|
การค้าเสรี กับความยากจน
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 17 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3593 (2793) ในความคิดเห็นดั้งเดิมของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้น การค้าเสรีระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุกๆ ประเทศบนโลกสามารถพุ่งเป้าไปที่การผลิตสินค้าน้อยชนิดที่ตนเองมีความถนัด หรือมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในการผลิต ในขณะที่ผู้คนภายในประเทศก็ยังคงสามารถได้รับความสุขจากการบริโภคสินค้าอันหลากหลาย ที่สามารถซื้อหามาได้จากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนั้น ขัดแย้งกันในประเทศระบบปิด ถ้าหากประเทศกีดกันการค้าขาย กับต่างประเทศโดยสมบูรณ์ การผลิตสินค้าที่ตนเองถนัดน้อยชนิดจะทำให้ผู้คนไร้ซึ่งความสุขเนื่องจากจะต้องบริโภคสินค้าที่มีความซ้ำซากจำเจ ในทางตรงกันข้าม การผลิตสินค้าอันหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในประเทศ จะทำให้ประเทศจำเป็นจะต้องผลิตสินค้าที่ตนเองไม่มีความถนัด ซึ่งทำให้การใช้ทรัพยากรในการผลิตสินค้าเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงส่วนประกอบบางอย่างบนโลกแห่งความเป็นจริง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย ก็กลับมองว่าการเปิดการค้าเสรี จะทำให้สวัสดิการของผู้คนบางส่วนบนโลกลดต่ำลงจนรับไม่ได้ ประเทศด้อยพัฒนาจะมีความเสียเปรียบประเทศที่พัฒนาแล้วภายหลังการเปิดการค้าเสรี เนื่องจากประเทศเหล่านี้ไม่มีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ดังนั้นประเทศเหล่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องให้ความคุ้มครองอุตสาหกรรมแรกเกิด (infant industry) ของตนเสียก่อน ด้วยการออกมาตรการกีดกันทางการค้า นอกจากนั้น การเปิดการค้าเสรี จะทำให้ผู้คนที่มีอาชีพดั้งเดิมเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า ที่ประเทศไม่มีความถนัดในการผลิต จะต้องตกงานไป อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการค้าเสรี ก็ไม่สามารถดูดซับแรงงานเหล่านี้เข้าไปทำงานได้ในทันที เนื่องจากการเปลี่ยนงานใหม่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีทักษะฝีมือในรูปแบบใหม่ๆ ผู้คนเหล่านี้จะต้องอาศัยเวลานานพอสมควรในการพัฒนาทักษะฝีมือที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมใหม่นี้ ภาระจากการเปิดการค้าเสรีจึงตกอยู่กับผู้คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานด้อยทักษะและผู้คนที่ยากจน ซึ่งพวกเขากลับเป็นกลุ่มที่ได้รับภาระหนักที่สุด ในขณะที่โอกาสในการปรับตัวเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือใหม่ๆ หรือการปรับตัวเพื่อให้พร้อมรับกับการค้าเสรีกลับมีอยู่อย่างน้อยที่สุด งานศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศในระยะหลัง หลากหลายงาน ซึ่งอาศัยประสบการณ์จากนานาประเทศทั่วโลก กลับชี้ให้เห็นว่าการเปิดการค้าเสรีในระดับที่สูงขึ้นจะทำให้ปัญหาความยากจนภายในประเทศลดน้อยลง โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีความขัดแย้งกับแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ในกลุ่มที่คัดค้านกับการเปิดการค้าเสรีอย่างชัดเจน การศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก พบว่าการค้าเสรีจะช่วยลดทอนช่องว่าง ของระดับรายได้ของประเทศต่างๆ และส่งผลดีต่อคนยากจนในประเทศที่มีการเปิดการค้าเสรีมากกว่าผลเสีย งานศึกษาหนึ่งของธนาคารโลกพบว่าประเทศต่างๆ บนโลกมีช่องว่างระหว่างรายได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากอดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ประเทศบางประเทศมีจุดตั้งต้นของระดับรายได้ที่ใกล้เคียงกันในอดีต แต่ระดับการเติบโต และพัฒนาที่แตกต่างกัน ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ช่องว่างของระดับรายได้ของประเทศเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มประเทศที่ได้มีการเข้าร่วมเขตการค้าเสรี เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกากับแคนาดาแล้ว กลับพบว่าประเทศเหล่านั้นมีระดับรายได้ที่เข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากการวิเคราะห์ถึงช่องว่างทางรายได้ที่ลดลงระหว่างประเทศคู่ค้ากันในส่วนอื่นๆ ของโลก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สามารถอธิบายได้ว่าการเปิดเสรีการค้าเป็นปัจจัยผลักดันให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิต นอกจากนั้นยังเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ประเทศที่ด้อยพัฒนา พยายามผลักดันตัวเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ กับประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่เหนือกว่า ดังนั้นการเติบโตของประเทศที่ด้อยพัฒนา จึงอยู่ในลักษณะก้าวกระโดดภายหลังจากมีการค้ากับประเทศที่พัฒนาเหนือกว่า ซึ่งก็ทำให้ช่องว่างทางรายได้ของทั้งสองประเทศลดต่ำลงเรื่อยๆ งานศึกษาหลายงานมีผลการศึกษาในเชิงสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยจากการศึกษาข้อมูลประสบการณ์ ของนานาประเทศพบว่า การค้าเสรีเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการพัฒนาในระดับเทคโนโลยี ประสิทธิภาพในการผลิต และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ในงานศึกษาบางงานที่ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ระหว่างการเปิดการค้าเสรี กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม งานเหล่านี้ก็ไม่พบความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ที่ว่า การเปิดเสรีทางการค้าก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระดับที่ลดต่ำลงด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นงานศึกษาเหล่านี้ก็มิได้มีแนวคิดที่ขัดแย้งอย่างชัดเจนกับงานศึกษาของธนาคารโลกข้างต้น ดังนั้น ในระดับประเทศ การค้าเสรีจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยลดทอนความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ดังที่ผู้เขียนได้เขียนถึงไว้ในตอนต้นว่า จะมีผู้คนส่วนหนึ่งซึ่งจะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการเปิดการค้าเสรี และกลุ่มที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดก็คือกลุ่มคนยากจน ซึ่งถ้าหากได้รับผลกระทบในทางลบ ก็จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นของประเทศที่เปิดการค้าเสรีจะส่งผลดี ต่อคนยากจน ก็ต่อเมื่อกลุ่มคนดังกล่าวได้รับส่วนแบ่งประโยชน์ จากการเติบโตที่สูงขึ้นของระบบเศรษฐกิจในระดับประเทศด้วย ในขณะที่การเปิดการค้าเสรี จะส่งผลเสียต่อคนยากจนก็ต่อเมื่อ เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในลักษณะที่ขยายช่องว่างทางรายได้ ระหว่างกลุ่มคนรวยคนจนภายในประเทศ ให้ยิ่งห่างออกจากกันไปมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าข้อสรุปจากงานศึกษาที่หลากหลาย จะยังไม่มีความสอดคล้องกันเสียทั้งหมด แต่งานศึกษาส่วนใหญ่ก็มีข้อสรุปว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นปัจจัยหลักในการขจัดปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ไม่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นๆ จะมีต้นเหตุมาจากปัจจัยใดๆ ก็ตาม งานศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งยังเจาะจงอย่างชัดเจนว่า การเปิดการค้าเสรีไม่ได้ส่งผลให้ช่องว่างทางรายได้ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังนั้นคนยากจนก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบในทางลบอย่างชัดเจนจากการเปิดการค้าเสรี และเมื่อการค้าเสรีนำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหาความยากจนจึงมีระดับลดน้อยลงไปได้ งานศึกษา (จำนวนหนึ่ง) ข้างต้น ค่อนข้างจะสนับสนุนแนวคิดที่ว่าการเปิดเสรีทางการค้า มีส่วนช่วยในการลดทอน ปัญหาช่องว่างทางรายได้ระหว่างประเทศ และปัญหาความยากจนของผู้คนภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม มีงานศึกษาที่น่าสนใจบางงานซึ่งเสนอว่าประเทศในกลุ่มด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนา อาจจะได้รับผลกระทบในทางลบจากการเปิดเสรีการค้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่การเปิดเสรีของประเทศดังกล่าว มิได้นำมาซึ่งการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาของประสิทธิภาพการผลิตในภาคการผลิตของประเทศ งานศึกษางานหนึ่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศระบุว่า ประสิทธิ ภาพการผลิตของประเทศ จะพัฒนาได้ภายหลังจากการเปิดการค้าเสรี ด้วยการปล่อยให้เกิดการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม ที่มีระดับการเติบโตในอัตราปานกลาง เนื่องจากอุตสาหกรรมกลุ่มดังกล่าวถือว่า ยังมีศักยภาพในการพัฒนา เพื่อที่จะไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ในขณะที่การเปิดเสรีในอุตสาหกรรมที่มีระดับการเติบโตต่ำ จะส่งผลเสียต่อการเติบโตของประเทศโดยรวม และการเปิดเสรีในอุตสาหกรรมที่มีระดับการเติบโตที่สูงอยู่แล้ว จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมใดๆ มากมายนักกับประเทศ ในขณะที่งานศึกษาชิ้นหนึ่งของธนาคารโลกระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนา ควรที่จะพัฒนาระบบความปลอดภัยทางสังคม (social safety nets) ที่ดีเสียก่อนที่จะมีการเปิดเสรีทางการค้ากับต่างประเทศในระดับสูง นอกจากนั้นประเทศเหล่านั้นก็ควรที่จะคำนึงถึงความเสี่ยงจากการเปิดเสรีอันมีสาเหตุมาจาก การเปลี่ยนแปลงอันนอกเหนือการคาดการณ์จากภายนอกประเทศ ความสามารถในการรับเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ กฎระเบียบและระบบสาธารณูปโภค ที่จะพร้อมรับกับการแข่งขันและขยายตัว และที่สำคัญที่สุดผลกระทบในทางลบที่อาจจะเกิดขึ้น ต่อกลุ่มคนยากคนจนภายในประเทศด้วย แล้วประเทศไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับนโยบายการค้าเสรี ? มีการเตรียมการอย่างไรสำหรับกลุ่มคนยากจน ที่อาจจะได้รับผลกระทบในทางลบจากการรับเอานโยบายดังกล่าว ? ประเทศไทยเปิดเสรีในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมรับกับการแข่งขันจากต่างประเทศหรือไม่ ? กฎระเบียบและระบบสาธารณูปโภคของประเทศมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ? ฯลฯ คำถามมากมายเหล่านี้ควรที่จะมีคำตอบก่อนการเดินหน้าดำเนินนโยบายเปิด เสรีทางการค้า ซึ่งดูแล้วก็น่าที่จะนำประโยชน์มาสู่ผู้คนในประเทศโดยรวมได้ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |