"ถ้าหากคนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ ?"

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล   ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 20 พฤษภาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3585 (2785)

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมักจะถูกวิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ จากนักคิดในศาสตร์แขนงอื่น หรือแม้กระทั่งนักคิดในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยกันเอง โดยส่วนมากคำวิจารณ์ดังกล่าวมักจะพุ่งเป้าไปที่ข้อสมมุติ (assumptions) ในแบบจำลองของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ในความเป็นจริง ซึ่งด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้นักคิดเหล่านั้นปฏิเสธทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ถือกำเนิดมาจากแบบจำลองเหล่านั้น

แก่นของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักตั้งอยู่บนข้อสมมุติสำคัญ 2 ประการอันได้แก่ ข้อสมมุติที่ให้คนมีพฤติกรรมในการหาประโยชน์ส่วนตนให้สูงที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดทางทรัพยากรที่ตนเองเผชิญอยู่ และข้อสมมุติของ "ดุลย ภาพ" ในตลาดซึ่งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากแรงปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุปทาน (supply) และอุปสงค์ (demand)

ทั้งสองข้อสมมุติเป็นเป้าหมายหลักของคำวิพากษ์วิจารณ์จากนักคิดที่ไม่เห็นด้วยกับวิชาเศรษฐศาสตร์ในกระแสนี้ โดยคำวิจารณ์หลักจากนักคิดเหล่านี้จะประกอบไปด้วยแนวคิดที่ว่า "คนมิได้เป็นเพียงแค่สัตว์เศรษฐกิจ" ที่เห็นความสำคัญเฉพาะประโยชน์ส่วนตนโดยละเลยความถูกต้องดีงามในสังคม และ "ดุลยภาพไม่เคยเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้" โลกแห่งความเป็นจริงเต็มไปด้วยแรงเสียดทานต่างๆ ที่จะกีดกันการปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจ

Milton Friedman นักปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลแห่งสำนักชิคาโก สำนักซึ่งถือเป็นป้อมปราการสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เคยให้ทรรศนะเกี่ยวกับคำวิจารณ์เหล่านี้ไว้อย่างน่าสนใจในงานเขียนคลาสสิกเรื่อง Essays in Positive Economics ซึ่งถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1953 โดยใจความหลักในบทตั้งต้นของงานเขียนนี้น่าจะสามารถสะท้อนแนวคิดของนักปราชญ์ในสำนักนี้ได้อย่างชัดเจน

Friedman ให้ความเห็นว่า คำวิพากษ์วิจารณ์มากมายที่พุ่งเป้าไปที่ข้อสมมุติของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นคำวิจารณ์ที่ไม่เหมาะสม โดยคำวิจารณ์เหล่านี้จะไม่มีประโยชน์มากนักรังแต่จะก่อให้เกิดความสับสนและความเข้าใจที่ผิดต่อทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งยังกีดขวางการเข้าถึงมติมหาชน (consensus) ทางทฤษฎีในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์อีกด้วย

โดยเขาให้เหตุผลว่า เป้าหมายหลักของทฤษฎีก็คือการอธิบายโลกแห่งความเป็นจริงผ่านสมมุติฐาน (hypothesis) ของความสัมพันธ์บางอย่าง โดยสมมุติฐานดังกล่าวจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นถ้ามันสามารถอธิบายโลกแห่งความจริงที่ซับซ้อนได้ด้วยปัจจัยง่ายๆ เพียงไม่กี่ปัจจัย

โดยในการสร้างสมมุติฐานที่คำนึงถึงปัจจัยเพียงไม่กี่ประการนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยข้อสมมุติต่างๆ มากมายในการย่อโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถมองเห็นถึงความสัมพันธ์ง่ายๆ ดังกล่าวในความเป็นจริงได้อย่างชัดเจน และสามารถนำเอาข้อสมมุติฐานนั้นๆ ไปทดสอบกับโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ดังนั้น การปฏิเสธข้อสมมุติที่ห่างไกลความเป็นจริงก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ด้วย เพราะทฤษฎีจะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ถ้าหากมันสามารถอธิบายโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างชัดเจน ด้วยปัจจัยจำนวนน้อย และการลดปัจจัยให้น้อยลง จำเป็นจะต้องอาศัยข้อสมมุติที่ห่างไกลจากโลกแห่งความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะข้อสมมุติดังกล่าวจะต้องตัดปัจจัยจำนวนมากขึ้นออกไปจากการคิดคำนึง

ในความคิดของ Friedman มันไม่มีประโยชน์มากนักที่จะมุ่งสร้างข้อสมมุติให้ใกล้เคียงโลกแห่งความเป็นจริง โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการอธิบายหรือการทำนายของตัวทฤษฎี เช่นเดียวกันกับการเพิ่มปัจจัยที่ยุ่งยากซับซ้อนมากมายเข้ามาในตัวทฤษฎี แต่ทำให้ความสามารถในการอธิบายหรือการทำนายความเป็นจริงเพิ่มระดับขึ้นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

คำวิจารณ์ต่างๆ จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน อันได้แก่ การชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่องของทฤษฎีหนึ่งๆ ในการอธิบายโลกพร้อมกันไปกับการเสนอวิธีการแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าว เพื่อให้ทฤษฎีนั้นๆ สามารถอธิบายโลกได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้สถานการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น คำวิจารณ์ที่ขาดส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่ง จะถูกลดทอนคุณค่าลงจนอาจจะไม่ยังประโยชน์เพิ่มเติมใดๆ เลยให้กับสังคม

ดังนั้น ในความคิดของ Friedman การทดสอบข้อสมมุติของทฤษฎีจึงไม่ควรทดสอบที่ตัวข้อสมมุติเอง วิธีการทดสอบที่ถูกต้องควรจะเป็นการทดสอบความสามารถ ในการอธิบายหรือการทำนายของตัวทฤษฎีมากกว่า

Friedman และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักคนอื่นๆ คงจะไม่สามารถปฏิเสธคำวิจารณ์ ที่พูดถึงการออกห่างจากความเป็นจริง ในข้อสมมุติของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก จำพวก "คนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ" และ "ระบบเศรษฐกิจจะปรับตัวเข้าสู่จุดดุลยภาพ" ได้ แต่ข้อสมมุติที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนี้ ก็ได้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก สามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของปริมาณการบริโภคของผู้คนภายหลังจากได้รับผลกระทบทางรายได้จากวิกฤตเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น การที่ราคาไข่ไก่ถีบตัวเพิ่มสูงขึ้นภายหลังจากการกำจัดแม่ไก่ในวิกฤตไข้หวัดนก ไปจนกระทั่งถึงการตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการก่อการร้ายภายใต้สถานการณ์ที่ถูกกดขี่ และอัตราการก่ออาชญากรรมที่ลดลงภายหลังจากการที่ความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมเพิ่มสูงขึ้น ฯลฯ

แต่ถ้ามองผ่านข้อเขียนของ Friedman แล้ว ส่วนประกอบที่มักจะขาดหายไป จากคำวิจารณ์ในข้อสมมุติของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็คือ ส่วนประกอบจำพวก "ถ้าหากคนมิใช่สัตว์เศรษฐกิจ" หรือ "เมื่อไม่มีจุดดุลยภาพในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ?" ถ้าหากคนที่คำนึงถึงสังคม และมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์มีรายได้ลดลง เขาจะเพิ่มการบริโภคขึ้นหรือไม่ ? มีหลักฐานที่สนับสนุนปรากฏการณ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงไร ? ถ้าหากระบบเศรษฐกิจไม่มีจุดดุลยภาพการลดลง ของจำนวนแม่ไก่จะทำให้ราคาไข่ไก่ไม่เพิ่มสูงขึ้นหรืออย่างไร ? มีประสบการณ์จริงใดที่สนับสนุนสมมุติฐานข้อนี้ ?

คำถามมากมายจึงเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากคนดีๆ ที่คำนึงถึงเพื่อนมนุษย์และสังคม ก็ปรับเปลี่ยนความประพฤติการบริโภค ไม่แตกต่างไปจากสัตว์เศรษฐกิจตัวอื่นๆ เมื่อมีรายได้ลดลง แล้วทำไมนักเศรษฐศาสตร์ จะต้องนำเอาปัจจัยของการคำนึงถึงเพื่อนมนุษย์ และจิตใจที่ดีงามต่อสังคม เข้าไปคิดคำนึงเมื่อจะทำการวิเคราะห์หาพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ภายหลังจากรายได้ของบุคคลคนนั้นลดลง ? และนักเศรษฐศาสตร์จะต้องรู้ไปถึงรากเหง้าทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ หรือไม่ก่อนการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมใดๆ ของบุคคลนั้นจะเกิดขึ้น ? มีการศึกษาใดที่คำนึงถึงปัจจัยทั้งหมดในโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่ ?

ในความคิดของผู้เขียน Friedman และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ก็คงมิได้จะคัดค้านกับทุกคำวิจารณ์ ต่อทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวิจารณ์ที่นำมาซึ่งทางเลือกที่ดีที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ที่จะทำให้ทฤษฎีสามารถอธิบายโลกได้ดีมากยิ่งขึ้น

ข้อโต้แย้งต่างๆ เหล่านั้นเป็นกลจักรสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาในตัวเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเอง ซึ่งทำให้งานเขียนของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบันหลายๆ คนคำนึงถึงความสำคัญของศาสนา สัญญา การบังคับใช้กฎหมาย และสถาบันอื่นๆ อีกมากมายในโลกแห่งความเป็นจริง

ภายใต้ประสบการณ์และความรู้ความคิดที่จำกัดของผู้เขียน ไม่มีการศึกษาใดที่มีความสมบูรณ์แบบ สามารถอธิบายความเป็นจริงได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกๆ สถานการณ์ ทุกๆ เงื่อนไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแขนงวิชาสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก กระแสรอง หรือทฤษฎีของศาสตร์อื่นๆ ดังนั้น การยึดมั่นในกรอบความคิดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างตายตัว จึงเป็นความคิดของอวิชชาที่เบาปัญญาเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม คำวิจารณ์ถึงความไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่ใช่ข้ออ้างของการปฏิเสธแนวความคิดใดๆ นอกจากนั้น ความยากในการทำความเข้าใจหรือความซับซ้อนของกลไกเพื่อการได้มาซึ่งแนวคิดทฤษฎีที่สามารถอธิบายโลกได้ ยิ่งไม่ใช่ข้ออ้างของการปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว

ทัศนคติในการรับเอาแนวคิดทฤษฎีต่างๆ มาใช้ประโยชน์ภายใต้การระลึกถึงจุดบกพร่อง หรือข้อจำกัดของแนวคิดทฤษฎีนั้นๆ น่าจะมีความถูกต้องเหมาะสมมากกว่า ยิ่งถ้าหากการรับรู้ถึงจุดบกพร่องนั้นๆ นำมาซึ่งการปรับปรุงแก้ไขแนวคิดทฤษฎีให้มีคุณลักษณะที่ดียิ่งขึ้นไปได้ ก็น่าจะเป็นทัศนคติที่สมควรแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

 

กลับหน้าแรก