|
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสูบบุหรี่
บทความ โดย อนุวัฒน์ ชลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ anuwat@dpu.ac.th ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 06 พฤษภาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3581 (2781) "อาจารย์ครับ เพื่อนผมมันริสูบบุหรี่" นักศึกษาของผมให้ข้อมูลและหวังได้รับคำเตือนเรื่องพิษภัยของการสูบบุหรี่จากผม "อย่าลองเลย สูบบุหรี่มันไม่ดีนะคุณ" ผมเตือนห้วนสั้น เป็นคำตักเตือนพื้นฐานที่ปราศจากคำอธิบายเหตุผล หลังคาบเรียนดังกล่าว ประเด็นปัญหาเรื่องการสูบบุหรี่ติดค้างอยู่ในใจผม อาทิ หากเราเริ่มต้นด้วยคำเตือนที่ปราศจากคำอธิบายว่า "สูบบุหรี่ มันไม่ดีนะคุณ" เราจะอธิบายปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้อย่างไร ? หาก "การสูบบุหรี่ มันไม่ดีนะคุณ" ทำไมคนถึงสูบบุหรี่ ? ประเด็นปัญหาดังกล่าวทำให้ผมกลับไปอ่านหนังสือ เพื่อหาข้อถกเถียงที่มีเหตุผลในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพื่อกลับไปเล่าให้นักศึกษาของผมฟัง ผมอ่านพบ ประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริง และข้อถกเถียงของเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสูบบุหรี่ที่น่าสนใจหลายข้อ การสูบบุหรี่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์อย่างไร ? มนุษยชาติเริ่มรู้จักการสูบบุหรี่ก่อน Christopher Columbus ค้นพบอเมริกา ในยุคเริ่มต้นชาวอินเดียนแดงพื้นเมืองปลูกใบยาสูบและสูบบุหรี่เพื่อหวังผลในการรักษาโรคบางชนิด และการสูบบุหรี่เป็นกิจกรรมร่วมกันของเหล่านักรบเพื่อเฉลิมฉลองพิธีสำคัญประจำเผ่า การสูบบุหรี่เริ่มแพร่หลายในทวีปยุโรปช่วงกลางทศวรรษที่ 16 เมื่อนักเดินทางชาวฝรั่งเศสชื่อ นาย Jean Nicot (สารนิโคติน (Nicotine) ถูกตั้งชื่อตาม นักเดินทางคนนี้) นำบุหรี่ข้ามจากฝั่งอเมริกาสู่ยุโรป ทำให้ชาวยุโรปเริ่มรู้จักการสูบบุหรี่ โดยเริ่มต้นจากฝรั่งเศสในปี 1556 โปรตุเกสในปี 1558, สเปนในปี 1559 และอังกฤษในปี 1565 เนื่องจากความต้องการบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นทั้งในฝั่งอเมริกาและยุโรป ทำให้อุตสาหกรรมบุหรี่สามารถประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีลูกค้ากลุ่มสำคัญคือ แรงงานทาสทางตอนเหนือของยุโรป ความต้องการบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ 17 ถึง 19 มีส่วนดึงดูดนักลงทุนเอกชน เข้าสู่อุตสาหกรรมบุหรี่เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยผลข้างเคียงของการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพ ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ในยุคแรก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สูบบุหรี่ในยุคแรกเชื่อว่า บุหรี่มีสรรพคุณสามารถรักษาโรคบางชนิด ผลการวิจัยเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพของผู้สูบบุหรี่เริ่มต้นตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อย่างต่อเนื่องในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 ในปี 1930 นักวิจัยชาวเยอรมันค้นพบสหสัมพันธ์ระหว่างโอกาสการเกิดโรคมะเร็งปอด และโรคถุงลมโป่งพอง กับการสูบบุหรี่ ในปี 1944 America Cancer Society พบว่า ผู้สูบบุหรี่จะมีอายุเฉลี่ยน้อยกว่า ผู้ไม่สูบ และเริ่มรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ในปี 1952 นิตยสาร Reader"s Digest ตีพิมพ์บทความชื่อ "มะเร็งจากกล่องกระดาษ" (Cancer by the Carton) โดยเนื้อหาบทความเสนอข้อมูลเรื่องพิษภัยของการสูบบุหรี่อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้ยอดขายบุหรี่ ในสหรัฐอเมริกาลดลงเป็นครั้งแรกในช่วง 2 ทศวรรษ ในปี 1954 กลุ่มบริษัทเอกชนผู้ผลิตบุหรี่ในสหรัฐ อเมริการวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสถาบันวิจัยเรื่องบุหรี่ (Tobacco Industry Research Council : TIRC) โดย TIRC ผลิตงานวิจัยที่เสนอผลการศึกษาขั้วตรงข้ามกับผลการศึกษา จากหน่วยงานสาธารณสุขอเมริกันหลายชิ้น อาทิ การประเมินความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งปอดที่น้อยลง เมื่อสูบบุหรี่ที่มีสารทาร์ต่ำ (Low-tar cigarette) เราไม่สามารถทำการรณรงค์เรื่องการลด/ งดสูบบุหรี่ หรือจัดพื้นที่การสูบบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่เริ่มต้นจากคำถามพื้นฐานเพื่อเข้าใจพฤติกรรมผู้สูบบุหรี่ที่ว่า "ทำไมคนจึงสูบบุหรี่ ?" คำถามที่ว่า ทำไมคนถึงสูบบุหรี่ และประเด็นเกี่ยวข้องอื่นๆ นักเศรษฐศาสตร์เถียงกันสนุกครับ Gary Becker และ Kevin Murphy (1988) สร้างแบบจำลองอธิบายพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่ โดยแบบจำลองเสนอว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็น "พฤติกรรมเสพย์ติดที่สมเหตุสมผล" (rational addiction) แบบจำลองชี้ว่าบุหรี่เป็นสินค้าที่มี ลักษณะเสพย์ติด (addicted goods) เช่นเดียวกันกับการดื่มสุรา การขับรถซิ่ง หรือการไปโบสถ์ของชาวคริสต์ ลักษณะสินค้าเสพย์ติดทำให้ปริมาณการบริโภคในปัจจุบันขึ้นอยู่กับปริมาณการบริโภคในอดีต และปริมาณการบริโภคในอนาคตขึ้นอยู่กับปริมาณการบริโภคในปัจจุบัน การสูบบุหรี่เป็น "พฤติกรรมเสพย์ติดที่สมเหตุสมผล" ในแง่ที่ว่า ผู้สูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะประเมินประโยชน์ และต้นทุนจากการสูบบุหรี่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต หากผู้สูบพบว่าประโยชน์มากกว่าต้นทุนก็ตัดสินใจสูบ แต่หากเมื่อใดพบว่าต้นทุนมากกว่าประโยชน์ก็จะตัดสินใจเลิก ยิ่งไปกว่านั้น งานศึกษาเชิงประจักษ์รุ่นต่อมา เสนอผลการศึกษาที่ให้การสนับสนุน "พฤติกรรมเสพย์ติดที่สมเหตุสมผล" โดยแสดงให้เห็นว่า ปริมาณความต้องการสูบบุหรี่ตอบสนองต่อราคา อาทิ Gruber และ Koszegi (2000) พบว่า ความต้องการสูบบุหรี่ในปัจจุบันจะลดลงหากผู้สูบคาดการณ์ว่าราคาบุหรี่ในอนาคตจะสูงขึ้น ด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย Becker และ Murphy (1988) เสนอว่า เนื่องจากการสูบบุหรี่เป็นกิจกรรม ที่ทำให้เกิดผลกระทบภายนอกด้านลบ (negative externality) อันมีผลทำให้ปริมาณการสูบบุหรี่มากเกินไป จากมุมมองของสังคม ทำให้ภาครัฐมีเหตุผลเข้าแทรกแซงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเอกชน ผ่านการตั้งราคาบุหรี่ให้สูงเกินกว่าต้นทุนการผลิต หรือการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ เป็นต้น คำอธิบายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในฐานะพฤติกรรม ที่สมเหตุสมผล และข้อเสนอเชิงนโยบายจากแบบจำลอง Becker และ Murphy (1988) นำไปสู่ข้อถกเถียงในวงวิชาการหลายประเด็น ประเด็นแรก พฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นพฤติ กรรมเสพย์ติดที่สมเหตุสมผล (rational addiction) จริงหรือไม่ ข้อถกเถียงหลักคือ พฤติกรรมการสูบบุหรี่อาจไม่สมเหตุสมผลในภาวะที่ข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์ (incomplete information) การขาดข้อมูลข่าวสาร และต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทำให้ผู้สูบบุหรี่ไม่สามารถประเมินต้นทุนจากการสูบบุหรี่ (โอกาสที่จะเกิดโรคร้ายต่างๆ ) ได้ถูกต้อง คดีความระหว่างผู้สูบบุหรี่กับผู้ผลิตบุหรี่อันเนื่องมาจากข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในปี 1983 Rose Cipollone ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 400,000 ดอลลาร์อเมริกันแก่กลุ่มผู้ผลิตบุหรี่ Liggett Group โดยอ้างว่า ผู้ผลิตบุหรี่ไม่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพจากการสูบบุหรี่จนทำให้เธอต้องเป็นโรคมะเร็งปอด โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ผู้ผลิตบุหรี่มีความผิด ขณะที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดี Rose Cipollone vs. Liggett Group (1983) มีผลทำให้ผู้ผลิตบุหรี่ต้องติดคำเตือนเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพจากการสูบบุหรี่ ด้านหนึ่งงานวิจัยจากองค์กรรณรงค์เพื่อลดการสูบบุหรี่ชี้ว่า เนื่องจากปัญหาข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์ ทำให้ผู้สูบบุหรี่มีแนวโน้มจะประเมินต้นทุนจากการสูบบุหรี่ต่ำกว่าความเป็นจริง (under estimated) ขณะที่งานศึกษาบางชิ้นโต้แย้งว่า เนื่องจาก การประชาสัมพันธ์เรื่องพิษภัยของการสูบบุหรี่ โดยขาดข้อเท็จจริง ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้สูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะประเมินต้นทุนจากการสูบบุหรี่สูงกว่าความเป็นจริง (over estimated) ประเด็นที่สอง ใครคือผู้แบกรับภาระต้นทุนที่แท้จริงจากการสูบบุหรี่ระหว่างกลุ่มผู้สูบบุหรี่ (smoker) และไม่สูบบุหรี่ (non-smoker) วงวิชาการด้านหนึ่งเชื่อว่า เมื่อการสูบบุหรี่ทำให้กลุ่มผู้สูบบุหรี่เกิดโรคต่างๆ เช่น ถุงลมโป่งพอง, มะเร็งปอด ทำให้กลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่มีส่วนแบกภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลกลุ่มผู้สูบบุหรี่ด้วยทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้สูบ กล่าวอีกนัยหนึ่ง กลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่มีส่วนจ่ายเงินอุดหนุน (subsidy) ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลกลุ่มผู้สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นเหตุผลในการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ วงวิชาการอีกด้านหนึ่งเสนอผลการศึกษาเชิงประจักษ์ในทางตรงข้าม กล่าวคือ เนื่องจากธรรม ชาติของราคาบุหรี่ที่สูงเกินกว่าต้นทุนมาก การจ่ายต้นทุนค่ารักษาพยาบาลสุขภาพ จากการสูบบุหรี่ของผู้สูบเอง ในโรงพยาบาลเอกชน และเงินออม ตกทอดของกลุ่มผู้สูบบุหรี่ส่วนมากที่มีแนวโน้มจะเสียชีวิตก่อนกำหนด ทำให้แท้จริงแล้ว ผลสรุปจากงานวิจัยชี้ว่า กลุ่มผู้สูบบุหรี่ต่างหากที่จ่ายเงินอุด หนุนแก่กลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่ ผลสรุปจากงานวิจัยดังกล่าว ทำให้ Jeffry Harris ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์แห่ง MIT ถึงกับประณามงานวิจัยดังกล่าวว่า "ไม่ใช่งานวิจัยที่สมควรถูกศึกษาในสังคมที่มีอารยธรรม" ประเด็นที่สาม เนื่องจากการสูบบุหรี่ทำให้เกิดผลกระทบภายนอกด้านลบ (negative externality) ต่อผู้ไม่สูบบุหรี่ ทำให้ปริมาณการสูบบุหรี่ในสังคมมีมากเกินไป สังคมจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร ? มาตรการพื้นฐานที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปยอมรับคือ มาตรการเพิ่มต้นทุนจากการสูบบุหรี่ต่อผู้สูบ อาทิ การเพิ่มราคาบุหรี่ และการจำกัดพื้นที่การสูบบุหรี่ (ประเทศไทยประกาศบังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 โดยมีสาระสำคัญหลักในการจำกัดพื้นที่การสูบบุหรี่) อีกด้านหนึ่ง Pierre Lemieux (2004) โต้แย้งมาตรการกำหนดพื้นที่ปลอดบุหรี่จากภาครัฐ โดยให้เหตุผลว่า ภาครัฐขาดความสามารถในการกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่ในพื้นที่ต้องห้ามต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐขาดความสามารถในการคำนวณข้อมูลว่าด้วยขนาด "พื้นที่" ปลอดและไม่ปลอดบุหรี่ที่เหมาะสม ข้อเสนอหลักของ Lemieux คือ การให้เอกชนคำนวณและรักษากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินว่าด้วย "พื้นที่" ปลอดหรือไม่ปลอดบุหรี่เอง อาทิ ร้านอาหารสามารถคำนวณพื้นที่ปลอดหรือไม่ปลอดบุหรี่ได้ดีกว่ารัฐ ซึ่งหากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (พื้นที่ปลอดหรือไม่ปลอดบุหรี่) มีความชัดเจนจะนำไปสู่ปริมาณการสูบบุหรี่ที่เหมาะสม และการกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่มีประสิทธิภาพ หากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมีความชัดเจน กรณีที่ร้านไม่อนุญาตการสูบบุหรี่ ผู้สูบบุหรี่จะเป็นผู้จ่ายราคาการสูบบุหรี่โดยการถูกห้ามเข้าร้าน ในทางตรงข้าม กรณีที่ร้านอนุญาตการสูบบุหรี่ ผู้ไม่สูบบุหรี่ก็จำเป็นต้องจ่าย (เหม็นกลิ่นบุหรี่) หากต้องการเข้าร้านดังกล่าว ซึ่งร้านอาหารสามารถคำนวณพื้นที่ปลอดหรือไม่ปลอดบุหรี่ดังกล่าวได้ดีกว่ารัฐ ประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริง และข้อถกเถียงของเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสูบบุหรี่เหล่านี้ครับที่ทำให้ผม "ตื่นเต้น" ในการเข้าไปถกเถียงกับนักศึกษาของผมในครั้งหน้า
หมายเหตุ : 1.งานบุกเบิกของเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสูบบุหรี่ ได้แก่ Gary S. Becker and Kevin M. Murphy, "A Theory of Rational Addiction" Journal of Political Economy 96, August 1988, 675-700. งานศึกษาเชิงประจักษ์ได้แก่ Jonathan Gruber and Boton Koszegi, "Is Addiction Rational? Theory and Evidence" NBER Working Paper No. 7507, 2000. 2.ผู้สนใจเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสูบบุหรี่สามารถติดตามจาก Richard D. Tollison and Richard E. Wagner, The Economics of Smoking, Kluwer Academic Publisher, 1992 และ Pierre Lemieux, "The Economic of Smoking", http://www.econlib.org/library/ Features/feature5.html . 2004. 3.ข้อมูลเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพจากการสูบบุหรี่และวิธีการเลิกบุหรี่สามารถติดตามจากวารสาร Smart จัดทำโดยสำนัก งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดย Smart ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลยุทธ์ของบริษัทบุหรี่ ฟิลลิป มอร์ลิส อย่างน่าสนใจ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |