|
เรแกโนมิกส์
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 14 มิถุนายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3592 (2792) สัปดาห์นี้มีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งคือ ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ทุกคนคงจะรู้จักท่านในฐานะที่เป็นเจ้าของทฤษฎีเรเกนที่โด่งดังเมื่อเกือบ 25 ปีที่แล้ว นอกเหนือจากเจ้าของโครงการ "สตาร์วอร์" หรือโครงการ "สงครามอวกาศ" อันเป็นเหตุให้สหภาพโซเวียตรัสเซียล้มละลาย และเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นคู่ปรับของสหรัฐอเมริกาต้องล่มสลายมาจนทุกวันนี้ เรื่องยุทธศาสตร์ที่อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ใช้สู้กับประธานาธิบดีมิกฮาอิล กอร์บาชอฟ แห่งสหภาพโซเวียตก็คือ ยั่วยุให้สหภาพโซเวียตใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาลในการแข่งขันกับสหรัฐในเรื่อง "สงครามทางอวกาศ" หรือ "สตาร์วอร์" วิธีที่อดีตประธานาธิบดีเรแกนใช้ก็คือ ใช้คำพูดที่แข็งกร้าวท้าทายสหภาพ โซเวียตกล่าวหาสหภาพโซเวียตว่าเป็น "อาณาจักรปิศาจ" หรือ "อาณาจักรแห่งความชั่วร้าย" หรือ "evil empire" พร้อมๆ กับการท้าทายเรแกนก็ประกาศโครงการสร้างแสนยานุภาพทางทหารในอวกาศ กล่าวคืออาวุธที่สหรัฐที่กำลังสร้างว่าเป็นอาวุธจากอวกาศ ที่จะถล่มใครก็ได้ โดยใช้แสงเลเซอร์ พร้อมกับระบบป้องกันขีปนาวุธของรัสเซียจากยานอวกาศ เมื่อขีปนาวุธของสหภาพโวเวียตโผล่ขึ้นเหนือพื้นดินก็จะถูกแสงเลเซอร์ของสหรัฐยิงมาจากยานอวกาศทำลายทันที แต่อาวุธของสหรัฐที่ยิงจากยานอวกาศ สหภาพโซเวียตไม่มีทางทำลายได้ ประธานาธิบดีเรแกน ทำการประชาสัมพันธ์ใหญ่โต ขณะเดียวกันก็ขอรัฐสภาตั้งงบประมาณขนาดมหึมา เป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก ทำนองเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีทักษิณ ทำข่าวจะซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล หงส์แดงของอังกฤษอย่างไงอย่างนั้น ขณะเดียวกันก็สร้างข่าวขู่ให้คนอเมริกันหวาดกลัวภัยจาก "อาณาจักรปิศาจ" คนอเมริกันก็หวาดกลัว "อาณาจักรปิศาจ" หรือสหภาพโซเวียต เช่นเดียวกับคนอเมริกัน หวาดกลัวการก่อการร้ายจากขบวน การ "อัล-เคดา" ในปัจจุบัน สหภาพโซเวียตก็หวาดกลัวเทคโนโลยีทางทหารใหม่ทางอวกาศของอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง จึงตั้งงบประมาณลงทุนทางด้านอาวุธทางอวกาศ อย่างขนานใหญ่ เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา โครงการสงครามทางอวกาศของประธานาธิบดีเรแกนนั้น เป็นโครงการสร้างภาพหลอกคนทั้งโลก รวมทั้งคนอเมริกัน และคนรัสเซียด้วย การใช้จ่ายอย่างมหาศาลของสหภาพโซเวียตทำให้เศรษฐกิจของโซเวียตล้มละลาย เกิดความระส่ำระสาย ในที่สุด ก็เกิดการปฏิวัติอาณาจักรรัสเซียล่มสลาย แตกออกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย ลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งยืนยงมากว่า 70 ปี ก็พลอยล่มสลายไปด้วย สงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาหัวหน้าค่ายเสรี กับสหภาพโซเวียตหัวหน้าค่ายคอมมิวนิสต์ก็หยุดยุติลง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วอเมริกาไม่ได้ลงทุนอะไรมากมายเลย นอกจากปล่อยข่าวและก็ทำภาพยานและอาวุธอวกาศในโรงถ่ายหนัง แล้วก็ถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ช่องต่างๆ เท่านั้นเอง ในขณะที่ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เข้ารับตำแหน่งในสมัยแรกในปี 2523 ปีเดียวกับที่ป๋าเปรมของเรา เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เศรษฐกิจของโลก และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา บอบช้ำอย่างหนัก จากผลของการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออกสามารถรวมตัวกันขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรง จนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันถึงสองครั้ง อัตราเงินเฟื้อของโลกและของสหรัฐถีบตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐถีบตัวสูงขึ้นเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ คนว่างงานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ประธานาธิบดีเรแกนประกาศใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลอย่าง มหาศาล เพื่อลงทุนในโครงการ "สงครามทางอวกาศ" และโครงการทางทหารอื่นๆ เป็นเงินกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างว่าหนี้ของประเทศอเมริกาจึงถีบตัวสูงขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลอเมริกันถูกนักเศรษฐศาสตร์สายหลักโจมตีอย่างรุนแรงว่าไม่จัดการทางด้านการใช้จ่ายของภาครัฐบาล ภาคธุรกิจเอกชน และภาคครัวเรือน หรือการ "จัดการด้านการใช้จ่าย" หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกกันว่า "demand management" ให้ดี แต่ใช้งบประมาณไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ช่วยอุตสาหกรรมที่ทำอาวุธสงครามและอาวุธอวกาศ ประธานาธิบดีเรแกนระดมนักเศรษฐศาสตร์อีกสายหนึ่ง ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก คิดทฤษฎีใหม่ แล้วประกาศออกมาเป็น "เศรษฐศาสตร์ทางด้านการผลิต" หรือ "supply side economics" สื่อมวลชนอเมริกันและตะวันตกอื่นๆ ก็เลยเรียกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่นี้ว่า "เรแกโนมิกส์" ตามชื่อของประธานาธิบดีเรแกน ความจริงทฤษฎีใหม่ของนักเศรษฐศาสตร์ สำนักชิคาโกนี่ก็ไม่ใช่ของใหม่อะไร เป็นความคิดทางเศรษฐศาสตร์คงเดิม หรือ "classical economics" ที่มีอยู่ก่อนความคิดของ จอห์น เมนารด เคนส์ นั่นเอง ความคิดหลักก็คือการกระตุ้นทางด้านการผลิต ให้ผู้ผลิตมีภาระต่างๆ โดยเฉพาะภาษีจากบริษัทและธุรกิจต่างๆ ให้น้อยลง ทำให้ผู้ผลิตมีกำไรให้มากขึ้น มีสินเชื่อราคาถูกให้มากขึ้น มีมาตรการส่งเสริมการผลิตให้มากขึ้น เมื่อผู้ผลิตมีกำไรมากขึ้น เพิ่มกำลังผลิตมากขึ้น ผลิตของมากขึ้น ก็จะจ้างแรงงานมากขึ้น เมื่อสินค้าและบริการมีมากขึ้นของก็จะมีราคาถูกลง อัตราเงินเฟ้อก็จะลดลง เมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลง ดอกเบี้ยก็จะลดลง ต้นทุนของการผลิตก็จะลดลง การลงทุนก็จะมากขึ้น เมื่อมีการจ้างงานมากขึ้น เพราะการลงทุนมากขึ้น ผู้คนก็จะมีรายได้มากขึ้น เมื่อผู้คนมีรายได้มากขึ้น กำลังซื้อมีมากขึ้น ของที่ผลิตเพิ่มขึ้นก็จะมีคนจับจ่ายได้ซื้อของมากขึ้นเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา การตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ในระดับที่สูงเพื่อการทหาร ขณะเดียวกันก็ตัดงบประมาณทางด้านการศึกษาและสวัสดิการสังคมต่างๆ อย่างที่กล่าวแล้ว ในขณะเดียวกันการลดอัตราภาษีอย่างมาก ซึ่งสวนทางกับความคิดเดิม ทำให้รัฐบาลสหรัฐขาดดุลทางงบประมาณอย่างรุนแรง ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นโยบายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างรุนแรง ว่าการลดภาษีอากร ผู้ได้ประโยชน์คือนายทุน เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ คนร่ำรวย คนชั้นสูง แต่หนี้สินที่รัฐบาลก่อขึ้นอย่างมากมายนั้น เป็นภาระของประชาชนชาวอเมริกันทุกคน แต่เมื่อพิจารณาให้ดี "เรแกโนมิกส์" ก็ไม่ได้เน้นแค่ทางด้านภาคการผลิตอย่างเดียว ในคำอธิบายของประธานธิบดีถึงเหตุผลของการลดอัตราภาษี และลดภาษีเงินได้ลงอย่างมากก็เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้ เอารายได้ที่ควรเสียภาษีมาจับจ่ายใช้สอยสร้างความต้องการในตลาดเพื่อรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้น การใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลก็ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เป็นการสร้างความต้องการให้มากขึ้นเหมือนกัน ความคิดดังกล่าวก็เป็นความคิดในด้านการจัดการทางด้านการบริหารการใช้จ่าย หรือ "demand management" นั่นเอง ในขณะเดียวกันทาง ดร.พอล โวลคเกอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐในขณะนั้นก็ใช้นโยบายเงินตึงอย่างรุนแรง อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเป็นประวัติ การณ์ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ขัดกับความคิดทางด้านของทฤษฎีเรแกโนมิกส์ เมื่อมีคนมาถามประธานาธิบดีเรแกนว่าทำไมทำอย่างนั้น เพราะขัดกับที่ว่าจะส่งเสริมสนับสนุนการลงทุนและการผลิต ท่านก็ตอบว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางมีความเป็นอิสระ จะไปบังคับท่านไม่ได้ ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐนั้น ไม่ได้อยู่ใต้การบังคับบัญชาของประธานาธิบดี แต่ท่านอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ "พระเจ้า" เท่านั้น (He reports only to god.) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทางด้านการผลิต หรือ supply side economics จึงมีการขัดกันในตัวเอง เพราะสาระสำคัญจริงๆ ก็คือการสร้างความต้องการให้มากขึ้นผ่านทางการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการทหาร และการลดภาษีอากร เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นเหมือนๆ กับเศรษฐศาสตร์ที่จัดการทางการจับจ่ายใช้สอย ที่เป็นความคิดหลักในสมัยนั้นนั่นเอง แต่ประธานาธิบดีเรแกนก็มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องทฤษฎีที่ท่านได้ประกาศขึ้นใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกก็หลงทางนำเอามาวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ ทั้งๆ ที่เวลาปฏิบัติจริงๆ ก็ปฏิบัติเหมือนเดิมตามทฤษฎีการจัดการทางด้านการจับจ่ายใช้สอย หรือ "demand management" นั่นเอง เหมือนๆ กับทฤษฎีเรแกโนมิกส์ โครงการ "สงครามทางอวกาศ" ที่ประกาศออกมา คนทั้งโลกก็นำเอามาวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐอเมริกากันใหญ่โต มีภาพยนตร์ออกมาหลายเรื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียดุลทางความกลัว หรือ "balance of terror" สหภาพโซเวียตตกใจเร่งแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาจนเศรษฐกิจล้มละลาย แต่อเมริกาไม่ล้มละลายเพราะสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาให้ชาวโลกถือได้ แต่สหภาพโซเวียตทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครยอมถือเงินรูเบิล เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อเข้ามาเป็นประธานาธิบดี ต่อมาจนถึงประธานาธิบดีบิล คลินตัน จึงต้องประกาศใช้นโยบายงบประมาณเกินดุล เพื่อจะนำส่วนที่เกินไปใช้หนี้ที่ประธานาธิบดีเรแกนทำไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ สหรัฐอเมริ กาจึงเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกมาจนทุกวันนี้ หลังจากประธานาธิบดีเรแกนประกาศใช้นโยบายดังกล่าว ปีต่อๆ มาน้ำมันลดราคาลง อัตราเงินเฟ้อก็ลดลง ดอกเบี้ยก็ลดลง เศรษฐกิจอเมริกาก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น พรรคพวกของประธานาธิบดีเรแกนก็ประกาศว่าเป็นผลงานของท่าน เหมือนๆ กับผลงานที่ทำให้สหภาพโซเวียตและค่ายคอมมิวนิสต์ล่มสลาย สงครามเย็นยุติลงอย่างเด็ดขาด อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งของโลกแต่เพียงผู้เดียว ประธานาธิบดีเรแกนท่านเป็นชาวแคลิฟอร์เนีย จบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ และสังคมวิทยาจากวิทยาลัยยูเรกา จบแล้วก็มาทำงานเป็นโฆษกกีฬาของวิทยุท้องถิ่น เป็นที่นิยมไปทั่วมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนไปเป็นนักแสดงภาพยนตร์ที่โด่งดัง เคยแสดงภาพยนตร์ดังๆ กว่า 50 เรื่อง ก่อนผันตัวมาเล่นการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการมลรัฐแคลิฟอร์เนียถึง 2 สมัย และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2 สมัยเช่นเดียวกัน ท่านได้ใช้ความสามารถในการแสดงที่สะสมมาสมัยเป็นนักแสดงภาพยนตร์ มาแสดงบทประธานาธิบดี เสนอนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายทางทหารได้อย่างแนบเนียน ผลงานในการล้มสหภาพโซเวียต และค่ายคอมมิวนิสต์นั้นเป็นที่ประจักษ์ ส่วนผลงานทางด้านเรแกโนมิกส์ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ก็นับว่าคุ้มสำหรับคนอเมริกัน แม้ว่าประเทศจะมีหนี้สินมากมายมหาศาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาจนทุกวันนี้ ขอคารวะท่านด้วยความจริงใจ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |