|
ธรรมะจาก "ยายไฮ"
คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย นงนุช สิงหเดชะ มติชนรายวัน วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9595 ดีใจแทนยายไฮ ขันจันทา ชาวอุบลราชธานี ที่บัดนี้ทางการได้เจาะเขื่อนห้วยละห้า ระบายน้ำออกจากที่นาของคุณยาย คืนที่นาให้กับคุณยายและลูกหลานไปแล้ว ยายไฮได้เห็นที่ดินของตนโผล่พ้นน้ำเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี กรณีของยายไฮ ก็หวังว่าจะได้ให้ "ข้อคิด" ดีๆ แก่รัฐบาลเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาประเทศ ว่าแท้จริงแล้ว "รากเหง้า" ของประเทศควรจะเติบโตไปในทิศทางใด เราจึงจะไม่ข่มเหงรังแก เบียดเบียนคนเล็กคนน้อย ผ่องถ่ายและดูดเอาทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร อันเป็นสันหลังของชาติมาบำรุงบำเรอคนเมืองและภาคอุตสาหกรรม เห็นได้ชัดว่าในขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักดันไทยเข้าสู่ทุนนิยม-บริโภคนิยม อย่างสุดขั้วเต็มรูปแบบ อันเป็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ยังไม่พ้น "เขาวงกต "แห่ง "ฉันทามติวอชิงตัน" ทั้งที่เมื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ผู้นำรัฐบาลนี้ประกาศว่าจะไม่เดินตามหนทางของตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเพราะเกือบทุกรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลนี้ที่ไม่เข้าใจปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเน้นย้ำมานานกว่า 50 ปี จึงทำให้ยายไฮถูกรังแกมากว่า 27 ปี กว่าจะได้ผืนนาคืนมา ก็เมื่ออายุปาเข้าไป 76 ปี ยายไฮบอกว่า ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา เมื่อไปวัดทุกเช้าก็จะแวะไปกราบกระดูกแม่ แล้วก็ร้องไห้คับแค้นใจที่ถูกรังแก ผืนนาคือชีวิตทั้งชีวิตที่ยายไฮรู้สึกผูกพันและหวงแหนที่สุด ซึ่งข้าราชการและรัฐบาลไม่เคยเข้าใจ ยายไฮได้กล่าวออกมาตอนหนึ่งว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ทั้งในเรื่องการต่อสู้เพื่อได้นาคืน และทั้งการดำรงชีวิต แกเชื่อธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอน แกเชื่อว่าถ้ามีที่ดินปลูกข้าว ลงแรงทำนา ชีวิตแกรอดแน่ แกไม่ได้หวังพึ่งกองทุนหมู่บ้านหรือแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ม.จ.สิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งเกษตรกรรมของไทย เคยกล่าวไว้ว่า "เงินตราเป็นมายา ข้าวปลาคือของจริง" ซึ่งหมายความว่า ท้ายที่สุดแล้วสิ่งจำเป็นที่สุดของชีวิตมนุษย์นั้นคือ การมีอาหารกินต่างหาก ยายไฮคือหนึ่งในจำนวนสมัชชาคนจนหลายร้อยคนที่เคยมาปักหลักเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาลในรัฐบาลนี้นานเป็นปี แต่ในที่สุดถูกรัฐรื้อเต็นท์และจับตัวขึ้นรถส่งกลับบ้านเมื่อปลายปีที่แล้ว ในช่วงก่อนการประชุมเอเปคเพราะรัฐบาลกลัวขายหน้าแขกบ้านแขกเมือง แต่พอยายไฮเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมาเพราะสื่อมวลชนนำเสนอข่าว รัฐบาลนี้ก็ไม่รอช้ารีบ "เกาะกระแสทำการตลาด" ทันที ด้วยการสั่งให้ปล่อยน้ำออกจากที่นาของยายไฮ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตาม "ฉันทามติวอชิงตัน" หรืออีกนัยหนึ่งการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามแนวขององค์กรโลกบาล คือไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้บงการใหญ่ ก็คือการเน้นอุตสาหกรรมส่งออกมากกว่าอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า,การเปิดเสรีการค้า วิธีนี้ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมของประเทศถูกดูดและผ่องถ่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม ไปให้คนชั้นกลางและคนรวย ทำให้คนชั้นล่าง เกษตรกรเดือดร้อน ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ นักวิชาการแถวหน้าของโลกเจ้าของรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2544 อดีตรองประธานธนาคารโลกซึ่งเรียกอีกตำแหน่งหนึ่งก็คือ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทโดดเด่นในการคัดง้าง "ฉันทามติวอชิงตัน" เขาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของธนาคารโลกอย่างไม่ยั้งปากทุกครั้งที่มีโอกาส บทบาทของศาสตราจารย์สติกลิตซ์ ไม่เป็นที่พอใจของ "วอชิงตัน" อย่างมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เขาถูก "กดดัน" ให้ลาออกจากธนาคารโลกเมื่อต้นปี 2543 ปัจจุบันหากอยากได้แง่คิดดีๆ เกี่ยวกับผลเสียของการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ที่ไทยกำลังเห่อหนักในขณะนี้ รวมทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลก็ควรจะไปหาอ่านบทความหรือหนังสือของศาสตราจารย์ผู้นี้ ไหนๆ ก็ลงทุนจ้างฝรั่งหลายต่อหลายคน เช่น ฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ดังด้านวิชาการตลาดมาบรรยาย ก็ควรจะเชิญศาสตราจารย์สติกลิตซ์มาบรรยายด้วย จะได้มุมมองครบ การที่รัฐบาลมีเป้าหมายเร่งประเทศให้มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เพื่อหวังเพียงว่าไทยจะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศโลกที่หนึ่งนั้น อาจไม่ใช่ความต้องการของคนไทยทั้งประเทศ แต่อาจเป็นเพียงความปรารถนาส่วนตัวของผู้นำรัฐบาล แท้ที่จริงคนไทยอาจอยากเป็นแค่ประเทศ "ที่มีความสุข ปลอดภัย" ก็เป็นไปได้ การพยายามสร้างตัวเลขจีดีพีเพื่อหวังอยู่ในตำแหน่งแถวหน้าของเอเชีย เป็นผู้นำเอเชีย ก็ควรระลึกจดจำไว้ด้วยว่า ในช่วงปี 2529-2539 นั้น เราผ่านยุคทองที่ฟ่ามเหลวมาแล้ว โดยเมื่อปี 2534 ธนาคารโลก เคยยกย่องว่าไทยเป็น "เสือตัวที่ห้า" ของเอเชีย จากอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูง 10% เป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี แต่ก็เห็นแล้วว่าในปี 2540 เรามีสภาพเป็นอย่างไร แล้วก็โปรดอย่าลืมพระราชดำรัสของในหลวง เมื่อเดือนธันวาคม 2540 อันเป็นห้วงเวลาที่เศรษฐกิจประเทศล่มจมด้วยว่า "การจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ห้านั้นไม่สำคัญเลย แต่การที่คนไทยมีชีวิตอยู่ได้เพราะอาหารการกินเพียงพอ เลี้ยงตนเองได้ต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ" หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |