|
ล่องแม่น้ำหยางจื่อ
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3584 (2784) เมื่อสัปดาห์ต้นเดือนพฤษภาคมได้มีโอกาสไปล่องเรือตามลำแม่น้ำหยางจื่อ หรือที่เราเรียกตามสำเนียงฝรั่งว่า แม่น้ำแยงซี (Yangtze) อันมีชื่อเสียงมานานแล้ว การไปล่องเรือตามลำน้ำหยางจื่อเที่ยวนี้เป็นการไปพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ เพราะไม่มีธุระอะไรเลย ชื่อแม่น้ำหยางจื่อนี้เป็นชื่อดั้งเดิมอย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านเรียกแม่น้ำนี้ว่าแม่น้ำฉาง หรือฉางเจียง ถ้าสำเนียงแต้จิ๋วก็เรียกว่า "เฉียงกัง" คำว่า "ฉางเจียง" หรือ "เฉียงกัง" แปลว่าแม่น้ำสายยาว พวกเราบินจากเมืองไทยไปตั้งหลักกันที่เมืองฉงชิ่ง ตามสำเนียงจีนกลาง ถ้าออกสำเนียงแต้จิ๋วอย่างที่เราชินหูก็ต้องออกเสียงว่าเมือง "ต้งเข่ง" แต่ฝรั่งเรียกเมืองนี้ว่าเมือง "จุงกิง" ตามฝรั่งเรียกเข้าใจว่าฝรั่งคงออกเสียงแบบกวางตุ้ง ที่เรารู้จักเมืองนี้ก็เพราะตอนเรียนวิชาประวัติศาสตร์ตอนอยู่ชั้นมัธยม เป็นเมืองที่ประธานาธิบดีเจียงไคเชก สมัยที่พรรคก๊กมินตั๋งปกครองประเทศจีนได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองหนานจิง (หรือเมืองนานกิง) หนีญี่ปุ่นไปตั้งรัฐบาลอยู่ที่นั่น เมืองจุงกิง หรือฉงชิ่ง หรือต้งเข่ง เป็นเมืองเก่าเดิมอยู่ในแคว้นเสฉวน หรือซื่อชวน แต่เดี๋ยวนี้เป็นเมืองพิเศษเหมือนเซี่ยงไฮ้ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลางที่ปักกิ่ง ในสมัยสามก๊กอยู่ในบริเวณที่เป็นที่มั่นของเล่าปี่ ซึ่งตั้งเมืองหลวงของตนที่เมืองเซียงโต๋วหรือเมืองเฉิงตู ซึ่งมีศาลเจ้าเล่าปี่และขงเบ้ง ที่นอกเมืองต้งเข่ง หรือฉงชิ่งนี้ก็มีศาลเจ้าเตียวหุย หรือจางเฟย เขาเล่าว่าเป็นที่ที่เตียวหุยถูกลูกน้องฆ่าตาย เนื่องจากสั่งให้ลงโทษเฆี่ยนตีลูกน้อง เพราะสั่งให้ลูกน้องตัดชุดดำจำนวนมากเพื่อไว้ทุกข์ให้กวนอูที่ถูกฆ่าตาย เพื่อใส่ออกรบไม่ทัน ต้งเข่ง หรือฉงชิ่ง ซึ่งแปลเป็นไทยว่า "ทวีธาภิเษก" ซึ่งแปลว่า "เฉลิมฉลองสองครั้ง" เรื่องมีอยู่ว่า พระเจ้าส้องเกาจงฮ่องเต้ เมื่อครั้งยังเป็นอ๋อง หรือเจ้าผู้ครองแคว้นเสฉวนในสมัยราชวงศ์ส้อง เคยรบชนะมองโกล โดยพระองค์ทรงยิงธนูไปถูกแม่ทัพมองโกลตายในที่รบ จึงจัดการเฉลิมฉลองใหญ่ ต่อมาพระราชบิดาซึ่งทรงเป็นฮ่องเต้สวรรคต อ๋องพระองค์นี้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ ก็เลยจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เมืองนี้จึงได้รับการขนานนามว่าฉงชิ่ง หรือต้งเข่ง หรือ "ทวีธาภิเษก" อย่างที่คุ้นหูคนไทย ที่นี่เขาสร้างหอประชุมใหญ่ จุคนได้กว่า 2,500 คน ออกแบบเหมือนหอบวงสรวงสวรรค์ของสมเด็จฮ่องเต้ที่กรุงปักกิ่ง เมืองต้งเข่งทั้งเมือง อาคารบ้านเรือนก็จะสูงๆ อาคารชุดสร้างใหม่ทั้งหมด มีทางด่วนเจาะภูเขาเป็นว่าเล่นถึงกันหมด ค้างที่เมืองต้งเข่ง หรือฉงชิ่งคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นเที่ยวรอบเมือง รวมทั้งไปชมศาลเจ้าเตียวหุย แล้วพวกเราก็มาลงเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ประมาณ 5,000 ตัน ชื่อเรือ "บูรพาราช" หรือ "ตังอ๋อง" ตามสำเนียงแต้จิ๋วของพวกเรา หรือ East King ตามภาษาฝรั่ง เรือมี 5 ชั้น รวมทั้งดาดฟ้า เข้าห้องนอนประมาณ 4 ทุ่ม อาบน้ำในห้องพัก ราวๆ สองยาม เรือก็เริ่มออกจากท่าล่องตามกระแสน้ำลงมา ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวมารับประทานอาหารเช้า เรือก็ยังล่องตามแม่น้ำหยางจื่อ หรือแม่น้ำฉางเจียง หรือเฉียงกังอยู่ หมอกลงค่อนข้างหนา สองข้างฝั่งเป็นเทือกเขาสูง ภูผาลูกแล้วลูกเล่าเหมือนภูผาที่จังหวัดพังงา และจังหวัดกระบี่ สวยงามไม่แพ้กุ้ยหลิน ที่มณฑลกวางสี หรือเกิ๋งไซ มีราษฎรลูกบ้านอยู่เชิงเขา ซึ่งน้ำสูงขึ้นมาแล้วถึง 130 เมตร บางแห่งก็มีการถากถางทำไร่ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ข้าวไร่ และสวนผลไม้ เป็นหย่อมๆ บนภูเขามีถนนสำหรับรถยนต์คดเคี้ยวไปมา นานๆ ก็มีสะพานแขวนทอดข้ามแม่น้ำเป็นระยะๆ อากาศเย็นสบาย นั่งจิบน้ำชา ซึ่งชงจากชา "อู่หลง" หรือ "โอเล้ง" หรือมังกรดำแบบ "กังฮูแต๊" ใส่ถ้วยบางเฉียบเล็กๆ กลิ่นหอม ชุ่มคอ ชมวิวคุยสรวลเสเฮฮาเป็นที่สำราญใจ เย็นลงก็เข้านอน วันที่สองเรือจอดที่ท่าเพื่อลงเรือ ขนาดเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าพระจันทร์ หรือท่าช้างของเรา เพื่อลงเรือสำปั้นขนาดเล็กเข้าไปในลำธารน้ำไหลลงมาที่แม่น้ำฉางเจียง น้ำไหลเชี่ยวมาก ใช้ทั้งถ่อทั้งเชือกซึ่งทำด้วยไม้ไผ่จักเป็นตอก ควั่นเป็นเชือก ลากโดยคน 4-5 คน เมื่อลากไปถึงต้นน้ำแล้วก็ปล่อยให้เรือไหลลงมาตามลำน้ำ สองข้างลำธารเช่นว่าเป็นภูผาสูงชัน ทำให้ตื่นเต้นไม่น้อย ต่อมาเรือก็จอดที่วัดอายุ 400 กว่าปี มีเจดีย์สูงเก้าชั้น เจดีย์สร้างดูจากข้างล่างเหมือนพิงภูเขาอยู่ วันต่อมาเรือก็จะผ่าน "ผาหนีบ" หรือช่องแคบที่ขนาบด้วยภูผาถึง 3 ช่องแคบ จีนเรียกบริเวณนี้ว่า "ซานเสีย" ถ้าเป็นสำเนียงแต้จิ๋วเราก็เรียกว่า "ซาเกี๊ยบ" ฝรั่งเรียกว่า "Three Gorges" เรือแล่นเอื่อยๆ ผ่าน "ผาหนีบ" แรก ซึ่งจีนเรียกว่า "ฉู่ถังเสีย" หรือแต้จิ๋วเรียกว่า "ขื่อตึงเกี๊ยบ" สอบถามดูแล้วไม่มีคำแปล ช่องผาหนีบแห่งนี้ยาวถึง 8 กิโลเมตร อีกไม่นานเรือแล่นช้าๆ ผ่านผาหนีบ "อู๋เสีย" หรือ "บู่เกี๊ยบ" ตามสำเนียงแต้จิ๋วแปลว่า "ผาหนีบโกหก" หรือ "ผาหนีบหลอกลวง" เพราะที่นี่ก่อนน้ำจะขึ้นสูงมีล่องน้ำแคบจำนวนมาก กระแสน้ำหมุนวนเพราะมีโขดหินอยู่ใต้น้ำอยู่ทั่วไป นายท้ายเรือที่ไม่ชำนาญพอ นำเรือจมที่นี่เสียมากต่อมาก "อู๋เสีย" นี้ ยาวถึง 45 กิโลเมตรจึงผ่านไปได้ เรือแล่นต่อไปถึงจนบ่ายมาก จึงมาถึงผาหนีบแห่งที่สาม ซึ่งมีชื่อว่า "สีหลิงเสีย" หรือ "ไซเหล่งเกี๊ยบ" แปลว่า ผาหนีบวิญญาณตะวันตก การผ่านช่องแคบนี้เมื่อก่อนอันตรายมากเหมือนกัน เพราะมีโขดหินอยู่ใต้น้ำทั่วไปเหมือนกับอู๋เสีย รัฐบาลได้ระเบิดโขดหินใต้น้ำ และเมื่อระดับน้ำสูงขึ้นเมื่อมีการสร้างเขื่อนซานเสีย จึงได้เดินเรือได้อย่างปลอดภัย เรือแล่นต่อมาจนค่ำ ก็มาถึงเขื่อนซานเสีย หรือซาเกี๊ยบ ซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2009 เขื่อนนี้เมื่อสร้างเสร็จก็จะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าจะไม่ใช่เขื่อนที่สูงที่สุดในโลกก็ตาม ใช้เงินประมาณแสนแปดหมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท ระดับน้ำจะสูง 175 เมตร ความสูงของสันเขื่อนเท่ากับ 185 เมตร ผลิตไฟฟ้าได้ 18,200 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศจีนทั้งหมด เขื่อนนี้จะติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า 26 ตัว 14 ตัว จีนให้บริษัทในยุโรปและอเมริกาสร้างและติดตั้งให้ แต่ต้องสอนให้วิศวกรจีนสร้างและติดตั้งเอง 12 ตัว แล้วจีนจะทำและติดตั้งเองโดยลำพังอีก 6 ตัวเป็นตัวสำรอง ไฟฟ้าจากที่นี่จะส่งไปถึงปักกิ่งทางใต้ของเซี่ยงไฮ้ กว่างโจวและออกไปทางตะวันตกถึงหลานโจว ซึ่งกระจายออกไปในรัศมี 1,000 กิโลเมตร ช่องเขาข้างตัวเขื่อนจะมีช่องให้เรือผ่านโดยทำเป็นขั้นเหมือนขั้นบันได 5 ระดับ มีสองช่องทาง ไปช่องหนึ่งกลับช่องหนึ่ง เมื่อเรือแล่นเข้าไปในช่อง ในระดับที่หนึ่งก็จะปิดประตู แล้วก็ไขน้ำปรับระดับขึ้นลง แล้วแต่จะผ่านจากเหนือเขื่อนไปท้ายเขื่อน หรือจากท้ายเขื่อนมาเหนือเขื่อน ขณะนี้มี 4 ระดับ เมื่อเขื่อนสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็จะมีทั้งหมด 5 ระดับ เรือแล่นผ่านใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง สำหรับเรือเล็กขนาดตั้งแต่ 3,000 ตันลงมา ก็จะแล่นเข้าไปอีกช่องหนึ่งแล้วใช้ปั้นจั่นยักษ์ยกเรือข้ามเขื่อนขึ้นหรือลงไปเลยทีเดียว ไม่ต้องแล่นผ่านประตูน้ำปรับระดับเหมือนกับขึ้น "ลิฟต์" ไม่ต้องขึ้นบันไดใช้เวลาเพียง 30 นาที ตอนนี้ยังทำไม่เสร็จ ฟังดูแล้วก็น่าทึ่ง ปีหน้าทางรัฐบาลจีนจะเริ่มก่อสร้างอุโมงค์ 3 อุโมงค์ เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำฉางเจียงนี้ ส่งไปให้แม่น้ำเหลือง หรือแม่น้ำฮวงเหอ หรือฮวงโห เพราะมีการใช้น้ำจากแม่น้ำฮวงโห เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมมากจนมีน้ำไม่พอใช้ โครงการนี้ต้องใช้ทุนมากกว่าโครงการซานเสีย และใช้เวลานานกว่าคือใช้เวลาก่อสร้าง 20 ปี เขื่อนซานเสียใช้เวลาก่อสร้าง 17 ปี เมื่อเรือผ่านจากเหนือเขื่อนมาท้ายเขื่อน เรือจอดค้างอยู่ท้ายเขื่อนคืนหนึ่ง รุ่งเช้ามีรถมารับไปชมทิวทัศน์ท้ายเขื่อน เห็นเรือเข้าแถวเพื่อแล่นผ่านขึ้นไปเหนือเขื่อนเป็นแถวยาว น้ำที่ใช้ปั่นไฟฟ้าจากเครื่องกังหันไฟที่ติดตั้งแล้ว 8 ตัวฟุ้งกระจายต้องแสงแดดเป็นรุ้งกินน้ำสวยงามน่าดู เรือแล่นมาถึงเมือง "อี๋ชาง" ซึ่งแปลว่าเมือง "การเจริญดี" แม่น้ำกว้างใหญ่ มองไปทางฝั่งขวามือเห็นเขื่อนกั้นแม่น้ำฉางเจียงอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเขื่อนแห่งแรกที่สร้างกั้นแม่น้ำแห่งนี้ชื่อว่าเขื่อน "เกอโจ๊วป้า" ก่อนมีเขื่อนซานเสีย เขือนเกอโจ๊วป้าก็เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำหยางจื่อแห่งนี้ เขื่อนนี้ก็มีเครื่องกังหันไฟฟ้า มีช่องปรับระดับน้ำให้เรือผ่าน เป็นอันว่าเขื่อนซานเสียไม่ใช่เขื่อนขนาดใหญ่แห่งแรกที่กั้นแม่น้ำฉางเจียง ออกจากเมือง "อี๋ชาง" พวกเรานั่งรถยนต์ประมาณ 4 ชั่วโมงก็มาถึงเมือง "อู่ฮั่น" อู่ฮั่นแปลว่า นักรบจีน เมืองนี้อยู่ปากแม่น้ำฮั่นไหลมาออกแม่น้ำหยางจื่อ เป็นชุมทางทางรถไฟด้วย เป็นศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรมหนักเหมือนเซี่ยงไฮ้ ฝรั่งเคยเรียกเมือง "อู่ฮั่น" ว่าเป็น "ชิคาโก" ตะวันออกเหมือนกับเคยเรียกเมืองเซี่ยงไฮ้ว่าเป็นเมืองนิวยอร์กของจีน เมืองอู่ฮั่นนี้เคยถูกต่างชาติบังคับเอาเป็นเขตเช่าในปลายราชวงศ์ชิง เช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ เทียนสิน เอ้หมึง กวางเจา และฮ่องกง ชาติที่มาบังคับเอาเขตเช่าริมแม่น้ำหยางจื่อก็คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อเมริกา และญี่ปุ่น ไกลออกไปทางตะวันออกของเมืองอู่ฮั่นประมาณ 70 กิโลเมตร กลางแม่น้ำหยางจื่อเคยเป็นสมรภูมิยุทธนาวี ที่โจโฉมาแตกทัพเรือที่นั่น อย่างที่คนไทยรู้จักกันดี ริมแม่น้ำหยาง จื่อเขาเวนคืนที่ดินมาทำสวนสาธารณะ เช่นเดียวกับริมน้ำที่เมืองเซี่ยงไฮ้ทำเป็นสวนสาธารณะ ที่คนไทยนิยมเรียกว่า "สวนเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้" สวนสาธารณะนี้ยาวถึง 6 กิโลเมตร ถนนริมน้ำเรียงรายด้วยตึกฝรั่งที่เคยเป็นสถานกงสุล ธนาคารต่างชาติ สำนักงานของบริษัทต่างชาติ ซึ่งยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างสวยงาม ไปเมืองจีนเที่ยวนี้สบายใจดีกว่าอยู่เมืองไทยมาก ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |