราวเดือนละ ๒๐ บาทต่อคน โดยคิดถึงการซื้อของโฮลเซลได้ทั้งหมดแล้ว ในเดือนหนึ่งรัฐบาลจะต้องจ่ายเงินเดือนถึง ๒๒๐ ล้าน ถ้าคิดทั้งปีร่วม ๓,๐๐๐ ล้าน เงินนี้จะเอามาจากไหน นอกจากจะต้องเก็บของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีทั้งหมดออกขายต่างประเทศเพื่อเอาเงินกลับมาเท่านั้น ตามรายงานการสำรวจเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้นปรากฎว่ารายได้ของประเทศไทยอันเกิดจากการทำมาหากินของราษฎรปีหนึ่งเท่ากับ ๓๐๗,๖๓๓,๐๐๐ บาทเท่านั้น ดังนี้จะไปเอาเงินปีละ ๓,๐๐๐ ล้านบาทมาจากไหน โภคทรัพย์ทั้งหมดในประเทศไทยก็มีอยู่แล้ว ณ บัดนี้ก็ไม่ถึง ๓,๐๐๐ ล้านเสียแล้ว การที่ปรากฎนั้นโภคทรัพย์ในประเทศไทยที่เป็นอยู่ ณ บัดนี้ เป็นจำนวน ๒,๔๕๑,๖๔๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น แปลว่าเวลานี้จากต้นทุนที่มีอยู่ ๑๐๐ บาท (อันเป็นโภคทรัพย์) ก็ทำได้ ๑๒ บาท ๑๒ บาทนี้อาจเป็นจำนวนคงที่อยู่ได้ แต่รัฐบาลจะจัดการอย่างไรจึงจะเพิ่มรายได้นี้ขึ้นอีก ๑๐ เท่าตัวในทันที น่ากลัวว่าจะเป็นความฝันเสียละกระมัง การที่ทำเงินเดือนมาแจกกันได้ดังนี้ก็จะมีได้อีกวิธีเดียว คือ วิธีอินแฟลชั่น พิมพ์ธนบัตรออกมามากๆ และการปล่อยให้ราคาเงินตกไป ราษฎรจะไปรู้อะไร จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อไปซื้อของเท่านั้นว่าราคาของเงิน ๑ บาทนั้นกลับไปเท่ากับ ๓๐ สตางค์เท่านั้น การพิมพ์ธนบัตรนี้ก็ไม่ยากอะไร จะทำเท่าไรก็ได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าจำนวนเงินนั้นไม่สำคัญเท่าอำนาจซื้อ ก็เมื่อราษฎรมีเงินแต่ไม่มีอำนาจซื้อดังนี้แล้ว ความลำบากที่คาดว่าจะมีอย่างรัสเซียมันจะมีขึ้น มันก็พากันแย่ไปหมดเท่านั้น เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เห็นเลยว่าความเจริญสุขจะมีมาได้อย่างไร นอกจากในความฝัน ข้อ ๓๖ บทที่ ๔ ความเสมอภาค ความเสมอภาคในข้อนี้ข้าพเจ้าก็มองเห็นว่า จะมีความเสมอภาคได้อย่างไร ข้าราชการส่วนหนึ่งต้องทำงานเป็นทาส และอีกส่วนหนึ่งเป็นนายผู้ชำนาญทำงานชี้นิ้ว ความเสมอภาคที่ผู้เขียนกล่าวนั้นไม่ใช่มีแต่บนกระดาษ เป็นแต่เพียงเสมอภาคด้วยชื่อคือว่าเป็นข้าราชการด้วยกันทั้งนั้น ถ้าจะให้ข้าพเจ้าพูดบ้างก็ได้ว่า เวลานี้ข้าพเจ้าจะต้องให้ทุกคนเป็นเจ้าฟ้าถือศักดินาคนละแสนเท่ากันหมด มันก็คงไม่ต่างกับผู้ที่เขียนว่า แต่ความจริงแล้วเจ้าฟ้าเหล่านี้ก็คงจะเสมอภาคกันไม่ได้ เพราะก็คงต้องทำงานอยู่อย่างทุกวันนี้ทุกคน แล้วมันจะได้ความเสมอภาคกันจริงจังเท่าใด ข้อที่ว่าถ้าดำเนินการตามโครงการนี้แล้วราษฎรจะมีสิทธิเสมอกันในช้อที่จะไม่อดตาย เพราะยังทำมาหากินตามใจสมัครได้ และทั้งไม่เคยปรากฎเลยว่ามีใครอดตาย แม้แต่หมาวัดก็ไม่เคยอดตายดังกล่าวแล้ว ถ้าเราเดินตามโครงการนั้นแล้ว นั่นแหละอาจมีการอดตายกันได้ และถ้าเป็นการอดตายกันทุกคนอย่างเสมอภาคแล้วก็ยังดีอยู่ เพราะอย่างน้อยก็ถูกหลักนี้ แต่ข้าพเจ้าเกรงว่าจะไม่เสมอภาคกันในเรื่องอดตายเสียละกระมัง ผู้อดตายจะเป็นแต่ข้าราชการชั้นกรรมกร คือราษฎรเท่านั้น ส่วนข้าราชการผู้ชำนาญชี้นิ้วอาจไม่อดตายอย่างเดียวก็ได้ แล้วจะมีการเสมอภาคกันข้อไหน ข้าพเจ้ายังมองไม่เห็น ข้อ ๓๗ บทที่ ๕ เสรีภาพ เมื่อห้ามปราบขัดขวางไม่ให้ราษฎรทำตามใจสมัครได้ดังกล่าวมาแล้ว ก็เท่ากับตัวเสรีภาพ ก็เมื่อรัฐบาลตั้งใจจะตัดเสรีภาพเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นการนำความสุขสมบูรณ์มาให้แล้วก็จะทิ้งให้มีชีวิตอยู่ทำไม ประหารชีวิตมันเสียให้หมดก็แล้วกัน มันจะได้ไม่อดตาย ดีกว่าที่จะสละทิ้งเสรีภาพของตน คนคุกที่เราขังไว้และเลี้ยงดูให้มีความสมบูรณ์ด้วยปัจจัยทั้ง ๔ ก็ยังอุตส่าห์ฝ่าอันตรายซึ่งมีมาถึงชีวิต แหกคุกหนีความสุขสมบูรณ์ที่ไม่มีความเป็นอิสระ ถึงแม้จะต้องถูกยิงตายหรือจะต้องอดตายก็มิได้มีความหวาดหวั่น ทหารที่เราเลี้ยงไว้อย่างสุขสมบูรณ์ก็อยากหนี เพราะความต้องการเสรีภาพ เพราะฉะนั้นอย่าพูดเป็นอันขาดว่าคนเรารักเสรีภาพน้อยกว่าความสุขสมบูรณ์ในที่ๆถูกกดขี่ สุภาษิตเรามีอยู่ว่า คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก ผู้เขียนเห็นจะลืมข้อนี้เสียกระมัง การรักเสรีภาพอย่าว่าแต่คนเลย แม้สัตว์เดรัจฉานมันก็รักเสรีภาพ สัตว์ในสวนสัตว์ที่เขาเลี้ยงไว้นั้นก็ได้รับความเลี้ยงดูเป็นอย่างดี มีของกิน ที่อยู่พร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง แต่ถ้าลองเปิดกรงเข้าทีไรมันก็หนีทุกที นี่ก็เพราะความต้องการเสรีภาพยิ่งกว่าความสุขกายอันเต็มไปด้วยความไม่เป็นอิสระ เพราะฉะนั้น โครงการเศรษฐกิจที่จะใช้นี้จะนำเสรีภาพมาสู่ราษฎรทั่วไปนั้นย่อมไม่จริงดังกล่าวเลย ข้อ ๓๘ บทที่ ๖ การศึกษา การที่จัดให้ราษฎรได้รับการศึกษานี้ ไม่จำเป็นที่จะเป็นของที่ทำได้แต่เมื่อรัฐบาลได้ทำการเศรษฐกิจแล้วเท่านั้น จะทำเมื่อใดก็คงได้ หรือจะทำควบกับโครงการเศรษฐกิจชนิดอื่นก็ได้ การบังคับให้เรียนหรือการบังคับต่างๆนี้ ทำไมผู้เขียนจึงชอบนัก ก็จะใช้การชักชวนแทนมิได้หรือ ถ้าจะจัดการศึกษาควรจะต้องชักชวนให้ราษฎรรักการศึกษา และให้ความสะดวกในการศึกษา ทำไมจะต้องใช้แต่บังคับตลอดไป ผู้เขียนกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลได้ใช้วิธีโครงการเศรษฐกิจแบบนี้แล้ว ราษฎรจะได้รับสิ่งที่ราษฎรพึงปรารถนาทุกคนหมด กล่าวว่าแล้วจะได้พบพระศรีอาริย์ทั่วกันหมดนั้น ข้าพเจ้าอยากจะขอค้านสักหน่อยว่า ในศาสนา พระศรีอาริย์ซึ่งมีผู้ทำนายไว้นั้น คนไม่ต้องทำอะไรเลย นอนเฉยๆ ก็มีสิ่งของพร้อม จะเห็นได้ว่าถ้าดำเนินตามโครงการเศรษฐกิจอันนี้แล้ว การมันตรงกันข้ามหมด การบังคับกดขี่ก็มี งานก็ต้องทำกันอย่างหนัก ซึ่งนึกๆดูแล้วรูปร่างมันใกล้ไปทางอเวจีของพระศรีอาริย์มากกว่าสวรรค์ของพระศรีอาริย์ดังผู้เขียนกล่าว นอกจากนี้มีผู้กล่าวกันเนืองๆว่า พระสงฆ์นั้นเป็นโซเชียลลิสม์ แต่อย่าลืมว่าการกินอยู่ของพระสงฆ์นั้น การมันตรงกันข้ามหมด การบังคับกดขี่ก็มี งานก็ต้องทำประการหนึ่ง การอยู่กินก็อย่างที่เรียกว่า อยู่รุกขมูล และบิณฑบาต จนแม้แต่ยาที่ใช้รักษาโรคก็ใช้มูตรใช้คูถ ไม่ได้มุ่งหาความสุขดังมนุษย์ทั่วไป และนอกจากนั้นพระสงฆ์นั้นไม่ได้ค้าขายเอง คือไม่มีทั้งการอาชีพอิสระ หรือการที่คณะสงฆ์จะต้องทำ พระสงฆ์ไม่ได้มีโครงการเศรษฐกิจที่จะบังคับเพื่อนด้วยกันให้เป็นทาส พระสงฆ์มีความเสมอภาคจริง โดยมีวินัยที่จะต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้า มนุษย์ธรรมดา ภายนอกวัดทั้งสิ้น พระสงฆ์ไม่ต้องคิดถึงบุตรหลาน เมื่อสิ้นชีพแล้วข้าวของก็เป็นของวัด ไม่ต้องให้ลูกหลาน เพราะไม่มีบุตรหลาน ส่วนคนธรรมดานั้นทำอะไรย่อมจะเอาของนั้นเป็นของตัวเองเพื่อจะมอบไว้ให้บุตรหลานต่อไป บุตรหลานจะได้มีหน้ามีตากว่าคนอื่น ไม่มีใครจะทำอะไรโดยไม่นึกถึงตัวเลย โดยเหตุนี้พระสงฆ์กับคนธรรมดาจึงต่างกัน และพระสงฆ์จึงสามารถควบคุมคณะไปในทางแบบโซเชียลลิสม์ได้ ตามคำที่มีผู้ทำนายไว้ว่า ศาสนาพระศรีอาริย์จะมาในโลกปี พ.ศ.๕๐๐๐ นั้นคงจะเป็นความจริงแล้ว เวลานี้ซึ่งเป็นปี ๒๔๗๕ ก็คงยังไม่ถึงเวลาตามคำทำนาย เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่ถึงเวลาแล้วจะรีบด่วนไปทำไม คนเราจะเชื่อคำทำนายอันศักดิ์สิทธิ์นี้หรือจะเชื่อคนรัสเซีย ซึ่งยอมปล่อยให้พวกพ้องกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ควรจะต้องเชื่อฟังคำทำนายอันศักดิ์สิทธิ์มากกว่า คำทำนายๆว่าจะยังมาไม่ถึง จนกว่าจะบรรจบ ๕,๐๐๐ ปีแล้ว ถึงแม้บุคคลเหล่านั้นจะว่าๆมาถึงแล้ว จะไปเชื่อเขาทำไม อย่าชิงสุกก่อนห่ามไปเลย ถ้ามัวรีบจะเก็บต้นกัลปพฤกษ์เสียแต่เวลาที่ยังไม่สุก หรือไม่โตพอ เราจะหาดอกหาผลไม่ได้เลย อาจจะมีแต่หนามแต่กิ่งที่เปราะจะหักพากันไปตกเหวตายหมด ก็เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่ได้ทำนายไว้แล้วนี้ ก็เราลองทิ้งไม่คิดถึงมันเสียพักหนึ่งจะมิดีกว่าหรือ และคอยตั้งใจจะฟ้งแต่คำสอนของสมเด็จพระสมณโคดิมผู้เป็นพระพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านสอนให้เชื่อเหตุเชื่อผล ฟังเหตุฟังผล ไม่ใช่บังคับให้เป็นทาสแบบอเวจีพระศรีอาริย์ คอยชิงสุกก่อนห่าม ดังที่โครงการเศรษฐกิจกำหนด สรุปความ เรื่องที่ได้พิจารณามาแล้วนี้ย่อมเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ซึ่งจะเป็นการถูกต้องหรือไม่นั้นก็เป็นแต่ความคิดของข้าพเจ้าเท่านั้น การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนถูกหรือผิดก็ต้องทดลองดูเท่านั้นจึงจะเห็นได้ แต่มีข้อสำคัญอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างไม่ต้องเป็นสิ่งสงสัยเลยว่า โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯจะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้ง ๒ นี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปวิธีของการกระทำ จะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้นแก้เสียเป็นไทย หรือไทยนั้นแก้เป็นรัสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลีแก้เป็นข้าวสาร หรือข้าวสารแก้เป็นข้าวสาลี รัสเซียเขากลัวอย่างนั้นบ้าง รัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอย่างไร ไทยก็เดินวิธีตบตาอย่างนั้นบ้าง สภาบำรุงเศรษฐกิจรัสเซียก็มี และในโครงการของเรามีโครงการภาคที่ ๑ ที่ ๒ ของหลวงประดิษฐ์ฯนั้นตรงกับโครงการเศรษฐกิจอันใหม่ และโครงการ ๕ ปี นิวอิโคโนมิคโปลีซีไฟซ์เยียรแพลนของรัสเซียทุกอย่างไป และขั้นที่ ๓ นั้นก็คือ การเปลี่ยนสภาพประเทศไทยให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงอย่างรัสเซีย ความข้อนี้มีข้อพิสูจน์อยู่อย่างชัดเจนในร่างพระราชบัญญัติการประกอบเศรษฐกิจ ในข้อนี้ไม่ยอมให้ราษฎรมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ก็เมื่อโครงการอย่างเดียวกับที่ใช้อยู่ในประเทศรัสเซียดังกล่าวแล้ว ถ้ารัฐบาลเรารับดำเนินการกระทำทุกอย่างไปโดยตลอด ก็เปรียบเหมือนรัฐบาลเราช่วยให้สมาคมเทอร์ตอินเตอร์เนชั่นนัล มีความประสงค์จะเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ดำเนินการไปถึงจุดประสงค์ได้โดยง่าย เพราะการที่จะดำเนินการตามนี้นั้น โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในที่สุดเราจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปอย่างแน่นอน การเป็นคอมมิวนิสต์นี้เป็นเพราะการเศรษฐกิจเป็นไปในทางคอมมิวนิสต์ ไม่ได้กล่าวความว่ารัฐบาลจะจัดทำให้ผู้หญิงเป็นของกลางดังที่ว่ากัน แต่อย่างไรก็ดี ประเทศไทยจะต้องกลายเป็นคอมมิวนิสต์นับเป็นประเทศที่ ๒ ในโลก รองจากประเทศรัสเซีย การที่ไทยจะได้ตำแหน่งอันนี้นั้นไม่มีใครจะดีใจเท่ากับรัสเซียและสมาคมเทอร์ตอินเตอร์เนชั่นแล แต่ส่วนประเทศอื่นๆแล้ว เขาคงไม่พอใจเลย ความไม่พอใจที่เขาแสดงต่อรัสเซียเวลานี้มีเท่าใด เราก็ย่อมเห็นประจักษ์ชัดเจนแล้ว เราจะอยากให้เขาไม่พอใจในเมืองเราดังนั้นหรือ การที่จะแก้ตัวว่าการทำดังนี้ ถ้าเราไม่ได้ไปรบกวนใครเป็นการทำภายในของประเทศเราเอง และไม่มีข้ออันใดที่ชี้ชัดในขั้นต้นว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ย่อมไม่มีประโยชน์ เพราะทุกๆ ชาติ ยิ่งเพื่อนบ้านของเราแล้ว เขาไม่โง่เลย จะตบตาเขาเล่นไม่ได้คล่องๆเป็นแน่ เพราะความจริงที่เขาเห็นว่าเราเดินอย่างรัสเซียนั้นก็พอที่จะทำให้เขาเข้าใจแล้วว่าเราจะกลายเป็นอะไรไปในที่สุด มิใยเราจะบอกว่าเราไม่เป็นคอมมิวนิสต์ไปให้คอแทบแตก เขาก็ไม่เชื่อเราเลย ก็เมื่อเขาไม่เชื่อเราดังนี้ก็จะเป็นภัยมากกว่าที่จะเป็นคุณ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในเรื่องที่เราอาจถูกบุกรุกให้เป็นการเสียอิสรภาพได้ เราจะมัวพูดว่าไม่กลัวนั้นเป็นการพูดอย่างผู้หญิงที่เป็นฮิสทีเรียเท่านั้น เพราะใครๆก็ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยมิได้มีฐานะเหมือนรัสเซียในการป้องกันภัยภายนอก รัสเซียใหญ่กว่าไทยมากนักใครจะไปทำอะไรก็ยากดังกล่าวมาแล้ว ก็เมื่อการเป็นเช่นนี้จะเป็นการสมควรแล้วหรือที่เราจะยอมสละความเป็นเอกราชของเราเพื่อให้เป็นที่พอใจของประเทศรัสเซียชาติเดียว โครงการอันนี้นั้นอย่าว่าแต่จะทำเลย ถึงแม้จะได้ประกาศออกไปให้ตลอด ๓ ภาครวมทั้งคำชี้แจงนี้เท่านั้นก็ตาม คนจะเริ่มตกใจกันเป็นอันมากถึงเกิดความไม่ปกติได้ แล้วก็ผลร้ายอันอาจมีมากดังนี้ แล้วเราจะทำทำไม เวลานี้มีวิธีการที่จะทำอย่างอื่นก็จะพอทำได้ไปก่อนอีก ในขณะนี้มีอาทิเช่น คิดพยายามชักชวนให้ราษฎรเข้าตั้งสหกรณ์ ดำเนินการดังที่ใช้กันอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก เป็นต้น มีผู้กล่าวกันว่า ถ้าเราไม่เริ่มมีโครงการเศรษฐกิจเสียเร็วๆแล้ว เราคงแพ้ในการสงครามเศรษฐกิจเป็นแน่ เพราะราษฎรของเราไม่ใคร่ทำการค้าเอง แต่บัดนี้ฐานะประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง มีราษฎรซึ่งเป็นชั้นขุนนางหรือเจ้านายที่ถูกปลดจากราชการเป็นจำนวนมาก กำลังจะก่อการทำมาหากินเอง แต่ยังมัววิตกกันอยู่อย่างเดียวว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้ตนไปทำการค้าขายอิสระ ถ้าขืนไปทำเข้าภายหลังอาจเสียหายได้เปล่าๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วยกับโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ในขณะนี้ให้รัฐบาลดำเนินการบำรุงเศรษฐกิจไปในทางส่งเสริมช่วยแนะนำ เช่น ส่งเสริมผู้ที่ประสงค์จะตั้งโรงงานโดยไม่เก็บภาษีมากเกินไปจนอยู่ไม่ติด แต่รัฐบาลก็ควรจะต้องระวังอย่าให้ผู้ที่ตั้งโรงงานเอาเปรียบคนงานเกินไปในทางที่ผิด และนอกจากนั้นก็จัดการแนะนำให้ราษฎรเข้าร่วมมือกันทำสหกรณ์ใกล้ไปในทางที่ทำอยู่ในเดนมาร์ก และตั้งนาของรัฐบาลรับคนที่ไม่มีงานทำและคนอื่นที่สมัครเข้าไปทำงาน แสดงตัวอย่างวิธีทำนาอย่างดี และจัดการบำรุงในทางการค้าขายอื่นๆก็น่าจะดีอยู่ หรือจะคิดแก้ไขอย่างใดบ้างให้เหมาะแก่โอกาสก็ควร แต่ส่วนโครงการเศรษฐกิจแบบหลวงประดิษฐ์ฯนี้ควรเลิกล้มความคิดเสีย เพราะแทนที่จะนำมาซึ่งความสุขสมบูรณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองดังกล่าวนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จนกลายเป็นความหายนะถึงแก่ความพินาศแห่งประเทศ และชาติบ้านเมืองอันเป็นมรดกที่เราคนไทยได้รับมาแต่บรรพบุรุษ ประชาธิปก
เค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม
|