เศรษฐกิจจีน สหรัฐ ดอกเบี้ย และราคาน้ำมัน

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 31 พฤษภาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3588 (2788)

เศรษฐกิจของโลกในขณะนี้มีความผันผวนอย่างมาก มีกระแสที่สร้างโดยนักการเงิน และสื่อมวลชนตะวันตก โดยใช้เหตุการณ์ที่สำคัญๆ 3 ประการพร้อมๆ กัน

ประการแรกมีการสร้างข่าวว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังเป็นฟองสบู่ เป็นเหตุให้รัฐบาลจีนออกมาประกาศจะใช้มาตรการต่างๆ ชะลอเศรษฐกิจของจีนไม่ให้ร้อนแรงเกินไปจากที่ขยายตัวในอัตรา 9.7 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสแรก แต่จะชะลอให้อยู่ในระดับ 7 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเศรษฐกิจของจีนชะลอตัว ก็จะเป็นเหตุให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมทั้งอาเซียนจะต้องชะลอตัวลงไปด้วย ดังนั้นเงินจึงไหลออกจากเอเชียตะวันออก ทำให้ตลาดการเงินทางด้านภูมิภาคนี้เกิดความผันผวน ทั้งในด้านราคาสินทรัพย์ทางการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยน

ในขณะเดียวกันจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในไตรมาสแรก ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากกว่าคือ กว่า 4.6 เปอร์เซ็นต์ อัตราการจ้างงานสูงขึ้นกว่าที่คาด หรืออัตราการว่างงานต่ำลงเร็วกว่าที่คาดไว้มาก

เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้ ก็เกิดการคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางของสหรัฐจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วก็สร้างกระแสว่าขณะนี้เศรษฐกิจของสหรัฐจะพลิกกลับ กลายเป็นช่วงขาขึ้น ดังนั้นทางการสหรัฐก็จะต้องประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุกๆ ไตรมาส ติดต่อกันไปทุกไตรมาส อย่างน้อย 3-4 ไตรมาส ในไตรมาสนี้จะขึ้นอย่างน้อย 0.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยของโลก

ในขณะเดียวกันก็มีกระแสการวิเคราะห์ของนักการเงินตะวันตกของโลกออกมาบอกว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงบาร์เรลละ 50 ถึง 60 ดอลลาร์ เพราะเหตุว่าจีนมีความต้องการพลังงานสูงมาก เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัวเร็วมากถึงอัตราประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันการก่อการร้ายจะลุกลามจากประเทศอิรักเข้าไปในอิหร่าน แล้วก็จะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต บาห์เรน และประเทศอื่นๆ

ทันทีที่มีกระแสข่าวดังกล่าว ก็มีการเก็งกำไรราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้ากันยกใหญ่ โดยการเทขายหุ้นจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย ทำโดยญี่ปุ่นโดยกองทุนเก็งกำไรต่างๆ เป็นเหตุให้ราคาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากราคาประมาณ 28-30 เหรียญต่อบาร์เรลเป็น 40-41 เหรียญต่อบาร์เรล

ราคาหุ้นและตราสารในตลาดสหรัฐก็ตก เพราะผู้คนแตกตื่นขายเอาเงินสดไปซื้อสัญญาซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า โดยกระแสข่าวว่าธนาคารกลางของสหรัฐจะต้องประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นระยะๆ ต่อไป

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร และเงินเยนเมื่อมีกระแสข่าวว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจสหรัฐดีเกินคาด ทีแรกตกลงอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับราคาหุ้น ซึ่งไม่มีเหตุผล เพราะถ้าดอกเบี้ยขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี ค่าเงินดอลลาร์จะต้องแพงขึ้น ต่อมาเมื่อตั้งสติได้ค่าเงินดอลลาร์จึงแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรและค่าเงินเยน เงินบาทของเราจึงอ่อนตัวตามลงไปด้วย จากประมาณ 39 บาทมาเป็นเกือบ 41 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์

ความผันผวนเช่นว่านี้มีขึ้นจากกลุ่มนักเก็งกำไรระหว่างประเทศ ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภูมิภาคของเราอย่างมาก

หากจะพิจารณากันให้ดีแล้วเป็นการวิเคราะห์ที่ฉาบฉวยของนักการเงิน และสื่อมวลชนตะวันตกอย่างมาก

เริ่มจากพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจของจีน จีนอาจจะพยายามชะลอเศรษฐกิจของตนโดยการจำกัดสินเชื่อที่จะปล่อยให้กับภาคเศรษฐกิจที่จีนคิดว่ามีการลงทุนมากเกินไปแล้ว จนทำให้สินค้าประเภททุนเกิดความขาดแคลน เช่น เหล็ก และวัสดุก่อสร้างมีราคาแพงขึ้นมาก ไฟฟ้า และพลังงานอย่างอื่นขาดแคลนขึ้น สินค้าประเภทวัตถุดิบ เช่น ปิโตรเคมี เรือเดินสมุทรขาดแคลน

ถ้าดูให้ดีในอุตสาหกรรมที่มีราคาสูงขึ้น เพราะมีความขาดแคลนก็น่าจะดึงดูดให้มีการลงทุนเข้าไปในประเทศจีนมากยิ่งขึ้น ถ้าจีนจำกัดสินเชื่อเช่นว่าก็จะมีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังงาน เหล็ก ปิโตรเคมี การต่อเรือเดินสมุทรซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของจีน การลงทุนในภาคเศรษฐกิจเหล่านี้จีนยังส่งเสริมอยู่ ประกอบกับจีนยังจะต้องก่อสร้างถนนหนทาง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน อะไรต่อมิอะไรอีกมาก เพื่อรองรับกีฬาโอลิมปิกซึ่งจีนจะต้องเป็นเจ้าภาพในปี 2008

ทางด้านภาคการเกษตรเนื่องจากเศรษฐกิจจีนดีขึ้นมากเป็นเวลานาน อาหารการกิน เสื้อผ้า เครื่องหนังก็มีใช้มากขึ้น จีนจึงประกาศหยุดการปลูกป่าเพื่อนำมาใช้สำหรับการผลิตข้าวปลาอาหารมากขึ้น พร้อมๆ กับประกาศลดภาษีอากรจากภาคเกษตรลงอีก เพื่อลดการนำเข้า พร้อมๆ กับทุ่มเทการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าและระบบชลประทาน ภาคเกษตรของจีนจึงมีโอกาสขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นไปอีก

ด้วยเหตุนี้เศรษฐกิจของจีนจึงยังไม่น่าจะชะลอตัวลงมากมายอะไร อาจจะลดอัตราการขยายตัวจาก 9 เปอร์เซ็นต์มาเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ยังเป็นอัตราที่สูงอยู่

ส่วนเศรษฐกิจของอเมริกาที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกสูงเกินความคาดหมายนั้น จะเป็นการขยายตัวที่ยั่งยืนหรือไม่ยังไม่แน่ ต้องค้นหาให้ได้ว่าอเมริกาเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะอะไร เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวหรือจะยั่งยืน

เศรษฐกิจอเมริกานั้นเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ อุตสาหกรรมและภาคเกษตรของสหรัฐแข่งขันกับใครไม่ได้เลย เพราะความที่ค่าแรงของคนอเมริกันสูงมาก มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันสูงกว่าใครๆ ในโลก

อเมริกาได้เปรียบชาวโลกอื่นๆ ที่ภาคเศรษฐกิจการเงิน เพราะบริษัทของอเมริกาสามารถผูกขาดการบริหารเงินออมของประเทศต่างๆ ทั่วโลกแต่ผู้เดียว ซึ่งสร้างกำไรอย่างมหาศาลให้กับสหรัฐ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องเทคโนโลยีใหม่ที่สหรัฐค้นคิดขึ้นมาแพร่หลายไปทั่วโลก

เมื่อคราวที่แล้วสหรัฐสามารถฟื้นตัวได้ เพราะเป็นเจ้าตำหรับเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ จึงประยุกต์ไปสู่ตลาดทุนและตลาดเงิน จนผูกขาดตลาดการเงินของโลกได้

ขณะเดียวกันอเมริกาก็สามารถลดค่าจ้างที่แท้จริงของคนอเมริกันลงได้ โดยการลดค่าเงินดอลลาร์ลงได้ เมื่อเทียบกับเงินมาร์กเยอรมัน เงินแฟรงก์สวิส เงินเยนญี่ปุ่น จนคนญี่ปุ่นและยุโรปสามารถเข้าไปซื้อบริษัทและทรัพย์สินต่างๆ ในอเมริกาลงได้มาก

แต่คราวนี้ยังไม่เห็นว่าอเมริกาคิดค้นอะไรขึ้นมาใหม่ที่จะผูกขาดเอาออกมาขายให้กับชาวโลกได้

เศรษฐกิจอเมริกาอาจจะฟื้นตัวกระเตื้องขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายในการทำสงครามกับผู้ก่อการร้าย และสงครามในประเทศอิรัก รวมทั้งการใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเศรษฐกิจของอเมริกาก็ฟื้นตัวชั่วคราว และยังไม่ฟื้นตัวถึงขนาดที่มีเงินเฟ้อ เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาน้ำมันแพงขึ้นมากจากปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจของอเมริกา

ธนาคารกลางสหรัฐคงต้องคิดหนักว่าสมควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างที่วิเคราะห์มาข้างต้น ปู่อลัน กรีนสแปน น่าจะรอไปก่อน ให้เห็นสถานการณ์แจ่มชัดกว่านี้ ถ้าจะขึ้นก็คงขึ้นเพียง 0.25 เปอร์เซ็นต์ ตอนปลายปีเพียงครั้งเดียว เพราะการขึ้นดอกเบี้ย 0.25 เปอร์เซ็นต์ จากฐาน 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นสัดส่วนที่สูงมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้ที่เศรษฐกิจอเมริกาจะร้อนแรงที่จะทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยทุกๆ ไตรมาสติดต่อกันไป 3-4 ไตรมาส

สำหรับเรื่องราคาน้ำมัน แม้ว่าประเทศกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปกจะผลิตน้ำมันเพียง 1 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด แต่ปริมาณการส่งออกมีสัดส่วนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดของโลก ดังนั้น การตัดสินใจของกลุ่มโอเปกจึงมีความสำคัญต่อราคาน้ำมันของโลกมาก เขาคงต้องเปรียบเทียบว่า ถ้าเพิ่มปริมาณการผลิตแล้วราคาลดลง กับไม่เพิ่มปริมาณการผลิตแล้วราคายังสูงอยู่อย่างนี้ อย่างไหนเขาจะได้รายได้มากกว่ากัน เพราะปริมาณการใช้คงจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ที่ราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบันมีราคาสูงขึ้น เพราะมีการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าสูงขึ้น

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่สถานการณ์การก่อการร้ายไม่ลุกลามจากอิรักไปประเทศอื่น หรือรัสเซียส่งน้ำมันออกมาที่จีน และอินเดียมากขึ้น ราคาก็ลดลงมาเอง เพื่อไม่ให้ประเทศผู้ใช้น้ำมันหันมาเพิ่มการผลิตมากขึ้น ราคาในตลาดล่วงหน้าก็จะลดลงมาเอง ราคาซื้อขายปัจจุบันก็ลดลงมาเอง โดยไม่ต้องประกาศเพิ่มเพดานการผลิตก็ได้

เหตุการณ์ทั้งหมดในขณะนี้จึงเป็นเรื่องที่เกิดจากการสร้างกระแสก่อให้เกิดความวิตกกังวลจนเกินกว่าเหตุ จากการวิเคราะห์ของตลาดการเงิน ซึ่งอาจจะมีเป้าหมายซ่อนเร้นอยู่ในใจก็ได้

ถ้าพิจารณาพิเคราะห์โดยใช้หลักวิชาให้ถ่องแท้แล้วไม่น่าจะเป็นอย่างกระแสที่ถูกสร้างขึ้นในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ความร้อนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐจนถึงขั้น ทางการสหรัฐจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากมายจาก 1 ไปถึง 1.75 หรือ 2 เปอร์เซ็นต์ หรือราคาน้ำมันจะต้องขึ้นราคาไปเรื่อยๆ จนถึง 50-60 เหรียญ

นักวิชาการของเรา เมื่ออ่านข่าวจากสื่อมวลชนตะวันตกก็อย่าผลีผลามเชื่อถือโดยไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองตามหลักวิชาการ เพราะหลายครั้งหลายหน นักวิเคราะห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิเคราะห์ในตลาดการเงินเคยวิเคราะห์ผิดพลาดมาเรื่อยๆ

เมื่อฟังการวิเคราะห์จากตะวันตกต้องพิจารณาให้ดีว่าเหตุผลของเขาเชื่อถือได้แค่ไหน การวิเคราะห์ตั้งอยู่บนสมมุติฐานอะไร จริงหรือไม่จริง

พวกเรานั้นถูกฝรั่งหลอกมาบ่อยๆ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

กลับหน้าแรก