|
มหาวิทยาลัยของรัฐ วิสัยทัศน์เพื่อการปฏิรูป
โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9560 ระบบการศึกษา และทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย นับเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ในด้านการพัฒนาและการแข่งขันกับนานาชาติ ถึงแม้ว่าจะได้มีการกล่าวถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษา ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งช่วยนำไปสู่ความพยายาม ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน แต่ในอดีตที่ผ่านมา รัฐมิได้ให้การปฏิรูปทางการศึกษา มีฐานะเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และเป็นระบบ ดังนั้นเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคภายหลังสงครามเย็น ที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นแนวโน้มหลัก การพัฒนาทางการศึกษาของไทย ซึ่งรวมถึงการอุดมศึกษา จึงอยู่ในฐานที่ก้าวไม่เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของโลก และยากที่จะอยู่ในแนวหน้าของภูมิภาคใต้ ภายใต้แรงกดดันจากโลกาภิวัตน์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในหลายประเทศ ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เป็นผลให้มหาวิทยาลัยในประเทศที่ขาดการปฏิรูปทางการศึกษา ต้องอยู่ในฐานะที่ตกต่ำลงแม้ว่า จะได้มีการปรับปรุงในระดับหนึ่งแล้ว ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัย ได้ขยายกว้างมากขึ้นทั้งระดับภายในประเทศ และระดับระหว่างประเทศ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดมากขึ้น ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยต่อมหาวิทยาลัย และในระดับคณะต่อคณะ มหาวิทยาลัยที่เคยมีชื่อเสียงสูงของประเทศอังกฤษ อยู่ในฐานะที่ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเศรษฐกิจ มีความก้าวหน้าอย่างเชื่องช้า แต่ในขณะเดียวกันระบบอุดมศึกษา ก็ขาดการปรับปรุงให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย จากรายงานการจัดอันดับล่าสุดที่จัดทำโดยคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยไซปรัส เราจะพบว่าในบรรดามหาวิทยาลัยที่ติด 50 อันดับแรกของโลกในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น มีมหาวิทยาลัยในอังกฤษอยู่เพียง 4 แห่ง แม้แต่มหาวิทยาลัยที่เลื่องชื่ออย่างมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ก็มิได้ถูกจัดไว้ในอันดับต้นๆ ในสาขาวิชาสายสังคมศาสตร์ เช่นเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการ สภาพการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก และได้ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มหาวิทยาลัยต่างๆ มีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ความได้เปรียบเสียเปรียบเกี่ยวข้องโดยตรง กับระบบการศึกษาที่มีสมรรถภาพและความคล่องตัวแตกต่างกัน มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกานั้นประสบความสำเร็จเป็นพิเศษ รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันต่อประเทศทั่วโลกมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยเหล่านี้อาจประสบกับข้อจำกัดทางด้านจำนวนนักศึกษาภายในประเทศ และเริ่มหันมาแย่งชิงนักศึกษาในต่างประเทศมากขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษซึ่งยังคงถูกควบคุมอัตราค่าเล่าเรียนขั้นสูงเท่ากับมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ที่ยกระดับขึ้นมาจากวิทยาลัยเทคนิคต้องพึ่งพารายได้จากนักศึกษาชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศในเครือจักรภพและประเทศที่มิได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก นอกจากนี้แล้ว จีนและอินเดียก็กำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและวิชาการของโลกและภูมิภาคเอเชีย ในขณะที่ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้มีการปฏิรูปในระดับอุมดศึกษาล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลไทย จะตัดสินใจลดเงินอุดหนุนแก่มหาวิทยาลัยของรัฐเมื่อใด และจะมีการออกนอกระบบราชการสู่รูปแบบใด การปรับตัวและการปฏิรูปให้เท่าทัน ก็ยังคงเป็นวาระที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สำหรับสายสังคมศาสตร์ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยของรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้า ควรมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการสร้างจุดเด่นใหม่ที่มีความเป็นนานาชาติมากขึ้น โดยที่ประชาคมของมหาวิทยาลัย สามารถตอบสนองสังคมได้มากขึ้นตามไปด้วย ความเป็นเลิศทางวิชาการ(Academic Excellence) เป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพ มิใช่ในเชิงปริมาณ เป็นการพัฒนาที่มีใช่เพื่อการพาณิชย์(Commercialization Of Assets) แต่เพื่อความยั่งยืนทางการศึกษาและการพัฒนาในระยะยาว ที่จริงแล้วมหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่ง มีความพร้อมพอสมควรที่จะพัฒนาให้มีความโดดเด่นทั้งทางด้านการเรียนรู้ การจัดการศึกษา และการวิจัยค้นคว้า เนื่องจากมีชื่อเสียงที่สะสมมานาน มีนักศึกษาและคณาจารย์ที่มีคุณภาพสูง และยังประสบปัญหาสมองไหลไม่มากนัก แต่ทว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้มักมีวัฒนธรรมขององค์กรที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมั่นมากเกินควรว่าตนเองมีความเป็นเลิศแล้ว การพัฒนาสู่ความเป็นนานาชาติ(Go-international) เป็นทิศทางที่สำคัญยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ในส่วนของวิชาการนั้นบางมหาวิทยาลัยนับว่ามีความเป็นนานาชาติพอสมควร แต่มหาวิทยาลัยของรัฐส่วนใหญ่กลับมีความเป็นนานาชาติต่ำกว่ามหาวิทยาลัยของเอกชนที่ขาดการสะสมชื่อเสียง ขาดทั้งบุคลากรและนักศึกษาเสียอีก หลักสูตรนานาชาติจำนวนมากยังอยู่ในระยะที่อ่อนแอ เพราะละเลยเป้าหมายด้านคุณภาพและอยู่ภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่ขาดการปรับปรุง การพัฒนาสู่ความเป็นนานาชาตินั้นมิได้หมายถึงเพียงการมีการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อสาร หรือมีผู้สอนชาวต่างประเทศแวะเวียนมาสอนเท่านั้น หากแต่ต้องมีความเข้มงวดในคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับในแวดวงนานาชาติด้วย มิฉะนั้นแล้ว " ความเป็นนานาชาติ" ดังกล่าวก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณซึ่งขาดความยั่งยืน ความอ่อนแอจะปรากฏชัดเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันในอนาคต ไม่ว่าแรงกดดันนั้นจะอยู่ในรูปของการตลาด การใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ หรือการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล ที่จริงแล้วความเป็นนานาชาติมิได้มีรูปแบบเดียว เพราะคุณสมบัติที่ทันสมัย(modern qualities) นั้นมีทั้งแบบอเมริกัน แบบยุโรป และแบบผสมผสานที่ไม่ตายตัว สำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้นหลักสูตรนานาชาติที่ขาดเอกลักษณ์ หรือขาดส่วนผสมของลักษณะท้องถิ่น(Localization) จะเป็นหลักสูตรที่ยากจะโดดเด่นได้ เพราะถอดแบบจากหลักสูตรในต่างประเทศมากเกินไป โดยที่พื้นฐานทางด้านปัจจัยการผลิตไม่สมบูรณ์เท่ากับหลักสูตรในต่างประเทศ ในระยะยาวหลักสูตรเหล่านี้ก็จะกลับมาแสดงความเปราะบางได้โดยง่าย เมื่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศสามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรี (ทั้งที่ผ่านและมิได้ผ่านเทคโนโลยีสื่อสารที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต) ความเป็นนานาชาติจึงควรได้รับการพัฒนาบนฐานของท้องถิ่น ให้มีความกลมกลืนกับจุดเด่นอื่นๆ ที่มีอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมไทยตลอดจนภูมิปัญญาตะวันออก การสร้างจุดแข็งที่ประสานระหว่างความเป็นนานาชาติกับส่วนที่มีคุณค่าแบบไทย จะเป็นวิสัยทัศน์สำคัญบนเวทีการศึกษาในอนาคต บทบาทที่เชื่อมโยงกับสังคม(Social Relevance) เป็นการทำหน้าที่ของสถาบันการศึกษาขั้นสูงที่มหาวิทยาลัยของรัฐสามารถดำเนินการได้ดี เพื่อให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาทางวิชาการที่เข้มแข็งขึ้นกระจายไปสู่ภาคประชาสังคม บทบาทเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยของรัฐแตกต่างจากมหาวิทยาลัยของเอกชน ทำให้มหาวิทยาลัยของรัฐมีเหตุผลที่จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ เพราะทำหน้าที่ด้านการพัฒนาได้ครบถ้วนมากกว่า กล่าวคือไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความรู้(teaching) และพัฒนาองค์ความรู้(research) เท่านั้น แต่รวมไปถึงการให้ความรู้นั้นเชื่อมโยงและเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย(extension) การเชื่อมโยงกับสังคมนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยของรัฐไม่เป็น "ศูนย์กลางของความรู้"(center of knowledge) ในเชิงพาณิชย์โดยถ่ายเดียว แต่สามารถพัฒนาเป็น "ศูนย์กลางของปัญญา"(center of wisdom) ที่เรียนรู้จากสังคม เข้าใจความจำเป็นของสังคม และมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมหรือประเทศชาติโดยครบถ้วน สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวนมาก ช่วงระยะ 5-10 ปีข้างหน้าอาจเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในแง่ของการปรับตัว เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงมากที่รัฐจะลดเงินอุดหนุนที่ให้แก่มหาวิทยาลัยของรัฐอย่างฉับพลัน และในขณะเดียวกันก็จะไม่มีแผนรองรับการปรับสภาพของมหาวิทยาลัยในกำกับอย่างที่พึงจะเป็นด้วย แนวโน้มเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในอังกฤษเช่นเดียวกัน โดยรัฐหันมาสนับสนุนการอุดมศึกษา ตามแนวทางที่เคยปฏิบัติในออสเตรเลีย กล่าวคือ แปลงสภาพจากเงินอุดหนุนที่ให้แก่มหาวิทยาลัยของรัฐ มาเป็นกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษาสำหรับนักศึกษาแทนแต่ยังคงควบคุมการบริหารจัดการและระบบราคาในแบบของมหาวิทยาลัยของรัฐ ความสามารถและการยืดหยุ่นในการปฏิรูปจะเป็นปัจจัยใหม่ที่แยกแยะมหาวิทยาลัยคุณภาพสูง ออกจากมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพรองลงมาได้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งในแง่นี้มหาวิทยาลัยเอกชน หรือมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีการปรับปรุงอย่างดี ก็จะก้าวรุดหน้าเหนือมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่เคยนำหน้ามาก่อนได้โดยไม่ยากนัก วิสัยทัศน์จึงเป็นการเปิดทางทางความคิดที่จะช่วยนำไปสู่การปรับตัวที่เท่าทันอนาคต แต่จะไม่มีประโยชน์เลยถ้าขาดปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปอย่างแท้จริง หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |