|
ขอคุยกับท่านนายกฯหน่อย
คอลัมน์ ดุลยภาพ-ดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9553 "เอ้าว่ากันตรงๆ นะ มีรัฐบาลไหนไม่กิน คุณบอกมาซิ แต่รัฐบาลนี้กินแล้วก็ยังมีเหลือให้เรานะ ผมชอบนะ แล้วก็เห็นไหมล่ะเศรษฐกิจดีขึ้นตั้งเท่าไหร่ แล้วก็ยังมีนโยบายใหม่ๆ ออกมาเยอะแยะ" นี่คือความเห็นของลุงขายกาแฟที่หัวหินคุยกันเมื่อประมาณ 6 เดือนที่แล้ว ผู้เขียนกลับไปคุยกับลุงคนนี้อีกเมื่อ 3 อาทิตย์ที่แล้ว ก็ได้คำตอบคล้ายๆ กัน "ยังพอใจอ-----ยู่" นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผู้คนจำนวนมากในเขตนอกกรุงเทพฯ ที่นิยมรัฐบาลปัจจุบัน และแม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะเผชิญปัญหาที่รุมเร้า และเห็นแววว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกยาว ก็เป็นที่คาดการณ์กันว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ที่จะถึงนี้ ไทยรักไทยก็ยังจะมาแรงอีก แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถึง 400 ดวงดาวก็ตาม อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมี 2-3 ประเด็นที่อยากจะฝากไปถึงรัฐบาล ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่สนใจติดตามประเด็นทางเศรษฐกิจการเมือง และอยากจะเห็นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วดำเนินนโยบายที่ประสบความสำเร็จ ทั้งทำให้รัฐบาลอยู่ได้ตามกรอบกติกาการเมือง ประชาชนได้รับประโยชน์สุข และได้รับความนับถือในฐานะเป็นประชาชนด้วย เรามักจะได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลโน้นตระกูลนี้ที่เกี่ยวดองหรือเกี่ยวโยงกับผู้คนในคณะรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรหุ้นเป็นจำนวนมากจากรัฐวิสาหกิจที่เข้าสู่การแปรรูปหรือขายหุ้นบางส่วนในตลาดหลักทรัพย์ และมีโอกาสฟันกำไรเป็นเงินจำนวนหลายร้อยหลายพันล้านบาท เรายังได้เห็นมูลค่าหุ้นของตระกูลนักการเมืองระดับนำในรัฐบาลบางรายพุ่งกระฉูด เกินกว่าระดับเฉลี่ยมาก และบางตระกูลธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับรัฐบาลกำลังระวิงกับการหาซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูงๆ เช่น ธนาคาร ฯลฯ เชื้อสายของนักการเมืองสำคัญบางรายก็กำลังดำเนินรอยตามผู้ใหญ่ในครอบครัว กำลังขุดหาทองใต้ดินในกรุงเทพฯ แสวงหาหนทางทำกำไรจากธุรกิจผูกขาดในทำนองเดียวกัน ปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้นำไปสู่ข้อสังเกตที่ว่า ระบบพรรคพวกกำลังเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจสำคัญๆ มากขึ้นๆ ในลักษณะที่เรียกกันว่า โครนีอีซึ่ม (Cronyism) อย่างที่เคยเกิดขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ที่อินโดนีเซียในสมัยซูฮาร์โตในอดีต ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยปัจจุบันก็ได้สำแดงความทะเยอทะยานที่จะนำเศรษฐกิจไทยให้ล่วงพ้นภาวะวิกฤต จะแก้ปัญหาความยากจน และก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศโลกที่หนึ่งเฉกเช่นสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ต่อไปภายใน 4-8 ปี นับเป็นความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ และถูกใจคนไทยจำนวนไม่น้อยทีเดียว จะเข้าสู่จุดมุ่งหมายที่ว่านี้ได้ ก็ต้องสามารถทำให้ GDP ของไทยเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในอัตราที่น่าพอใจในระยะยาว คือ ต้องโตปีละ 7-8% (อย่างน้อย 10 ปี) ตรงนี้จะเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญมาก เพราะตระหนักแก่ใจว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราดังกล่าวเป็นจุดขายสำคัญ ถ้าหย่อนยานลงเมื่อไรความนิยมชมชอบจะลดลงฮวบฮาบ และฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยจะคลอนแคลนลงทันที ทีนี้ปัญหาเกี่ยวโยงกับประเด็นเรื่อง Cronyism ก็คือ ถ้าเกิดขึ้นมากๆ แล้วละก็ แม้ว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของธุรกิจจะร่ำรวย แต่เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เนื่องจากระบบพรรคพวกมักจะก่อให้เกิดธุรกิจผูกขาด กระจายออกไป ธุรกิจผูกขาดเหล่านี้นอกจากจะทำให้ราคาของแพง เป็นผลเสียกับผู้บริโภคในภาพรวมแล้ว จะดึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปกระจุกตัว ถูกนำไปใช้แบบไร้ประสิทธิภาพ อาจส่งผลให้รัฐบาลไม่อาจบรรลุเป้าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงๆ ตามที่คาดหวังไว้ นอกจากนี้แล้ว ยังก่อปัญหาความยุ่งยากตามมาอีก กล่าวคือ ถ้านักธุรกิจกลุ่มที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ทำกำไรได้มาก หรือสามารถยื้อแย่งธุรกิจสัมปทานประเภทผูกขาด หรือยื้อแย่งส่วนแบ่งของตลาดในธุรกิจประเภทเดียวกันไปได้มากๆ และง่ายๆ แล้ว นักธุรกิจที่อยู่วงนอกก็จะต้องรู้สึกว่าถูกกีดกันออกไป รายได้ของพวกเขาต้องได้ผลกระทบแน่นอน แม้แต่นักธุรกิจวงในบางรายก็ยังไม่แคล้ว เห็นได้จากกรณีของธุรกิจในกิจการโทรศัพท์ และกิจการโทรคมนาคม ผลคือความขัดแย้งภายในกลุ่มนักธุรกิจจะเกิดขึ้นอย่างไม่มีข้อสงสัย ในประเด็นนี้นั้น เข้าใจว่าฝ่ายรัฐบาลเองก็มองเห็นว่าความขัดแย้งกำลังเกิดขึ้นแล้ว ดังจะเห็นได้ว่า ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของช่อง 9 มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาลปัจจุบัน โดยมองว่าต้นเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่าง "กลุ่มทุนเก่า" กับ "กลุ่มทุนใหม่" และในรายการคุยกับประชาชนวันเสาร์ ท่านนายกฯก็ได้กล่าวถึงการสร้างปัญหาของคนที่เคยได้ประโยชน์จากรัฐบาลอ่อนแอ ดังนั้น ก็เป็นที่ชัดเจนว่า Cronyism จะนำไปสู่ความยุ่งยากบางประการแน่ๆ อาจจะไม่เกิดเร็ว แต่จะเป็นความยุ่งยากในระยะยาวแน่ๆ ประเด็นสุดท้ายที่จะขอพูดถึงคือ ทัศนคติที่ว่า "บริษัทคือประเทศ ประเทศคือบริษัท ...บริหารเหมือนกัน" จุดนี้อาจทำให้หลายๆ คนรู้สึกว่าเขาได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นเพียงผู้บริโภค หรือคนงานของบริษัทในขณะที่เขาต้องการมากกว่านั้น เขาต้องการมีศักดิ์ศรีเป็นประชาชน มีสิทธิ มีเสียง มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วยทั้งทางอ้อม และทางตรง (เมื่อเป็นไปได้) บางทีปัญหาไฟใต้อาจจะโยงกับประเด็นนี้ด้วย นอกเหนือจากความยุ่งยากซับซ้อนด้านอื่นๆ หากรัฐบาลไม่ใส่ใจประเด็นนี้ ความรู้สึกแปลกแยกอาจจะกระจายไปภาคอื่นๆ ลุกลามไปได้ในอนาคต ที่ท่านนายกฯสัญจรไป "นอนกลางดิน กินกลางทราย" กับชาวบ้านร้านถิ่น เหมือนที่มหาตมะ คานธี เคยทำ ผู้เขียนหวังว่าท่านนายกฯจะไม่ไปวุ่นกับการให้สัญญาแจกเงินก้อนใหญ่สถานเดียว แต่จะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงทัศนคติและนโยบายต่อไป หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |