|
ข้อตกลงแห่งชิงเต่า
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 28 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3596 (2796) ในการประชุมประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มความร่วมมือแห่งเอเชีย Asia Cooperetion Dialogue หรือ ACD เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน มีการลงนามในความตกลงความร่วมมือทางด้านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง ผู้นำของจีนและผู้นำของไทยได้เน้นถึงความสำคัญของความร่วมมือกันของประเทศสมาชิกความร่วมมือแห่งเอเชีย หรือเอซีดี เป็นอย่างมาก หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันบ่อยๆ ในปีนี้ที่เกิดการเก็งกำไรจากธุรกิจน้ำมัน จนทำให้ราคาน้ำมันดิบถีบตัวสูงขึ้นจากบาร์เรลละ 28 เหรียญสหรัฐ สูงขึ้นไปถึงกว่า 40 เหรียญสหรัฐ ทำให้มีการตื่นตัวกันมากขึ้นในเรื่องความไม่แน่นอนของแหล่งพลังงานที่จะมาป้อนความต้องการของพลังงาน ทวีปเอเชียตะวันออกเป็นภูมิภาคที่ต้องนำเข้าน้ำมันถึง 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่ต้องใช้ และน้ำมันส่วนใหญ่สั่งจากตะวันออกกลาง การที่เศรษฐกิจของจีนและอินเดียขยายตัวในอัตราสูง ก็เป็นธรรมดาที่ทั้งสองประเทศนี้จะต้องใช้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันมากยิ่งขึ้นเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเมื่อเกิดสงครามขึ้นในประเทศอิรัก แม้ว่าสหรัฐจะสามารถชนะสงครามได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนั้นสหรัฐเชื่อกันว่าสงครามในอิรักจะไม่ยืดเยื้อ สหรัฐจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาด สงครามในประเทศอิรักกลายเป็นสงครามประชาชนซึ่งไม่มีวันจะยุติลงได้ในเร็ววัน เนื่องจากการบุกอิรักนั้นขาดความชอบธรรมอย่างค่อนข้างชัดเจน จนไม่ได้รับการสนับสนุนจากมติของมหาชนชาวโลก ขณะเดียวกันมติมหาชนในสหรัฐ ซึ่งปรกติจะถูกครอบงำโดยสื่อมวลชนทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์สหรัฐ กำลังค่อยๆ เปลี่ยนไปเพราะข้อเท็จจริงกำลังทยอยออกมาว่าข้ออ้างของประธานาธิบดีบุช และนายกรัฐมนตรีแบลร์ของอังกฤษนั้นไม่เป็นความจริง เมื่อเป็นอย่างนี้ฝ่ายผู้ก่อการร้ายจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่สถานการณ์จะรุนแรงและยืดเยื้อต่อไป ก็มีโอกาสสูงขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่สหรัฐจะปั๊มน้ำมันจากแหล่งน้ำมันอิรักอย่างที่ฝันหวานกันไว้ เมื่อตัดสินใจเข้าไปบุกอิรักก็ดูน่าจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว บริษัทต่างๆ ที่หวังจะเข้าไปขุดทอง เพื่อทำโครงการบูรณะประเทศอิรักก็ยังไม่มีทางเข้าไปได้ ที่น่าห่วงไปกว่านั้นก็คือ ขบวนการก่อการร้ายได้ขยายตัว แผ่กว้างไปถึงประเทศซาอุดีอาระเบีย เกิดขบวนการต่อต้านรัฐบาลของกษัตริย์ที่ปกครองประเทศซาอุดีอาระเบียอยู่ เพราะรัฐบาลกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียนั้นฝักใฝ่กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งขบวนการก่อการร้ายถือว่าเป็นศัตรูที่สำคัญ ถ้าขบวนการต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเข้มแข็งขยายตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าห่วง เพราะก่อนที่รัฐบาลพระเจ้าชาห์ของอิหร่านจะล้มลงเพราะการต่อต้านจากประชาชน นำโดยอยาตุลลาโคไมนี ก็เพราะประชาชนเห็นว่ารัฐบาลพระเจ้าชาห์ปาเลรี ฝักใฝ่กับสหรัฐอเมริกามากเกินไป เมื่อรัฐบาลพระเจ้าชาห์ซึ่งสนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกาล้มลงไป การผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านก็หยุดชะงักไปเป็นเวลานาน ถ้าหากขบวนการต่อต้านกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียล้มลง ความปั่นป่วนก็คงจะเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้น้ำมันจากซาอุดีอาระเบียส่งออกไม่ได้ ถ้าสถานการณ์เลวร้ายลงจนไปถึงขั้นนั้น ทวีปเอเชียก็คงจะถูกกระทบกระเทือนอย่างแน่นอน เพราะเอเชียต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง และที่อื่นๆ ถึง 2 ใน 3 ของความต้องการทั้งหมด ข้อเสนอชิงเต่า หรือ "Qingdao Initiative" จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียจะร่วมมือกันลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางได้อย่างไร จึงจะปลอดภัยจากสถานการณ์ที่คงจะยืดเยื้อและเลวร้ายลงไปอีกเป็นเวลานาน ถ้าหากประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชียร่วมมือกันก็น่าจะมีช่องทางให้สามารถกระจายแหล่งซื้อขายน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ นอกจากตะวันออก กลาง เช่น หาทางซื้อจากรัสเซีย ยุโรป แอฟริกา หรือที่อื่นๆ มากขึ้น อาจจะเป็นไปได้ว่า ร่วมมือกันลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำมันในภูมิภาค เช่น ในบริเวณทะเลจีนตอนใต้ อ่าวไทย พม่า เวียดนาม รวมทั้งอินเดีย และปากีสถานมากยิ่งขึ้น เพื่อกระจายแหล่งพลังงานของเอเชียให้ขยายออกจากตะวันออก กลางให้มากยิ่งขึ้น ในระยะปานกลาง และระยะยาว นอกจากร่วมมือกันกระจายแหล่งซื้อหาน้ำมันให้กระจายตัวมากยิ่งขึ้นแล้ว อาจจะร่วมมือกันพัฒนาพลังงานอื่นๆ นอกจากน้ำมันให้มากขึ้น เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งน้ำ และนิวเคลียร์ ประเทศจีนนั้นได้ตระหนักถึงจุดอ่อนของตนมานานแล้วว่า พลังงานจะเป็นข้อจำกัดของการพัฒนาที่สำคัญที่สุดของประเทศจีน ดังนั้นจีนจึงทุ่มเทการลงทุนในการพัฒนาแหล่งพลังงานทุกอย่าง เช่น การสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าทั้งเล็กและใหญ่ทั่วประเทศ การลงทุนพัฒนาแหล่งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ การสร้างท่อส่งก๊าซจากซินเจียง ท่อน้ำมันจากรัสเซีย รวมทั้งไฟฟ้าจากพลังนิวเคลียร์ ถ้าเป็นไปได้จีนน่าจะเป็นผู้นำในการรวมกลุ่มประเทศผู้ใช้น้ำมันให้เป็นกลุ่มก้อนเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และระดมทุนในการพัฒนาแหล่งน้ำมันใหญ่ๆ ในภูมิภาคอื่นๆ นอกเขตตะวันออกกลางให้มากขึ้นทั้งในเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา แคนาดา ถ้าจะมีการรวมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำมันกลุ่มประเทศอาหรับให้มากยิ่งขึ้นก็น่าจะทำให้ตลาดน้ำมันดิบมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับบ้านเรานั้นแม้ว่าจะสนับสนุนความร่วมมือกันในบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็คงต้องให้ความสำคัญในการกระจายแหล่งซื้อหาน้ำมัน และกระจายชนิดของพลังงานออกไปสู่ชนิดต่างๆ ให้มากขึ้น สำหรับน้ำมันเพื่อใช้ในการขนส่งซึ่งเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อาจจะต้องคิดแล้วว่าจะพัฒนาระบบการขนส่งออกจากรถยนต์อย่างไร เช่น ปฏิรูประบบขนส่งจากรถยนต์ ทั้งรถบรรทุกและรถยนต์นั่งไปสู่ระบบรถไฟที่ใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันทั้งที่เป็นระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และระบบรถไฟฟ้าที่ใช้ขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้มากขึ้น นโยบายใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันก็น่าจะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็อาจจะต้องปฏิรูปอุตสาหกรรมไฟฟ้าให้มีการแข่งขันแทนระบบผูกขาดโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯแต่เพียงผู้เดียว ไฟฟ้านั้นเราสามารถกระจายแหล่งวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า ขณะเดียวกันการไปลงทุนพัฒนาแหล่งไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศลาวซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำได้ทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือลงมาถึงภาคอีสานตอนใต้ ลาวยังมีแหล่งผลิตถ่านหินลิกไนต์ขนาดใหญ่ที่เมืองหงสา ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดน่าน ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้า และเป็นแหล่งผลิตถ่านลิกไนต์ เพื่อมาใช้แทนน้ำมันได้เป็นจำนวนมาก ข้างฝ่ายพม่าก็มีศักยภาพในการผลิตก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้าจากพลังน้ำและมีทรัพยากรถ่านหินที่สามารถพัฒนาขึ้นมาทดแทนน้ำมันได้อย่างมากด้วย ดังนั้นถ้าเราเห็นนโยบายที่จะใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันให้มากขึ้นในระบบขนส่งของเรา แล้วพยายามกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น เราก็น่าจะลดการพึ่งพาพลังงานจากเขตตะวันออกกลาง ซึ่งน่าจะมีปัญหาความขัดแย้ง และปัญหาความมั่นคงกับสหรัฐและอังกฤษมากยิ่งขึ้นในอนาคต ไม่ว่าผู้ใดจะมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา หรือเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของเราประเทศลาวน่าจะเป็นประเทศที่เราควรจะให้น้ำหนักมากกว่าประเทศอื่น เพราะมีความมั่นคงทางการเมือง ไม่มีปัญหากับประชาคมโลก ที่ตั้งอยู่ใจกลางของตลาดใหญ่ๆ คือ จีน ไทย เวียดนาม กัมพูชา และพม่า ถ้าประเทศลาวรุ่งเรืองขึ้นก็จะเป็นสะพานเชื่อมโยงกับตลาดเหล่านี้ และถ้าหากไทยให้ลำดับความสำคัญกับลาวก่อนก็จะเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด มั่นคง นับว่าเป็นโอกาสอันดี ถ้าประเทศจีนตื่นตัวและตระหนัก และเป็นผู้นำในเรื่องการกระจายความเสี่ยงในเรื่องแหล่งพลังงานออกจากตะวันออกกลาง แล้วเราก็อาศัยติดตามไปด้วยกับเขา ขณะเดียวกันก็วางแผนระยะยาวเอาไว้ว่าข้างหน้าจะมีทางหนีทีไล่อย่างไร เพราะพลังงานจะเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในระยะยาว เรื่องน้ำมันและพลังงานจึงเป็นเรื่องน่าช่วยกันคิด ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |