แปลงสินทรัพย์แผ่นดิน เป็นทุนพรรคพวก

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร   มติชนรายวัน   วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9601

คงยังจำกันได้ว่า สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมืองไทยมีรัฐบาลแบบเผด็จการและสื่อมวลชนทั้งหลายถูกควบคุม ทรัพย์สินของแผ่นดินจำนวนมากถูกเปลี่ยนมือเป็นของเอกชนอย่างง่ายดาย

ธนาคารบางแห่งและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จสูงในปัจจุบันหลายราย ก่อตั้งขึ้นมาหรือผ่านพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการแปลงสินทรัพย์ของแผ่นดินที่สั่งสมมา หรือสร้างขึ้นด้วยเงินภาษีของประชาชน ให้เป็นของเอกชนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือโดยการถ่ายโอนสินทรัพย์ของรัฐบาลสู่มือของเอกชนตรงๆ ซึ่งเอกชนเหล่านี้หลายรายเป็นข้าราชการมีสีระดับสูง โดยเฉพาะจอมพลสฤษดิ์ และพรรคพวก

ในงานศึกษาเรื่อง Corruption and Democracy in Thailand คณะวิจัยพบว่า 4 วิธีการหลักในการแปลงสินทรัพย์แผ่นดินเป็นทุนพรรคพวกสมัยนั้นคือ การถ่ายโอนเงินจากรายได้กองสลากฯและงบฯลับ การตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อชักเปอร์เซ็นต์จากบริษัทที่รับเหมางานจากรัฐบาล การเก็บค่าต๋งหรือส่วยจากนักธุรกิจเพื่อแลกกับการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ภาครัฐให้เอื้อประโยชน์กับนักธุรกิจและการได้ทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน โดยการยึดเอามาเฉยๆ

การแปลงสินทรัพย์แผ่นดินเป็นทุนพรรคพวก เป็นการสะสมทุนที่ง่ายที่สุดในสมัยนั้น และทำได้โดยไม่มีใครขัดขวาง

แม้เมื่อการเมืองระบอบประชาธิปไตยจะได้ลงหลักปักฐานแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวหมดสิ้นไป ต่างกันคือสมัยประชาธิปไตยทำได้ยากขึ้น ซึ่งต้องมีการผสมผสานกับรูปแบบใหม่ มีลักษณะเสมือนการเล่นแร่แปรธาตุ

ในสมัย "คิดใหม่ ทำใหม่" การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการนำหุ้นบางส่วนของรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ได้กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการแปลงสินทรัพย์แผ่นดินให้เป็นทุนพรรคพวก

ในการขายหุ้น ปตท. 30% ที่ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปลายปี 2544 สื่อมวลชนตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีความไม่โปร่งในเกิดขึ้น เนื่องจากนักการเมือง ญาติ และเพื่อนฝูงของนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ มีโอกาสเป็นเจ้าของหุ้น ปตท.คนละจำนวนมากๆ

นอกจากนั้น ราคาที่ขายเริ่มแรกก็ต่ำมาก แต่มูลค่าของหุ้นพุ่งขึ้นสูงมากในเวลาไม่ช้าไม่นาน และสงสัยกันด้วยว่าตลาดหุ้นถูกปั่นอย่างจงใจ

นอกจากนั้น โครงการนำหุ้นของรัฐวิสาหกิจกรายย่อยอื่นๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ก็มีปรากฏการณ์ทำนองเดียวกัน

เราก็คงจะเห็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้อีกในกรณีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถ้าการต่อต้านของพนักงาน กฟผ.ที่ได้รับแรงหนุนจากสาธารณชนไม่ประสบความสำเร็จในการชะลอการนำหุ้น กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์

และล่าคือ กรณีการผลีผลามแต่งตัวบริษัท "ททบ.5" เข้าตลาดหุ้น ซึ่งมีแววว่าน่าจะเป็นปรากฏารณ์ในแนวเดียวกันกับการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ได้เคยเกินขึ้นแล้ว แถมยังจะสร้างนี้ให้กับภาครัฐอีกด้วย

ในเอกสารแถลงนโยบายของพรรคไทยรักไทยเมื่อปี พ.ศ.2544 มีส่วนหนึ่งพูดถึงนโยบายด้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใจความว่า จะพิจารณานโยบายการแปรรูปอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงมิติด้านการพัฒนาการระยะยาว และจะต้องไม่ทำอย่างเร่งรีบ ในขณะนั้นพรรคยังอยู่ในกระแสชาตินิยมและต่อต้านไอเอ็มเอฟ

ณ บัดนี้การณ์กลับเป็นว่า ท่านหัวหน้าพรรคและพรรคพวก ออกจะกระตือรือร้นที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้วยการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ น่าสงสัยไหมว่าจุดประสงค์แท้จริงอะไร

ฤๅนี่คือการลงหลักปักฐานของขบวนการแปลงสินทรัพย์แผ่นดินเป็นทุนพรรคพวก ในสมัย "คิดใหม่ ทำใหม่"

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก