FTA ดีหรือไม่ดีกับคนไทย อยู่ที่เตรียมตัวพร้อมรับมือ

พอล เลอมัง  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 28 พฤษภาคม 2547

วิวาทะระดับชาติ (และระดับโลก) ในยุคนี้ ที่ติดบอร์ดยอดฮิตเสมอมาคือ การทำเอฟทีเอ -ความตกลงการค้าทวิภาคี และการเจรจาการค้าพหุภาคี ในองค์การการค้าโลก ว่าดีหรือไม่ดี

คู่วิวาทะก็เป็นเจ้าเก่าคือ ภาครัฐฝ่ายหนึ่ง กับประชาชนที่รวมถึงนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการอิสระ เอ็นจีโอ นักธุรกิจ และประชาชนที่เกี่ยวข้องอีกฝ่ายหนึ่ง

ฝ่ายภาครัฐก็จะพร่ำบอกว่า การทำเอฟทีเอของไทยมีประโยชน์ในการจะทำให้เศรษฐกิจ การค้าขายส่งออกขยายตัวและมีความจำเป็นที่จะต้องทำ เพื่อมิให้ไทยต้องตกขบวนรถไฟการเปิดค้าเสรีที่หลายประเทศขึ้นรถไปแล้ว

ฝ่ายค้านก็บอกว่า การทำเอฟทีเอและการค้าเสรีจะทำให้ไทยเสียเปรียบต่างชาติมีผลกระทบต่อธุรกิจไทยขนาดเล็กและประชาชนทุกคน เป็นการเปิดประตูเอื้อให้คนต่างชาติเข้ามายึดครองเศรษฐกิจไทยจนถึงเสียอธิปไตยไปเลย

สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็คือฝ่ายรัฐเป็นผู้ทำก็เดินหน้าทำกันไป ฝ่ายค้านก็ค้านกันไป แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ประชาชนกลับไม่ได้มีส่วนในชั้นนี้ ราวกับว่าจะรอให้มีผลสรุปออกมาก่อนว่าดีหรือไม่ดี แล้วถึงจะคิดว่าจะตนเองต้องทำอย่างไรต่อไป...

ต้องไม่ลืมว่าประชาชนเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงและมีบทบาทสำคัญ ที่เห็นชัดก็ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งครอบคลุมสินค้าแทบทุกชนิดและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคน

คนไทยธรรมดาคนหนึ่งก็สามารถเป็นผู้ให้บริการได้ ต่อไปนี้คนขายกล้วยแขกข้างถนนอาจจะมีโอกาสส่งออกไปต่างประเทศ คนทำข้าวแกงข้างถนนอาจจะกลายเป็นวิทยากรโภชนาการที่มีค่าตัวสูงลิ่ว บินไปสอนทำอาหารไทยในต่างประเทศ เช่นเดียวกับเด็กช่างกล ที่อาจจะเป็นเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถจดลิขสิทธิ์และขายไปได้ทั่วโลก

เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่คนไทย ต้องเข้าใจให้ถูกต้องและสอดคล้องกันให้เร็วที่สุดว่า การค้าเสรี คือ โอกาส โอกาสที่จะค้าขายกับลูกค้า/ผู้ซื้อได้มากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะคนในตรอก ในซอยหรือในหมู่บ้านอีกต่อไป แต่อาจจะเป็นลูกค้า/ผู้ซื้อระดับประเทศและต่างประเทศ เช่นสินค้าโอท็อปที่กำลังไปได้ดีอยู่ในขณะนี้

ความจริงเรื่องเอฟทีเอ หรือการค้าพหุภาคีที่รัฐบาลกำลังทำหรือเจรจาต่อสู้กับประเทศต่างๆ อยู่นี้ ก็เป็นเรื่องที่ในระยะยาวจะส่งผลให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถอยู่ในสังคมรัฐในโลกได้นั่นเอง

ลองนึกภาพกันดูว่า ในโลกนี้มีรัฐหรือประเทศประมาณ 200 รัฐในโลก รัฐไทยเป็นหนึ่งรัฐหรือหนึ่งหน่วยเล็กๆ ในสังคมนี้เท่านั้น เป็นรัฐที่มีประชากรเป็นอันดับที่ 19 มีอันดับผลิตภัณท์มวลรวมประชาชาติอันดับที่ 33 รายได้ประชากรต่อหัวอันดับที่ 123 เป็นประเทศที่น่าเที่ยวมากที่สุดในโลก เป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก และส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับสองของโลก ..........ฯลฯ

ความจำเป็นของรัฐไทยอยู่ตรงนี้หรือเปล่า ในขณะที่กระแสการค้าระหว่างประเทศกำลังมุ่งสู่การเปิดการค้าเสรี การเปิดตลาด ลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าให้มาก เพื่อที่จะได้มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันมากขึ้น รัฐไทยจำเป็นต้องทำตัวให้ฐานะในกลุ่มรัฐคงที่ต่อไปอย่างน้อยก็ไม่ตกต่ำไปกว่าที่เคยเป็นใช่หรือไม่ ถ้ารัฐอื่นเขาต่างมุ่งทำเอฟทีเอกันโครมๆ เพื่อเปิดตลาดค้าขายระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐไทยควรจะทำอย่างไร

มุมมองของฝ่ายค้านก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล หากเปิดตลาดเสรี เราในฐานะประเทศที่กำลังพัฒนาที่เพิ่งจะพัฒนาได้เพียงแค่นี้ เสียเปรียบแน่นอน วันนี้เสียเปรียบแน่นอน แต่เราก็ไม่ได้เสียเปรียบในทุกเรื่องและในสินค้าทุกอย่าง มีเสียบ้าง ก็มีได้บ้าง แลกกันไป เพราะไม่มีประเทศใดหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกันและไม่ค้าขายกันได้ในสังคมโลก หากไม่ต้องการให้เสียเปรียบอะไรเลย เราคงต้องถอนตัวออกมาอยู่โดดเดี่ยว เช่นเพื่อนบ้านของเราบางประเทศในอดีต

ความเป็นห่วงของผมไม่ได้อยู่ที่ว่า เอฟทีเอและการเปิดเสรีดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่เกรงว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากคนไทย โดยอาศัยกฎระเบียบระหว่างประเทศที่เหนือกว่า มากกว่า เราจำเป็นต้องดูตรงนี้ให้ดีจริงๆ ก่อนจะตกลงใจลงนามความตกลง

การเจรจาทำความตกลงระหว่างประเทศ นอกจากการทำเอฟทีเอแล้ว การเจรจาการค้าระหว่างประเทศในองค์การการค้าโลกเป็นสุดยอดของการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ ผู้เจรจาต้องใช้ความสามารถอย่างมากในการทำให้ผู้อื่นยอมรับเงื่อนไขของตน โดยอาศัยความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความรู้ด้านเทคนิคเฉพาะด้าน

ประเทศพัฒนามีคนที่มีพื้นฐานการศึกษาสูง โดยเฉพาะสหรัฐ สหภาพยุโรป จะเป็นผู้นำในการเจรจาในประเด็นต่างๆ และมักจะได้เปรียบในการเจรจาเสมอ คณะผู้แทนถาวรของประเทศดังกล่าวมีทีมนักเจรจาที่มีความรู้มากมายในทุกๆ ด้าน ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วนักวิชาการส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆ ในโลกหรือผู้แทนของประเทศหลายประเทศ ที่ประชุมอยู่ในองค์การการค้าโลกส่วนใหญ่ ก็ล้วนจบศึกษามาจากประเทศเหล่านี้ทั้งนั้น

การต่อสู้ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในองค์การการค้าโลกก็ใช่ว่าความได้เปรียบของมหาอำนาจจะทำให้ชนะเสมอไป เช่นกรณีของการอุดหนุนฝ่ายที่ประเทศกำลังพัฒนาหนึ่ง หยิบยกขึ้นมาฟ้องว่า สหรัฐ ให้การอุดหนุนผู้ปลูกฝ้ายในประเทศมากเกินไป จนมีผลกระทบผู้ปลูกฝ้ายในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น ในแอฟริกา ในที่สุดก็มีรายงานจากองค์การการค้าโลกระบุว่า การอุดหนุนของสหรัฐ นั้นไม่เป็นธรรมและขัดต่อระเบียบขององค์การการค้าโลกจริง

แต่ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาเอฟทีเอ หรือการเจรจาในองค์การการค้าโลก เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจว่า ฝ่ายรัฐใช้ความพยายามป้องกันไม่ให้ไทยเสียเปรียบอยู่แล้ว เพราะมิฉะนั้นแล้วจะกระทบต่อฐานะของประเทศในสังคมรัฐด้วย

สิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้นและโดยเร็วที่สุด (ในขณะที่คัดค้านกัน) ก็คือ ประชาชนตื่นตัวในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ของโลกในขณะนี้

สิ่งที่ต้องรีบทำก็คือคนไทยปรับตัวรอพร้อมแล้ว ปรับตัวที่จะหาความรู้ในฐานะคนทำงาน เรียนรู้เรื่องหลักการค้าขาย พูดภาษาต่างชาติได้ ใช้คอมพิวเตอร์เป็น คนไทยทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพใดก็อยู่ในฐานะผู้ให้บริการระดับประเทศ ให้บริการความเป็นไทยที่ทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองยิ้ม และมีวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเสมอมา

ขณะเดียวกันคนไทยต้องไม่เห่อไปตามกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์จนเกินไป นำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับชีวิตของตนตามความเหมาะสมของแต่ละภาคด้วย หากทำได้แค่นี้ ผมว่าเราพร้อมแน่นอนที่จะเปิดรับการค้าเสรีโดยไม่ต้องรอซื้อสลากเพื่อถือหุ้นลิเวอร์พูลหรอก

กลับหน้าแรก