|
'การโอนหนี้เอกชน มาเป็นหนี้สาธารณะ'
ในปาฐกถาสาธารณะเรื่อง 'การโอนหนี้เอกชนมาเป็นหนี้สาธารณะ' ของศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2547 ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจไทยว่า ระวังวิกฤติฟองสบู่ย้อนกลับ อันเนื่องมาจากความฉ้อฉลของสถาบันการเงิน (อีกครั้ง) ในรอบสอง เขากล่าวว่า ความฉ้อฉลสถาบันการเงินในรอบที่หนึ่ง (ปี 2539-2540) ที่สังคมไทยต้องแบกรับความเสียหายราว 1.4 ล้านล้านบาท (14 แสนล้านบาท) ซึ่งสัดส่วนความเสียหายที่ใหญ่ที่สุดคือจาก 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการร้อยละ 37 จากธนาคารศรีนครและนครหลวงไทยร้อยละ 20 และอีกอันหนึ่งที่คนยังไม่รู้ข้อมูลแต่มีปัญหามากที่สุดคือธนาคารกรุงไทย ที่ก่อความเสียหายค่อนข้างมาก จนกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินต้องเข้าไปอุ้ม ปาฐกถาสาธารณะครั้งนี้ กล่าวโดยสรุปเขาได้ส่งสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจรอบใหม่ว่า 1.ธุรกิจไทยอาศัยเงินกู้มากเกินไปโดยที่หนี้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น มีกับสถาบันการเงินที่อาศัยเงินฝากของประชาชน (กระทบและประชาชนต้องแบกรับกรรมที่ผู้ลงทุนก่อขึ้น) 2.ให้ระวังการฉ้อฉลสถาบันการเงินรอบใหม่ เพราะสังคมไทย ไม่สามารถพึ่งกระบวนการยุติธรรม ในการลงโทษผู้ฉ้อฉลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กลไกธนาแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไร้ความหมาย (กลไกพิการนี้อาจทำให้เกิดวิกฤติรอบใหม่) คำกล่าวที่ทรงพลังที่สุดคือ เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีขื่อแป ตราบใดที่สถานการณ์ดังกล่าว ยังมิได้รับการเยียวยาโอกาสที่ไทย จะประสบภาวะฟองสบู่ที่รุนแรง ตามด้วยวิธีการที่รุนแรง ก็ย่อมมีอยู่ตลอดเวลาและว่า ตราบใดที่ผู้กระทำผิดยังสามารถลอยนวลอยู่ได้ จะไม่สามารถลดอัตราการฉ้อฉลในสถาบันการเงิน และสถานการณ์ในปี 2540 อาจจะย้อนกลับมาซ้ำรอยอีกได้ (มติชนรายวัน 14 มิถุนายน 2547) นี่คือวิกฤติส่วนที่ 2 ในวิบัติการณ์เศรษฐกิจไทยรอบใหม่ ในวิกฤติส่วนที่ 1 เมื่อต้นปี 2547 ศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร สยามวลา ได้ชี้ให้เห็นวิกฤติฟองสบู่รอวันแตก จากภาวะและภาระดอกเบี้ยและหนี้สินรากหญ้า ไว้ในการสัมมนาระดมสมองนักวิชาการของวารสารฟ้าเดียวกัน ที่กลางดอยรีสอร์ท อำเภอหางดง (เชียงใหม่) เมื่อวันที่ 10-11 มกราคม 2547 ความว่า ตัวการสำคัญซึ่งจะต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลาคือ 'ดอกเบี้ย' เราจะไม่มีวันเห็นดอกเบี้ยในระดับ (ต่ำสุดๆ) ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีกแล้ว วันหนึ่งข้างหน้าคงจะต้องสูงขึ้นแล้วถ้าดอกเบี้ยขึ้นจะมีผลกระทบหลายจุดในระดับล่าง การที่คนระดับล่าง (รากหญ้า) มีหนี้สินมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีผมอยากจะด่ารัฐบาลนี้มาหลายทีแล้วว่าตอนที่เขาบอกมีหนี้สินเยอะเหลือเกิน เพราะฉะนั้นต้องพักชำระหนี้ แต่พอพักชำระหนี้เสร็จแล้วก็แจกหนี้สินใหญ่ใหม่ออกไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็สร้างให้คนมีหนี้สินมากขึ้นอีก เพื่อให้เลือกตั้งคราวหน้าจะได้โฆษณาได้อีกว่า จะพักชำระหนี้ที่ตัวเองก็ขึ้น ส่วนที่สองสิ่งที่ผมคิดว่ามีผลกระทบทางการเมืองไม่น้อยกว่ากันคือหนี้ของคนชั้นกลาง คือหนี้ที่เอาไปซื้อของอะไรจิปาถะ คนชั้นกลางเวลานี้ซื้อบ้านจำนวนมาก เรื่องหนี้ ขีดความสามารถในการชำระหนี้ของรากหญ้า และภาวะดอกเบี้ย จะเป็นตัวการซึ่งนำไปสู่วิบัติการณ์ (เหนือกว่าคำว่าวิกฤติ) เศรษฐกิจไทยครั้งใหม่ ดังรายงานต่อไปนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้รายงานผลการสำรวจหนี้สินครัวเรือนทั่วประเทศในไตรมาสที่ 1 ปี 2547 (มกราคม-มีนาคม) ว่าคนไทยมีหนี้สินสูงขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 110,133 บาท และเมื่อเทียบกับสองปีก่อนปี 2545 ซึ่งขณะนั้นมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ 82,458 บาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 14.57 ถ้อยแถลงของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีว่าหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าระบบสังคมเงินสดเปลี่ยนไป และระบบสังคมบัตรเครดิตมีมากกว่าและขยายตัวไปสู่ระบบครัวเรือน เพราะธนาคารพาณิชย์ เป็นตัวร้ายที่จะขยายธุรกิจนำมาสู่สิทธิส่วนบุคคลมาก และว่าที่น่าห่วงใยคือ กรณีบัตรเครดิตโดยเห็นว่าหากได้เงินแล้ว กลับไปเล่นการพนันก็จะมีปัญหา แต่แนวโน้มการกู้เงินไปทำธุรกิจกลับมีน้อยมาก (ผู้จัดการรายวัน 3 มิถุนายน 2547) ในปี 2543 ก่อนหน้าที่รัฐบาลระบอบทักษิณจะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน สำนักงานสถิติแห่งชาติได้รายงานผลสำรวจว่า หนี้สินคนไทยเฉลี่ยครัวเรือนละ 70,586 บาทและมีขนาดใหญ่ขึ้นในปีต่อๆ มา หากนำตัวเลขผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติมาแสดงและคำนวณจะพบว่า หนี้ครัวเรือนในปี 2543 และปี 2547 (70,586-110,133 เท่ากับ 39,547 บาท) จะเพิ่มขึ้น 39,547 บาทหรือในสามปีของรัฐบาลที่ใช้แนวเศรษฐกิจแบบทักษิณ (ทักษิโณมิคส์) หนี้จะเพิ่มขึ้นปีละ 13,182 (ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณการเท่านั้น) หากวิเคราะห์ครัวเรือนยากจนจะพบจากรายงานของ Jitsuchon (2003) ซึ่งได้มาจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (อ้างในนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับเดือนมกราคม-มีนาคม 2547) ซึ่งระบุว่าในปี 2543 หนี้ครัวเรือนทั่วไปเฉลี่ยทั้งประเทศตก 70,586 บาท เมื่อแยกรายละเอียดจะพบว่าครัวเรือนยากจนมีหนี้เฉลี่ย 21,818 บาทและครัวเรือนยากจนมากมีหนี้เฉลี่ย 20,083 บาท (ครัวเรือนยากจนมาก หมายความว่า ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าร้อยละ 50 บาทเส้นความยากจน) รายงานนี้ยังระบุข้อมูลที่ไม่อาจซ่อนอำพรางได้อีกต่อไปว่าหนี้ที่กู้มานั้นในปี 2543 ใช้เพื่อการบริโภคเพียงร้อยละ 37.7 แต่มาในปี 2545 กู้หนี้แล้วนำมาบริโภคกลับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50.2 หรือครึ่งหนึ่งของจำนวนครัวเรือนที่เป็นหนี้ทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในปี 2547 ของ สศช.ที่ระบุว่าแนวโน้มการกู้หนี้ไปทำธุรกิจกับมีน้อยมาก หนี้และทางแห่งการนำหนี้ไปใช้เพื่อการบริโภคเป็นอันตรายตลอดกาลของประเทศไทย จากมูลหนี้ก้อนนี้ เราควรวิเคราะห์ต่อไปในประเด็นขีดความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องเริ่มจากมหภาคก่อน ดูรายได้จากภาคการเกษตรก็เป็นที่ประจักษ์ว่า รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มตกต่ำอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ในปีเพาะปลูก 2538/39 ประเทศไทยส่งออกสินค้าการเกษตรมูลค่า 412,490 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 29,812 บาท ในปีเพาะปลูก 2541/42 มูลค่าส่งออกเพิ่มสูงขึ้นเป็น 555,783 ล้านบาท เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 27,938 บาท และแม้ในปีเพาะปลูก 2542/43 สินค้าเกษตรกรส่งออกมูลค่า 626,286 ล้านบาท แต่เกษตรกรกลับย่ำแย่ลงเรื่อยๆ มีรายได้เฉลี่ยเหลือเพียง 26,882 บาท เท่านั้น (เฉลี่ย 28,211 บาท) สรุปรายได้ของเกษตรกรลดลงเรื่อยๆ และหดหายไปถึง 2,929 บาท หรือหายไปปีเพาะปลูกละประมาณ 1 พันบาท หนี้ที่เพิ่มขึ้นปีละ 13,182 แต่รายได้รากหญ้าภาคการเกษตรเฉลี่ยรวมเพียงปีละ 28,211 บาท หรือหดหายไปปีละประมาณพันบาท บ่งบอกแนวโน้มจุดแนวเศรษฐกิจแบบทักษิณได้เป็นอย่างดี นี่คือ เส้นทางสู่วิบัติการณ์เศรษฐกิจรอบสอง 'ฟองสบู่รากหญ้า' รัฐบาลชุดนี้หมายมั่นว่า จะเพิ่มโอกาสครัวเรือนยากจนโดยการให้เงินกู้และการแปลงสินทรัพย์ โดยเฉพาะการแปลงที่ดินเป็นทุนในโครงการ 'เสกคนให้เป็นเถ้าแก่' ใน 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (OTOP) เสกคนชั้นกลางให้ปั้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ใหญ่ที่เรียกว่าเอสเอ็มอี (SMEs) และส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากต่างประเทศและนายทุนชาติ (BOI) วันที่ 11 มิถุนายน 2547 ในงาน 'OTOP-SME-BOI Made in Thailand' พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในสามเศรษฐกิจหลักนี้จะเป็นการเปิดศักยภาพให้คนไทยและคนต่างชาติได้เห็นการพัฒนาสินค้า ตั้งแต่ชุมชนไปถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ว่ามีคุณภาพ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้มีการพัฒนา แบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง และจัดตั้งศูนย์ไทยแลนด์พลาซ่า ในระบอบทักษิณสามตัวหลักนี้ เป็น 'ยาขนานเอก' ที่ใช้โฆษณาการชวนให้เชื่อไม่รู้จบสิ้นคือการเพิ่มขึ้นของจีดีพี และความรุ่งโรจน์ของเศรษฐกิจ โดยมีตัวการบั่นทอนตามมาติดๆ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง สถานการณ์ความรุนแรงยาวในภาคใต้ และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง ตลอด 5 เดือน (มกราคา-พฤษภาคม 2547) คือตัวการบั่นทอนระยะกลาง โดยมีหนี้ที่เพิ่มขึ้นชนิดไม่มีเพดานจบสิ้น ภาวะดอกเบี้ยและความฉ้อฉลของสถาบันการเงินเป็นตัวการทอนกำลังและบ่อนทำลายระยะยาวและตลอดกาล "อัมมาร" เตือนภัย "ศก.ไทย" ระวังวิกฤต "ฟองสบู่" ย้อนกลับ รายงาน มติชนรายวัน วันที่ 13 มิถุนายน 2547 หมายเหตุ - คำปาฐกถาสาธารณะของศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เรื่อง "การโอนหนี้เอกชนมาเป็นหนี้สาธารณะ" ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา การโอนหนี้เอกชนมาเป็นหนี้สาธารณะ เป็นปัญหาสำคัญที่ผมเดือดเนื้อร้อนใจ มาตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ว่าทำไมหนี้ที่เป็นของเอกชน ที่เอกชนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ กลับกลายมาเป็นหนี้ที่ประชาชนผู้เสียภาษีทั้งประเทศต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะเอกชนที่มีปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเอกชนประเภทเอสเอ็มอี(ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม) แต่เป็นเอกชนที่ค่อนข้างจะมีฐานะร่ำรวย ทั้งก่อนและหลังเกิดปัญหาวิกฤตด้วย บางคนอาจจะร่ำรวยจากการโอนหนี้เสียด้วยซ้ำ ความเสียหายของหนี้สาธารณะเป็นเท่าไร ก็คือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่มีความเสียหายรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยคำนวณถึงเดือนพฤษภาคม 2545 ซึ่งมันตกมาถึงคนไทยแน่ และเราคงหนีไม่พ้น ก่อนที่จะตั้งคำถามอะไรต่อไป ต้องเข้าไปดูว่าเอกชนทั้งหลายเข้าไปก่อหนี้กันได้อย่างไร เป็นที่ยอมรับกันว่าตั้งแต่ 2539-2540 ภาคเศรษฐกิจของไทยมันค่อนข้างใหญ่โต มีการลงทุนในอัตราที่สูงมาก นั่นคือภาวะฟองสูบู่ที่ทุกคนเห็นแต่กำไร แต่ยิ่งลงทุนมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งลดลง จากนั้นภาระของห้างร้านต่างๆ ในการจ่ายดอกเบี้ยก็ยิ่งสูงขึ้นด้วยซ้ำไป การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมันมีเชื้อเพลิงมาจากการที่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ภายใต้ความเชื่อที่มีอยู่ว่าค่าเงินบาทจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และทางการไทยก็ไม่สามารถจัดการ กับเงินกู้ที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากได้ ส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้ก็เป็นเพราะว่าไม่อยากทำด้วย เพราะว่าประกาศไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่าฉันเป็น กิจการวิเทศธนกิจ (บีไอบีเอฟ) ประเทศไทยก็หลงใหลว่า การที่มีเงินไหลเข้ามาเยอะมันเป็นของดี เมื่อเป็นอย่างนี้หนี้ก็เพิ่มขึ้น สภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2539 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา ไม่ใช่ช่วงที่มีการประกาศลดค่าเงินบาท เพราะมันมีอะไรหลายอย่างที่เริ่มบ่งชี้ถึงปัญหา ผมมองว่าเศรษฐกิจปี 2539 เป็นเหมือนคนที่กำลังเป็นโรคภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อมีโรคแทรกซ้อนเข้ามาก็เกิดการล้มป่วยอย่างรุนแรงและอันตรายต่อชีวิต โรคแรกก็คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มต่ำลงตั้งแต่ปี 2538-2539 โรคที่สอง คืออัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลง คนล้มระเนระนาดกันหมด และโรคที่สามตามเข้ามา คือลูกหนี้จ่ายภาระนี้ไม่ได้ กลายเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล ส่งผลไปยังสถาบันการเงินล้มตามกันไปเป็นระลอก ในปี 2540 ที่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นปีที่ผมต้องเห็นใจคนแบงก์ชาติ เพราะเป็นปีที่มีปัญหาผ่านเข้ามามาก ถ้าผมอยู่ในแบงก์ชาติก็คงฆ่าตัวตายในปีนั้น มันมาอย่างกระชั้นชิด มาไม่หยุด ปัญหามันยิ่งหนักขึ้น สิ่งที่ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯเกิดปัญหาขึ้นมาคือ กองทุนฟื้นฟูฯถูกออกแบบมาอย่างผิดพลาด เขาออกแบบมาเพื่อเป็นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน แต่ในความเป็นจริง กองทุนฟื้นฟูฯกลับทำหน้าที่เป็นผู้ฌาปนกิจสถาบันการเงินมาโดยตลอด เหมือนกับว่า ธปท.มีเครื่องมือที่จะให้คนไข้ประทังชีวิตต่อไปได้ เปรียบเสมือนคนไข้ที่ไม่มีทางรักษา แต่เรายังต่อท่อไอ้โน่นไอ้นี่มากมาย ไม่ยอมให้ตายอย่างสงบ และก็ต้องเสียค่าบำรุงรักษาไปอีกเยอะ สำหรับการโอนหนี้เอกชน มาเป็นหนี้สาธารณะได้อย่างไร ส่วนแรกมีการปิดเลิกกิจการ 56 สถาบันการเงิน มีทรัพย์สินประมาณ 8.5 แสนล้านบาท ก็ส่งให้ ปรส.(องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน) โดยมีปรัชญาการทำงานคือ ล้างกระดานโดยสิ้นเชิง เรียกว่าขายทรัพย์สินต่างๆ โดยให้เอกชนไปจัดการทวงหนี้ ทั้งที่เป็นเอ็นพีแอล และไม่เป็นเอ็นพีแอล ทำแบบหนเดียวจบ ปรากฏว่าจาก 8.5 แสนล้านบาท ขายไป 7.5 แสนล้านบาท เหลือ 1 แสนล้านบาทอยู่ในกองทุนฟื้นฟูฯ และได้เงินกลับคืนมา 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีคนที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. แต่ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเพราะมีกฎหมายกติกาให้เขาทำ แต่ส่วนที่กล่าวหาได้ก็คือ ระดับนโยบาย ข้อแรกคือ ปรส.ที่ได้เงินน้อยเพราะไม่มีการแยกหนี้ดี เอาหนี้เสียออกไป และขายหนี้ดีแยกออกไป เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นลูกหนี้ที่ดีจำนวนไม่น้อย กลายมาเป็นลูกหนี้เสีย ส่วนที่สองคือ ความพยายามขายโดยเร็วในช่วงที่ดอกเบี้ยสูงมากมันทำให้ราคามันลด นอกจากนี้ วันที่ 14 สิงหาคม 2541 เป็นวันที่คุณธารินทร์ (นิมมานเหมินท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ประกาศนโยบายครั้งยิ่งใหญ่ว่ารัฐบาลเปิดกระเป๋าตั้งวงเงินไว้ 3 แสนล้านบาท เพื่อจะซื้อหุ้นหรือลงทุนในสิ่งที่เรียกว่าเทียร์ 1 หรือเทียร์ 2 ในสถาบันการเงินต่างๆ ปรากฏว่ามีคนมาใช้ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท ก็ไม่เท่าไหร่ ไม่ครบ ถ้าจะวิจารณ์ต้องบอกว่าคุณธารินทร์ขี้เหนียวเกินไป ในการพยายามที่จะให้สถาบันการเงินที่อยู่ต่อไป ได้ใช้กำไรจากกิจการตัวเองในช่วง 2-4 ปีข้างหน้าในการฟื้นสถาบันของตนเอง โดยเข้าไปจัดการน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ หรือแม้แต่วงเงิน 3 แสนล้านบาท ที่วางเอาไว้ ก็ตั้งใจให้ใช้ประมาณ 2-3% เป็นวิธีการที่ขยักไว้เพื่อจะให้มีการเสียหายต่อเงินสาธารณะน้อยที่สุด เพราะฉนั้นถ้าดูแบบผิวเผินก็ต้องบอกว่าคุณธารินทร์ขี้เหนียวสำเร็จ แต่ถ้ามองลึกลงไปท่านก็ขี้เหนียวจนเกินไป ทำให้ประเทศต้องใช้เงินมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจดิ่งลงมากขึ้น ถ้าจะแบ่งออกมาว่าใครทำความเสียหาย 1.4 ล้านล้านบาท ผ่านสถาบันการเงินไหนเท่าไร ก็จะเห็นว่าพาร์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ 56 บริษัทสถาบันเงินที่ถูกปิดกิจการไป เป็น 37% ของทั้งหมด ของธนาคารศรีนคร และนครหลวงไทย ประมาณ 20% อีกอันหนึ่งที่คนยังไม่รู้ข้อมูลที่ดูเหมือนจะเป็นธนาคารที่ไม่มีปัญหา แต่มีปัญหามากที่สุด ก็คือธนาคารกรุงไทย ที่ก่อความเสียหายค่อนข้างมาก แล้วกองทุนฟื้นฟูฯต้องเข้าไปอุ้ม บทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมไทยก็คือ เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีขื่อไม่มีแป ตราบใดที่สถานการณ์ดังกล่าว ยังมิได้รับการเยียวยา โอกาสที่ไทยจะประสบภาวะฟองสบู่ที่รุนแรง ตามด้วยวิธีที่รุนแรงก็ย่อมมีอยู่ตลอดเวลา บทเรียนสำหรับ ธปท.ก็คือ จะต้องเข้มงวดเป็นพิเศษกับการฉ้อฉลภายในสถาบันการเงินในช่วงฟองสบู่ นอกจากนี้ โดยทั่วไปฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน ต้องหาทางป้องกันการฉ้อฉลตั้งแต่ต้น สังคมไทยไม่สามารถหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรม ในการลงโทษผู้ฉ้อฉลได้ และตราบใดที่ผู้กระทำผิดยังสามารถลอยนวลอยู่ได้ จะไม่สามารถลดอัตราการฉ้อฉลในสถาบันการเงิน และสถานการณ์ในปี 2540 อาจจะย้อนกลับมาซ้ำรอยได้อีก เพราะตัวอย่างก็มีให้เห็นอย่างชัดเจน ที่ผมยังไม่เคยเห็นคือ ผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา ที่ถูกฟ้องร้องเป็นคดีความต้องยุติลงด้วยการลงโทษผู้กระทำความผิดแม้แต่คนเดียว จะมีที่จบลงไปแล้วก็เพียงแค่คดีที่ถูกยกฟ้องเท่านั้นเอง หน้า 2 วิกฤติดันหนี้เอกชนพุ่ง 5.3 ล้านล้าน "อัมมาร" จี้ ธปท.ลงโทษคนโกงเข้ม กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 เดือนมิถุนายน 2547 "ดร.อัมมาร" ประเมินความเสียหาย จากหนี้ภาคเอกชน ช่วงวิกฤติมีสูงถึง 5.3 ล้านล้านบาท ระบุเป็นบทเรียนสำหรับแบงก์ชาติที่ต้องเข้มงวด ต่อคนฉ้อฉลไม่เช่นนั้น วิกฤติ ปี 40 อาจเกิดซ้ำรอย พร้อมวิพากษ์กองทุนฟื้นฟูล้มเหลว รวมทั้งอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนของธปท.ได้ ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ กล่าวในการปาฐกถาสาธารณะ เรื่อง "การโอนหนี้เอกชนมาเป็นหนี้สาธารณะ"
ว่า เกิดจากปัญหาต่างๆ 8 ประการด้วยกัน 1.จากการที่ภาวะเศรษฐกิจไทยมีการลงทุนมากเกินควรในช่วงระหว่างปี
2533 - 2539 ประเด็นต่อมา คือ ธุรกิจไทยอาศัยเงินกู้มากเกินไปเพื่อใช้ในการลงทุน
และหนี้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น มีกับสถาบันการเงินที่อาศัยเงินฝากของประชาชนเป็นหลัก ดร.อัมมาร ได้ให้ความคิดเห็นว่าปัญหาต่างๆ ทั้ง 8 ประการนั้นเป็นบทเรียนที่ดีต่อทั้งผู้บริหารนโยบาย สถาบันการเงิน นักธุรกิจไทย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคนไทยทุกคน โดยบทเรียนสำหรับกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ ให้เร่งแก้ระบบการจัดการกับสถาบันการเงินที่ได้รับความเสียหายจนมีปัญหา ระบบที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และมติคณะรัฐมนตรีที่ให้การประกันเงินฝาก และเจ้าหนี้ในสถาบันการเงินเป็นหลักนั้น เป็นตัวสร้างความเสี่ยงแก่สาธารณะที่สูงมาก โดยเฉพาะ ธปท.จะต้องเข้มงวดเป็นพิเศษกับการฉ้อฉลภายในสถาบันการเงินในช่วงฟองสบู่ และฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน จะต้องหาทางป้องกันการฉ้อฉลตั้งแต่ต้น และสังคมไทย ไม่สามารถคาดหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมในการลงโทษผู้ฉ้อฉลได้ และหากผู้ที่ฉ้อฉลยังคงลอยนวลอยู่ก็ย่อมที่เหตุการณ์ในปี 2540 จะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำได้ ดร.อัมมาร กล่าวว่า ความเสียหายจากการโอนหนี้เอกชนมาเป็นหนี้สาธารณะนั้น เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท โดยความเสียหายดังกล่าว รัฐบาลได้ชดเชยด้วยการออกพันธบัตรไปประมาณ 980,000 ล้านบาท ยังคงเหลืออีกประมาณ 420,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ดร.อัมมาร ได้ทำการประมาณความเสียหายทางการเงินของภาคเอกชนจากวิกฤติทั้งหมด เป็นความเสียหายประมาณ 5.337 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นความเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 1.605 ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยบนความเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 0.302 ล้านล้านบาท ความเสียหายจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ 2.704 ล้านล้านบาท และดอกเบี้ยบนความเสียหายจากเศรษฐกิจตกต่ำ 0.726 ล้านล้านบาท โดยความเสียหายของภาคเอกชนที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ดร.อัมมาร กล่าวว่าเริ่มจากความเสียหายของภาคเอกชนขั้นต้นจำนวนประมาณ 5.4 ล้านล้านบาท ในขณะที่ภาคเอกชนที่มิใช่สถาบันการเงินมีเงินทุน(Equity) ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท ฉะนั้นจึงต้องมีการไปหาเงินจากแหล่งอื่นมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งหากดูที่เงินทุนของสถาบันการเงินเอกชน จะมีเงินทุนอยู่ประมาณ 0.8 ล้านล้านบาท ที่เหลือจึงต้องตกเป็นภาระของสาธารณชน ทั้งนี้ กระบวนการโอนหนี้เอกชนมาเป็นหนี้สาธารณะนั้น ดร.อัมมาร กล่าวว่าเริ่มต้นมาจากการที่รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือสถาบันการเงินผ่านกองทุนฟื้นฟู โดยที่กองทุนฟื้นฟูเองนั้น เกิดจากการออกแบบที่บกพร่องเป็นการออกแบบที่จะสร้างปัญหาในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นการที่ ธปท.ในฐานะผู้กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินด้วยนั้น อาจจะก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้เพราะในทางปฏิบัติแล้วสายงานต่างๆ ของกองทุนฟื้นฟู ก็เปรียบเหมือนเป็นพนักงานของ ธปท.และไม่ได้แยกหน้าที่ออกจากกันอย่างชัดเจน กองทุนฟื้นฟูออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูและพัฒนา แต่ความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นกองทุนที่ทำหน้าที่ฌาปนกิจ ไม่ค่อยยอมรับว่า สถาบันการเงินล้มและมีมาตรการเตรียมไว้เพื่อรองรับ ให้สิทธิเฉียบขาดกับ ธปท. ทำให้ ธปท.เหมือนมีเครื่องมือช่วยให้คนไข้มีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ยอมให้ตายโดยสงบ และในระหว่างนั้นก็ต้องเสียค่าบำรุงรักษาจำนวนมาก" ดร.อัมมาร กล่าว
|
| กลับหน้าแรก |