|
ต้นทุนทางสังคมของการพนัน
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9574 เมื่อรัฐบาลต้องการจะซื้อทีมลิเวอร์พูล โดยการออกสลากการกุศลเพื่อบำรุงการกีฬา ในวงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยกำหนดราคาสลากที่ 1,000 บาท เป็นจำนวน 10 ล้านฉบับ เงินรางวัลรวม 4,000 ล้านบาท และสลากแต่ละใบสามารถนำมาแลกหุ้นได้มีมูลค่า 200 บาท ซึ่งมีผลให้เงินรางวัลรวมเป็นทั้งหมด 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของวงเงินสลากการกุศล ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการออกสลากออกสิน ที่จะต้องให้มีเงินรางวัลในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ในจำนวนเงินรางวัล 4,000 ล้านบาท รัฐบาลได้กำหนดให้รางวัลที่ 1 มีมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท ประเด็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใน 3 เรื่องด้วยกัน กล่าวคือ หนึ่ง ความเหมาะสมที่รัฐบาลต้องการจะซื้อหุ้นทีมฟุตบอลต่างประเทศ ถ้าการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลต่างประเทศเป็นเรื่องของบริษัทเอกชนที่ต้องการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ คงไม่มีเสียงคัดค้านเท่าใดเพราะถือเป็นสิทธิที่นักธุรกิจจะพึงทำได้ แต่เมื่อรัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้ซื้อคงเป็นคำถามคาใจคนจำนวนมากว่า ซื้อทำไม คำอธิบายที่กล่าวว่าเพื่อต้องการส่งเสริมกีฬาในประเทศ คงเป็นคำอธิบายที่ต้องการความชัดเจนว่า การเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลต่างประเทศ จะทำให้กีฬาในประเทศไทยเจริญได้อย่างไร ถ้าตราบในที่ภาครัฐยังไม่ให้การส่งเสริมอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญต้องมีการจัดสรรงบประมาณให้อย่างต่อเนื่อง สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นต่อการนำสินค้า OTOP ไปขาย ก็เป็นเรื่องข้อตกลงทางธุรกิจ ที่จะต้องมีการประเมินผลได้ทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ชัดเจนก่อน และในการประเมินดังกล่าว คงไม่ใช่การประเมินเฉพาะกำไรขาดทุนของทีมฟุตบอลเท่านั้น สอง ความเหมาะสมของการระดมทุนโดยการออกสลากการกุศลบำรุงกีฬา รัฐบาลได้อ้างมาตลอดว่า วิธีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย สามารถกระทำได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าว ก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการตีความกันต่อไป แต่ถึงแม้ว่าการออกสลากอาจจะเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ดำเนินการได้ ก็ยังมีคำถามต่อเนื่องอีกว่า มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใดที่จะดำเนินการดังกล่าว จะมีปัญหาอื่นๆ ติดตามมาหรือไม่จากการระดมทุนดังกล่าว การออกสลากการกุศลที่มีเงินรางวัลสูงขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในสังคมไทย ประชาชนคนไทย จะปรับตัวอย่างไรต่อสถานการณ์ดังกล่าว จะเป็นการกระตุ้นให้คนเข้าสู่กิจกรรมการพนันมากขึ้นหรือไม่ รัฐบาลกำลังส่งเสริมการพนันในประเทศใช่หรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเรียกชื่อนี้ว่าเป็นสลากการกุศลก็ตาม แต่สลากการกุศลนี้ก็ยังคงเป็นกิจกรรมการพนันนั่นเอง สาม การดำเนินการซื้อทีมฟุตบอลต่างประเทศจะมีผลต่อการขยายตัวของการพนันฟุตบอลในประเทศหรือไม่ และถ้ารัฐบาลเป็นผู้ซื้อ จะเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลอาจต้องการให้มีการพนันฟุตบอลที่ถูกกฎหมายใช่หรือไม่ การศึกษาที่วัดผลได้ผลเสียของการพนันประเภทสลากกินแบ่ง หรือการพนันฟุตบอลโดยตรงยังมีค่อนข้างน้อย แต่การศึกษาที่เน้นในเรื่องบ่อนกาสิโนมีค่อนข้างมาก โดยประเด็นที่ถกเถียงกันจะอยู่ในประเด็นว่า กิจกรรมประเภทนี้ถ้าทำอย่างถูกกฎหมาย จะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน ทั้งนี้การถกเถียงที่ผ่านมาในสังคมไทยยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดจนเท่าไหร่ แม้ในต่างประเทศเอง ก็ยังคงมีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานาน ผลงานวิจัยที่นำมาถกเถียงกัน ก็ยังไม่สามารถสรุป ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะว่ามีปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนการกำกับดูแลที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เมื่อต้นปีนี้เอง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้จัดพิมพ์งานชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับผลกระทบ ของการพนันในสหรัฐอเมริกา เรื่อง Gambling in America: Costs and Benefits เขียนโดย ศาสตราจารย์ Earl L. Grinols ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ประจำมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ศาสตราจารย์ผู้นี้ เคยเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาประธานาธิบดีเรแกนในช่วงปี 1987-88 หนังสือเรื่องการพนันในสหรัฐอเมริกาเล่มนี้ ได้วิเคราะห์ถึงต้นทุน และผลได้จากการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา โดยต้นทุนทางสังคมของการพนันประกอบด้วย ต้นทุนของการเกิดอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น การสูญเสียเวลาในการทำงาน ปัญหาทางการเงินและหนี้สินของผู้ติดการพนัน และรวมถึงปัญหาสุขภาพทางกายและใจของผู้ติดการพนัน โดยต้นทุนส่วนนี้รวมกันมีมูลค่าถึงประมาณ 54 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นครึ่งหนึ่งของต้นทุนที่เกิดขึ้นจากปัญหาผู้ติดยาเสพติด ซึ่งมีมูลค่าอยู่ประมาณ 110 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี งานวิจัยนี้พบว่าต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นนั้นสูงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับถึงประมาณ 6 เท่า โดยทุกๆ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น 46 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมถึง 289 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่วนข้อมูลการเล่นการพนันพบว่า มีประชากรประมาณร้อยละ 30 จะไม่เล่นการพนันเลย แต่สำหรับประชากรที่เล่นการพนันนั้น ประมาณร้อยละ 90 เล่นการพนันเป็นครั้งคราว และมีประชากรประมาณร้อยละ 10 ของประชากรที่เล่นการพนันเล่นเป็นประจำ และพบว่ารายได้ของบ่อนกาสิโนร้อยละ 80 มาจากผู้เล่นการพนันเป็นประจำ และอีกร้อยละ 20 มาจากผู้เล่นการพนันเป็นครั้งคราว ซึ่งหมายความว่ารายได้หลักของบ่อนการพนันมาจากคนจำนวนน้อยที่เล่นการพนันเป็นประจำ และในจำนวนผู้เล่นการพนันเป็นประจำนี้ จะมีทั้งผู้ที่ติดการพนันตั้งแต่น้อยไปจนมาก จนถึงระดับที่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ ต้นทุนทางสังคมไม่เพียงเป็นต้นทุนที่ต้องตกกับบุคคลที่ติดการพนันนั้นเท่านั้น แต่ยังขยายผลกระทบไปถึงรอบครัว ญาติพี่น้อง ซึ่งผู้ที่ติดการพนันส่วนใหญ่มักจะมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน ผลกระทบทางสังคมของการพนันยังแพร่ขยายไปยังชุมชน และสังคมด้วย ทั้งนี้ต้นทุนทางสังคมต่อผู้ติดการพนัน 1 ราย อยู่ที่ประมาณ 3,000- 10,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น กิจกรรมการพนันจึงเป็นการโอนย้ายรายได้จากกลุ่มคนจนไปยังกลุ่มผู้มีฐานะร่ำรวย ซึ่งมักจะเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มที่ติดการพนัน ได้แพร่กระจายไปสู่กลุ่มอื่นๆ ทางสังคมด้วย โดยเริ่มจากกลุ่มที่ใกล้ชิดที่สุดก่อนคือ ครอบครัวและญาติพี่น้อง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนและผลได้ของการมีกาสิโน อาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละแห่งได้ ทั้งนี้ขึ้นกับองค์ประกอบของผู้เล่นในสถานกาสิโนนั้นเช่น ถ้าผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว ต้นทุนทางสังคม ของการติดการพนัน จะตกเป็นของชุมชนที่ผู้ติดการพนันนั้นอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่เล่นเป็นครั้งคราว แต่ผู้ที่ติดการพนันและต้องเล่นเป็นประจำมักจะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้น หรือใกล้เคียงที่สามารถเดินทางมาเล่นได้อย่างต่อเนื่อง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ผู้นี้ได้สรุปไว้ว่า "ถ้าไม่มีต้นทุนทางสังคมที่เกิดจากการพนัน คงจะเป็นการยากที่จะปฏิเสธการมีการพนันที่ถูกกฎหมายได้ ".." แต่กิจกรรมการพนันก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคม มากกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กิจกรรมการพนันจึงต้องมีการจัดการควบคุมดูแล หรือกระทั่งถูกสั่งห้ามเพื่อให้เกิดความสงบสุขทางสังคม" อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผลงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ที่แสดงว่าประโยชน์สุทธิ โดยรวมของการมีการพนันที่ถูกกฎหมายยังคงสูงกว่าต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้น ความแตกต่างของผลการวิจัยมักจะขึ้นอยู่กับการประเมินต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้น ข้อพึงสังเกตจากงานวิจัยเหล่านี้ก็คือ แม้จะยังมีข้อโต้แย้งในแง่ประโยชน์สุทธิของการมีการพนันที่ถูกกฎหมายว่า จะเป็นบวกหรือลบก็ตาม งานเหล่านี้ให้ข้อสรุปตรงกันว่า กิจกรรมการพนันก่อให้เกิดการโอนย้ายทรัพยากรจากคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างจน ไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีฐานะทางเศรษฐกิจร่ำรวยกว่าอย่างแน่นอน และคนอื่นๆ ในสังคมอาจจะไม่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้แต่อย่างใด นอกจากนั้นงานวิจัยเหล่านี้ยังชี้ว่าผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ อาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งถ้ารัฐมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการพนันอย่างสูง การขยายตัวของธุรกิจการพนัน จะเพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้เล่นการพนันจะเพิ่มสูงขึ้น จำนวนผู้ติดการพนันก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน สัดส่วนของค่าใช้จ่ายการพนันของครัวเรือนจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายในกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ลดลง ทำให้ประโยชน์สุทธิที่จะเกิดต่อสังคมลดลง ทั้งนี้ เพราะว่าการใช้จ่ายของการพนันในแต่ละครั้ง ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์สุทธิทางสังคมได้อย่างเต็มที่ เพราะว่ากิจกรรมการพนันนั้น ก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมเพิ่มตามมาด้วย แม้การศึกษาดังกล่าวจะเน้นหนักอยู่ในเรื่องของบ่อนกาสิโนก็ตาม แต่ก็คงใช้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับการพิจารณาการพนันประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนทางสังคมได้ในระดับหนึ่ง ถ้าการดำเนินการดังกล่าวมีผลให้ประชาชนคนไทย สนใจการพนันมากขึ้น โครงการการประกวดหมู่บ้านปราศจากอบายมุข เพื่อรณรงค์ให้คนไทยลดการเล่นการพนัน ก็คงจะไร้ผล หน้า 6 |
| กลับหน้าแรก |