|
จะดับ หรือจุดไฟใต้
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 06 พฤษภาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3581 (2781) ณ วันนี้ ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนทั้งไทย และเทศ และจากองค์กรระหว่างประเทศ ถึงกรณีที่ประเทศไทยใช้กำลังปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบอย่างรุนแรงเบ็ดเสร็จ จนมีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยศพ ภายในเวลาเพียงวันเดียว ซึ่งเกือบเท่ากับยอดเสียชีวิตของทหารอเมริกัน ในเวลา 1 เดือนของเดือนเมษายนเดียวกัน นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการบริหารของฮิวแมน ไรต์ วอตช์ ให้สัมภาษณ์ว่า "จำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาลไทยต้องใชัความรุนแรงในการปราบปรามถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะการโจมตีผู้คนในมัสยิด ทางการไทยต้องเคารพหลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติในด้านข้อห้ามในขณะใช้กำลังแก้ไขปัญหาด้วย" หนังสือพิมพ์เอเชี่ยน วอลล์สตรีต เจอร์นัล ได้แสดงทรรศนะว่า "ไทยได้กลายเป็นสมรภูมิล่าสุดในสงครามการก่อการร้ายโลกไปแล้ว" ในทรรศนะของชาวมุสลิมวิธีการที่รัฐบาลไทย ใช้ในการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้นั้น ไม่มีความแตกต่างกับวิธีการที่ยิว ใช้กับชาวปาเลสไตน์และอเมริกาใช้กับชาวอิรักเลย ข้อเท็จจริง คือ การที่คนไทยต่างความเชื่อต่างศาสนา แม้ว่าจะมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันมา อย่างศานติสุขตลอดมาในประวัติศาสตร์ไทย โดยไม่เคยเกิดความรุนแรงในระดับนี้มาก่อน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้จะนำประเทศไทย ไปสู่การเป็นสมรภูมิของการก่อการร้ายโลกหรือไม่ เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันระดมความคิด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นธรรมที่สุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การสรุปง่ายๆ ว่าบรรดาบุคคลผู้เสียชีวิตเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ว่าเป็นพวกติดยาเสพย์ติด รับจ้างมา ถูกชักจูงล่อลวงมา จึงเป็นข้อสรุปที่ตื้นและง่ายเกินไป และไม่สามารถนำไปสู่วิธีการดับไฟใต้ให้มอดสนิทได้ แต่อาจจะเป็นประกายไฟลามทุ่ง และที่น่าเป็นห่วงคือ บาดแผลนี้อาจจะถูกขยาย และลามไปเป็นประเด็นระหว่างประเทศ คือ ประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา กับโลกมุสลิมซึ่งมีประชากร 1 ใน 4 ของโลก และคุมน้ำมัน 2 ใน 3 ของโลก โดยเฉพาะการถูกเหมาเอาประเทศไทยไปอยู่เคียงข้างกับอเมริกาที่ใช้วิธีการปราบปรามเดียวกัน เหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างประเทศที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางศาสนานั้นน่าสะพรึงกลัว และก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างไม่อาจจะประมาณได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เมื่อวิเคราะห์แล้วสาเหตุก็ไม่แตกต่างจากเหตุการณ์สำคัญหลายๆ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทย คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535 คือ เกิดจากความไม่พอใจในนโยบายบางอย่างหรือหลายๆ อย่างของรัฐบาล (จะผิดหรือถูก ดีหรือเลว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) เมื่อมีความไม่พอใจ จึงมีการชักชวนให้ปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อความสะใจ หรือเพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขที่ต้นตอของความไม่พอใจนั้น (ซึ่งคงจะไม่ใช่แค่วัยรุ่นติดยาแล้วถูกบงการอย่างที่รัฐบาลแถลงออกมาอย่างแน่นอน เพราะในบรรดาผู้เสียชีวิตมีทีมฟุตบอลเยาวชนทั้งทีมจำนวน 19 คนที่พ่อแม่ยืนยันว่าไม่ได้ติดยา) การใช้ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตกว่าร้อยชีวิตของคนไทยทุกฝ่ายในเหตุการณ์ดับไฟใต้ ที่กลายเป็นข่าวพาดหัวของสื่อมวลชน และสำนักข่าวทั่วโลกจนกลบข่าวสงครามอิรักไปได้ 1 วัน ก่อให้เกิดคำถามขึ้น คำถามที่เกิดขึ้น คือ นี่เป็นหนทางเดียวในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้หรือเป็นการแก้ไขที่ถูกจุดแล้วหรือ ได้มีการวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง และเที่ยงธรรมกันแค่ไหน ถึงต้นตอของปัญหาที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือความไม่พึงพอใจ อย่างน้อยก็ในหมู่ของกลุ่มคนที่รวมตัวกันโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ทำไมจึงไม่ใช้หลักอริยสัจ 4 มาใช้เพื่อดับปัญหา นั่นคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค สมุทัยของปัญหาความไม่สงบในภาคใต้นั้นสั่งสมมายาวนาน ดังนั้น นิโรธ และมรรคของการแก้ไขปัญหา จึงต้องใช้เวลายาวนานด้วย ไม่ใช่วิธีการเบ็ดเสร็จซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า จะสร้างปัญหาอย่างน่าเป็นห่วงยิ่งในระยะยาว อย่างไม่อาจจะประเมินถึงความเสียหายที่จะตามมาได้ สมุทัยของปัญหาสามารถสรุปได้อย่างสั้นที่สุดคือ ความไม่เป็นธรรม ที่ประชาชนได้รับอย่างเนืองนิจ จากนโยบายการลงโทษข้าราชการเลวจำนวนมาก โดยการย้ายไปประจำที่ภาคใต้แทนการไล่ออก ข้าราชการเลวเมื่อย้ายไปอยู่ที่ไหน ก็ย่อมไปทำเลวต่อที่นั่น เช่นเดียวกับข้าราชการดี เมื่อย้ายไปที่ไหนก็ไปทำดีต่อที่นั่น ภาคใต้นั้นรู้กันมานานว่ามีผลประโยชน์มากมาย ตั้งแต่สินค้า น้ำมันเถื่อน ที่ราคาในมาเลเซีย ถูกกว่าลิตรละหลายบาท บุหรี่เถื่อน เหล้าเถื่อน เครื่องใช้ไฟฟ้าหนีภาษี ซีดี ดีวีดี ซอฟต์แวร์ หวยมาเลย์ หวยใต้ดิน และบ่อนเถื่อน นอกจากนี้งบประมาณของรัฐทั้งด้านพัฒนา และด้านรักษาความมั่นคงยังตกหล่นอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ผลประโยชน์เหล่านี้เองที่เป็นต้นตอของความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อข้าราชการเลว ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่ รวมหัวกับผู้มีอิทธิพล และกลุ่มทุนท้องถิ่น เลยเป็นต้นตอของความไม่สงบที่เกิดขึ้น ความไม่เป็นธรรมที่เป็นสมุทัยของปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ รวมถึงคนไทยบางกลุ่มที่คิดจะแยกดินแดน นั้นเกิดจากข้าราชการเลว และนโยบายที่ผิดพลาดบางประการของรัฐ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ ความไม่เป็นธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นิโรธและมรรคของการดับไฟใต้ให้มอดสนิท จึงต้องสร้างความเป็นธรรมทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภาคใต้ให้ได้ด้วยนโยบายคิดใหม่ ทำใหม่ อย่างแท้จริง ความไม่เป็นธรรมทางการเมือง สะท้อนออกมาที่ประชาชนขาดโอกาส และไม่ได้รับการยอมรับให้มีสิทธิ ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในการกำหนดนโยบายท้องถิ่น (เช่น กรณีโครงการวางท่อก๊าซไทย มาเลเซีย ที่ชาวบ้านต่อต้าน) การเข้าบริหารงานท้องถิ่น และการเลือกข้าราชการมาปกครอง ทุกอย่างมาจากส่วนกลางทั้งสิ้น ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สะท้อนออกมาที่สัดส่วนของงบประมาณในการพัฒนาจังหวัดภาคใต้ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับภาษีที่เก็บจากภาคใต้ ซึ่งเป็นภาคที่รวยกว่าภาคอื่นโดยรวม เพราะว่ามีทรัพยากรมาก เช่น ดีบุกที่เคยทำรายได้ในอันดับต้นๆ ของชาติ (หมดไปแล้ว) การประมง ยางพารา และการท่องเที่ยว ความไม่เป็นธรรมทางสังคมและวัฒนธรรม สะท้อนออกมาที่การไม่ยอมรับ และไม่เคารพในความแตกต่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติและเป็นสิทธิ คือ การนับถือ และการเรียนศาสนาอิสลาม การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม และประเพณี รัฐบาลได้กำหนดนโยบายหลายอย่างที่ไปขัดกับความรู้สึกของคนท้องถิ่น เช่น การนำพระพุทธรูปไปตั้งในโรงเรียน ที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เรื่องชุดนักเรียน เรื่องการสวดมนต์ ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นการแสดงถึงการไม่ยอมรับความแตกต่างของภาครัฐ หรือแสดงถึงความต้องการกลืนวัฒนธรรมพื้นบ้าน ความไม่เป็นธรรมทั้ง 4 ด้านนี้ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงใจ แต่ใช้วิธีการทางทหารแทน ย่อมมิใช่นิโรธและมรรคของการดับไฟใต้ให้มอดสนิทอย่างแน่นอน ถึงจะยืนยันอย่างไรก็เชื่อไม่ได้ นอกจากนี้ รัฐควรจะมีมาตรการเยียวยาให้กับพ่อแม่และญาติพี่น้องผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน เพราะรัฐบาลแถลงว่าบุคคลเหล่านี้ที่เป็นเยาวชนหลงผิด ติดยา ไร้ความคิดความอ่าน ใครสั่งให้ทำอะไรก็ทำได้โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิด บุคคลที่หลงผิด ควรจะได้รับโอกาสให้กลับตัว เหมือนสมัยที่มีผู้ไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับปืนมาสู้กับรัฐบาลก็ได้รับนิรโทษกรรม (หลายคนดำรงตำแหน่งใหญ่โตในคณะรัฐบาลชุดนี้) แต่เมื่อมาดับโอกาสของผู้เสียชีวิตเหล่านี้แล้วก็ควรจะมีมาตรการทั้งระยะสั้น โดยการชดเชยเงินให้พ่อแม่ และระยะยาวโดยการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในทุกด้านให้หมดไป โดยเฉพาะการใช้นโยบายการเมือง นำการทหาร หรือใช้หลักรัฐศาสตร์นำหลักนิติศาสตร์ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 อย่าถั่งโถมโหมแรงไฟใต้ (2) คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 21 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3594 (2794) แนวทางในการเยียวยาเพื่อดับไฟใต้นั้นต้องมีโครงการที่เป็นระยะสั้น และระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ครบทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในด้านการเมือง รัฐต้องเปลี่ยนกรอบคิดและมุมมองในเรื่องรัฐชาติใหม่ โดยการใช้กรอบคิดสิทธิมนุษยชนแทนกรอบคิดเชื้อชาตินิยม คือ ชาติไม่ได้ประกอบด้วยชนเผ่าไทย หรือเลือดไทยเพียงสายเลือดเดียว แต่ประกอบด้วยชนหลายเผ่าพันธุ์ หลายสายเลือด หลายศาสนา หลายความเชื่อ หลายขนบธรรมเนียมประเพณี และมีหลายภาษาพูดที่อาศัยอยู่ภายร่มโพธิ์อาณา เขตของประเทศไทย การยอมรับกรอบคิดใหม่ที่เป็นสากลจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ขัดแย้งกับกรอบคิดนี้ นำไปสู่นโยบายการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ นโยบายการศึกษา และนโยบายการจัดสรรงบประมาณอย่างเท่าเทียมกัน เช่น การจัดสรรงบประมาณในการสร้างมัสยิดเพิ่ม หรือโรงเรียนปอเนาะเพิ่ม หรือการจัดหลักสูตรในโรงเรียนประชาบาล โดยมีวิชาอิสลาม และภาษายาวีเป็นวิชาเลือก การจ้างโต๊ะครูหรืออิหม่ามมาเป็นผู้สอนในโรงเรียน เป็นต้น นโยบายของรัฐที่ผิดพลาดที่ผ่านมา คือ นโยบายที่จะ "กลืน" ทุกคนที่มีศาสนา และภาษาที่แตกต่าง ให้มาเรียนรู้พุทธศาสนาและพูดไทยโดยการบังคับ มิใช่โดยสมัครใจ ทั้งๆ ที่สามารถใช้วิธีจูงใจได้ เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนเอง เช่น การตั้งคะแนนวิชาภาษาไทยให้สูงลิบลิ่ว ชาวมุสลิมเชื่อในอัลเลาะห์ ที่ใช้เรียกชื่อพระเจ้าเพียงองค์เดียวที่เป็นผู้ควบคุมจักรวาลนี้ และเชื่อในคำสอนจากคัมภีร์เดียว คือ คัมภีร์อัลกุรอาน ที่นบี หรือผู้นำสาส์นของอัลเลาะห์เป็นผู้นำมาให้และจารึกไว้ ชาวมุสลิมถือว่าการเรียนรู้ศาสนา หรือคำสอนอื่นๆ เป็นบาปทั้งหมด และตายไปต้องตกนรก ดังนั้น การบังคับผ่านหลักสูตรการศึกษาที่ให้ชาวมุสลิมต้องเรียนวิชาศีลธรรม สวดมนต์ และภาษาไทยจึงเปรียบเสมือนไปบังคับให้ชาวมุสลิมทำบาป ภาษาไทยถูกกลุ่มสุดขั้วบางกลุ่มบิดเบือนว่าเป็น "ภาษาพุทธศาสนา" ดังนั้นการเรียนภาษาไทยจึงเป็นบาปด้วย และต้องตกนรก (เพราะมุสลิมไม่เชื่อในศาสนาอื่นหรือคัมภีร์ของศาสนาอื่น) ด้วยเหตุนี้ชาวมุสลิมจำนวนไม่น้อยจึงไม่ยอมเรียนภาษาไทย และพูดไทยไม่ได้ บางครั้งจึงถูกเจ้าหน้าที่ของไทย หรือตำรวจตำหนิ หรือพูดจาให้เจ็บแค้นใจ โดยพูดถากถางว่า เป็นคนไทย แต่พูดไทยไม่ได้ ทั้งๆ ที่การเป็นประชาชนไทย หรือประชาชนของชาติใดชาติหนึ่งก็สามารถพูดภาษาที่แตกต่างกันได้ หรือพูดไม่ได้เลย เช่น คนใบ้ ก็เป็นคนไทยได้ ต้องไม่ลืมว่า ในขณะที่ประเทศอินเดียมีภาษาหลายร้อยภาษา แคนาดาก็มีภาษาทางการ 2 ภาษา คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส ดังนั้นการเป็นประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่งจึงไม่ได้ตัดสินกันด้วยภาษา ประเทศจีนก็มีหลายสำเนียงพูดและคนแต่ละภาคก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ในด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐจะต้องมีนโยบายว่าผู้ที่จะทำงานในพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งหนึ่งพูดภาษาไทยไม่ได้ เจ้าหน้าที่นั้นๆ ต้องเรียนภาษาท้องถิ่นอย่างแตกฉานก่อนจึงจะรับเข้าทำงาน หรือย้ายมาประจำในภาคใต้ เช่นเดียวกับที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่กำหนดไว้เลยว่าข้ารัฐการทุกคนต้องเรียนรู้ภาษาสเปนที่คนเม็กซิกัน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่พูด มิฉะนั้นถือว่าสอบเข้าทำงานไม่ผ่าน การแก้ไขปัญหาการเมืองที่ได้ผลที่สุดคือการยึดเอาประชาชนในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง คือ การให้คนในท้องถิ่นมีโอกาสก่อน หรือได้คะแนนพิเศษจำนวนหนึ่งในการสอบเข้ารับราชการในท้องถิ่นของตน รวมทั้งการเป็นผู้ร่วมกำหนดหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียน ในด้านเศรษฐกิจ หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาคใต้ได้ ปัญหาทางการเมือง หรือปัญหาอื่นๆ ก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น เมื่อประชาชนมีการศึกษาและอยู่ดีกินดีแล้ว ก็จะมีความสุขและพอใจในสภาพชีวิตที่ดำรงอยู่ ดังนั้นคำปลุกปั่นยุยงส่งเสริมในทางที่ผิด ไม่ว่าจะจากภายนอกประเทศหรือภายในประเทศก็จะใช้ไม่ได้ผล รัฐจะต้องทุ่มเทงบประมาณมาพัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงาน ให้มีอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตของท้องถิ่น ให้มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ผลผลิตจากการประมงพื้นบ้านของชาวบ้าน หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา ฯลฯ รัฐบาลต้องพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ ให้เจริญทัดเทียมกับมาเลเซีย โดยการประกันค่าแรงขั้นต่ำ ไม่น้อยกว่าที่มาเลย์เซีย เพื่อไม่ให้มีการเปรียบเทียบ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการข้ามชายแดนไปทำงานฝั่งมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม รัฐควรจะยอมให้มีการถือ 2 สัญชาติ เพราะประเทศไทยได้ประโยชน์ในด้านได้เงินตราต่างประเทศจากแรงงานที่ไปทำงานฝั่งมาเลเซีย เป็นธรรมชาติที่ทุกคนย่อมต้องการได้ค่าแรงสูงสุดจากแรงงานของตน ในเมื่อฝั่งมาเลเซียให้ค่าแรงมากกว่า จึงเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติและสร้างความขัดแย้งในการกีดกันไทยมุสลิมที่ไปทำงานในประเทศนั้น นอกจากนี้ การปิดกั้นความช่วยเหลือและเงินบริจาคจากชาติมุสลิมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือทางด้านวัตถุ หรือเงินจากองค์กรต่างๆ ประเทศที่รัฐบาลไทยเข้าใจว่าเป็นเงินสนับสนุนให้มีการก่อการร้าย ทำให้เกิดผลเสีย และความเดือดร้อน แก่ประชาชนที่เคยได้รับความช่วยเหลือ รัฐบาลต้องทำความเข้าใจในวัตถุประสงค์ ของการให้ความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ เหล่านี้ โดยมีการจำแนกอย่างชัดเจน รัฐบาลต้องทำความเข้าใจ กับหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามที่กำหนดให้ชาวมุสลิมทุกคน มีหลักปฏิบัติในการบริจาคที่เรียกว่า "ซากาต" คือ การบริจาคทรัพย์สินร้อยละ 2.5 จากการทำธุรกิจการค้าเพื่อมาช่วยเหลือหรือให้กับบุคคล 8 ประเภท ซึ่งเน้นหนักที่ให้ความช่วยเหลือคนที่เรียกว่า "ฟาเกสมุสติน" ซึ่งก็คือคนที่ไม่มีอะไรเลยกับคนยากจน คนยากจนกับคนไม่มีอะไรเลยแตกต่างกัน "ฟาเกส" คือคนที่ไม่มีอะไรเลย คนยากจนคือคนที่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เป็นผู้ยากไร้ ขัดสน ชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทยเข้าข่ายอยู่ในบุคคล 2 ประเภทนี้มีจำนวนมาก ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ทำให้ประชาชน อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกมอมเมา โดยใช้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์เข้าล่อให้เกิดการหลงผิดต่างๆ ในสะวะดี ประเทศคูเวต ได้ตั้งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมสงเคราะห์ส่งเงินมาช่วยประชาชนที่ยากจนในประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นทำให้ต้องหยุดให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากกลัวจะถูกกล่าวหาว่าส่งเงินมาสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบ ทำให้ผู้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือเดือดร้อน และที่ประเทศกาตาร์ก็มีองค์กรช่วยเหลือ เรียกว่า "ซากาดสากล จันทร์เสี้ยว" ให้ความช่วยเหลือประเทศที่ยากจนในด้านเงินทุนสนับสนุนงานประชาสังคม และทุนการศึกษาเด็กต่างๆ แต่ขณะนี้เงินช่วยเหลือเหล่านี้ถูกรัฐบาลห้ามและควบคุม รมต.มหาดไทย โภคิน พลกุล น่าจะทบทวนมาตรการเหล่านี้ใหม่ เพราะว่าผู้ที่เดือดร้อนคือเยาวชนและผู้ด้อยโอกาส สิ่งที่น่าจะทำคือ การกำหนดให้ผู้รับรายงานการใช้จ่ายเงินที่รับมาอย่างโปร่งใส ในด้านวัฒนธรรม นายกฯทักษิณ น่าจะแสดงความจริงใจว่ารัฐบาลนี้ สนับสนุนศาสนาอิสลามให้ชาวมุสลิมทั่วโลก ได้ประจักษ์ คือ การทุ่มทุนสร้างมัสยิดใหม่ในบริเวณใกล้กับมัสยิดกรือเซะ (ซึ่งควรรักษาให้เป็นโบราณสถาน) ให้อลังการยิ่งใหญ่กว่าของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ เพื่อเป็นศูนย์ให้ชาวมุสลิมทั่วโลก ที่มาเที่ยวเมืองไทยได้เดินทางมาเยี่ยมชม และทำละหมาดไปด้วย ประเทศไทยก็จะได้เงินตราต่างประเทศ จากการเดินทางมาเยี่ยมชม และทำละหมาดของชาวมุสลิมทั่วโลก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐลงทุนครั้งเดียว ในขณะเดียวกันก็ควรจะสร้างอุทยานความรู้ติดกับมัสยิดเพื่อให้เยาวชนมุสลิม ได้เรียนรู้ความรู้สมัยใหม่ทุกสาขาวิชาการควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้การสร้างมหาวิทยาลัยอิสลามที่ ครม.อนุมัติแล้วก็ควรจะสร้างให้ใหญ่โตเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามของภูมิภาคนี้ด้วย เพื่อว่าไทยชาวมุสลิมจะได้ไม่ต้องเดินทางไปศึกษาไกลถึงตะวันออกกลาง หรือปากีสถาน หรือมาเลเซีย เพราะว่าจังหวัดปัตตานีเคยเป็นศูนย์กลางการศึกษาอิสลาม และมีโต๊ะครู และอิหม่ามที่มีความรู้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาประเทศอยู่หลายท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในด้านโรงเรียนประชาบาล และ กสน. ควรจะใช้นโยบายจูงใจให้เรียนภาษาไทยด้วยความสมัครใจ และได้ผลตอบแทนในการเรียนภาษาไทย เช่น การให้เงินเดือนในขณะที่เข้าเรียน เป็นต้น มาตรการต่างๆ ที่เสนอมาข้างต้นเป็นเรื่องที่ควรจะดำเนินการมานานแล้ว แต่กลับทำตรงกันข้าม จนก่อให้เกิดช่องว่างให้ "ไอ้โม่ง" ที่ไม่หวังดีต่อความสุขสงบในภาคใต้ใช่ช่องว่างนี้ยุยงปลุกปั่นผู้ที่อ่อนไหว โดยเฉพาะเยาวชนที่มักจะเผชิญกับการใช้อำนาจอย่างเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนเหตุการณ์ลุกลามมาถึงทุกวันนี้ ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะ "กลับลำนโยบาย และกรอบคิด" เสียใหม่ เพื่อดับไฟใต้อย่างยั่งยืน การใช้นโยบายการทหารหรือการปราบปรามนำตามข่าวกรองที่รับมาอย่างผิดๆ ก็จะไปช่วยกระพือให้ไฟใต้ลุกโชน โชติช่วงอย่างยากที่จะดับได้อีกในอนาคต ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |