|
สังคมในอนาคต (1)
คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3588 (2788) ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านบทความชื่อ "The Next Society" (หรือ "สังคมในอนาคต") ที่ลงในวารสารดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2003 และเขียนโดย Peter Drucker บุคคลที่ได้รับการยกย่องเป็นกูรูแห่งศตวรรษและบิดาของวิชาการบริหารการจัดการ สมัยใหม่ ซึ่งเมื่ออ่านเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าเป็นบทความที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์มาก (สมกับที่ผู้เขียนเป็นผู้มีความรอบรู้จริงในหลายสาขาวิชา มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเป็นอะไรเหมือนผู้พยากรณ์) ที่ชี้ให้เห็นลักษณะของ สังคมในอนาคต ปัจจัยที่ทำให้ต้องมีการเปลี่ยน แปลงอะไรๆ ที่ใหม่เสมอและชี้ให้เห็นถึงโอกาสของตลาดโลก จึงเห็นว่าบทความนี้น่าที่จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยและนำมาลงในคอลัมน์ของผู้เขียนนี้นับตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไปดังต่อไปนี้ ความนำ เศรษฐกิจใหม่ (new economy) อาจหรืออาจไม่ปรากฏเป็นจริงขึ้น แต่มีสิ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยก็คือ สังคมในอนาคต (next society) จะอยู่กับเราในไม่ช้านี้ในโลกที่พัฒนาแล้วและบางทีในประเทศเกิดใหม่ด้วย สังคมในอนาคตนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกว่าเศรษฐกิจใหม่ (ถ้ามีอยู่จริง) มันจะต่างกันมาก กับสังคมในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และแตกต่างไปจากที่คนส่วนใหญ่คาดหวังมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อน และส่วนใหญ่ของสังคมในอนาคตมันอยู่ที่นี่แล้ว หรือกำลังคลี่ออกมาให้เห็นอย่างรวดเร็ว ในประเทศพัฒนาแล้ว ปัจจัยครอบงำในสังคมในอนาคตจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เพียงเพิ่งเริ่มต้นให้ความสนใจนั่นคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วในประชากรที่มีอายุและการลดลงอย่างรวดเร็วของประชากรวัยเยาว์ นักการเมืองทุกที่ยังคงให้คำมั่นสัญญาที่จะรักษาระบบบำนาญที่มีอยู่เอาไว้ แต่เขาและสมาชิกรัฐสภาด้วยกันรู้เป็นอย่างดีว่าในอีก 25 ปีคนจะต้องทำงานอยู่ต่อไปจนถึงอายุ 65 ปีเพราะสุขภาพที่เอื้ออำนวยให้ อะไรที่ยังไม่จมหายไปนั่นคือ การเติบโตของจำนวนคนที่มีอายุมากขึ้น (คนที่มีอายุเลย 50 ปี) จะไม่ได้ทำงานต่อไปในแบบลูกจ้างทำงานเต็มเวลา จาก 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นตามธรรมเนียมดั้งเดิม แต่จะมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานในแนวทางใหม่มากมาย และแตกต่างออกไป : ในฐานะชั่วคราว ทำงานไม่เต็มเวลา ที่ปรึกษา งานที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษและอื่นๆ อะไรที่เคยเป็นหรือที่เป็นที่รู้ในฐานะที่เป็นฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ คือการที่ยังคงสมมุติว่าคนซึ่งทำงานให้แก่องค์กรเป็นคนทำงานเต็มเวลา กฎหมายและข้อบังคับในเรื่องการจ้างงาน ยังคงอยู่บนพื้นฐานข้อสมมุตินั้นเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ภายใน 20 หรือ 25 ปี บางทีอาจมีมากถึงครึ่งหนึ่งของคนทำงานให้องค์กร อาจจะไม่ถูกว่าจ้างให้ทำงานให้กับองค์กร (แน่นอนไม่ใช่บนพื้นฐานของการทำงานเต็มเวลา) นี่จะเป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีอายุมากขึ้น แนวทางใหม่ของการทำงานกับคนจะกลายเป็นประเด็นทางการบริหารศูนย์กลางขององค์กรการจ้างงานสูงขึ้น และไม่เพียงแต่ขององค์กรธุรกิจเท่านั้น การลดลงของประชากรวัยหนุ่มสาวจะเป็นสาเหตุแห่งความแปลกใหม่ยิ่งขึ้นไปอีก เพียงเพราะไม่เคยมีสิ่งแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่ช่วงเวลาเป็นศตวรรษๆ แห่งการสิ้นไปของอาณาจักรโรมันในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ละประเทศ (แต่ก็ในจีนและบราซิลด้วย) อัตราการเกิดตอนนี้ต่ำกว่าอัตราการทดแทน 2.2 คนต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทีเดียว ในทางการเมืองนี่ก็หมายความว่า การอพยพคนเข้าเมืองจะกลายเป็นประเด็นสำคัญและแบ่งแยกสูงในประเทศร่ำรวยทั้งหมด มันจะเดินฝ่าแนวทางการเมืองแบบดั้งเดิมทั้งหมด ในทางเศรษฐกิจการลดลงของประชากรหนุ่มสาว จะเปลี่ยนแปลงตลาดในทางรากฐาน การเติบโตในการสร้างครอบครัว เป็นพลังขับเคลื่อนตลาดภายในทั้งหมดในโลกที่พัฒนาแล้ว แต่อัตราของการสร้างครอบครัวแน่ นอนว่ามันลดลงอย่างสม่ำเสมอ นอกเสียจากว่าจะได้รับการหนุนให้สูงขึ้นโดยมีการอพยพประชากร วัยหนุ่มสาวเข้าเมืองอย่างขนาดใหญ่ ตลาดคนจำนวนมาก ที่เหมือนกันที่ปรากฏให้เห็นในประเทศร่ำรวยทั้งหมด หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นพวกคนรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นตัวกำหนดตลาดจากจุดเริ่มต้น แต่ตอนนี้มันจะกลายเป็นคนรุ่นวัยกลางคนที่กำหนดหรือบางทีที่น่าจะเป็นมากกว่าคือตลาดจะแยกออกเป็น 2 แบบ : ตลาดใหม่ที่คนรุ่นวัยกลางคนกำหนด และตลาดใหม่ที่คนรุ่นหนุ่มสาวกำหนดที่เล็กกว่ามาก และเพราะอุปทานคนรุ่นหนุ่มสาว ที่จะลดลงมันได้สร้างแบบแผนการจ้างงานใหม่ที่ดึงดูด และดึงคนสูงอายุโดยเฉพาะคนสูงอายุ ที่มีการศึกษาในจำนวนที่กำลังเติบโตขึ้นจะกลายมามีความสำคัญอย่างสูง ความรู้ คือ ทั้งหมด สังคมในอนาคตจะเป็นสังคมที่นำด้วยความรู้ (knowledge society) หรือสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ (knowledge-driven society) ความรู้จะเป็นทรัพยากรที่เป็นกุญแจของสังคมในอนาคตและคนทำงานด้วยความรู้พิเศษ (knowledge workers) จะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจครอบงำ เหนือตลาดแรงงานของสังคมในอนาคต โดยลักษณะสำคัญของสังคมในอนาคตจะเป็นดังต่อไปนี้ ความไร้พรมแดน เพราะความรู้เดินทางโดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย ยิ่งกว่าการเดินทางของเงินเสียอีก "การเคลื่อนย้ายแรงงานระดับบน (upward mobility) มีอยู่สำหรับทุกคนผ่านทางการศึกษา อย่างเป็นทางการที่หาได้ง่าย" มีทั้งโอกาสสำหรับความล้มเหลวและความสำเร็จ เพราะไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าถือสิทธิความเป็นเจ้าของ "ทรัพยากรการผลิต" ("means" of production) ตัวอย่างความรู้ที่ต้องการสำหรับให้ได้งาน แต่ก็ไม่ใช่จะทุกคนที่สามารถเป็นผู้ชนะ ลักษณะทั้ง 3 เหล่านั้นรวมกันจะทำให้สังคมในอนาคตเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูงสำหรับองค์กรและบุคคลก็เช่นเดียวกัน เทคโนโลยีสารสนเทศแม้จะเป็นเพียงหนึ่งในหลายลักษณะของสังคมในอนาคต แต่ก็มีผลสำคัญอย่างใหญ่หลวงแล้ว : มันทำให้ความรู้ได้ถูกกระจายแทบจะด่วนจี๋ และมันทำให้เข้าไปถึงทุกคน เมื่อกำหนดความง่ายและความเร็วจี๋ของการเดินทางของสารสนเทศ ทุกสถาบันในสังคมที่นำด้วยความรู้ ไม่ใช่เพียงสถาบันธุรกิจ แต่ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลและหน่วยงานรัฐบาลจำนวนมากขึ้นด้วย ต้องเป็นสถาบัน องค์กรที่แข่งขันกันทั่วโลก แม้ว่าองค์กรส่วนใหญ่จะยังคงเป็นองค์กรท้องถิ่นในกิจกรรมของตนและในตลาดของตน นี่ก็เพราะอินเทอร์เน็ตจะให้ข่าวสารข้อมูลแก่ผู้บริโภคในทุกแห่งหนว่ามีอะไรอยู่ที่ไหนกันบ้างในโลกและในราคาเท่าไหร่ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ใหม่ (knowledge economy) นี้ จะขึ้นอยู่กับคนทำงานด้วยความรู้พิเศษอย่างหนัก ปัจจุบันคำศัพท์ "knowledge workers" หรือ "คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ" นี้ถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่ออธิบายถึงคนที่มีความรู้ทางทฤษฎีและการเรียนรู้อย่างใหญ่หลวง เป็นต้นว่าหมอ นักกฎหมาย ครู นักบัญชีและวิศวกรเคมี แต่ที่เติบโตอย่างเด่นชัดมากที่สุดจะอยู่ในพวก "นักเทคโนโลยีที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษ" (knowledge technologists) ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอม พิวเตอร์ นักออกแบบซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทางคลินิก นักเทคโนโลยีทางการผลิต ในความเป็นจริงคนเหล่านี้โดยปกติใช้เวลานานทำงานด้วยมือมากกว่าด้วยสมอง แต่งานที่ทำด้วยมือของเขาอยู่บนพื้นฐานปริมาณความรู้ทางทฤษฎี ซึ่งสามารถจะได้รับผ่านทางการศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่ใช่ผ่านทางการฝึกงาน ตามกฎเขาไม่ได้รับค่าจ้างดีกว่าแรงงานมีฝีมือแบบดั้งเดิมมากนัก แต่เขามองตนเองในฐานะ "ผู้ประกอบวิชาชีพ" (professionals) เช่นเดียวกับที่แรงงานไร้ฝีมือในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นพลังกดดันทางสังคมและทางการเมือง ในศตวรรษที่ 20 นักเทคโนโลยีที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษน่าที่จะกลายเป็นพลังกดดันครอบงำทางสังคม และบางที่อาจจะเป็นทางการเมืองด้วยตลอดหลายๆ ทศวรรษหน้า ลัทธิการคุ้มกันใหม่ เป็นไปในทางโครงสร้างด้วย สังคมในอนาคตกำลังแตกต่างไปแล้วจากสังคมที่เราส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ ศตวรรษที่ 20 มองเห็นการลดลงอย่างรวดเร็วของภาคที่ครอบงำสังคมมาแล้วเป็น 10,000 ปี คือภาคเกษตรกรรมในรูปจำนวนการผลิตในภาคเกษตรที่ในตอนนี้อย่างน้อยที่สุดก็เป็น 4 หรือ 5 เท่าจากปริมาณที่มันเป็นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ในปี 1913 ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรคิดเป็น 70% ของการค้าโลก ตรงกันข้ามกับในตอนนี้ที่มีสัดส่วนเพียง 17% ในช่วงปีต้นๆ ของศตวรรษที่ 20 การเกษตรในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่เป็นส่วนเกื้อกูลเพียงอย่างเดียวที่ใหญ่ที่สุดต่อจีดีพี ตอนนี้ในประเทศที่ร่ำรวยความเกื้อกูลของการเกษตรลดน้อยลงสู่จุดของการกลายเป็นเพียงส่วนแค่เศษอันน้อย และประชากรในภาคเกษตรลดลงเหลือเป็นเพียงสัดส่วนอันน้อยนิดของประชากรทั้งหมด อุตสาหกรรมก็เดินทางมาเป็นระยะทางยาวลงสู่ถนนสายเดียวกัน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ผลผลิตอุตสาหกรรมในโลกพัฒนาแล้วบางทีเป็น 3 เท่าในแง่จำนวน แต่ในแง่ราคาสินค้าอุตสาหกรรม ที่ปรับภาวะเงินเฟ้อแล้วได้ลดลงอย่างสม่ำเสมอ ตรงกันข้ามต้นทุนของผลิตภัณฑ์ความรู้สำคัญ คือ การรักษาพยาบาลและการศึกษาได้สูงขึ้น 3 เท่าหลังจากปรับเงินเฟ้อแล้วเช่นกัน อำนาจซื้อสัมพัทธ์ของสินค้าอุตสาหกรรมกับผลิตภัณฑ์ความรู้ตอนนี้เป็นเพียง 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 6 ของที่มันเคยเป็นเมื่อ 50 ปีมาแล้ว การว่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมอเมริกาได้ลดลงจาก 35% ของกำลังแรงงานในปี 1950 เป็นน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสัดส่วนดังกล่าวในตอนนี้โดยไม่ทำให้เกิดการพังทลายลงทางสังคมมากนัก แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่หวังมากไปที่จะทำ ให้เกิดการโยกย้ายที่ง่ายอย่างเท่าเทียมกันนี้ในประเทศ ดังเช่น ญี่ปุ่นหรือเยอรมนีที่คนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยังคงคิดเป็นถึง 25-30% ของกำลังแรงงานทั้งหมด การลดลงของการเกษตรในฐานะผู้ผลิตความมั่งคั่งและการทำมาหากิน อนุญาตให้ลัทธิการคุ้มกันการเกษตรกระจายสู่ระดับที่อาจจะไม่ได้คิดถึงกันก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทางเดียวกันการลดลงของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเหนี่ยวไกให้เกิดการระเบิดของลัทธิการคุ้มครองอุตสาหกรรม ลัทธิการคุ้มกันนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปภาษีศุลกากรแบบดั้งเดิม แต่อยู่ในรูปของการอุดหนุนโควตาและกฎข้อบังคับทุกชนิด ที่น่าจะเป็นยิ่งกว่านั้นก็คือกำแพงหรือสิ่งกีดขวางทางโลกาภิวัตน์จะคลี่ออกมาทำให้การค้าเป็นไปอย่างเสรีภายในประเทศ แต่มีการคุ้มกันอย่างสูงจากภายนอกประเทศ ตัวอย่างอียูและนาฟต้าที่ชี้ไปสู่ทางนั้นแล้ว อนาคตของบริษัท ในทางสถิติบริษัทข้ามชาติมีบทบาทมากเหมือนเดิมในเศรษฐกิจโลกดังเช่นที่เป็นในปี 1913 แต่ได้กลายมาเป็นสัตว์ที่แตกต่างออกไปมาก บริษัทข้ามชาติในปี 1913 เป็นบริษัทในประเทศที่ มีบริษัทสาขาอยู่ต่างประเทศ แต่ละบริษัทสาขาบริบูรณ์ในตัวของมันเอง ในการดูแลกิจการในอาณาประเทศพรมแดนทางการเมืองตามนิยาม และค่อนข้างมีเอกเทศสูง บริษัทข้ามชาติตอนนี้จะถูกจัดองค์กรอย่างองค์กรโลกตามสายผลิตภัณฑ์หรือบริการ แต่เหมือนบริษัทข้ามชาติในปี 1913 บริษัทเหล่านี้ร่วมมือและควบคุมโดยความเป็นเจ้าของ ตรงกันข้ามบริษัทข้ามชาติของปี 2025 น่าที่จะร่วมมือและถูกควบคุมโดยยุทธศาสตร์ แน่นอนว่ามันยังมีส่วนของความเป็นเจ้าของ แต่พันธมิตร ผู้ร่วมลงทุน เจ้าของเสียงข้างน้อย ข้อตกลงร่วมด้านโนว์ฮาวและสัญญาจะเป็นกำแพงในการสร้างสัญญาร่วมพันธมิตร ในประเทศส่วนใหญ่แม้แต่ในบริษัทที่ใหญ่โตและสลับซับซ้อนมาก ผู้บริหารระดับสูง (top management) ยังคงถูกมองในฐานะส่วนขยายของส่วนการบริหารดำเนินการ (operating management) อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของวันพรุ่งนี้น่าที่จะเป็นองค์กรที่แตกต่างและแยกออกไป ผู้บริหารระดับสูง จะสนับสนุนบริษัทหนึ่งในงานสำคัญมากที่สุด ของผู้บริหารระดับสูงที่รออยู่ข้างหน้าของบริษัทขนาดใหญ่ของวันพรุ่งนี้ จะเป็นการถ่วงดุลของความต้องการที่ขัดแย้งกันด้านธุรกิจ ที่ทำให้เกิดโดยความต้องการสำหรับทั้งผลในระยะสั้นและระยะยาว และโดยผู้เลือกตั้งที่หลากหลายของบริษัท : ผู้บริโภค ผู้ถือหุ้น (โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบันและกองทุนบำนาญ) พนักงานที่ทำงานด้วย ความรู้ แข่งกับพื้นฐานดังข้างต้นนั้น งานสำรวจสังคมในอนาคตของ Peter Drucker นี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะแสวงหาคำตอบให้กับคำถาม 2 ข้อ : อะไรที่ผู้บริหารสามารถและควรทำในตอนนี้เพื่อให้พร้อมสำหรับสังคมในอนาคต ? และอะไรคือการเปลี่ยนแปลงใหญ่อื่นๆ ที่อาจรออยู่ข้างหน้าที่เรายังไม่ตระหนักถึง ? ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 สังคมในอนาคต (2) คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 07 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3590 (2790) หมายเหตุ - แปลจากบทความชื่อ "The Next Society" (หรือ "สังคมในอนาคต") ตีพิมพ์ในวารสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2003 และเขียนโดย Peter Drucker บุคคลที่ได้รับการยกย่องเป็นกูรูแห่งศตวรรษและบิดาของวิชาการบริหารการจัดการสมัยใหม่ ที่ชี้ให้เห็นลักษณะของสังคมในอนาคต ปัจจัยที่ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ที่ใหม่เสมอ และชี้ให้เห็นถึงโอกาสของตลาดโลก จึงเห็นว่าบทความนี้น่าที่จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยและนำมาลงในคอลัมน์นี้ ประชากรศาสตร์ใหม่ ปี 2030 ประชากรอายุเลย 65 ปี ในเยอรมนี (เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก) จะนับเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรผู้ใหญ่ เปรียบเทียบกับที่เป็น 1 ใน 5 ในตอนนี้ นอกเสียจากว่าอัตราการเกิดของประเทศจะฟื้นตัวจากอัตราที่ต่ำในปัจจุบัน 1.3 คนต่อผู้หญิง 1 คน ในช่วงเวลาเดียวกันประชากรเยอรมนีที่อายุต่ำกว่า 35 ปี จะลดลงประมาณสองเท่าตัว เท่ากับที่ประชากรอายุมากจะเติบโตขึ้น ผลสุทธิก็จะเป็นว่าประชากรทั้งหมด 82 ล้านคน ในตอนนี้จะลดลงเหลือเป็นเพียง 70-73 ล้านคน จำนวนประชากรในวัยทำงานจะลดลง 1 ใน 4 จาก 40 ล้านคน ในวันนี้เหลือเป็น 30 ล้านคน ประชากรศาสตร์เยอรมนีข้างต้นห่างไกลจากการเป็นข้อยกเว้น ในญี่ปุ่น (เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก) ประชากรสูงสุดอยู่ในปี 2005 คือ ประมาณ 125 ล้านคน ถึงปี 2050 ตามการพยากรณ์ของรัฐบาลในแง่ร้ายมากหน่อย ประชากรจะลดลงเหลือเป็น 95 ล้านคน ระยะยาวก่อนหน้านั้นประมาณปี 2030 ส่วนแบ่งประชากรอายุเลย 65 ปี ในประชากรผู้ใหญ่จะเติบโตมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่ง และอัตราการเกิดในญี่ปุ่นเช่นเดียวกับในเยอรมนี ลดลงเป็น 1.3 คนต่อผู้หญิง 1 คน ตัวเลขเหมือนกันมากเลยทีเดียว สำหรับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ส่วนใหญ่-อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ในบางภูมิภาค ดังเช่น อิตาลีตอนกลาง ฝรั่งเศสตอนใต้ หรือสเปนตอนใต้ อัตราการเกิดยิ่งต่ำกว่าในเยอรมนีหรือญี่ปุ่น ความยืนยาวของชีวิตและพร้อมกับความยืนยาวของชีวิต คือจำนวนประชากรมีอายุที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลา 300 ปี แต่การลดลงในจำนวนประชากรวัยเยาว์มันเป็นของใหม่ ประเทศพัฒนาแล้วประเทศเดียวที่หลีกพ้นไกลจากชะตาชีวิตนี้ ก็คือ สหรัฐอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับการทดแทนมาก และสัดส่วนของประชากรมีอายุในประชากรผู้ใหญ่จะสูงชันขึ้นใน 30 ปีข้างหน้า ทั้งหมดนี้ก็หมายความว่า การที่จะได้รับการสนับสนุนของประชากรที่มีอายุ จะกลายเป็นสิ่งบังคับทางการเมือง ในทุกประเทศพัฒนาแล้ว บำนาญได้กลายเป็นประเด็นการเลือกตั้งตามปกติไปแล้ว และมีการโต้เถียงกันมากขึ้นเกี่ยวกับความน่าพึงปรารถนาของการให้มีคนอพยพเข้าเมือง เพื่อดำรงรักษาจำนวนประชากรและกำลังแรงงาน ประเด็นทั้งสองนี้รวมกันกำลังเปลี่ยนรูปภูมิทัศน์ทางการเมืองในทุกประเทศพัฒนาแล้ว ถึงปี 2030 เป็นอย่างมากที่สุด อายุที่ผลประโยชน์จากการเกษียณอย่างเต็มที่เริ่มต้นจะสูงขึ้นเป็น 65 ปี ในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมด และผลประโยชน์สำหรับผู้เกษียณอายุที่แข็งแรงจะลดต่ำลงอย่างสำคัญกว่าที่มันเป็นอยู่ตอนนี้ จริงๆ แล้วอายุเกษียณที่คงที่สำหรับคนในสถานภาพร่างกายและจิตใจที่มีเหตุผลอาจแท้งไป เพื่อป้องกันภาระทางบำนาญต่อประชากรทำงานอันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะทนได้ ผู้คนที่อายุยังน้อยและวัยกลางคนที่ทำงานสงสัยแล้วว่า จะไม่มีเงินบำนาญเพียงพอ เมื่อถึงรอบที่พวกเขามาถึงอายุที่ต้องเกษียณตามแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตามนักการเมืองในทุกที่ยังคงเสแสร้งต่อไปว่า เขาสามารถรักษาระบบบำนาญปัจจุบันเอาไว้ได้ จำเป็นแต่ไม่ได้ต้องการ การอพยพคนเข้าเมือง แน่นอนว่าจะกลายเป็นประเด็นยิ่งร้อนขึ้น สถาบันวิจัย DIW ที่น่าเชื่อถือในเบอร์ลินประมาณว่า ถึงปี 2020 เยอรมนีจะต้องนำเข้าผู้อพยพในวัยทำงาน 1 ล้านคนในแต่ละปี เพื่อรักษากำลังแรงงานของประเทศ ประเทศในยุโรปที่ร่ำรวยอื่นๆ ก็อยู่ในเรือลำเดียวกัน และในญี่ปุ่นก็มีการพูดถึงการอนุญาตให้คนเกาหลีเข้ามาทำงานในประเทศปีละ 500,000 คน และส่งกลับบ้านไปภายหลังจาก 5 ปี สำหรับประเทศใหญ่ทั้งหมด (แต่ไม่ใช่อเมริกา) การอพยพคนเข้าเมืองขนาดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อน นัยทางการเมืองก็รู้สึกได้กันแล้ว ในปี 1999 เพื่อนชาวยุโรปด้วยกันก็ต้องตกใจ กับความสำเร็จในการเลือกตั้งในออสเตรีย ของพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่เกลียดกลัวชาวต่างประเทศ ที่แผ่นกระดาษหาเสียงหลักคือ "ไม่มีการอพยพคนเข้าเมือง" ("no" immigration) การเคลื่อนไหวอย่างเดียว กันกำลังเติบโตขึ้นในเบลเยียม เดนมาร์ก และอิตาลีตอนกลาง แม้แต่ในอเมริกาการอพยพคนเข้าเมืองกำลังทำให้พันธมิตรทางการที่ก่อตั้งมายาวนานหัวเสีย การต่อต้านการอพยพคนเข้าเมืองอย่างขนานใหญ่ของสหภาพการค้า ทำให้เกิดการประท้วงกันอย่างรุนแรง ต่อการประชุมที่ซีแอตเติลของ WTO ในปี 1999 ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตในอนาคต ที่จะเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาอาจต้องเลือก ระหว่างการให้ได้รับคะแนนเสียงจากสหภาพ โดยต่อต้านการอพยพคนเข้าเมือง หรือให้ได้คะแนนเสียงจากชาวละตินอเมริกันและคนที่จะเข้ามาใหม่อื่นๆ โดยสนับสนุนการอพยพคนเข้าเมืองอย่างเท่าเทียมกัน คนที่จะเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอาจต้องเลือกระหว่าง การได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจที่กำลังร้องขอแรงงาน และการได้รับคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางที่เป็นคนขาวซึ่งต่อต้านการอพยพคนเข้าเมืองอย่างสูง ประสบการณ์ของการอพยพคนเข้าเมืองของอเมริกาควรที่จะทำให้อเมริกาเป็นผู้นำในประเทศพัฒนาแล้วในหลายๆ ทศวรรษที่จะมาถึง นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 อเมริการับผู้อพยพเข้าเมืองจำนวนมาก ทั้งที่โดยถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย คนอพยพส่วนใหญ่ยังอายุน้อยและอัตราการเกิดของผู้หญิงอพยพเข้าเมืองรุ่นแรก มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าของผู้หญิงของประเทศรับผู้อพยพ นี่ก็หมายความว่า สำหรับ 30 หรือ 40 ปีข้างหน้า ประชากรของอเมริกาจะเติบโตต่อไปแม้จะโดยช้าๆ ตรงกันข้ามกับในประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศมันจะต่ำลง ประเทศของผู้อพยพ มันไม่ใช่จำนวนเพียงลำพังที่ทำให้อเมริกามีข้อได้เปรียบ ที่สำคัญกว่านั้นอยู่ที่ประเทศมีการปรับตัวทางวัฒนธรรมต่อการอพยพคนเข้าเมือง และนานมาแล้วที่ได้เรียนรู้ถึงการรวมผู้คนที่อพยพเข้ามาสู่สังคมและเศรษฐกิจของอเมริกา ในข้อเท็จจริง ผู้อพยพเข้ามาเมื่อไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นพวกชาวละตินอเมริกัน หรือชาวเอเชีย อาจรวมเข้ากันได้เร็วกว่าที่เคยมีมา ตัวอย่าง 1 ใน 3 ของผู้คนอพยพที่เป็นชาวละตินอเมริกันมีรายงานว่า แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่พวกเดียวกันและไม่ใช่พวกคนอพยพ อุปสรรคใหญ่อย่างหนึ่งต่อการทำให้เกิดความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ของผู้อพยพเข้ามาไม่นานใน อเมริกา ก็คือ ผลการดำเนินงานที่แย่ของโรงเรียนรัฐบาลในอเมริกา ในระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว มีเพียงออสเตรเลียและแคนาดามีประเพณีของการอพยพคนเข้าเมือง เหมือนกับของอเมริกา ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ยอมให้มีการอพยพเข้ามาของชาวต่างประเทศ ยกเว้นการอพยพเข้ามาของคนเกาหลีในทศวรรษ 1920 และ 1930 ซึ่งลูกหลานของคนเหล่านี้ยังคงได้รับการปฏิบัติอย่างลำเอียง การอพยพที่เกิดขึ้นจำนวนมากของศตวรรษที่ 19 เป็นการอพยพสู่พื้นที่ว่างเปล่า หรือพื้นที่ไม่มีใครตั้งรกราก (ดังเช่นสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย บราซิล) หรือการอพยพจากภาคเกษตรสู่เมืองภายในประเทศเดียวกัน ตรงกันข้าม การอพยพในศตวรรษที่ 21 เป็นการอพยพโดยชาวต่างประเทศในด้านเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และศาสนา ที่เป็นคนอพยพเข้ามาสู่ประเทศที่ตั้งรกราก ประเทศในยุโรปยังไม่ประสบความสำเร็จในการรวมคนต่างชาติเช่นกัน ผลใหญ่สุดของการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรอาจเป็นการแตกออกของสังคมและตลาดที่มีลักษณะเหมือนกัน (homogeneous societies and markets) จนถึงทศวรรษ 1920 หรือ 1930 ทุกประเทศมีความแตกต่างของวัฒน ธรรมและตลาด มีความแตกต่างกันมากมายโดยชนชั้น อาชีพ และที่อยู่อาศัย ตัวอย่าง "ตลาดสินค้าเกษตร" หรือ "การค้าโดยรถม้า" ทั้งสองแบบหายไปในระหว่างปี 1920 และ 1940 นอกไปจากนี้แล้ว นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมดมีเพียงวัฒน ธรรมเดียวที่เหมือนกันและตลาดเดียวที่เหมือนกัน ตอนนี้ที่พลังทางด้านประชากรในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมดกำลังดึงไปในทิศทางตรงกันข้าม ความเหมือนกันจะอยู่รอด หรือไม่? ตลาดของโลกที่พัฒนาแล้วถูกครอบงำโดยค่านิยม อุปนิสัย และความพอใจของประชากรวัยหนุ่มสาว บางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดและกำไรมากที่สุดในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ Coca Cola และ Procter & Gamble ใน อเมริกา Unilever ในอังกฤษ และ Henkel ในเยอรมนี ได้รับความสำเร็จรุ่งเรืองก็เพราะการเติบ โตของประชากรหนุ่มสาวและอัตราสูงของการสร้างครอบครัวระหว่างปี 1950 และ 2000 เป็นจริงเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงเวลานั้น ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 สังคมในอนาคต (3) คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 14 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3592 (2792) จุดจบของตลาดเดียว ตอนนี้มีสัญญาณที่ตลาดกำลังแตกออก ในบริการทางการเงิน (อาจเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วมากที่สุดตลอด 25 ปีที่ผ่านมา) มันได้แตกออกแล้ว ตลาดลูกโป่งของทศวรรษ 1990 ที่มีการค้าในแต่ละวันอย่างเสียสติในหุ้นไฮเทค ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นของคนอายุน้อยกว่า 45 ปี แต่ลูกค้าในตลาดเพื่อการลงทุน ดังเช่น กองทุนรวม หรือกองทุนเบี้ยหวัด โน้มที่จะเป็นของคนอายุเลย 50 ปี และตลาดนั้นกำลังเติบโตก้าวไปโดยไม่หยุดยั้งด้วยอุตสาห กรรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะในประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศไหนอาจจะหันกลับมาเป็นการศึกษาอย่างต่อเนื่องของผู้ใหญ่ที่มีการศึกษาดี ซึ่งอยู่บนพื้นฐานค่านิยมที่เป็นแบบนี้กันทั้งหมด แต่ไม่สอดรับค่านิยมของวัฒนธรรมคนหนุ่มสาว แต่มันก็มีหลักการด้วยว่า บางตลาดคนหนุ่มสาวจะกลายมามีกำไรส่วนเกิน ในเมืองชายฝั่งของจีน ที่รัฐบาลสามารถบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียวได้ ตอนนี้ครอบครัวชนชั้นกลางมีรายงานออกมาว่า ใช้จ่ายเพื่อลูกคนเดียว มากกว่าครอบครัวชนชั้นกลางที่จ่ายสำหรับลูก 4 หรือ 5 คนรวมกัน นี่ดูเหมือนเป็นจริงเช่นกันในญี่ปุ่น ครอบครัวชนชั้นกลางในอเมริกามากมายใช้จ่ายทางด้านการศึกษาอย่างหนักของลูกคนเดียวของพวกเขา ส่วนใหญ่โดยการโยกย้ายไปอยู่ชุมชนเพื่อนบ้านที่มีโรงเรียนดีๆ แต่ตลาดคนหนุ่มสาวฟุ่มเฟือยใหม่นี้แตกต่างไปจากตลาดคนจำนวนมากที่เหมือนกันของ 50 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว ตลาดคนจำนวนมากนั้นอ่อน แอลงอย่างรวดเร็วเพราะการลดลงของจำนวนคนหนุ่มสาวที่เข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ในอนาคตแน่นอนอย่างมากว่าจะมีกำลังแรงงานที่แตกต่างกันออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกว้างๆ คือ กลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปีและกลุ่มอายุเลย 50 ปีตามลำดับ สองกลุ่มนี้น่าจะแตกต่างกันไปในทางตลาด ความต้องการ และพฤติกรรมและในงานที่เขาทำ กลุ่มที่ยังอายุน้อยกว่าจะต้องการรายได้อย่างสม่ำเสมอ จากงานที่ทำถาวร หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีงานทำเต็มเวลา กลุ่มคนอายุมากกว่าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีโอกาสเลือกมากกว่ามาก และสามารถผสมผสานงานแบบดั้งเดิม งานที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม และการพักผ่อนในสัดส่วนที่จะเหมาะสมกับเขามากที่สุด การแยกออกเป็นกำลังแรงงาน 2 กลุ่มน่าที่จะเริ่มต้นจาก นักเทคโนโลยีที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษที่เป็นผู้หญิง นางพยาบาล หรือนักเทคโน โลยีคอมพิวเตอร์ สามารถใช้เวลา 15 ปีออกมาดูแลลูกของเธอ และหลังจากนั้นก็กลับไปทำงานเต็มเวลา ผู้หญิงที่ในตอนนี้มีจำนวนมากกว่าผู้ชายในการศึกษาระดับสูงขึ้นไปของอเมริกัน มองหางานในเทคโนโลยีที่ใช้ความรู้ใหม่สูงขึ้น งานเช่นนั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ถูกปรับตัวเป็นอย่างดีให้เข้ากับความต้องการของผู้หญิง ในฐานะผู้ให้กำเนิดเด็ก และกับการที่ผู้หญิงมีความยืนยาวของชีวิตที่สูงขึ้น การมีอายุยืนขึ้นเช่นนั้นเป็นเหตุผลประการหนึ่ง สำหรับการแตกออกในตลาดงานของช่วงชีวิตการทำงาน 50 ปี- ไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ-ง่ายๆ คือมันยาวนานเกินไปสำหรับที่จะมีประเภทงานเพียงอย่างเดียวเหตุผลประการที่สองของการแตกออกของกำลังแรงงานก็คือ การลดลงของความยืนยาวของชีวิตสำหรับธุรกิจ และองค์กรทุกประเภท ในอดีตองค์กรที่จ้างงานมีอายุเกินกว่าลูกจ้าง ในอนาคตลูกจ้างโดยเฉพาะลูกจ้าง หรือคนทำงานด้วยความรู้พิเศษ จะมีอายุยืนยาวกว่าองค์กรแม้แต่ที่เป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จ มีธุรกิจหรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐบาลหรือโปรแกรมน้อยรายที่จะมีอายุเกินกว่า 30 ปี ตามประวัติศาสตร์ ความยืน ยาวของชีวิตการทำงานของลูกจ้างส่วนใหญ่น้อยกว่า 30 ปี เพราะคนทำงานด้วยมือส่วนใหญ่เหน็ดเหนื่อย อิดโรยกับการทำงานหนัก แต่คนทำงานด้วยความรู้พิเศษเข้าสู่ตลาดแรงงานในตอนอายุ 20 ปีของเขา น่าที่จะยังคงมีร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพที่ดีหลัง 50 ปีต่อมา "อาชีพที่สอง" และ "ครึ่งหลังของชีวิตของคนคนหนึ่ง" ได้กลายมาเป็นคำที่ดังกระหึ่มไปทั่วแล้วในอเมริกา คนทำงานที่นั่นมีจำนวนสูงขึ้น ที่จะเกษียณก่อนอายุเร็วเท่าที่เงินบำนาญ และสิทธิด้านความมั่นคงทางสังคม (ประโยชน์จากการเกษียณอายุ) ให้หลักประกันสำหรับเวลาเมื่อเขาทำงานมาถึงอายุเกษียณแบบดั้งเดิม (แต่เขาไม่ได้หยุดทำ งาน) แต่เขามาทำงานที่สองที่มีรูปแบบไม่ใช่ดั้งเดิม อาจทำงานรับจ้างอิสระ และบ่อยครั้งลืมบอกเจ้าหน้าที่ภาษี เกี่ยวกับงานของเขา ดังนั้นทำให้เขามี รายได้สุทธิสูงขึ้น หรือทำงานไม่เต็มเวลาหรืองานชั่วคราว หรือเป็นคู่สัญญาภายนอก หรือเป็นผู้รับเหมาเอง การเกษียณก่อนอายุเพื่อที่จะทำงานต่อไปเช่นนั้น เป็นเรื่องธรรมดาในหมู่คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ คนซึ่งยังเป็นส่วนน้อยในหมู่คนที่ตอนนี้เข้าสู่อายุ 50 หรือ 55 ปี แต่จะกลายเป็นคนกลุ่มเดียว หรือใหญ่ที่สุดของคนที่มีอายุมากขึ้นในอเมริกาจากประมาณปี 2030 ระวังการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร การพยากรณ์ประชากรสำหรับ 20 ปีข้างหน้า สามารถทำได้ด้วยความแน่นอนเพราะส่วนใหญ่แล้วทุกๆ คนที่จะยังอยู่ในตลาดแรงงานในปี 2020 ยังมี ชีวิตอยู่ แต่ตามประสบการณ์อเมริกันใน 2 ทศวรรษในอดีตที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มประชากร สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันทีทันใด และอย่างคาดการณ์ไม่ได้ด้วย ผลทันที่ทันใด ตัวอย่าง การเกิดของเด็กอเมริกันมากมาย ในปลายทศวรรษ 1940 ทำ ให้ธุรกิจบ้านรุ่งเรืองของทศวรรษ 1950 ในกลางทศวรรษ 1920 อเมริกาเกิดการล้มครืนลงของการเกิดของเด็กทารก (baby bust) เป็นครั้งแรกระหว่างปี 1925 และ 1935 อัตราการเกิดลดลงมากเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งต่ำกว่าอัตราการทดแทน 2.2 คนต่อผู้หญิง 1 คน ในปลายทศวรรษ 1930 คณะกรรมการของประธานาธิบดีรูสเวลท์ด้านประชากรอเมริกัน (ประกอบด้วยนักประชากรศาสตร์ และนักสถิติที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ) ได้พยากรณ์ด้วยความเชื่อมั่นว่า ประชากรของอเมริกา จะถึงจุดสูงสุดในปี 1945 และหลังจากนั้นก็จะเริ่มต้นลดลง แต่อัตราการเกิดที่ระเบิดในทศวรรษ 1940 พิสูจน์ว่ามันผิด ภายใน 10 ปีจำนวนเด็กที่เกิดที่มีชีวิตอยู่รอดต่อผู้หญิงหนึ่งคนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 1.8 คนเป็น 3.6 คน ระหว่างปี 1947 และ 1957 อเมริกามีประสบการณ์ "baby boom" อย่างน่าประหลาด จำนวนเด็กเกิดสูงจาก 2.5 ล้านคนเป็น 4.1 ล้านคน แล้วในปี 1960-61 เหตุการณ์ตรงกันข้ามก็เกิด ขึ้น แทนที่จะเกิดการระเบิดของเด็กเกิดเป็นครั้งที่สอง เมื่อเด็กที่เกิดในช่วงการระเบิดครั้งแรก เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่ด้วยมีการลดลงระหว่างปี 1961 และ 1975 อัตราการเกิดตกลงจาก 3.7 คนเป็น 1.8 คน จำนวนเด็กที่เกิดลดลงจาก 4.3 ล้านคนในปี 1960 เป็น 3.1 ล้านคนในปี 1975 ความน่าประหลาดใจต่อไปเป็นการระเบิดของเด็กที่เกิดอย่างกึกก้องในปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 จำนวนเด็กเกิดที่มีชีวิตอยู่รอดสูงขึ้นอย่างมากยิ่งกว่าจำนวนปีสูงสุดของการระเบิดครั้งแรก ด้วยประโยชน์ของการเหลียวหลังกลับไปดูตอนนี้มันชัดเจนว่า เสียงกึกก้องนี้ถูกเหนี่ยวไก โดยการอพยพเข้ามาของผู้คนอย่างขนานใหญ่ เข้าสู่อเมริกาที่เริ่มต้นในต้นทศวรรษ 1970 เมื่อเด็กผู้หญิงที่เกิดขึ้น กับผู้อพยพช่วงต้นเหล่านี้เริ่มต้นมีลูกของตนเองในปลายทศวรรษ 1980 อัตราการเกิดยังคงใกล้เคียงกับอัตราการเกิดของประเทศกำเนิดของพ่อแม่ของเขา มากกว่าใกล้เคียงกับอัตราการเกิดของประเทศผู้รับผู้อพยพ 1 ใน 5 ของเด็กในวัยเรียนทั้งหมดในแคลิฟอร์เนีย ในทศวรรษแรกของศตวรรษนี้อย่างน้อยมีพ่อแม่เกิดในต่างประเทศ 1 ราย แต่ไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือสาเหตุ ของการพังลงของการเกิดของเด็กใน 2 ครั้งหรือการเกิดการระเบิดของเด็กของทศวรรษ 1940 การพังลงของการเกิดของเด็กทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในเวลาที่เศรษฐกิจไปได้ดี ซึ่งในทางทฤษฎีน่าจะส่งเสริมให้คนอยากมีลูกมากขึ้น และการระเบิดของการเกิดของเด็กไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เพราะตามประวัติศาสตร์ อัตราการเกิดลดลงอย่างสม่ำเสมอหลังจากสงคราม เราไม่เข้าใจว่าอะไรคือตัวกำหนดอัตราการเกิดในสังคมสมัยใหม่ ดังนั้นประชากรศาสตร์จะไม่เป็นเพียงปัจจัยที่สำคัญที่สุดในสังคมในอนาคต แต่มันจะเป็นปัจจัยที่พยากรณ์ได้น้อยที่สุดและควบคุมได้น้อยที่สุดด้วย ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 สังคมในอนาคต (4) คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7 วันที่ 21 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3594 (2794) กำลังงานใหม่ หนึ่งศตวรรษผ่านมา คนส่วนใหญ่อย่างล้นเหลือในประเทศพัฒนาแล้ว ทำงานด้วยมือของเขา : ในฟาร์ม ในบริการภายในประเทศ ในร้านช่างฝีมือเล็กๆ และในโรงงานอุตสาหกรรม (เวลานั้นยังถือว่าเป็นคนส่วนน้อย) ห้าสิบปีต่อมาสัดส่วนของคนทำ งานด้วยมือในกำลังแรงงานอเมริกันได้ลดลงเหลือเป็นประมาณครึ่งหนึ่ง และคนงานในโรงงาน ได้กลายมาเป็นส่วนเดียวที่ใหญ่ที่สุด ของกำลังแรงงานคิดเป็น 35% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ตอนนี้ (อีกส่วน 50 ปีต่อมา) น้อยกว่า 1 ใน 4 ของแรงงานอเมริกันหาเลี้ยงชีพจากงานที่ใช้มือทำ คนงานในโรงงาน ยังนับเป็นคนส่วนใหญ่ของคนงานที่ทำงานด้วยมือ แต่ส่วนแบ่งของคนงานในโรงงานในกำลังแรงงานทั้งหมด ลดลงเป็นปริมาณ 15%-มากหรือน้อยกว่ากลับไปที่มันเคยเป็นเมื่อ 100 ปีในตอนต้น ในส่วนของประเทศพัฒนาแล้วใหญ่ๆ ตอนนี้ อเมริกามีสัดส่วนคนทำงานในโรงงานน้อยที่สุดในกำลังแรงงานทั้งหมด อังกฤษก็ไม่ตามหลังมากนัก ในญี่ปุ่นและเยอรมนีมีสัดส่วนเป็นปริมาณ 1 ใน 4 แต่ก็กำลังลดลงอย่างสม่ำเสมอ แต่นี่ก็เป็นเรื่องของการนิยาม การประมวลข้อมูลลูกจ้างของโรงงานแห่งหนึ่ง ดังเช่น บริษัทรถยนต์ฟอร์ดที่ถูกนับว่าเป็นผู้ถูกว่าจ้างในโรงงาน แต่เมื่อประมวลข้อมูลจากแหล่งภายนอก ของบริษัทฟอร์ดคนเดียวกัน ที่ทำงานอย่างเดียวกันนี้เลย ถูกให้นิยามใหม่ว่าเป็นคนทำงานให้บริการ การศึกษามากมายในธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรมได้แสดงให้เห็นว่า การลดลงในจำนวนผู้คนที่ทำงานจริงๆ ในโรงงานเหมือนกับการ ลดลงดังที่รายงานในตัวเลขระดับชาติ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 มันไม่มีแม้แต่คำที่ใช้เรียกชื่อสำหรับคนที่ทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างอื่น ที่ไม่ใช่งานที่ทำด้วยมือ คำว่า "คนทำงานบริการ" (service workers) สร้างขึ้นในราวปี 1920 แต่มันกลับออกมาให้เป็นที่เข้าใจผิด ในช่วงวันเวลาเหล่านี้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของคนทำงานที่ไม่ได้ใช้มือ (non-manual workers) จริงๆ แล้วเป็นคนทำงานบริการ กลุ่มที่กำลังเติบโตรวดเร็วกลุ่มเดียวในกำลังแรงงานในอเมริกาและในทุกประเทศพัฒนาแล้วอื่นคือ "คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ" (knowledge workers) คือคนที่งานของเขาต้องการการศึกษาอย่างเป็นทางการและก้าวหน้า คนงานกลุ่มนี้ตอนนี้คิดเป็นอันดับ 3 ของกำลังแรงงานอเมริกัน มากกว่าจำนวนคนทำงานในโรงงานเป็น 2 ต่อ 1 ในอีก 20 ปีกำลังแรงงานกลุ่มนี้น่าจะเข้าใกล้ 2 ใน 5 ของกำลังแรงงานของประเทศร่ำรวยทั้งหมด คำศัพท์ "อุตสาหกรรมที่นำด้วยความรู้" (knowledge industries) "งานที่ทำด้วยความรู้พิเศษ" (knowledge work) และ "คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ" (knowledge workers) มีอายุเพียง 40 ปี ถูกตั้งขึ้นในราวปี 1960 (อย่างต่อเนื่องกันแต่เป็นอิสระจากกันและกัน) ครั้งแรกโดยนักเศรษฐศาสตร์ Princeton ชื่อ Fritz Machlup และครั้งที่สองและที่สามโดยผู้เขียน (Peter Drucker) ตอนนี้ทุกคนต่างใช้คำเหล่านี้ แต่ยังยากที่จะมีใครเข้าใจนัยของคำเหล่านี้สำหรับในเรื่องคุณค่าของมนุษย์ และพฤติกรรมของมนุษย์ สำหรับบริหารคนและทำให้ผู้คนมีผลิตภาพ สำหรับเศรษฐศาสตร์และสำหรับการเมือง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนแล้วก็คือว่า สังคมที่นำด้วยความรู้และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ที่คลี่ออกมาให้เห็นแล้ว มันจะแตกต่างอย่างก้าวหน้าไปจากสังคม และเศรษฐกิจของช่วงหลังศตวรรษที่ 20 ในทาง ดังต่อไปนี้ ประการแรก คนทำงานด้วยความรู้พิเศษโดยรวมๆ แล้ว ก็คือ นายทุนใหม่ ความรู้กลายเป็นทรัพยากรที่เป็นกุญแจและเป็นทรัพยากรที่หายากแต่เพียงอย่างเดียว นี่ก็หมายความว่าคนทำงานด้วยความรู้พิเศษโดยรวมๆ แล้วเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่ในฐานะที่เป็นกลุ่มเขาเป็นนายทุนในความรู้สึกแบบดั้งเดิมด้วย : ผ่านทางผลประโยชน์ในรูปกองทุนบำนาญ กองทุนรวมเขากลายเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากและเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่มากมายในสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความรู้ที่มีประสิทธิผล (effective knowledge) เป็นความรู้เฉพาะด้าน นั่นก็หมายความว่า คนทำงานด้วยความรู้พิเศษต้องการเข้าถึงองค์กร- ความร่วมมือที่นำเอาความรู้ของคนทำงาน และประยุกต์ความชำนาญเฉพาะด้าน ของเขารวมกันออกมาเป็นผล ผลิตสุดท้ายที่เหมือนกัน (common end-product) อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในโรงเรียนมัธยมสัมฤทธิผลก็ต่อเมื่อ เขาอยู่ในฐานะเป็นสมาชิกของคณะที่ปรึกษา ที่ฉลาดที่สุดด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีประสิทธิผล ก็เพียงถ้าธุรกิจที่มีการจัดองค์กรและความสามารถจะเปลี่ยนแปลง ข้อแนะนำของเธอมาสู่การปฏิบัติ คนออกแบบซอฟต์แวร์ที่ยิ่งใหญ่ต้องการผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ แต่ในอีกทางหนึ่งโรงเรียนมัธยม ต้องการอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ ธุรกิจต้องการผู้เชี่ยวชาญทางด้าน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และผู้ผลิตพีซี ต้องการนักพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ ดังนั้นคนทำงานด้วยความรู้พิเศษมองดูตนเอง เท่าเทียมกับคนที่รับบริการของเขาในฐานะ "ผู้ประกอบวิชาชีพ" (professionals) มากกว่าในฐานะ "ลูกจ้าง" สังคมที่นำด้วยความรู้คือสังคมของผู้อาวุโสและผู้ด้อยอาวุโส มากกว่าจะเป็นสังคมของนายและลูกน้อง ของเขาและของเธอ ทั้งหมดนี้มีนัยสำคัญสำหรับบทบาทของผู้หญิงในกำลังแรงงาน ในทางประวัติศาสตร์การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในโลกการทำงาน เท่าเทียมกับของผู้ชายเสมอ สุภาพสตรีแห่งการพักผ่อนในห้องนั่งเล่นของเธอ เป็นพวกที่เป็นข้อยกเว้น ที่หาได้ยากมากที่สุด แม้แต่ในสังคมศตวรรษที่ 19 ที่มั่งคั่ง ฟาร์ม ธุรกิจของช่างฝีมือหรือร้านค้าเล็กๆ ต้องดำเนินงานโดยทั้งคู่เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปได้ อย่างช้าที่สุดของตอนต้นศตวรรษที่ 20 นายแพทย์ไม่สามารถเริ่มต้นประกอบอาชีพของตนเองได้จนกว่าจะได้แต่งงานแล้ว เขาต้องการภรรยาเพื่อให้มีโอกาสเปิดประตูทำประวัติคนไข้และส่งใบเก็บเงิน แต่แม้ว่าผู้หญิงได้ทำงานเสมอนับตั้งแต่เวลาที่จดจำไม่ได้ แต่งานที่ทำต่างจากงานของผู้ชาย มันมีงานของผู้ชาย และมันมีงานของผู้หญิง มีผู้หญิง นับไม่ถ้วนในคัมภีร์ไบเบิลที่ไปบ่อเพื่อเอาน้ำมา แต่ไม่มีผู้ชายสักคน ไม่เคยมีสาวทึนทึกที่เป็นผู้ชาย ตรงกันข้ามงานที่ทำด้วยความรู้พิเศษมี "เพศเดียว" ไม่ใช่เพราะแรงกดดันจากนักสิทธิสตรี แต่เพราะมันสามารถทำได้อย่างเท่าเทียมกันได้ดีโดยทั้งสองเพศ ดังที่พูดมาแล้วงานที่ทำด้วยความรู้สมัยใหม่ อย่างแรกถูกออกแบบเพื่อเพศเดียวหรือเพศอื่น งานสอนในฐานะวิชาชีพถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1794 ปีที่ Ecole Normale ถูกก่อตั้งขึ้นในปารีสและถูกมองอย่างเคร่ง ครัดในฐานะงานของผู้ชาย 60 ปีหลังจากนั้น ในช่วงสงครามระหว่างรัสเซียฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่าย (ตุรกี อังกฤษ และฝรั่งเศส) ในช่วงปี 1853-1854 ฟรอเรนซ์ ไนติงเกล ได้เป็นผู้ก่อตั้งวิชาชีพที่ทำงานด้วยความรู้ใหม่อันที่สอง คือ วิชาชีพการพยาบาล ที่ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษว่า เป็นงานอาชีพของผู้หญิง ถึงปี 1850 การสอนทุกๆ ที่ได้กลายเป็นของทุกเพศ และในปี 2000 2 ใน 5 ของ นักศึกษาอเมริกันที่โรงเรียนการพยาบาลเป็นผู้ชาย ไม่มีหมอผู้หญิงในยุโรปจนกระทั่งทศวรรษ 1890 หนึ่งในหมอผู้หญิงชาวยุโรปคนแรกๆ ที่ได้ปริญญาเอกทางการแพทย์ (นักการศึกษาชาว อิตาเลียนผู้ยิ่งใหญ่ คือ Maria Montessori) ได้พูดว่า "I am not a woman doctor ; I am a doctor who happens to be a woman." ตรรกะที่เหมือนกันนี้ประยุกต์ได้กับงานที่ทำด้วยความรู้พิเศษทั้งหมด คนทำงานด้วยความรู้พิเศษไม่ว่าจะเป็นเพศไหน คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ใช้ความรู้อย่างเดียวกัน ทำงานเหมือนกัน ถูกบังคับโดยมาตรฐานอย่างเดียวกัน และถูกตัดสินโดยผลอย่างเดียวกัน คนทำงานด้วยความรู้พิเศษสูงอย่างเช่น หมอ ทนายความ นักวิทยาศาสตร์ พระสอนศาสนา และครูมีอยู่แล้วมานาน แม้ว่าจำนวนได้เพิ่มสูงขึ้นขนาดยกกำลังใน 100 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามกลุ่มคนทำงานด้วยความรู้พิเศษกลุ่มใหญ่สุดไม่มีอยู่จนกระทั่งเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 และทะยานเพียงภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ พวกนักเทคโนโลยีที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษ (knowledge technologists) คือ พวกคนที่ส่วนใหญ่ใช้มือทำงาน (และเทียบได้กับแรงงานมีฝีมือ) แต่ค่าตอบแทนในการทำงาน ถูกกำหนดโดยความรู้ระหว่างหูของเขา ที่ได้มาในการศึกษาอย่างเป็นทางการ มากกว่าผ่านทางการฝึกงาน คนเหล่านี้รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเอกซเรย์ นักกายภาพบำบัด ผู้เชี่ยวชาญด้านอัลตราซาวนด์ คนทำงานกับกรณีด้านโรคจิต ผู้เชี่ยวชาญด้านฟันและอื่นๆ ใน 30 ปีที่ผ่านมา นักเทคโนโลยีด้านการแพทย์เป็นส่วนที่เติบโตรวดเร็วที่สุด ในกำลังแรงงานในอเมริกา และบางทีอาจในสหราชอาณาจักรด้วย ใน 20 หรือ 30 ปีข้างหน้าจำนวนนักเทคโนโลยีที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษในด้านคอมพิวเตอร์ การผลิตอุตสาหกรรมและการศึกษาน่าที่จะเติบโตรวด เร็วยิ่งขึ้น นักเทคโนโลยีสำนักงานกำลังขยายมากขึ้นด้วย และไม่มีอุบัติเหตุที่ "เลขานุการ" ของเมื่อวานกำลังหันมาเป็น "ผู้ช่วย" อย่างรวดเร็ว กลายมาเป็นผู้จัดการของสำนักงานของหัวหน้าและของงานของเขาเอง ภายใน 2 หรือ 3 ทศวรรษนักเทคโน โลยีที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษจะกลายมาเป็นกลุ่มที่ครอบงำในกำลังแรงงานในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมด ครอบครองตำแหน่งเดิมที่คนทำงานในโรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพถือเอาไว้ที่ช่วงสูงสุดของการมีอำนาจในทศวรรษ 1950 และ 60 สิ่งสำคัญมากที่สุดเกี่ยวกับคนทำงานด้วยความรู้พิเศษเหล่านี้ ก็คือ เขาไม่ได้ระบุตนเองว่าเป็นพวก "คนทำงาน" แต่ในฐานะ "ผู้ประ กอบวิชาชีพ" พวกเขามากมายใช้เวลามากมายของเขาทำงานที่ไม่ใช้ฝีมือส่วนใหญ่ ตัวอย่าง รับโทรศัพท์หรือจัดแฟ้ม อย่างไรก็ตามอะไรที่ระบุถึงเขาในตัวเขาเองและในใจของสาธารณชน คือ ส่วนงานของเขาที่เกี่ยวข้องกับการใส่ความรู้อย่างเป็นทางการของเขาไปในงานที่ทำ สิ่งนั้นทำให้เขาเป็นคนทำงานด้วยความรู้พิเศษอย่างเต็มตัว (full-fledged knowledge workers) ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7 สังคมในอนาคต (5) คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 28 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3596 (2796) คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ (knowledge workers) นั้น มีความต้องการหลัก 2 ประการ : ประการแรกการศึกษาอย่างเป็นทางการ (formal education) ที่ทำให้เขาสามารถเข้าสู่งานที่ทำด้วยความรู้พิเศษ และประการที่สอง การศึกษาอย่างต่อเนื่อง (continuing education) ตลอดชีวิตการทำงานเพื่อทำให้ความรู้ก้าวหน้า ทันการ ทันสมัย สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่ใช้ความรู้สูงอย่างเดิม เช่น หมอ นักสอนศาสนา และทนายความ การศึกษาอย่างเป็นทางการของเขามีอยู่มาหลายศตวรรษแล้ว แต่สำหรับนักเทคโนโลยีที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษจนถึงขณะนี้ มีเพียงน้อยประเทศที่ให้มีการเตรียมการในเรื่องนี้เอาไว้อย่างเป็นระบบและอย่างมีการจัดการ ตลอด 2-3 ทศวรรษต่อไปสถาบันทางการศึกษาที่เตรียมตัวให้แก่นักเทคโนโลยี ที่ทำงานด้วยความรู้พิเศษ จะเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศเกิดใหม่ทั้งหมด เหมือนกับสถาบันใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ที่ปรากฏขึ้นเสมอในอดีต อะไรที่แตกต่างในเวลานี้ก็คือ ความต้องการการศึกษาอย่างต่อเนื่องของผู้ใหญ่ ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และมีความรู้สูงมาแล้ว การเข้าโรงเรียนตามธรรมเนียมดั้งเดิมหยุดลงเมื่อการทำงานเริ่มต้นขึ้นแล้ว ในสังคมที่นำด้วยความรู้มันจะไม่มีวันหยุด ความรู้มันไม่เหมือนกับทักษะแบบดั้งเดิมซึ่งเปลี่ยนแปลงช้ามาก พิพิธภัณฑ์ใกล้เมืองบาร์เซโลนาในสเปน บรรจุเครื่องมือที่ใช้แล้วเอาไว้มาก มายที่ทำขึ้นโดยช่างฝีมือที่ชำนาญของปลายอาณาจักรโรมัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นช่างฝีมือคนไหนในปัจจุบันก็จำได้ เพราะมันยังคงเหมือนกับเครื่องมือที่ยังคงใช้กันอยู่ เพื่อวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมทักษะ ดังนั้นมันมีเหตุผลที่สมมุติว่าอะไรก็ตามที่ได้ถูกเรียนรู้โดยคนอายุ 17 หรือ 18 ปีจะยาวนานไปจนชั่วเวลาของชีวิต ตรงกันข้ามความรู้กลายมาเป็นสิ่งที่ล้าสมัยอย่างรวดเร็วมาก และคนทำงานด้วยความรู้พิเศษ ต้องกลับไปโรงเรียนตามปกติ ดังนั้นการศึกษาอย่างต่อเนื่องของผู้ใหญ่ที่มีการศึกษาสูงแล้วจะกลายมาเป็นสาขาที่เติบโตอย่างมากในสังคมในอนาคต แต่ส่วนใหญ่ของมันจะถูกกระจายให้ในทางต่างๆ ที่แตกต่างจากดั้งเดิม มีขอบเขตจากตั้งแต่การสัมมนาสุดสัปดาห์จนถึงโปรแกรมฝึกอบรมตามสายและในสถานที่มากมาย จากสถานที่ในมหาวิทยาลัยตามแบบดั้งเดิมจนถึงบ้านของนักศึกษา การปฏิวัติที่คาดหวังว่าจะมีผลกระทบมาก มายต่อด้านการศึกษา โรงเรียนและมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิม บางที่จะมีผลมากขึ้นไปอีก ต่อการศึกษาต่อเนื่องของคนทำงานด้วยความรู้พิเศษ คนทำงานด้วยความรู้พิเศษทุกประเภทโน้มเอียงที่จะระบุถึงตัวเขาเองกับความรู้ของเขา เขาแนะนำตนเองโดยพูดว่า "ผมเป็นนักมานุษยวิท ยา" หรือ "ผมเป็นนักกายภาพบำบัด" เขาอาจภูมิใจในองค์กรที่เขาทำงานอยู่ด้วย แต่เขา "ทำ งานที่องค์กร" เขาไม่ได้เป็นเจ้าของมัน ส่วนใหญ่บางทีรู้สึกว่าเขามีอะไรเหมือนกับบางคนที่ฝึกฝน ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างเดียวกันในสถาบันอื่น มากกว่ากับเพื่อนร่วมงานของเขา ที่สถาบันของพวกเขาเอง ที่ทำงานด้วยความรู้ที่แตกต่างกัน แม้ว่าการปรากฏออกมาของความรู้ในฐานะทรัพยากรอันสำคัญหมายความสูงขึ้นถึงความชำนาญเฉพาะด้าน (specialization) คนทำงานด้วยความรู้พิเศษมีการโยกย้ายสูงภายในลัทธิความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตน (specialism) เขาไม่คิดอะไรเลยของการเคลื่อนย้ายจากมหาวิทยาลัยหนึ่ง บริษัทหนึ่ง หรือประเทศหนึ่ง ไปสู่ที่อื่นตราบเท่าที่เขายังอยู่ภายในสาขาความรู้เหมือนกัน มีการพูดกันมากเกี่ยวกับความพยายามที่จะฟื้นความภักดีของคนทำงานด้วยความรู้พิเศษต่อองค์กรที่ว่าจ้างเขาทำงาน แต่ความพยายามเช่นนั้นจะไม่มีที่ไหนได้คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ เขาอาจมีความผูกพันติดกับองค์กรและรู้สึกสบายกับมัน แต่ความจงรักภักดีเบื้องแรกของคนเหล่านั้นน่าที่จะเป็นสาขาความรู้เฉพาะด้านของเขา ความรู้ไม่มีลำดับชั้น (non-hierarchical) ไม่ว่ามันจะเกี่ยวข้องในสถานการณ์ที่กำหนดหรือไม่ หมอผ่า ตัดโรคหัวใจอาจได้รับค่าตอบแทนดีกว่านักกาย ภาพบำบัดมากและมีความสุขกับสถานะทางสังคมที่สูง แต่ในสถานการณ์เฉพาะที่นักกายภาพ บำบัดเป็นที่ต้องการมากสำหรับผู้ป่วยที่เคราะห์ร้าย ความรู้ของนักกายภาพบำบัดจะเหนือกว่าหมอผ่า ตัดมาก นี่ก็คือว่าทำไมคนทำงานด้วยความรู้พิเศษทุกประเภทมองตนเองไม่ใช่ในฐานะ "ลูกน้อง" หรือ "ผู้ใต้บังคับบัญชา" แต่ในฐานะ "ผู้ประกอบวิชาชีพ" และคาดหวังที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น เงินมีความสำคัญต่อคนทำงานด้วยความรู้พิเศษเช่นเดียวกับต่อคนอื่นๆ แต่เขาจะไม่ยอมรับมันในฐานะเครื่องชี้วัดสูงสุด หรือไม่พิจารณาเงินในฐานะสิ่งทดแทนผลประกอบการและความสำเร็จด้านวิชาชีพ การโยกย้ายแรงงานระดับบน สังคมที่นำด้วยความรู้เป็นสังคมของมนุษยชาติแรกที่การโยกย้ายแรงงานระดับบน (upward mobility) มันมีอยู่อย่างไม่จำกัดอย่างมีศักยภาพ ความรู้แตกต่างจากปัจจัยการผลิตอื่นที่มันไม่สามารถสืบทอดเป็นมรดกหรือทำพินัยกรรมยกให้แก่ใครก็ได้ แต่มันต้องได้รับมาใหม่โดยทุกๆ บุคคลและ ทุกคนเริ่มต้นจากความไม่รู้เหมือนกัน ความรู้จะต้องถูกใส่ลงในรูปแบบที่มันสามารถถูกสอนได้ ซึ่งหมายความว่ามันต้องเป็นสิ่งสาธารณะ (public) มันเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นสากลสม่ำเสมอหรือต้องกลายเป็นแบบนั้นอย่างรวดเร็ว เหล่านี้ทั้งหมดทำให้สังคมที่นำด้วยความรู้เป็นสังคมที่มีการเคลื่อนย้ายสูง ไม่ว่าใครก็สามารถหาความรู้อะไรก็ได้ที่โรงเรียน ผ่านทางกระบวนการเรียนรู้ มากกว่าโดยการรับใช้เพื่อให้มีโอกาสฝึกฝนงานจากอาจารย์ จนกระทั่งปี 1850 หรือปี 1900 มีการเคลื่อนย้ายน้อยมากไม่ว่าจะในสังคมไหน ระบบชั้นวรรณะของอินเดียที่ซึ่งการเกิดกำหนดไม่เพียงสถานะของบุคคลเท่านั้น แต่อาชีพของเขาด้วย เป็นเพียงกรณีสุดขั้ว ในส่วนใหญ่ของสังคมอื่นๆ ด้วย ถ้าพ่อเป็นชาวนา ลูกก็เป็นชาวนา และลูกสาวที่แต่งงานกับชาวนา ที่มีการเคลื่อนย้ายก็มีเพียงการโยกย้ายแรงงานระดับล่าง (downward mobility) สาเหตุโดยสงครามหรือการระบาดของโรคภัยไข้เจ็บ ความโชคร้ายส่วนบุคคลหรือนิสัยที่เลว เช่น ดื่มเหล้า หรือเล่นการพนัน แม้แต่ในอเมริกาดินแดนแห่งโอกาสที่มีไม่จำกัด มันห่างไกลมากจากการเคลื่อนย้ายแรงงานระดับบนอย่างที่เชื่อกันโดยทั่วไป คนส่วนใหญ่ของผู้ประกอบวิชาชีพและผู้จัดการในอเมริกายังคนเป็นลูกๆ ของผู้ประกอบวิชาชีพและผู้จัดการมากกว่าจะเป็นลูกๆ ของเกษตรกร เจ้าของร้านค้าขนาดเล็กหรือคนงานในโรงงาน อะไรที่ทำให้อเมริกาแตกต่างออกไปไม่ใช่เพราะขนาดการโยกย้ายแรงงานระดับบน แต่ (ในความแตกต่างอย่างมากกับประเทศยุโรป) เป็นแนวทางที่อเมริกาตอบรับสนับสนุน และยึดมั่นในหัวใจ สังคมที่นำด้วยความรู้ทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานระดับบนนี้ไกลออกไปอีก : พิจารณาทุกสิ่งที่หน่วงเหนี่ยวกีดขวางต่อการเคลื่อนย้ายเช่นนั้นใน รูปของความลำเอียง นี่ก็หมายความว่าทุกๆ คนตอนนี้ถูกคาดหวังเป็น "ความสำเร็จ"-ความคิดที่อาจดูเหมือนน่าหัวเราะเยาะต่อคนรุ่นแรกๆ โดยธรรมชาติมีคนเพียงจำนวนน้อยที่สามารถเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น แต่คนจำนวนมากก็ถูกคาดหวังว่าประสบความสำเร็จอย่างเพียงพอ ในปี 1958 John Kenneth Galbraith คนแรกที่เขียนเกี่ยวกับ "สังคมอุดมโภคา" (The affluent society) นี่ไม่ใช่สังคมที่เต็มไปด้วยคนที่รวยมากขึ้นมากมาย หรือที่ซึ่งคนรวยรวยยิ่งขึ้น แต่เป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่รู้สึกมั่นคงทางการเงิน ในสังคมที่นำด้วยความรู้คนจำนวนมากหรือบางทีอาจเป็นคนส่วนใหญ่มีบางสิ่งบางอย่าง ที่มีความสำคัญมากกว่าความมั่นคงทางการเงิน : ตำแหน่งทางสังคมหรือความมั่งคั่งทางสังคม ราคาของความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายแรงงานระดับบนของสังคมที่นำด้วยความรู้มาด้วยราคาสูง : แรงกดดันทางจิตใจและความชอกช้ำทางอารมณ์ ของการแข่งขันที่ทำให้ต้องทิ้งแม้แต่เพื่อน เพราะ สามารถมีผู้ชนะได้ก็ต้องมีผู้แพ้ นี่ไม่เป็นจริงของสังคมในตอนแรกๆ ลูกชายของกรรมกรที่ไม่มีที่ดิน ผู้ที่ต้องกลายมาเป็นกรรมกรที่ไม่มีที่ดินเองไม่ใช่เป็นคนล้มเหลว อย่างไรก็ตามในสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เขาไม่เพียงแต่เป็นผู้ล้มเหลวในทางส่วนตัว แต่เขายังเป็นผู้ล้มเหลวของสังคมด้วย หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นต้องทนทุกข์กับโลกนอนไม่หลับ เพราะใช้เวลาตอนเย็นของเขากับครูกวดวิชา เพื่อช่วยให้เขาผ่านการสอบ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่เขาเลือก และดังที่มันจะนำเขาไปสู่การมีงานที่ดีทำ แรงกดดันเหล่านี้สร้างความเป็นศัตรูต่อการเรียนรู้ มันคุกคามเพื่อที่จะบ่อนทำลายความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ ที่เป็นความภาคภูมิใจของญี่ปุ่น และหันประเทศกลับไปสู่ระบอบธนาธิปไตย (plutocracy) เพราะมีเพียงพ่อแม่ที่มีฐานะดีเท่านั้น ที่สามารถที่จะจ่ายเงินมากมาย เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ลูกสาวลูกชายของตนเพื่อให้เข้ามหาวิทยาลัยได้ ประเทศอื่นๆ ดังเช่น อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ยอมให้โรงเรียนในประเทศของตนกลายเป็นการแข่งขันที่ชั่วร้าย เหมือนกันด้วยที่เกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นไม่เกิน 30 หรือ 40 ปีมา ชี้ให้เห็นถึงความกลัวมากขนาดไหน ที่ได้แผ่ซ่านไปทั่วสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้แล้ว เมื่อกำหนดการต่อสู้ทางการแข่งขันนี้ให้ การเติบโตของจำนวนคนทำงานด้วยความรู้พิเศษ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ของทั้งสองเพศ-ผู้จัด การธุรกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ หมอ ในอายุ 40 ปีของเขา เขารู้ว่าเขาได้บรรลุความสำเร็จทั้งหมด ที่เขาจะประสบความสำเร็จได้ ถ้างานของเขาคือทั้งหมดที่เขามีอยู่ เขาก็จะตกอยู่ในความยุ่งยากลำบาก เพราะฉะนั้นคนทำงานด้วยความรู้พิเศษต้องการการพัฒนา (เขาน่าจะชื่นชอบในขณะที่เขายังคงอายุน้อย) ชีวิตและชุมชนที่ไม่มีการแข่งขันของเขาเอง และความสนใจภายนอกอย่างจริงจัง-การทำงานในฐานะอาสาสมัครในชุมชน ร่วมเล่นในวงออร์เคสตร้าท้องถิ่นหรือมีบทบาทอย่างแข็งขันในรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองเล็กๆ ของตนเอง ความสนใจภายนอกเหล่านี้จะให้โอกาสแก่เขาสำหรับการมีส่วนให้ความเกื้อกูลและความสำเร็จส่วนตัว สังคมในอนาคต (7) จำนวนน้อยลง อิทธิพลใหญ่ขึ้น คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ ดร.ฉวีวรรณ สายบัว เรียบเรียง ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 12 กรกฎาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3600 (2800) ในทางการเมืองด้วยอุตสาหกรรม กำลังกลายมามีอิทธิพลมากขึ้น จำนวนคนงานอุตสาหกรรมมีน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอเมริกา การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว การลงคะแนนเสียงของแรงงาน มีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา เมื่อ 40 หรือ 50 ปีก่อนหน้านี้ แน่ชัดเป็นเพราะว่า จำนวนคนงานของสหภาพการค้า ได้กลายมามีจำนวนน้อยลงมาก ในสัดส่วนประชากรที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ความรู้สึกตกอยู่ในอันตราย ในการที่พวกเขาได้ปิดอันดับความสำคัญของตนเองลง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ชนกลุ่มน้อย ที่เป็นสมาชิกของสหภาพอเมริกันที่สำคัญ ลงคะแนนเสียงให้แก่พรรครีพับลิกัน แต่การเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว 90% ของสมาชิกสหภาพเข้าใจว่า ลงคะแนนเสียงให้แก่พรรคเดโมแครต (แม้ว่าผู้สมัครของพรรคไม่ได้รับการเลือกตั้ง) สำหรับช่วง 100 ปีที่สหภาพการค้าของ อเมริกาได้เป็นผู้สนับสนุนแข็งขันในเรื่องของการค้าเสรี (อย่างน้อยก็ในคำพูดอันสละสลวยของสหภาพ) แต่ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา สหภาพได้กลายมาเป็นนักปกป้องผู้ซื่อสัตย์และประกาศเป็นศัตรูของ "โลกาภิวัตน์" ไม่ว่าสิ่งคุกคามอันแท้จริงต่องานในอุตสาหกรรม ไม่ใช่เป็นการแข่งขันจากต่างประเทศ แต่เป็นการลดลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม ในฐานะผู้สร้างงาน : มันไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ว่าการผลิตในทางอุตสาหกรรมสามารถสูงขึ้น ในขณะที่งานในภาคอุตสาหกรรมลดลง และไม่ใช่เพียงต่อ ชาวสหภาพการค้าแต่ต่อนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเศรษฐศาสตร์และประชาชนส่วนใหญ่ด้วย คนส่วนใหญ่เชื่อต่อไปว่า เมื่องานอุตสาหกรรมลดลง พื้นฐานอุตสาหกรรมของประเทศถูกคุกคามและต้องถูกคุ้มครอง เขาเผชิญความยากลำบากอย่างมากในการยอมรับเช่นนั้น เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สังคมและเศรษฐกิจไม่ได้ถูกครอบงำโดยคนงานที่ทำงานด้วยมืออีกต่อไป และประเทศสามารถมีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัยและเสื้อผ้าได้เองด้วย คนกลุ่มเล็กของประชากรของประเทศที่เกี่ยวข้องในงานเช่นนั้น ลัทธิการค้าแบบคุ้มกันใหม่ถูกขับเคลื่อนอย่างมากโดยโรคคิดถึงบ้าน และโดยกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง ถึงกระนั้นมันก็จะไม่ประสบผลสำเร็จอะไรเลยเพราะการคุ้มครองอุตสาหกรรมที่ชราภาพมันไม่ได้ผล นั่นเป็นบทเรียนที่ชัดเจนของ 70 ปีการอุดหนุนการเกษตร พืชผลเก่า-ข้าวโพด ข้าวสาลี ฝ้ายที่อเมริกาให้การอุดหนุนอย่างมากนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ทั้งหมดเป็นไปในทางที่ แย่ลง ตรงกันข้ามกับพืชผลใหม่ที่ไม่ได้รับการปกป้องและอุดหนุนดังเช่นถั่วเหลืองกลับเจริญเติบโตอย่างดี บทเรียนชัดเจน : นโยบายที่จ่ายให้แก่อุตสาหกรรมเพื่อให้ดำเนินต่อไปได้ เพื่อให้ใช้ผู้คนอย่างฟุ่มเฟือยเพียงสามารถทำให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าเงินอะไรที่กำลังถูกใช้ควรที่จะจ่ายอุดหนุนให้แก่คนงานที่ถูกออกจากงานที่อายุมากกว่า และการให้การฝึกอบรมใหม่และแปรกระบวนการใหม่แก่คนงานหนุ่มสาวต่อไป บริษัทจะอยู่รอดหรือไม่ ? เวลาส่วนใหญ่นับตั้งแต่ที่ "บริษัท" (corporation) ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาประมาณปี 1870 หลักพื้นฐาน 5 ประการดังต่อไปนี้ได้ถูกสมมุติขึ้นมาใช้ - บริษัทเป็น "นาย" (master) พนักงานเป็น "คนรับใช้" (servant) เพราะบริษัทเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (means of production) ปราศจาก ปัจจัยเหล่านี้ พนักงานไม่สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ พนักงานต้องการบริษัทมากกว่าบริษัทต้องการคนงาน - คนกลุ่มใหญ่มากของพนักงานทำงานเต็มเวลาให้แก่บริษัท เงินที่ได้รับจากงานที่ทำเป็นเพียงรายได้เดียว และให้การดำรงชีวิตอยู่รอด - ทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการที่จะผลิตไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด คือการรวมเอาทุกสิ่งเข้ามาด้วยกันภายใต้การบริหารเดียวมากที่สุด ที่จะเป็นไปได้ของกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อเปลี่ยนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ทฤษฎีภายใต้ข้อสมมุตินี้ไม่ได้รับการพัฒนาจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Ronald Coase นักเศรษฐศาสตร์ชาวแองโกล-อเมริกัน บุคคลผู้ให้การโต้เถียงว่า การนำเอากิจกรรม ทั้งหมดมารวมกันสู่การเป็นหนึ่งบริษัท (one company) ทำให้ "ต้นทุนทางการแลกเปลี่ยน" (transactional cost) ลดต่ำลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนทางการติดต่อสื่อสาร (cost of communications) (เป็นทฤษฎีที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 1991 สาขาเศรษฐศาสตร์) แต่ตัวแนวคิดนี้เองได้ถูกค้นพบและนำไปใช้ในทางปฏิบัติ 70 หรือ 80 ปีก่อนหน้านี้ โดย John D. Rockyfeller ร็อกกี้เฟลเลอร์มองเห็นว่า การที่จะใส่การสำรวจ การผลิต การขนส่ง การปะติด ปะต่อให้ดีขึ้น และการขายมาสู่โครงสร้าง หนึ่งบริษัทมีผลทำให้ เป็นการดำเนินกิจการน้ำมันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและต้นทุนต่ำสุด การเล็งเห็นความจริงนี้ทำให้เขาสร้างบริษัท Standard Oil Trust อาจเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกำไรมากที่สุดในประวัติ ศาสตร์ธุรกิจ แนวคิดถูกนำไปปฏิบัติถึงขั้นสุดขั้ว โดย Henry Ford ในต้นทศวรรษ 1920 บริษัท Ford Motor ไม่เพียงแต่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ทั้งหมดและประกอบมันด้วย แต่ยังผลิตแผ่นเหล็กเอง ทำกระจกเอง และทำยางรถยนต์เอง บริษัทเป็นเจ้าของพื้นที่เกษตรในอะเมซอนที่ปลูกต้นยาง เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการรถไฟที่บรรทุกวัสดุอุปกรณ์สู่โรงงานผลิต บรรทุกรถยนต์จากโรงงาน และในที่สุดวางแผนที่จะขายและให้บริการรถยนต์ฟอร์ดด้วย (แม้ว่ามันไม่เคยได้ทำ) - ผู้จัดหาสินค้า (suppliers) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตมีอำนาจตลอด เพราะเขามีข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ผู้บริโภคไม่มีหรือไม่สามารถมีและไม่ต้องกา รถ้าเขาสามารถให้ความเชื่อถือในยี่ห้อสินค้าได้ - ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเฉพาะใด เป็นของอุตสาหกรรมเดียวและเพียงอุตสาหกรรมเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะใดก็เป็นของหนึ่งเทคโนโลยีและหนึ่งเทคโนโลยีเท่านั้น นี่ก็หมายความว่า เทคโนโลยีทั้งหมดที่ต้องการใน การทำเหล็กกล้ามันเป็นสิ่งเฉพาะเจาะจงต่ออุตสาหกรรมเหล็ก และในทางตรงกันข้ามไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอะไรที่กำลังถูกใช้ในการทำเหล็กมาจากอุตสาหกรรมเหล็กเอง ใช้ได้เหมือนกันในกรณีอุตสาหกรรมการเกษตรหรือการธนาคารและการพาณิชย์ - ในเรื่องข้อสมมุตินี้ถูกก่อตั้งขึ้นหลังปฏิบัติการวิจัยทางอุตสาหกรรม เริ่มต้นด้วยบริษัท Siemens เริ่มต้นในเยอรมนีปี 1869 และจบด้วยบริษัท IBM เป็นห้องแล็บสุดท้ายของห้องแล็บแบบดั้งเดิม ก่อตั้งในอเมริกาปี 1952 แต่ละแห่งของห้องแล็บเหล่านี้ เน้นในเรื่องเทคโนโลยีที่ต้องการสำหรับอุตสาหกรรมเดียว และถูกสมมุติว่า การค้นพบของมันอาจถูกประยุกต์ไปใช้เพียงในอุตสาหกรรมนั้นเท่านั้น ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 สังคมในอนาคต (8) ทุกอย่างอยู่ในที่ของมันเอง คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย อ.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 19 กรกฎาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3602 (2802) เหมือนกับทุกคนทึกทักเอาว่า ทุกผลิต ภัณฑ์หรือบริการมีการใช้ให้เป็นประโยชน์เฉพาะ และนั่นสำหรับทุกๆ การใช้ให้เป็นประโยชน์มีผลิตภัณฑ์หรือวัสดุเฉพาะ ดังนั้น เบียร์และเหล้าถูกขายในขวดแก้วเท่านั้น ตัวถังรถยนต์ถูกทำขึ้นจากเหล็กกล้าเท่านั้น ทุนที่มีไว้เพื่อการทำงานสำหรับธุรกิจถูกจัดหาให้โดยธนาคารพาณิชย์ผ่านทางเงินกู้เพื่อการพาณิชย์และอื่นๆ เพราะฉะนั้น การแข่งขันส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรม โดยทั่วไปมันก็เป็นที่ชัดเจนเช่นนั้นไม่ว่าธุรกิจของบริษัทที่กำหนดให้เป็นอะไร และส่วนแบ่งตลาดเป็นอะไร ทุกๆ อันของข้อสมมติเหล่านี้ยังคงมีเหตุผลตลอดทั้งศตวรรษ แต่จากปี 1970 เป็นต้นไป ทุกๆ อันของข้อสมมติเหล่านี้มันได้กลับหัวกันไปแล้ว รายการตอนนี้อ่านได้ดังต่อไปนี้ : - ปัจจัยการผลิตคือความรู้ ซึ่งเป็นเจ้าของโดย คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ (knowledge workers) และยกระดับขึ้นได้สูง นี่ประยุกต์ได้เท่าเทียมกับ คนทำงานด้วยความรู้พิเศษสูง (high-knowledge workers) ดังเช่น นักวิทยาศาสตร์วิจัย นักกายภาพ บำบัด นักเทคนิคคอมพิวเตอร์ คนทำงานด้วยความรู้พิเศษให้ "ทุน" (capital) เพียงมากเท่าคนที่ให้เงินทำได้ ทั้งสองคนขึ้นอยู่ต่อกันและกัน นี่ทำให้คนทำงานด้วยความรู้พิเศษเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน - พนักงานจำนวนมาก บางทีอาจเป็นส่วนใหญ่ จะยังคงมีงานทำเต็มเวลาที่มีเงินเดือนที่ให้รายได้อย่างเดียว หรือรายได้หลักแก่เขา แต่มีการเติบโตมากขึ้นของคนที่ทำงานให้องค์กรที่จะไม่ใช่คนทำงานเต็มเวลา แต่ทำงานบางเวลา ชั่วคราว เป็นที่ปรึกษาหรือผู้รับเหมา แม้ว่าคนเหล่านั้นมีงานทำเต็มเวลา จำนวนคนจำนวนมากและกำลังเติบโตขึ้น อาจไม่ได้เป็นพนักงานขององค์กรที่เขาทำงาน แต่เป็นพนักงานของผู้ทำสัญญาจากแหล่งภายนอก - มีข้อจำกัดเสมอต่อความสำคัญของต้นทุนทางการแลกเปลี่ยน บริษัทรถยนต์ฟอร์ดของเฮนรี ฟอร์ด พิสูจน์ถึงเรื่องที่จัดการไม่ได้ และมันได้กลายมาเป็นความหายนะ แต่ตอนนี้ความจริงที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์แบบดั้งเดิมก็คือ ในเรื่องที่ผู้ประกอบการควรมุ่งเพื่อรวมกันเป็นหนึ่งเดียวให้มากที่สุดหรือไม่นั้น มันได้กลายมาเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเกือบจะโดยสิ้นเชิงไปแล้ว เหตุผลหนึ่งก็คือ ความรู้ที่ต้องการสำหรับกิจกรรมใด กลายมาเป็นความชำนาญเฉพาะด้านอย่างสูง ดังนั้น มันจึงแพงขึ้นมากและยุ่งยากขึ้นมากด้วย ที่จะดำรงส่วนใหญ่ที่สำคัญ อย่างเพียงพอสำหรับทุกๆ งานหลักภายในกิจการ และเพราะความรู้เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว นอกเสียจากว่ามันจะถูกใช้อย่างคงที่ ดำรงอยู่ภายในองค์กร กิจกรรมที่ถูกใช้เพียงเพื่อเป็นหลักประกันความไม่สามารถ สาเหตุประการที่สอง ว่าทำไมการรวมกันมากที่สุด (maximum integration) ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป นั่นก็เพราะว่า ต้นทุนการติดต่อสื่อสารได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จนกลายมาเป็นไม่มีความสำคัญ การลดลงนี้เริ่มต้นเป็นอย่างดี ก่อนที่จะมีการปฏิวัติระบบสารสนเทศ บางทีสาเหตุที่ใหญ่ที่สุดเป็นการเติบโต และการแพร่หลายของวรรณคดีธุรกิจ เมื่อ ร็อกกี้ เฟลเลอร์ สร้าง Standard Oil Trust เขาประสบความยุ่งยากลำบากอย่างมากในการที่จะหาคนที่รู้แม้กระทั่งเพียงสมุดบันทึกบัญชีขั้นพื้นฐานอย่างมาก หรือรู้ศัพท์ทางธุรกิจธรรมดามากที่สุด ต้นทุนทางการแลกเปลี่ยนของการที่จะทำให้ตนเองเข้าใจจึงสูงอย่างมาก 60 ปีหลังจากนั้น โดยในปี 1950 หรือ1960 บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จต่อ Standard Oil Trust สามารถสมมติอย่างมั่นใจได้ว่า พนักงานระดับสูงที่มีมากกว่าของบริษัทเป็นพวกที่มีการศึกษาเรื่องทางธุรกิจ ถึงตอนนี้เทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ อินเทอร์เน็ต และอีเมล์ได้ตัดต้นทุนทางกายภาพของการ ติดต่อสื่อสาร นี่ก็หมายความว่า ทางที่มีผลิตภาพมากที่สุดและทางที่มีกำไรมากที่สุดก็คือ ต้องกระ จายออกเป็นส่วน (disintegrate) นี่กำลังถูกขยายไปสู่กิจกรรมที่มากขึ้นและมากขึ้น แหล่งภายนอกของการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของสถาบัน การประมวลผลข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์ได้กลายมาเป็นงานประจำของต้นทศวรรษ 1990 บริษัทคอมพิวเตอร์อเมริกันส่วนใหญ่ ตัวอย่าง บริษัท Apple ให้แหล่งผลิตฮาร์ดแวร์ของบริษัทแก่ผู้ผลิตภายนอก ได้แก่ ญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ ในปลายทศวรรษ 1990 ในทางปฏิบัติทุกๆ บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของญี่ปุ่น จ่ายค่าส่วนประกอบ ที่ทำโดยแหล่งผลิตภายนอกของผลิตภัณฑ์ของบริษัทสำหรับตลาดอเมริกัน กลับไปให้แก่ผู้ผลิตที่ได้รับสัญญาจ้างชาวอเมริกัน ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา การบริหารทรัพยากรมนุษย์ทั้งหม ดของคนงานอเมริกันมากกว่า 2 ล้านคน - การจ้างงาน การให้ออกจากงาน การฝึกอบรม ผล ประโยชน์และอื่นๆ ทำโดยแหล่งภายนอกที่เป็นองค์กรพนักงานวิชาชีพ ภาคนี้ (ซึ่ง 10 ปีมาแล้วไม่มีอยู่) ตอนนี้กำลังเติบโตในอัตรา 30% ต่อปี ดั้งเดิมมันเน้นให้บริการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่บริษัทที่ใหญ่ที่สุด (Exult) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในปี 1998 ตอนนี้บริหารประเด็นในเรื่องการจ้างงานต่างๆ ให้แก่บริษัท 500 บริษัท ในนิตยสาร Fortune รวมทั้ง BP (บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อังกฤษ - อเมริกัน) และบริษัท Unisys (ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์) ตามการศึกษาของบริษัท Mckinsey (บริษัทที่ปรึกษา) การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยแหล่งภายนอกในแบบนี้สามารถประหยัดได้ถึง 30% ของต้นทุน และสร้างความพอใจให้แก่พนักงานสูงขึ้น - ผู้บริโภคตอนนี้มีข้อมูล แต่อินเทอร์เน็ตยังขาดอะไรที่เท่าเทียมกับสมุดโทรศัพท์ ที่จะง่ายสำหรับผู้ใช้ที่จะค้นหา ว่าอะไรคือสิ่งที่เขามองหาอยู่ มันจึงยังคงต้องการการจิกและไล่ล่า แต่ข้อมูลอยู่ที่ไหนสักแห่งบนเว็บไซต์และค้นหาบริษัทเพื่อให้ค้นพบมัน เพื่อค่าธรรมเนียมกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ใครก็ตามที่มีข้อมูลก็มีอำนาจ ดังนั้น อำนาจจึงโยกย้ายมาสู่ผู้บริโภค กล่าวเฉพาะเจาะจงก็หมาย ความว่า ผู้จัดหาสินค้า ตัวอย่าง ผู้ผลิตจะต้องหยุดเป็นผู้ขายและกลายมาเป็นผู้ซื้อแทนสำหรับผู้บริโภค นี่กำลังเกิดขึ้นแล้ว เจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM) ยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของโลกและหลายๆ ปีของการเป็นองค์กรขายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ปีที่แล้วได้ประกาศการสร้างธุรกิจหลักอย่างหนึ่งที่จะซื้อเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภครถยนต์ แม้ว่าธุรกิจทั้งหมดนี้เป็นเจ้าของโดย GM ธุรกิจจะเป็นเอกเทศและจะซื้อไม่เพียงแต่รถยนต์ GM แต่ไม่ว่าจะเป็น ยี่ห้ออะไรและรุ่นไหนที่ตอบสนองความพอใจ คุณค่า และกระเป๋าเงินของผู้บริโภคมากที่สุด สุดท้ายมีเทคโนโลยีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ 2-3 อย่างอีก ความรู้ที่จำเป็นในอุตสาหกรรมหนึ่งมาจากเทคโนโลยีที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงที่บ่อยครั้ง คนในอุตสาหกรรมไม่คุ้นเคย ไม่มีใครในอุตสาหกรรม โทรศัพท์รู้อะไรเกี่ยวกับเคเบิลไร้สาย มันถูกพัฒนาขึ้นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ที่มีผลิตภาพมากที่สุดของห้องวิจัยที่ยิ่งใหญ่ (Bell Laboratory) ถูกนำไปใช้ส่วนใหญ่นอกอุตสาหกรรมโทรศัพท์ สิ่งประดิษฐ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของห้องวิจัย Bell ของ 50 ปีที่ผ่านมาก็คือ เครื่องรับวิทยุซึ่งได้สร้างอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ แต่บริษัทโทรศัพท์เห็นการใช้เพียงเล็กน้อย สำหรับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ทำให้เกิดการปฏิวัตินี้ มันถูกให้ไปแก่คนอื่นที่ต้องการ ซึ่งก็เอามาให้แก่บริษัทโซนี่และญี่ปุ่นสู่ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ใครต้องการห้องปฏิบัติการวิจัย ? ผู้อำนวยการวิจัยและนักอุตสาหกรรมไฮเทคตอนนี้โน้มเอียงที่จะเชื่อว่า ห้องปฏิบัติการวิจัยที่เป็นเจ้าของโดยบริษัท (สิ่งประดิษฐ์ศตวรรษที่ 19 ที่ภาคภูมิใจ) กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ที่อธิบายว่า ทำไมการพัฒนาและการเติบโตของธุรกิจไม่ได้เกิดขึ้นภายในบริษัทเอง แต่ผ่านทางหุ้นส่วน ผู้ลงทุนร่วม พันธมิตร การมีส่วนร่วมของคนกลุ่มน้อยและข้อตกลงด้านโนว์ฮาวกับสถาบันในอุตสาหกรรมที่แตกต่างและด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่าง บางอย่างที่เพียง 50 ปีที่แล้ว อาจจะคิดไม่ได้ กำลังกลายเป็นสิ่งธรรมดา : พันธมิตรระหว่างสถาบันของบุคลิก ภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (บริษัทที่แสวงหากำไรและคณะในมหาวิทยาลัย) หรือรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลแห่งรัฐและธุรกิจที่ทำสัญญาสำหรับบริการเฉพาะ ดังเช่น การทำความสะอาดถนนหรือการบริหารคุก ในทางปฏิบัติไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการอะไรที่มีผู้ใช้หรือมีตลาดของตนเองเพียงอย่างเดียว เอกสาร ทางการค้าแข่งกับเงินให้กู้ทางการพาณิชย์ของธนาคาร กระดาษแข็ง พลาสติกและอะลูมิเนียมแข่งกับแก้ว สำหรับตลาดขวด แก้วกำลังมาแทนทองแดงในการวางสายโทรเลขใต้น้ำ เหล็กกำลังแข่งกับไม้และพลาสติกในการให้ตะปูตัวใหญ่สำหรับตอกประตูบ้านครอบครัวเดียวของชาวอเมริกันที่ก่อสร้าง ดังนั้น บริษัทแก้วอาจต้องนิยามตนเองใหม่ โดยอะไรคือสิ่งที่บริษัททำได้เก่งมากกว่า โดยวัสดุที่เขามีความชำนาญเฉพาะในอดีตมา ผู้ผลิตแก้วที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง (Corning) ขายธุรกิจที่ผลิตแก้วแบบดั้งเดิมเพื่อจะกลายมาเป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายวัสดุไฮเทคอันดับหนึ่ง บริษัท Merck (บริษัทยาใหญ่ที่สุดของอเมริกา) เปลี่ยนแหล่งตนเองจากทำยามาเป็นผู้ขายส่ง ผลิตภัณฑ์ยาทุกชนิด ส่วนใหญ่แม้แต่ที่ไม่ได้ผลิตโดย Merck และทำโดยคู่แข่งขัน เรื่องทำนองเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในภาคที่ไม่ใช่ธุรกิจของเศรษฐกิจ ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ศูนย์ทำคลอดที่ดำเนินการโดยกลุ่มสูตินรีแพทย์ที่แข่งกับแผนกคลอดของโรงพยาบาลอเมริกันและอังกฤษ (ยาว นานก่อนมีอินเทอร์เน็ต) "สร้างมหาวิทยาลัยเปิด" เพื่อเปิดให้ผู้คนเข้ารับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและระดับปริญญา โดยไม่ต้องเข้าห้องเรียน หรือเข้าฟังการบรรยาย ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 สังคมในอนาคต (9) บริษัทในอนาคต คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย อ.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7 วันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3604 (2804) สิ่งหนึ่งที่เกือบจะแน่นอน : ในอนาคตจะไม่ได้มีบริษัทประเภทเดียว แต่มีหลายประเภท ที่มีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย บริษัทสมัยใหม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในเวลาเดียวกันแต่อย่างเป็นอิสระจากกันใน 3 ประเทศ : อเมริกา เยอรมนีและญี่ปุ่น มันเป็นของใหม่อย่างสมบูรณ์และไม่มีเหมือนกับองค์กรทางเศรษฐกิจที่เคยเป็นกิจการทางเศรษฐกิจมาเป็นพันปี : กิจการขนาดเล็ก เป็นของเอกชนและดำเนินงานเป็นส่วนตัว เกือบปลายปี 1832 รายงาน McLane Report ของอังกฤษ-การสำรวจทางสถิติของธุรกิจครั้งแรกพบว่า กิจการเกือบทั้งหมดเป็นของเอกชนและมีพนักงานน้อยกว่า 10 คน ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ องค์กรกึ่งรัฐบาล ดังเช่น ธนาคารชาติอังกฤษหรือบริษัทอีสต์อินเดีย 40 ปีต่อมาประเภทองค์กรใหม่ที่มีคนทำงานเป็นพันๆ คน ก็ปรากฏออกมาให้เห็น ตัวอย่าง กิจการบริษัทรถไฟอเมริกันสร้างขึ้นด้วยความสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและท้องถิ่นและธนาคารชาติของเยอรมนี ที่ไหนที่บริษัทไปมันได้ลักษณะแห่งชาติบางประการไปด้วย และปรับตัวตามข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างในแต่ละประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทที่ใหญ่มากๆ ไม่ว่าจะที่ไหนกำลังถูกดำเนินการที่แตกต่างไปอย่างมากจากบริษัทประเภทที่มีขนาดเล็ก และดำเนินงานโดยเจ้าของและมีความแตกต่างภายในที่สำคัญในเรื่องวัฒนธรรม ค่านิยมและความสละสลวยระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ธนาคารไม่ว่าจะที่ไหนก็เหมือนกันมาก และเช่นเดียวกับผู้ค้าปลีกหรือ ผู้ผลิต แต่ธนาคารไม่ว่าจะที่ไหนแตกต่างไปจากผู้ค้าปลีกหรือผู้ผลิต อย่างไรก็ตามอีกอย่างหนึ่งความแตกต่างระหว่างบริษัทเป็นเรื่องของสไตล์มากกว่าสาระสำคัญ เป็นจริงเช่นเดียวกับขององค์กรอื่นๆ ทั้งหมดในสังคมสมัยใหม่ : หน่วยงาน ราชการ กองกำลังทหาร โรงพยาบาล มหาวิทยาลัยและอื่นๆ กระแสน้ำไหลกลับไปราวปี 1970 ประการแรกด้ว ยการปรากฏของผู้ลงทุนสถาบันใหม่ ดังเช่น กองทุนบำนาญและกองทุนร่วม (mutual trusts) ในฐานะเจ้าของใหม่ แล้วอย่างฉับพลันยิ่งกว่า ด้วยการปรากฏของคนทำงานด้วยความรู้พิเศษ (knowledge workers) ในฐานะทรัพยากรใหม่ที่ใหญ่ของเศรษฐกิจและชนชั้นตัวแทนของสังคม ผลก็คือการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐานในบริษัท ธนาคารในสังคมในอนาคตต่อไปจะยังคงมองไม่เหมือนโรงพยาบาลหรือไม่ดำเนินการเหมือน โรงพยาบาล แต่ธนาคารที่แตกต่างกันอาจมีความแตกต่างจากกันและกันมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ว่าแต่ละธนาคารตอบสนองอย่างไรต่อกำลังงานของตนเอง เทคโนโลยีและตลาด จำนวนแบบจำลองที่แตกต่างกันน่าจะปรากฏออกมาให้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบจำลององค์กรและโครงสร้าง แต่บางทีอาจจะรวมทั้งแบบจำลองการยอมรับและการให้รางวัลด้วย ในเรื่องทางด้านกฎหมายก็เช่นเดียวกัน ตัวอย่าง ธุรกิจ หน่วยงานรัฐบาลหรือองค์กรที่ไม่เแสวงหากำไรขนาดใหญ่ อาจบรรจุองค์กรทางมนุษย์ที่แตกต่างมากมาย ที่ประสานกันแน่น แต่บริหารแยกจากกันและแตกต่างกัน หนึ่งในสิ่งเหล่า นี้น่าจะเป็นองค์กรที่มีพนักงานทำงานเต็มเวลาแบบดั้งเดิม อาจจะยังมีองค์กรมนุษย์ที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด แต่บริหารแยกกันด้วยของคนมีอายุมากขึ้นที่ไม่ได้เป็นพนักงาน แต่เป็นเพื่อนร่วมงานหรือสาขา และน่าที่จะมีกลุ่ม "ปริมณฑล" ดังเช่นคนที่ทำงานให้แก่องค์กร (แม้จะทำงานเต็มเวลา) แต่ก็เป็นพนักงานของผู้รับเหมาจากแหล่งภายนอก (outsourcing contractor) หรือของผู้ผลิตคู่สัญญา คนเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์ทางสัญญากับธุรกิจที่เขาทำงานให้ ซึ่งทำให้ธุรกิจไม่มีอำนาจควบคุมคนเหล่านี้ได้ ดังนั้นเขาจะถูกแปรแถวไปในทางที่ความรู้เฉพาะด้านของเขา สามารถทำให้เกิด ความเกื้อกูลมากที่สุด นอกเหนือจากทั้งหมดที่พูด คุยกันในปัจจุบันในเรื่อง "การบริหารความรู้" (knowledge management) ยังไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าจะทำมันอย่างไร ดังเช่นที่สำคัญ ผู้คนในแต่ละประเภททางองค์กรเหล่านี้จะต้องได้รับความพอใจ การดึงดูดคนเหล่านี้ การดึงคนเหล่านี้เอาไว้จะกลายเป็นงานศูนย์กลางของการบริหารคนเหล่านี้ เรารู้แล้วว่าอะไรที่ไม่ได้ผล การติดสินบนใน 10 หรือ 15 ปีที่ผ่านมาที่ธุรกิจมากมายในอเมริกาได้ใช้การให้โบนัส หรือการให้หุ้นเพื่อดึงดูดและรักษาคนทำงานที่มีความรู้เอาไว้ มันล้มเหลวเสมอ ตามคำพูดเก่าแก่ที่ว่าคุณไม่สามารถจ้างมือข้างหนึ่ง : ตัวเขาเองทั้งหมดมาพร้อมกับมันเสมอ แต่คุณก็ไม่สามารถจ้างผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกันคู่ สมรสเกือบจะทั้งหมดมาด้วยกับมันเสมอ และคู่สมรสก็ได้ใช้จ่ายเงินไปแล้ว เมื่อกำไรที่ลดลงได้กำจัดเงินโบนัสที่จะจ่ายหรือราคาหุ้นที่ตกต่ำลงที่ทำให้ทางเลือกมันไร้ค่า สิ่งจูงใจทั้งสองอย่างดังกล่าว พนักงานและคู่สมรสของเขารู้สึกขมขื่นและเหมือนถูกหักหลัง แน่นอนว่าคนทำงานด้วยความรู้พิเศษต้องได้รับความพอใจกับเงินค่าจ้างของเขา เพราะความไม่พอใจเกี่ยวกับเงินเดือน และผลประโยชน์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ไม่มีแรงจูงใจที่มีอำนาจมาก (powerful disincentive) อย่างไรก็ตามแรงจูงใจแตกต่างกัน การบริหารคนทำงานด้วยความรู้พิเศษควรอยู่บนพื้นฐานข้อสมมุติว่า บริษัทต้องการพวกเขามากกว่าพวกเขาต้องการบริษัท เขารู้ว่าเขาสามารถออกจากงานได้ เขามีทั้งการเคลื่อนย้ายและความเชื่อมั่นตนเอง นี่ก็หมายความว่า เขาต้องได้รับการปฏิบัติและบริหารในฐานะอาสาสมัคร ในทางเดียว กันอาสาสมัครผู้ซึ่งทำงานให้กับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร สิ่งแรกที่คนเช่นนั้นต้องการรู้ก็คือ อะไรที่บริษัทกำลังพยายามที่จะทำ และที่ไหนที่มันกำลังจะไป ต่อไปพวกเขาสนใจในเรื่องความสำเร็จส่วนบุคคล และความรับผิดชอบส่วนบุคคล ซึ่งหมายถึงเขาต้องถูกวางไว้ในงานที่ถูกต้อง คนทำงานด้วยความรู้พิเศษคาดหวังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง เหนือกว่าทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เขาต้องการความนับถือ ไม่ต้องมากเลยสำหรับตัวเขาเอง แต่สำหรับสาขาความรู้ของเขา ในสิ่งที่คำนึงถึงนั้นเขาเคลื่อนย้ายหลาย ขั้นตอนเหนือจากคนทำงานแบบดั้งเดิม (คนซึ่งคุ้นเคยกับความคาดหวังว่าเขาจะได้รับการบอกกล่าวว่าให้ทำอะไร) แม้ว่าในภายหลังเขาถูกคาดหวังสูงขึ้นที่จะ "มีส่วนร่วม" ตรงกันข้ามคนทำงานด้วยความรู้พิเศษคาดหวังที่จะตัดสินใจในสาขาความรู้ของตนเอง จากบริษัทสู่สมาพันธ์ เมื่อ 80 ปีที่แล้ว สิ่งแรกที่ GM ทำคือ การพัฒนาทั้งแนวคิดทางด้านองค์กรและโครงสร้างองค์กร ซึ่งบริษัทใหญ่ในวันนี้ในทุกที่ได้ยึดถือเป็นพื้นฐาน GM ยังได้ประดิษฐ์ความคิดของการบริหารระดับสูงที่แตกต่างออกไป ตอนนี้กำลังทดลองเกี่ยวกับขอบเขตของแบบจำลองทางองค์กรใหม่ บริษัทกำลังเปลี่ยนแปลงตนเอง จากการเป็นบริษัทเดียวที่อยู่ร่วมกัน โดยการควบคุมผ่านทางความเป็นเจ้าของมาสู่การเป็นกลุ่มที่อยู่รวมกัน โดยการควบคุมการบริหาร บ่อยครั้งที่ GM มีส่วนเป็นเจ้าของเพียงส่วนน้อย GM ควบคุม Saab ในสวีเดนและบริษัททำ รถยนต์ญี่ปุ่นเล็กๆ 2 แห่ง (Zuzuki และ Isuzu) ในเวลาเดียวกัน GM ได้ปลดเปลื้องอุตสาห กรรมของตนเองลงอย่างมาก โดยแยกมันออกมาเป็นบริษัทที่เรียกว่า Delphi ที่ทำชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์ต่างๆ ที่รวมกันแล้วคิดเป็น 60-70% ของต้นทุนการผลิตรถยนต์ แทนที่จะเป็นเจ้าของหรืออย่างน้อยควบคุม (ผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์) ในอนาคต GM จะซื้อชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ณ การประมูล และผ่านทางอินเทอร์เน็ต บริษัทได้ร่วมมือกับคู่แข่งขันอเมริกัน (Ford และ Daimler Chrysler) เพื่อสร้างสหกรณ์การซื้อที่เป็นอิสระที่จะซื้อให้แก่สมาชิก ไม่ว่าจะจากแหล่งไหนที่เสนอสัญญาที่ดีที่สุด คนทำรถยนต์อื่นๆ ทั้งหมดได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วม GM จะยังคงออกแบบรถของบริษัท และจะยังคงทำเครื่องยนต์และจะยังคงประกอบรถยนต์ ของ GM จะยังคงทำหน้าที่ขายรถยนต์ของบริษัทด้วยผ่านทางเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของ GM แต่นอกเหนือจากการขายรถยนต์ของตนเองแล้ว GM ตั้งใจที่จะกลายมาเป็นพ่อค้ารถยนต์และผู้ซื้อสำหรับผู้บริโภคสุดท้าย มองหารถที่ต้องการสำหรับผู้ซื้อไม่ว่าจะเป็นใครทำ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7 สังคมในอนาคต (10) แนวทางของโตโยต้า คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 02 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3606 (2806) GM ยังคงเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของโลก แต่ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาโตโยต้าได้กลายมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เหมือน GM โตโยต้ากำลังสร้างกลุ่มขึ้นทั่วโลก แต่ไม่เหมือนกับของ GM โตโยต้าได้จัดกลุ่มองค์กรของตนรอบๆ เรื่องที่เป็นความสามารถหลักของโตโยต้าในการผลิต บริษัทได้เคลื่อนย้ายจากการมีผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนและอุปกรณ์มากมาย สุดท้ายแล้วมุ่งไปที่การมีผู้จัดจำหน่ายไม่เกิน 2 ราย สำหรับแต่ละชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นอะไร ผู้จัดจำหน่ายเหล่านี้จะเป็นบริษัทที่แยกตัวออกไปและเป็นอิสระที่มีท้องถิ่นเป็นเจ้าของ แต่โตโยต้าจะเป็นผู้ดำเนินการผลิตให้แก่บริษัทเหล่านี้ บริษัทจะได้ธุรกิจของโตโยต้าก็เพียงถ้าตกลงที่จะได้รับการตรวจสอบและ "แนะนำ" โดยองค์กรที่ปรึกษาทางด้านการผลิตพิเศษของโตโยต้าและโตโยต้าจะดูงานออกแบบเกือบทั้งหมดสำหรับผู้จัดจำหน่ายด้วย นี่ไม่ใช่ความคิดใหม่ Sears Roebuck ทำอย่างเดียวกันสำหรับผู้จัดจำหน่ายของตนในยุค 1920 และ 1930 Marks & Spencer ของอังกฤษ (แม้ว่าจะตกอยู่ในปัญหาอีกในตอนนี้) เป็นผู้ค้าปลีกที่ ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงเวลา 50 ปี ดำรงรักษาความมีชื่อเสียงมาแต่ก่อนส่วนใหญ่แล้วก็โดยรักษาอำนาจหลักเหนือผู้จัดหาสินค้าให้แก่กิจการ มีเสียงร่ำลือในญี่ปุ่นว่าสุดท้ายแล้วโตโยต้าตั้งใจที่จะนำเอาที่ปรึกษาทางการผลิตของบริษัทไปขายให้แก่ที่ที่ไม่ใช่บริษัทรถยนต์ เพื่อที่จะเปลี่ยนความสามารถที่เข้มแข็งทางการผลิตมาสู่ธุรกิจใหญ่ที่แยกตัวออกไป ยังมีแนวทางอีกอย่างที่กำลังถูกสำรวจโดยผู้ผลิตขนาดใหญ่ของสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่มียี่ห้อและการบรรจุ 60% ของผลิตภัณฑ์ของบริษัทขายในประเทศพัฒนาแล้วผ่านทางร้านค้าปลีก 150 สาขา บริษัทวางแผนที่จะสร้างเว็บไซต์ไปทั่วโลกที่จะรับคำสั่งซื้อโดยตรงจากลูกค้าในประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะมารับสินค้าในร้านค้าปลีกที่ใกล้ลูกค้ามากที่สุดหรือจัดส่งจากร้านค้านั้นไปให้ถึงบ้านของลูกค้า - และนี่เป็นนวัตกรรมที่แท้จริง (innovation) เว็บไซต์จะรับคำสั่งซื้อของสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่มียี่ห้อและการบรรจุที่ไม่มีการแข่งขันที่ทำโดยคนอื่นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นกิจการขนาดเล็กกว่า กิจการเช่นนั้นมีความยุ่งยากอย่างมากในการที่จะได้ชั้นวางสินค้าของตนในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีคนพลุกพล่าน เว็บไซต์ข้ามชาติสามารถให้ข้อเสนอแก่คนเหล่านั้นที่จะได้เข้าถึงลูกค้าโดยตรง และส่งสินค้าผ่านทางร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้น การจ่ายเงินตอบแทนแก่เว็บไซต์ข้ามชาติและผู้ค้าปลีกจะเป็นว่า ทั้งสองได้ค่าคอมมิสชั่นพอควร โดยไม่ต้องลงทุนด้วยเงินของตนเอง ปราศจากความเสี่ยงและปราศจากการเสียสละที่ว่างบนชั้นวางของให้แก่รายการสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า มีความผันแปรมากมายที่ดีแล้วในหัวข้อนี้ : ผู้ผลิตตามสัญญาชาวอเมริกันดังที่อ้างถึงมาแล้ว ผู้ซึ่งตอนนี้ทำผลิตภัณฑ์ครึ่งโหลแข่งขันกับกิจการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในบ้านของญี่ปุ่น ผู้ชำนาญเฉพาะด้านอิสระ 2-3 คนซึ่งออกแบบซอฟต์แวร์สำหรับแข่งขันกับผู้ทำฮาร์ดแวร์สารสนเทศ ผู้เชี่ยว ชาญเฉพาะด้านอิสระที่ออกแบบบัตรเครดิตเพื่อแข่งขันกับธนาคารอเมริกัน และบ่อยครั้งจำหน่ายและเคลียร์บัตรเครดิตให้แก่ธนาคาร ทั้งหมดที่ธนาคารทำก็คือเรื่องการเงิน อย่างไรก็ตามแนวทางที่แตกต่างเหล่านี้ยัง คงเอารูปบริษัทแบบดั้งเดิมในฐานะที่เป็นจุดการเดินทางของเขา แต่มันก็มีความคิดใหม่บ้างด้วย ที่ไปได้กับแบบจำลองบริษัททั้งหมดรวมเข้าด้วยกัน ตัวอย่างหนึ่งก็คือ "การรวมกันของห้างร้าน" ที่กำลังทดสอบโดยผู้ผลิตที่ไม่แข่งขันกันมากมายในสหภาพยุโรป แต่ละบริษัทที่เป็นส่วนประกอบเป็นบริษัทขนาดกลาง เป็นของครอบครัวและมีเจ้าของเป็นผู้บริหาร แต่ละบริษัทเป็นผู้นำในสายผลิตภัณฑ์แคบๆ ที่มีการจัดการสูง แต่ละแห่งขึ้นอยู่กับการส่งออกสูง บริษัทแต่ละแห่งตั้งใจที่จะดำรงความเป็นอิสระและทำต่อไปในเรี่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนแยกออกไป และจะทำผลิตภัณฑ์ในโรงงานของตนเองต่อไปสำหรับตลาดหลักของตนเอง แต่สำหรับตลาดอื่นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดเกิดใหม่หรือประเทศที่มีการพัฒนาน้อย ทางห้างร้านที่รวมกันจะเป็นคนจัดการทำผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะในโรงงานที่บริษัทเป็นเจ้าของหรือโดยผู้ผลิตท้องถิ่นที่ได้รับสัญญาจ้าง ห้างร้านที่รวมกันจะดูแลการจัดส่งผลิตภัณฑ์ของสมาชิกและให้บริการสมาชิกในทุกตลาด สมาชิกแต่ละคนจะเป็นเจ้าของหุ้นของบริษัทรวมกัน และในอีกทางหนึ่งห้างร้านที่รวมกันจะเป็นเจ้าของส่วนแบ่งเล็กน้อยของทุนของสมาชิกแต่ละราย ถ้าฟังดูแล้วคุ้นเคยกับมันนั่นก็เพราะมันเป็นแบบจำลองสหกรณ์การเกษตรในศตวรรษที่ 19 การที่บริษัท (corporation) เคลื่อนย้ายไปสู่ในรูปสมาพันธ์ (confederation) หรือการรวมกันของห้างร้าน(syndicate) มันจะต้องการผู้บริหารระดับสูง (top management) ที่แบ่งแยก มีอำนาจและรับผิดชอบสูงขึ้น ความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูงนี้จะครอบคลุมถึงทิศทาง การวางแผน ยุทธศาสตร์ ค่านิยมและหลักการ โครงสร้างและความสัมพันธ์ของผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกอันหลากหลาย : พันธ มิตร หุ้นส่วนและผู้ร่วมลงทุนและงานวิจัยออกแบบและนวัตกรรมขององค์กร ผู้บริหารระดับสูงจะต้องรับผิดชอบการบริหารทรัพยากร 2 อย่างที่เป็นสิ่งธรรมดาทั่วไปของทุกหน่วยขององค์กร : ผู้คนที่เป็นกุญแจสำคัญและเงิน ผู้บริหารระดับสูงจะเป็นตัวแทนบริษัทกับโลกภายนอกและดำรงความสัมพันธ์กับรัฐบาล สาธารณชน สื่อและแรงงานที่มีการจัดตั้ง ชีวิต ณ ที่สูง งานที่มีความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน สำหรับผู้บริหารระดับสูงในบริษัทของสังคมในอนาคต จะเป็นงานที่ทำให้เกิดความสมดุลในมิติ 3 ด้านของบริษัท : ในฐานะองค์กรทางเศรษฐกิจ (economic organization) ในฐานะองค์กรทางมนุษย์ (human organization) และในฐานะองค์กรทางสังคม (social organization) ที่มีความสำคัญสูงขึ้น แต่ละด้านของ 3 แบบจำลองของบริษัทที่พัฒนาในครึ่งหลังของศตวรรษที่ผ่านมาเน้นด้านหนึ่งของสามด้านเหล่านี้และให้สองด้านที่เหลือเป็นรอง แบบจำลองระบบเศรษฐกิจตลาดเพื่อสังคม (social market economy) ของเยอรมนีให้ความสำคัญกับมิติด้านสังคมแบบจำลองของญี่ปุ่นเป็นมิติด้านมนุษย์และแบบจำลองอเมริกัน ("อธิปไตยของผู้ถือหุ้น") เน้นด้านมิติเชิงเศรษฐกิจ ไม่มีแบบจำลองไหนใน 3 แบบจำลองเพียงพอในตัวของมันเอง แบบจำลองเยอรมนีประสบความสำเร็จ ทั้งความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางสังคม แต่ด้วยราคาของการว่างงานสูง และการติดหนึบของตลาดแรงงานที่น่ากลัว แบบจำลองญี่ปุ่นประสบความสำเร็จสูงเป็นเวลา 20 ปี แต่ก็มาสะดุด นับเป็นความท้าทายครั้งแรก : จริงๆ แล้วมันได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวจากการหดตัวในปัจจุบันของญี่ปุ่น อธิปไตยของผู้ถือหุ้นผูกมัดกับการสะดุดด้วย มันเป็นแบบจำลองอากาศที่เป็นธรรมเนียมการทำงานที่ได้ผลดีในเวลารุ่งเรือง ชัดเจนว่ากิจการสามารถบรรลุถึงการทำหน้าที่ทางมนุษย์และทางสังคมเพียงถ้ากิจการรุ่งเรืองในฐานะธุรกิจ แต่ในตอนนี้ที่คนทำงานด้วยความรู้พิเศษ (knowledge workers) กำลังกลายมาเป็นพนักงานที่เป็นกุญแจสำคัญ บริษัทจึงจำเป็นต้องเป็นนายจ้างที่พึงปรารถนาเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ การอ้างถึงความเป็นเอกอย่างเบ็ดเสร็จของผลประโยชน์ทางธุรกิจ ที่ทำให้อธิปไตยของผู้ถือหุ้นเป็นไปได้ มันฉายให้เห็นถึงความสำคัญของหน้าที่ทางสังคมของบริษัทด้วย ผู้ถือหุ้นใหม่ (ที่การปรากฏของเขาเป็นมานับตั้งแต่ปี 1960 หรือ 1970 ที่ผลิตอธิปไตยผู้ถือหุ้น) ไม่ใช่ "นายทุน" เขาเป็นลูกจ้างที่เป็นเจ้าของส่วนแบ่งผลประโยชน์ในธุรกิจผ่านทางกองทุนเกษียณและกองทุนบำนาญ ถึงปี 2000 กองทุนบำนาญและกองทุนร่วมได้กลายมาเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ของทุนที่เป็นหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ของอเมริกา นี่ทำให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจที่จะเรียกร้องเอารางวัลระยะสั้น แต่ความต้องการรายได้หลังเกษียณที่มั่นคงจะทำให้ศูนย์รวมจิตใจของผู้คนไปอยู่ที่ค่าในอนาคตของการลงทุนสูงขึ้น ดังนั้นบริษัทจะต้องให้ความสนใจทั้งผลของการดำเนินงานของธุรกิจในระยะสั้น และผลประกอบการในระยะยาวของธุรกิจ ในฐานะผู้ให้ประโยชน์ของการเกษียณ ทั้งสองอย่างไม่ใช่เข้ากันไม่ได้ แต่ว่ามันแตกต่างกันและมันจึงต้องทำให้เกิดความสมดุลกัน ในช่วงหนึ่งหรือสองทศวรรษที่ผ่านมา การบริหารบริษัทขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงออกไปจากสิ่งที่ให้ความหมายความสำคัญกันมาทั้งหมด ที่อธิบายการปรากฏของ "ยอดมนุษย์ซีอีโอ" ดังเช่น Jack Welch ของ GE Andy Grove แห่ง Intel หรือ Sanford Weill ของ Citigroup แต่องค์กรไม่สามารถขึ้นอยู่กับการค้นหายอดมนุษย์ที่จะมา บริหารองค์กร : ปริมาณคนเหล่านี้เป็นทั้งพยากรณ์ไม่ได้และจำกัดอย่างมาก องค์กรอยู่รอดได้ก็โดยเพียงองค์กรสามารถดำเนินไปได้โดยคนที่มีความสามารถ ที่ทำงานของตนอย่างเอาจริงเอาจัง นั่นคือเอาคนที่อัจฉริยะวันนี้ที่จะเป็นเจ้านายขององค์กรขนาดใหญ่ชี้ชัดว่าผู้บริหารระดับสูงอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 สังคมในอนาคต(11) งานที่เป็นไปไม่ได้ คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 วันที่ 09 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3608 (2808)อัตราความล้มเหลวของ CEO ในบริษัทขนาดใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน สัดส่วนใหญ่ซีอีโอของบริษัทใหญ่ดังเช่นว่าที่ได้รับการแต่งตั้งในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาถูกไล่ออกเพราะล้มเหลวภายในเวลา 1 หรือ 2 ปี แต่ละคนของคนเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาสำหรับความสามารถที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของเขา และแต่ละคนก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในงานของเขาที่ผ่านมา ที่ชี้แนะว่างานที่เขาเหล่านั้นทำมันได้กลายเป็นสิ่งที่แก้ไขได้บันทึกอเมริกันแนะว่า ไม่ใช่ความล้มเหลวของมนุษย์ แต่เป็นความล้มเหลวของระบบ ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการแนว คิดใหม่ บางองค์ประกอบของแนวคิดใหม่เช่นนั้นกำลังเริ่มต้นปรากฏออกมาให้เห็น ตัวอย่าง Jack Welch ที่ GE ได้สร้างคณะผู้บริหารระดับสูงที่ CFO และเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงด้านทรัพยากรมนุษย์ใกล้เท่าเทียมกับ CEO และทั้งสองถูกเอาออกไป จากการตามกันมาสู่งานระดับสูง เขาให้ตนเองและทีมงานของเขาในงานที่มีการจัดอันดับที่มีความชัดเจนและประกาศให้เป็นที่รู้กันด้วยว่าเป็นงานที่จะเน้น ในช่วง 20 ปีในตำแหน่งงานระดับสูงของเขา เขาได้มี 3 ลำดับความสำคัญดังเช่นว่านั้น แต่ละลำดับความสำคัญได้ยึดครองเวลาของเขาไป 5 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ละเวลาเขาได้มอบหมายหน้าที่อื่นให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของการดำเนินธุรกิจภายในสหพันธ์ GE แนวทางแตกต่างที่เอาไปใช้โดย Asea Brown Boveri (ABB) บริษัทข้ามชาติด้านวิศวกรรมสวีเดนและสวิส Goran Lindahl ที่เกษียณจากตำแหน่ง CEO ของบริษัทไปเมื่อปีที่แล้วที่ไปไกลกว่า GE ที่ทำให้หน่วยงานแต่ละหน่วยภายในบริษัท ไปสู่การเป็นธุรกิจข้ามโลกที่แยกออกมา และได้สร้างผู้บริหารระดับสูงที่เข้มแข็งของผู้คนที่ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติงาน 2-3 คน แต่เขาก็ได้ให้นิยามตนเองด้วยในบทบาทใหม่ในฐานะระบบสารสนเทศที่ทำโดยคนคนเดียวสำหรับบริษัท (one-man information system) เดินทางเพื่อที่จะทำความรู้จักผู้จัดการอาวุโสทั้งหมดเป็นการส่วนตัว เพื่อที่จะฟังพวกเขาพูดและบอกพวกเขาว่าอะไรได้ดำเนินไปภายในองค์กร บริษัทที่ให้บริการทางการเงินขนาดใหญ่พยายามคิดอย่างอื่น : แต่งตั้ง CEO ไม่ใช่คนเดียวแต่ถึง 6 คน หัวหน้าของแต่ละธุรกิจที่ดำเนินการ 5 ธุรกิจเป็น CEO สำหรับบริษัททั้งหมดด้วยในสาขาการบริหารระดับสูง 1 แห่ง ดังเช่นการวางแผนและยุทธศาสตร์บริษัทหรือทรัพยากรมนุษย์ ประธานบริษัทเป็นตัวแทนบริษัทกับโลกภายนอกและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับมา การจัดสรร และการบริหารทุนด้วยคนทั้งหมด ทั้ง 6 คนพบกัน 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ในฐานะคณะกรรมการการบริหารระดับสูงที่ดูเหมือนได้ผลดีแต่เพียงเพราะไม่มี CEO ทั้ง 5 คนไหนที่ต้องการงานของประธาน แต่ละคนชอบที่จะอยู่ในฝ่ายดำเนินการ แม้แต่ผู้ชายคนที่ออกแบบระบบและเขาจึงต้องรับหน้าที่งานของประธาน สงสัยว่าระบบนี้จะอยู่รอดหรือไม่เมื่อเขาจากไปแล้ว ในหนทางที่แตกต่างของเขาเหล่านั้น ผู้คนที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูงทั้งหมดของบริษัทเหล่านี้กำลังพยายามทำสิ่งที่เหมือนกัน : พยายามที่จะสร้างบุคลิกลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัท และนั่นอาจเป็นงานที่สำคัญที่สุดเป็นอย่างดีสำหรับผู้บริหารระดับสูงในองค์กรใหญ่ของสังคมในอนาคต ในครึ่งศตวรรษภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทธุรกิจได้พิสูจน์ตนเองอย่างชาญฉลาดในฐานะองค์กรทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างผู้สร้างความมั่งคั่ง และงานในสังคมในอนาคต ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สำหรับบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติอาจเป็นความถูกต้องชอบธรรมทางสังคม : ค่านิยมของบริษัท ภารกิจของบริษัท วิสัยทัศน์ของบริษัทที่สูงขึ้นในบริษัทในสังคมต่อไปความจริงแล้วผู้บริหารระดับสูงจะเป็นคนจากในบริษัท อะไรอื่นๆ สามารถที่จะมาจากแหล่งภายนอกได้ บริษัทจะอยู่รอดหรือไม่? ใช่มันจะอยู่รอดหลังจากทำถูกต้องกับสมัยนิยม บางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกับการที่บริษัทจะต้องรู้จักการประสานทรัพยากรทางเศรษฐกิจของสังคมในอนาคต ในทางกฎหมายและบางทีในทางการเงินด้วยบริษัทอาจแม้มองดูเหมือนกับบริษัทในวันนี้มาก แต่แทนที่จะมีเป็นเพียงแบบจำลองเดียวที่นำไปใช้โดยทุกๆ คน มันจะมีของเขตของแบบจำลองที่จะเลือกจากนั้นไปใช้ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 สังคมในอนาคต (12) หนทางข้างหน้า คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7 วันที่ 16 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3610 (2810) สังคมในอนาคตยังไม่ได้มาถึงเลย แต่มันก็ได้ไปไกลเพียงพอเพื่อที่จะต้องพิจารณาทำอะไรในเรื่องดังต่อไปนี้ - บริษัทในอนาคต กิจการ - รวมทั้งที่ไม่ใช่กิจการธุรกิจอะไรมากมาย ดังเช่น มหาวิทยาลัย - ควรเริ่มต้นทดลองกับรูปแบบบริษัทใหม่และดำเนินการศึกษาทดลอง 2-3 การศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการทำงานกับพันธมิตร หุ้นส่วนและผู้ร่วมลงทุน และในการให้นิยามโครงสร้างใหม่และงานใหม่สำหรับผู้บริหารระดับสูง แบบจำลองใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ต้องการด้วยสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสารพัดอย่างทางภูมิศาสตร์ และผลิตภัณฑ์สำหรับบริษัทข้ามชาติ และสำหรับสร้างความสมดุลจุดศูนย์รวม และการเปลี่ยนไปสารพัดอย่าง - นโยบายเกี่ยวกับผู้คน หนทางที่ผู้คนถูกบริหารจัดการเกือบจะในทุกที่ สมมติว่ากำลังงานยังใหญ่เพียงพอสำหรับผู้คนที่ได้รับการว่าจ้างโดยกิจการ และทำงานเต็มเวลาให้แก่กิจการจนกระทั่งเขาถูกให้ออก ลาออก เกษียณ หรือตาย แต่มีแล้วในองค์กรมากมายที่มีคนมากถึง 2 ใน 5 ของคนที่ทำงานให้องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เป็นพนักงานและไม่ได้ทำงานเต็มเวลา ผู้จัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ในวันนี้ยังคงสมมติด้วยว่า พนักงานที่พึงปรารถนามากที่สุดและมีต้นทุนน้อยที่สุดก็คือพนักงานหนุ่มสาว โดยเฉพาะในอเมริกาคนที่อายุมากขึ้นและโดยเฉพาะผู้จัดการ และผู้ประกอบวิชาชีพที่มีอายุถูกผลักดัน ให้ต้องเกษียณอายุเร็วกว่ากำหนด เพื่อให้มีห้องสำหรับคนอายุน้อยกว่า - คนที่ถูกทำให้เชื่อว่ามีต้นทุนน้อย หรือมีทักษะสมัยใหม่กว่า ผลของนโยบายนี้ยังไม่ได้เป็นเครื่องสนับสนุน กล่าวโดยทั่วไป หลัง 2 ปีต้นทุนค่าจ้างต่อพนักงานสำหรับการรับคนหนุ่มสาวกว่า เข้ามาโน้มเอียงที่จะกลับไปที่มันเคยเป็น ก่อนที่ "พวกคนเก่าแก่" ถูกผลักออกไป (ถ้าไม่สูงขึ้น) จำนวนพนักงานที่มีเงินเดือนดูเหมือนกำลังขึ้นไปสูงขึ้น อย่างน้อยก็เร็วเท่ากับการผลิต หรือการขาย ซึ่งก็หมายความว่าการจ้างคนหนุ่มสาวไม่ได้มีผลิตภาพมากกว่าการจ้างคนแก่ แต่ในเหตุการณ์อะไรก็ตามประชากรศึกษาจะทำให้นโยบายปัจจุบันทำลายตนเองและมีราคาแพงขึ้น ความต้องการสำหรับนโยบายเกี่ยวกับผู้คนที่ครอบคลุมคนทั้งหมดที่ทำงานให้แก่กิจการไม่ว่าจะถูกว่าจ้างโดยกิจการหรือไม่ หลังจากทุกอย่างแล้วผลการทำงานของทุกๆ คนเหล่านั้นที่สำคัญจนถึงเดี๋ยวนี้ยังไม่มีใครที่ดูเหมือนว่า ได้เบี่ยงบ่ายทางออกที่น่าพอใจต่อปัญหานี้ ประการที่สอง กิจการต้องดึงดูด ดึงและทำให้ผู้คนที่มีผลิตภาพที่อายุถึงเกษียณอย่างเป็นทางการ ให้กลายมาเป็นผู้รับเหมาจากภายนอกที่มีอิสระหรือไม่ได้มีอยู่ในฐานะพนักงานประจำที่ทำงานเต็มเวลา ตัวอย่างคนสูงอายุที่มีทักษะ และการศึกษาสูงแทนที่จะให้เกษียณ อาจเสนอให้ทางเลือกของความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ที่จะเปลี่ยนคนเหล่านั้นมาสู่ "คนข้างนอกที่มาจากคนข้างในระยะยาว" เพื่อดำรงรักษาทักษะและความรู้ของเขาสำหรับกิจการ และยังให้เขาได้มีความยืดหยุ่น และอิสรภาพที่เขาคาดหวังและสามารถจะหามาได้ มีแบบจำลองสำหรับเรื่องนี้ แต่มันมาจากทางวิชาการมากกว่าจากธุรกิจ : การปลดเกษียณรองศาสตราจารย์ ผู้ซึ่งออกไปจากเก้าอี้ของเขาและไม่ได้เบิกเงินเดือนต่อไป เขายังดำรงอิสรภาพที่จะสอนมากเท่าที่เขาต้องการแต่ได้รับการจ่ายเพียงเฉพาะอะไรที่เขาทำ คนพวกนี้มากมายที่ปลดเกษียณพร้อมกันไป แต่บางทีอาจจะมากเกือบ ครึ่งหนึ่งที่ยังคงสอนอยู่ต่อไปแบบไม่เต็มเวลาและจำนวนมากที่ยังคงทำงานวิจัยเต็มเวลาต่อไป การจัดการที่เหมือนกันอาจเหมาะสมดีกับศาสตราจารย์ในสาขาธุรกิจ บริษัทอเมริกันใหญ่แห่งหนึ่งกำลัง พยายามอยู่ในปัจจุบันที่จะจัดการ ให้ผู้คนระดับสูงที่มีอายุมากขึ้นเข้าทำงานอยู่ในฝ่ายกฎหมายและภาษี งานวิจัยและพัฒนา และงานด้านเสนาธิการ แต่สำหรับคนทำงานในงานปฏิบัติการ ตัวอย่าง งานขายหรืองานการผลิตบางอย่างที่แตกต่างต้องได้รับการพัฒนาขึ้น - สารสนเทศภายนอก น่าแปลกที่บางที่มันอาจถูกโต้เถียงว่า การปฏิวัติสารสนเทศเป็นสาเหตุให้ การบริหารมีข้อมูลดีน้อยลงกว่าที่เคยมีมาก่อน เพื่อ ความแน่ใจว่าการบริหารมีข้อมูลมากขึ้น แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ทำสำเร็จให้เรียบร้อยแล้วโดยฝ่ายไอทีอันเป็นเรื่องราวภายในบริษัท ดังที่การสำรวจนี้ได้แสดงมาแล้ว แม้ว่าการเปลี่ยน แปลงที่สำคัญมากที่สุดที่มีผลต่อสถาบันในวันนี้น่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก เกี่ยวกับการซึ่งระบบสารสนเทศปัจจุบันให้ข้อเสนอร่องรอย 2-3 อย่าง เหตุผลหนึ่งนั่นคือ สารสนเทศเกี่ยวกับโลกภายนอกไม่ได้มีอยู่แล้วโดยปกติในรูปที่ใช้ได้ในทางคอมพิวเตอร์ มันไม่ได้ถูกประมวลหรือถูกนับเอาไว้โดยปกติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนไอทีและลูกค้าที่เป็นผู้บริหารของเขา โน้มเอียงที่จะรังเกียจสารสนเทศ เกี่ยวกับโลกภายนอกในฐานะที่เห็นว่าเป็น "เรื่องเล็กๆ น้อยๆ" ยิ่งไปกว่านั้นผู้จัดการมีมากเหลือเกินที่มีข้อสมมติผิดๆว่า สังคมที่เขารู้มาตลอดชีวิตของเขาจะเป็นอยู่เช่นเดิมตลอดไป สารสนเทศภายนอกตอนนี้กำลังกลายมามีอยู่บนอินเทอร์เน็ต แม้ว่ามันยังอยู่ในรูปที่ไม่ได้มีการจัดการโดยสิ้นเชิง มันเป็นไปได้สำหรับผู้บริหารที่จะถามถึงข้อมูลภายนอกที่เขาต้องการ ถือเป็นขั้นตอนแรกที่จะแก้ไขระบบสารสนเทศที่เหมาะสม สำหรับการเก็บรวบรวมสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอก - ตัวแทนการเปลี่ยนแปลง เพื่อความอยู่รอด และความสำเร็จทุกองค์กร จะต้องหันตัวเองมาเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลง (change agent) หนทางที่มีประสิทธิผลมากที่สุดในการที่จะบริหารการเปลี่ยน แปลงให้ประสบความสำเร็จก็คือ สร้างการเปลี่ยน แปลง แต่ประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่เป็นกิ่งตอนจากกิจการแบบดั้งเดิมมันไม่ได้ผล กิจการต้องกลายมาเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการการปลดปล่อยที่ถูกจัดตั้งมาของสิ่งต่างๆ ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่เป็นความสำเร็จ และการปรับปรุงอย่างมีการจัดการและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องของทุกๆ ผลิตภัณฑ์ บริการและกระบวนการภายในกิจการ (ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า kaizen) มันต้องการการหาประโยชน์ของความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่คาดคิดและไม่ได้วางแผนเพื่อความสำเร็จ และมันต้องการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ จุดของการกลายมาเป็นตัวแทนการเปลี่ยน แปลง นั่นคือ มันเปลี่ยนความคิดจิตใจขององค์กรทั้งหมด แทนที่จะมองการเปลี่ยนแปลงในฐานะสิ่งคุกคาม ผู้คนขององค์กรจะหันมาพิจารณาการเปลี่ยนแปลงในฐานะโอกาส ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7 สังคมในอนาคต (จบ) และแล้วไง ? คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย อ.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 23 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3612 (2812)มีอะไรมากมายเหลือเกินเพื่อที่จะมีความพร้อมสำหรับอนาคตที่เราสามารถเห็นแล้วว่ารูปร่างเป็นอย่างไร แต่อะไรที่เกี่ยวกับแนวโน้มและเหตุการณ์ในอนาคตเรายังแม้แต่ที่จะตระหนักถึงกัน ? ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่สามารถถูกพยากรณ์ด้วยความมั่นใจนั่นก็คือ อนาคตจะปรากฏในหนทางที่ไม่คาดคิด ตัวอย่างในเรื่องการปฏิวัติสารสนเทศเกือบทุกๆ คนแน่ใจใน 2 สิ่งเกี่ยวกับมัน : สิ่งแรกก็คือมันเป็นกระบวนการที่มีความเร็วอย่างที่ไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อน และสิ่งที่สองก็คือ ผลของมันจะเป็นอะไรที่ก้าวหน้ารุนแรงมากกว่าสิ่งใดที่เคยเป็นไปมาก่อน ผิดและผิดอีกทั้งในความเร็วของมันและผลกระทบของมัน การปฏิวัติสารสนเทศไม่เหมือนกับการปฏิวัติ 2 อย่างที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ภายในช่วงเวลา 200 ปีที่ผ่านมา : การปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งแรกของปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ในปลายศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเหนี่ยวไกโดยเครื่องจักรไอน้ำที่ได้รับการปรับปรุงของ James Watt ในกลางทศวรรษ 1770 มีผลกระทบอย่างหนักทันทีในเรื่องจินตนาการของตะวันตก แต่มันไม่ได้ก่อให้เกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทางเศรษฐกิจมากมายจนกระทั่งมีการประดิษฐ์คิดค้นรถไฟขึ้นในปี 1829 และบริการไปรษณีย์และโทรศัพท์ในทศวรรษหลังจากนั้น เหมือนกันการประดิษฐ์คิดค้นคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้ในกลางทศวรรษ 1940 การปฏิวัติสารสนเทศเท่าเทียมกับเครื่องจักรไอน้ำที่ได้กระตุ้นจินตนาการของผู้คน แต่มันไม่ใช่จนกระทั่ง 40 ปีต่อมา (ด้วยการแพร่กระจายของอินเทอร์เน็ตในทศวรรษ 1990) ที่การปฏิวัติสารสนเทศเริ่มต้นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและทางสังคมอย่างเป็นการใหญ่อย่างเท่าเทียมกัน วันนี้เราสับสนและได้รับสัญญาณเตือนโดยความไม่เท่าเทียมกันที่กำลังเติบโตขึ้น ในรายได้และความมั่งคั่งและโดยการปรากฏออกมาของ "พวกสุดรวย" (the super-rich) ดังเช่น บิล เกตส์ เจ้าของไมโครซอฟท์ ยังคงเป็นการเจริญเติบโตที่ทันทีทันใดและอธิบายไม่ได้เหมือนกันและการปรากฏออกมาเหมือนกันของ "พวกสุดรวย" ของวันของเราเหล่านั้นบอกถึงลักษณะทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกและครั้งที่สอง เทียบกับรายได้เฉลี่ยและความมั่งคั่งเฉลี่ยของเวลาและของคนรวยเหล่านั้น พวกสุดรวยเหล่านั้นรวยมากกว่าบิล เกตส์ เมื่อเปรียบกับรายได้และความมั่งคั่งเฉลี่ยในอเมริกา เส้นขนานเหล่านี้มันใกล้ชิดและเด่นเพียงพอที่ทำให้เกือบจะแน่นอนว่า (ดังเช่นในการปฏิวัติอุตสาหกรรมในตอนแรกๆ) ผลกระทบหลักของการปฏิวัติสารสนเทศต่อสังคมในอนาคตยังคงวางอยู่ข้างหน้า ทศวรรษต่างๆ ของศตวรรษที่ 19 ภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกและครั้งที่สองเป็นช่วงระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด และออกดอกออกผลมากที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 สำหรับการสร้างสถาบันใหม่ๆ และทฤษฎีใหม่ๆ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกทำให้โรงงานกลายมาเป็นองค์กรการผลิตที่เป็นศูนย์กลางและเป็น ผู้สร้างความมั่งคั่งหลักๆ คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมกลายมาเป็นชนชั้นทางสังคมใหม่นับตั้งแต่การปรากฏของเหล่าอัศวินประจำตระกูลมากกว่า 1,000 ปีมาก่อนหน้านี้ The House of Rothschild ซึ่งปรากฏออกมาให้เห็นในฐานะแหล่งอำนาจทางการเงินที่ครอบงำของโลกหลังปี 1810 ไม่เพียงแต่เป็นธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งแรกเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทข้ามชาติแห่งแรกด้วยนับตั้งแต่ Hanseatic Leagueand the Medici ในศตวรรษที่ 15 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกทำให้เกิด (ระหว่างสิ่งอื่นๆ มากมาย) ทรัพย์สินทางปัญญา บริษัท สากล พันธกรรม จำกัด สหภาพการค้า สหกรณ์ มหาวิทยาลัยทางเทคนิคและหนังสือ พิมพ์รายวัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองก่อให้เกิดข้าราชการพลเรือนสมัยใหม่และบริษัทสมัยใหม่ ธนาคารพาณิชย์ โรงเรียนธุรกิจและงาน (ที่ไม่ใช่คนใช้) นอกบ้านสำหรับผู้หญิงเป็นครั้งแรก การปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้ง 2 ครั้งบ่มเพาะให้เกิดทฤษฎีใหม่และอุดมการณ์ใหม่ๆ ขึ้นด้วย คำประกาศของลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งตอบสนองต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก : ทฤษฎีทางการเมืองที่ร่วมกันเปลี่ยนรูปร่างประชาธิปไตยของศตวรรษที่ 20 - รัฐสวัสดิการของ Bismarck ลัทธิสังคมนิยมคริสเตียน และ Fabians ของอังกฤษ กฎข้อบังคับธุรกิจของอเมริกา - ทั้งหมดเป็นสิ่งตอบสนองต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ของ Frederick Winslow Taylor (เริ่มต้นในปี 1881) กับการระเบิดของความมีผลิตภาพ ความคิดใหญ่ สิ่งที่ตามมาของการปฏิวัติสารสนเทศ อีกครั้งที่เราเห็นการปรากฏของสถาบันใหม่ๆ และทฤษฎีใหม่ๆ ภูมิภาคทางเศรษฐกิจใหม่ - EU NAFTA และเขตการค้าเสรีอเมริกา - ไม่ใช่ทั้งการค้าเสรีตามแบบดั้งเดิมหรือการคุ้มกันแบบดั้งเดิม มีความพยายามสร้างความสมดุลใหม่ระหว่างหลักการทั้งสองดังกล่าวและระหว่างอธิปไตยทางเศรษฐกิจของรัฐชาติ และการตัดสินใจทางเศรษฐกิจเหนือชาติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีแบบอย่างมาก่อนอย่างแท้จริงสำหรับ Citigroups, Goldman Sachses หรือ LNG Baring ที่ได้มาเพื่อที่จะครอบครองการเงินโลก มันไม่ได้เป็นบริษัทนานาชาติหลายชาติแต่ เป็นบริษัทข้ามชาติ เงินที่บริษัทเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล หรือธนาคารกลางไม่ว่าจะเป็นของประเทศใดโดยเกือบจะสิ้นเชิง และดังนั้นมีคลื่นซัดไปมาในความสนใจในหลักของชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter"s postulates) ว่าด้วยเรื่อง "ความไร้ดุลยภาพพลวัตร" ในฐานะภาวะคงที่อย่างเดียวของเศรษฐ กิจ "การทำลายอย่างสร้างสรรค์" ของนักเปลี่ยนแปลง (innovator) ในฐานะแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ในฐานะ (ตัวแทนหลักถ้าไม่ใช่ตัวแทนเพียงอย่างเดียว) ตัวแทนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ - เป็นข้อเสนอที่เป็นปฏิปักษ์ของทฤษฎีเศรษฐ ศาสตร์ในตอนแรกๆ ที่อธิบายบนพื้นฐานของความคิดในเรื่องดุลยภาพในฐานะแบบอย่างของระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง นโยบายการเงินและการคลังในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสมัยใหม่ และเทคโนโลยีในฐานะ "ผลจากภายนอก" (externality) ทั้งหมดนี้แนะว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแน่นอนว่าเกือบจะทั้งหมดยังคงอยู่ข้างหน้าเรา เราสามารถแน่ใจด้วยว่าสังคมของปี 2030 จะแตกต่างอย่างมากไปจากสังคมของวันนี้และเช่นนั้นมันจะสนับสนุนความเหมือนกันเพียงเล็กน้อย กับที่ทำนายไว้โดยนักทำนายอนาคตที่ขายดีที่สุดของวันนี้ มันจะไม่ถูกครอบงำหรือแม้แต่ถูกเปลี่ยนรูปร่างโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ แน่นอนว่าไอทีจะมีความสำคัญแต่มันจะเป็นเพียงหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญมากมาย ลักษณะศูนย์กลางของ สังคมในอนาคต (ในฐานะบรรพบุรุษของสังคมในอนาคต) จะเป็นสถาบันใหม่ๆ และทฤษฎี อุดม การณ์และปัญหาใหม่ๆ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |