|
||||||||||
|
Karl Marx นักปราชญ์ทันสมัย? (1)
ฝรั่งมองไทย ไมเคิล ไรท มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1243 ความนำ Rudyard Kipling (1865-1936) กวีชาวอังกฤษ, เขียนถึง "ศาสดา" ว่า He that has a gospel To loose upon Mankind, Though he serve it ulterly Body, soul and mind Though he go to Calvery Daily for its gian It is his disciple Shall make his labour vain. ผมอยากแปลเป็นไทยอย่างคร่าวๆ ว่า "ท่านผู้ใดมีความคิดดีๆ จะอวยให้มนุษย์ แม้ส่งเสริมสุดพลัง ทั้งกาย, วิญญาณ และจิต แม้ขึ้นกางเขนวันแล้ววันเล่า สานุศิษย์นั่นแล จะล้างงานท่านให้เหลว" คาร์ล มาร์กซ์ (1818-1883) เป็นนักปราชญ์, นักประวัติศาสตร์, นักเศรษฐศาสตร์, นักภาษาศาสตร์, นักวิเคราะห์วรรณคดี ฯลฯ ได้ถูก ย้อมสีให้เป็น "ศาสดา" แล้วโดน "ล้างงานให้เหลว" ถึงสองชั้น ทั้งโดยสานุศิษย์ชั้นหนึ่งและโดยผู้ต่อต้านอีกชั้นหนึ่ง ดังนี้ :- 1) นักเผด็จการในโลกตะวันออก (เช่น สตาร์ลิน, เหมา เจ๋อ ตุง และ คิม อิล ซุง) ต่างอวดอ้างมาร์กซ์ว่าเป็นศาสดาที่ถกเถียงไม่ได้ ใครเถียงต้องโทษ ความคิดเห็นของมาร์กซ์จึงกลายเป็นเครื่องสนับสนุนอำนาจเผด็จการกดขี่ประชาชนชนิดที่มาร์กซ์ไม่เคยนึกฝัน 2) นักคิดฝ่ายทุนนิยมตะวันตกโดยมากวาดภาพมาร์กซ์ว่าเป็นปีศาจร้ายที่มุ่งหมายทำลายศีลธรรม, วัฒนธรรม สิ่งดีงามทั้งหลายทั้งปวง, และจะนำโลกไปสู่กลียุค ตลอดระยะเวลาสงครามเย็น, ราว 1947-1989, มาร์กซ์ไม่มีโฉมหน้าเป็นมนุษย์ที่แท้จริง หากท่านไม่ใช่ "ศาสดา" ท่านก็เป็น "พญามาร" หนังสือ "Karl Marx, a Life" ของ Francis Wheen (Norton , London, 1999) เป็นชีวประวัติ คาร์ล มาร์กซ์ ฉบับแรกที่เขียนขึ้นมาหลังสงครามเย็น, และไม่บูชาสรรเสริญหรือป้ายสีบิดเบือน ในหนังสือเล่มนี้เราเห็นภาพนักปราชญ์คนนี้ในฐานะมนุษย์ปุถุชนที่มีความดีและความชั่วปะปนกัน, แต่ไม่ใช่นักบุญหรือนักบาป ท่านเป็นนักปราชญ์ที่ถวายชีวิตทั้งหมดกับวิชาความรู้และความคิด, แต่ไม่มีปัญญาเลี้ยงชีพตัวเองหรือลูกเมีย ท่านรอดอยู่ได้เพราะเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ชื่อ Engels (ซึ่งเป็นนายทุนเจ้าของกิจการทอผ้า) ส่งเงินใช้หนี้ที่มาร์กซ์ก่อไว้ ท่านศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตและการบริโภค, และกลไกที่ทำให้นายทุน (เจ้าของปัจจัยการผลิต) สามารถแย่งผลประโยชน์ (Value) ส่วนใหญ่ที่เกิดจากแรงงาน แต่ท่านไม่เคยใช้ความรู้นี้เป็นเครื่องมือเบียดเบียนใครอื่นหรือใส่กระเป๋าตนเอง มาร์กซ์ใช้ชีวิตรับใช้คนกรรมาชีพด้วยความซื่อสัตย์, เพราะเห็นว่าคนกรรมาชีพเท่านั้นเป็นฝ่าย "สร้างสรรค์" ผลิตข้าวให้กิน, ผลิตสิ่งของให้ใช้ แต่ท่านเองดำเนินชีวิตแบบกฎุมพี (Bourgeois) หรือชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ท่านได้เมีย (ที่รักสุดชีวิต) เป็นธิดาเจ้านายตระกูลสูง, ต้องอยู่บ้านดีๆ ในย่านผู้ดี, ชอบเหล้าองุ่นและบรั่นดียี่ห้อแพง, ให้ลูกสาวทั้งสามเรียนโรงเรียนผู้ดี, แถมยังให้ฝึกเล่นเปียโน, แต่งตัวทันสมัยและเล่นละคร ว่าโดยสรุปแล้ว คาร์ล มาร์กซ์ เป็นนักคิดชนชั้นกฎุมพี (Bourgeois Intellectual) คนแรกในประวัติศาสตร์ "สังคมนิยม", ไม่แพ้ เลนิน, สตาลิน, เหมา เจ๋อ ตุง ฯลฯ สิ่งที่ลวงใจให้เราเข้าใจมาร์กซ์ผิดมากที่สุด คือชัยชนะของ พรรค "คอมมิวนิสต์" ในรัสเซีย (1917) และจีน (1949) ซึ่งต่างไม่ได้เกิดจากวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจ, สังคม และการเมือง, หากเกิดจากการเร่งรีบหรือการบีบบังคับ จากนักการเมืองที่ไม่เข้าใจธาตุแท้ของมาร์กซ์ แต่เห็นความคิดของมาร์กซ์เป็นเครื่องมือเหมาะสมในการยึดอำนาจจากระบอบเก่าที่กำลังเน่าเฟะ "สังคมนิยมเทียม" ของ สตาลิน, เหมาฯ และ คิม อิล ซุง ต่างใช้งานของมาร์กซ์คล้ายกับที่ชาวคริสต์มักใช้พระคัมภีร์เก่า นั่นคือมองข้ามเป็นส่วนใหญ่, แต่ยกหยิบและเน้นประเด็นบางจุดที่สนับสนุนความต้องการของเขา เช่น "ศาสนาเป็นฝิ่นของประชาชน", "เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ" ทั้งนี้ โดยยกคำขวัญดังกล่าวออกจากบริบทที่มาร์กซ์กำหนดไว้ในงานประพันธ์ ผลก็คือ ความเหี้ยมโหดอย่างมหันต์ทั้งในรัสเซีย, จีน และเกาหลี, ชนิดที่มาร์กซ์ไม่ได้กำหนดไว้และคงทนดูไม่ได้ ส่วนความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม เกิดจากปัญญาอ่อนของสหรัฐ ที่เสือกขวางความรักชาติของชาวเวียดนามที่กำลังสู้เพื่อปลดปล่อยตนเองจากร้อยปีใต้ตีนฝรั่งเศส แล้วเราจะเข้าใจมาร์กซ์อย่างไร? ถ้าจะเข้าใจมาร์กซ์ดีขึ้นในยุคหลังสงครามเย็นนี้, ก็น่าจะแยกแยะระหว่าง 1) งานวิเคราะห์ (อดีตถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19) และ 2) งานทำนาย (อนาคตตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขึ้นมา) 1) ด้านงานวิเคราะห์ ดูเหมือนกับว่ามาร์กซ์ได้ชัยชนะเรียบร้อยแล้วในด้านนี้ ตั้งแต่ท่านมาวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ (เช่น ปรัขญา ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์, มานุษยวิทยา, รัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ) วิชาเหล่านี้ต่างต้องพึ่งพาอาศัยมาร์กซ์ในระดับหนึ่งระดับใด แม้ฝ่ายที่ต่อต้านมาร์กซ์ (เช่นนักรัฐศาสตร์ฝ่ายขวา และนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายทุนนิยม) ต่างต้องขึ้นต้นด้วยมาร์กซ์เพื่อพิสูจน์ว่าท่านผิดตรงไหน และตนถูกอย่างไร ใครสนใจความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างทุนกับแรงงาน, อุปทานกับอุปสงค์, การผลิตและการบริโภค, ล้วนแต่ต้องอ้างมาร์กซ์ เพราะท่านเป็นคนศึกษาก่อนและวิเคราะห์ได้อย่างน่าเชื่อถือ นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ที่ปฏิเสธมาร์กซ์ก็น่าสงสารที่ปัญญาอ่อน, หรือน่าสงสัยที่คิดคดไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาการและสังคมมนุษย์ 2) ด้านงานทำนายอนาคต มาร์กซ์มีความผิดพลาดไม่น้อย ความผิดพลาดของท่านมีอย่างน้อยสองระดับคือ :- 2.1 ท่านสืบทอดเจตนารมณ์ของศาสดาผู้ทำนาย (Prophets) ของชาวยิวโบราณ (รวมทั้งพระเยซู) ว่ามนุษย์นั้นสามารถสร้างสังคมอันอุดม (Perfect Society) นี่คือลัทธิจิตนิยม (Idealism) ผิด วัตถุนิยม (Materialism) ที่ท่านมาร์กซ์อ้างนักหนา 2.2 มาร์กซ์ทำงานอยู่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังกัดกินสังคมยุโรปให้ชนชั้นกรรมาชีพตกงานหรือถูกกดขี่เพราะเครื่องจักรทำงานได้ดีกว่าคน ดังนั้น ยุโรปจึงกำลังลุกเป็นไฟและน่าเชื่อว่าในไม่ช้าคงเกิดการปฏิวัติชนชั้นพลิกแผ่นดินครั้งสุดท้าย แต่ไม่เป็นเช่นนั้น การลุกขึ้นสู้มีแต่ประปรายและถูกปราบปรามได้ง่าย นักคิดฝ่ายหวังดีต่อมวลมนุษย์ (Men of Good Will) ในยุคปัจจุบันล้วนมีปัญหา ใน "ยุคหลังสังคมนิยม" (Post-Socialist Era) นี้, นักคิดฝ่ายขวากระเหิมประกาศชัยชนะของตน (ดู Fukuoka : The End of History) และตบท้ายว่า "Marx is dead" ในเมื่อเราเห็นได้ชัดว่า นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวากำลังนำโลกไปสู่สภาพผูกขาดของบรรษัทใหญ่ (โลกาภิวัตน์), และเห็นได้ชัดว่า นักรัฐศาสตร์และทหารฝ่ายขวากำลังนำโลกสู่นรกสงครามโดยบันไดเลื่อนสายด่วนแล้ว, นักคิด ฝ่ายหวังดี จะนำความคิดที่ไหนมาโต้ตอบ? ผมไม่ได้หมายถึงความคิดเพ้อฝันหวานๆ แต่หมายถึงความคิดแน่วแน่ตามหลักวิทยาศาสตร์ ในบทความข้างหน้าผมจะพิจารณาความคิดของมาร์กซ์ต่อไป, ว่าอาจจะเป็น "คำตอบ" ที่คนหวังดี กำลังแสวงหา
หน้า 73 Karl Marx นักปราชญ์ทันสมัย? (2) ฝรั่งมองไทย ไมเคิล ไรท มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1244 ความนำ วันที่ 25 พฤษภาที่ผ่านมา กลุ่ม ศาลายายามเย็น ของ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เกียรติผมโดยเชิญไปสนทนาเรื่อง "บทบาทของปัญญาชนไทยในโลกปัจจุบัน" ในการสนทนาครั้งนี้ ผมจำเป็นต้องยอมรับว่า ผมหมดปัญญา, และดูเหมือนกับว่า เพื่อนคนไทยก็หมดปัญญาเช่นกัน เราตกลงกันว่า ปัจจุบันมีปัญญาชนเพียงสองชนิด คือ 1) นักคิดของรัฐหรือที่สนับสนุนรัฐอย่างไม่สงสัย, และ 2) นักคิดอิสระที่สงสัยว่า รัฐกำลังพาเราไปไหนกันแน่ กลุ่มที่นิยมรัฐสามารถอวดอ้างความสำเร็จทุกประการ, เช่น การสร้างความร่ำรวย, ชัยชนะในการเลือกตั้ง, การปราบปรามยาบ้า, การซื้อทีมฟุตบอลอังกฤษ, การได้รับรอยยิ้มและการลูบหลังจากประธานาธิบดีบุช ฯลฯ แล้วนักคิดที่รำคาญและสงสัยรัฐมีอะไรจะโอ้อวด? หรือ มีอุดมการณ์อะไรจะโต้ตอบกับรัฐ? เรามีแต่ความซื่อสัตย์ต่อวิชาการและความสุจริตต่อบ้านเมือง, ซึ่งในสังคมปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมและไม่มีราคาหากเทียบกับเล่ห์กลมหัศจรรย์ของผู้ครองอำนาจ หลังจากที่สนทนากันแล้ว ผมค่อยนึกขึ้นมาได้ว่า ความคิดของมาร์กซ์ยังอาจจะเป็นทางเลือกได้ มาร์กซ์ถูกเข้าใจผิดและบิดเบือนโดย "ฝ่ายซ้าย," และถูกป้ายสีให้เสียโฉมโดย "ฝ่ายขวา" งานของมาร์กซ์ที่เขียนขึ้นมา (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19) ดูเหมือนกับว่าทำนายอนาคต (ครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19) ผิดๆ ทั้งเพ แต่ถ้าเทียบกับอนาคต (ปัจจุบันของเรา) จะเห็นว่าท่านทำนายอย่างแม่นยำในหลายแง่, เช่น :- - ความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับเยอรมันในคริสต์ศตวรรษที่ 20 - ความจำเป็นจะต้องก่อตั้งธนาคารชาติในทุกประเทศ - การขยายตัวของลัทธิบริโภคนิยม - กำเนิดบรรษัทข้ามชาติ - โลกาภิวัตน์ - การหดอำนาจของรัฐบาลประเทศชาติ (National Governments) เมื่อเผชิญกับระบบโลกาภิวัตน์ - ความปั่นป่วนในตลาด, โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเงิน - การซื้อขายอำนาจทางการเมือง (Political Corruption) - การขยายตัวของการผูกขาด (Monopolisation) - การระบาดของความแปลกแยก (Alienation) - การเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมีและคนไม่มี - ฯลฯ
มาร์กซ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 "ในราว 150 ปีตั้งแต่ตีพิมพ์ คำประกาศคอมมิวนิสต์ (Communist Manifesto) ความคิดของมาร์กซ์ได้ถูกปล้นสะดมและบิดเบือนอย่างน้อยสองอย่างคือ :- ก) โลกทุนนิยม ได้แอบยืม (ขโมย) ความคิดของมาร์กซ์จนสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่งคือ รัฐสวัสดิการ (Welfare State), จึงยับยั้งการปฏิวัติได้สำเร็จ ประชาชนกจะถูก Alienate แค่ไหนก็ยังเพลินไปด้วยการบริโภคและถูกมอมเมาด้วยโทรทัศน์ (ฟุตบอลและเกมโชว์) ข) โลก "สังคมนิยม" (รัสเซีย และจีน เป็นต้น) ได้นำทฤษฎีของมาร์กซ์มาด่วนบังคับด้วยวิธีเผด็จการ ระบอบนี้กลายเป็น "สังคมนิยมเทียม" ที่เกิดจากเบื้องบนและมองข้ามเงื่อนไขที่มาร์กซ์กำหนดไว้ ในที่สุดมันจึงล้มเหลว
มาร์กซ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่ท่านมิกฮาอิล กอร์บาซอฟ ประกาศยกเลิกระบอบ "สังคมนิยม" ในรัสเซีย และท่าน เติ้ง เสี่ยว ผิง สั่งจีนว่า "ทำความร่ำรวย, นั่นแหละยอดดี," โลกของเราเหลือขั้วเดียว (คือสหรัฐ) และเหลืออุดมการณ์เดียว (คือทุนนิยม) ประธานาธิบดีเรแกน, บุช (พระบิดา) และบุช (พระบุตร์) เป็นสมาชิกพรรคสาธารณรัฐ (Republican) ที่ประกาศตั้งแต่สหรัฐพึ่งคลอดว่า "จะพัฒนาสังคมดีงามอย่างมีเหตุผล, โดยจะไม่ตั้งตนเป็นจักรวรรดิล่าเมืองขึ้นเป็นอันขาด" แต่ในสี่ปีแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 21 เราเห็นด้วยตาว่า สหรัฐบุกอิรักตามสูตรจักรวรรดินิยมเก่าโดยไม่มีข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้น นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, โทนี แบลร์, เป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม (ฮา!) แต่ตามสหรัฐเข้าไปบุกอิรักโดยไม่มียางอาย (แต่อย่าไปสนใจอังกฤษเลย มันเป็นเพียงหางเครื่องของสหรัฐตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2)
มาร์กซ์กับปัจจุบันและอนาคต ถ้าพิจารณาความล้มเหลวของ "สังคมนิยมเทียม" เทียบเคียงกับการผยองของทุนนิยม, ผมเห็นว่ามีมาร์กซ์เท่านั้นที่เป็นทางเลือก แต่จำเป็นจะต้องเป็นมาร์กซ์ขนานแท้, ไม่ใช่มาร์กซ์เทียมของ เลนิน หรือ เหมา, และไม่ใช่มาร์กซ์ละลายน้ำเชื่อมอย่างที่นิยมในอังกฤษ นอกนี้ผมเห็นว่ายังมีทางเลือกอีกเพียงทางเดียว, คือ อัล-กุรอาน ในเมื่อผมจนใจเช่นนี้ ผมต้องยกเรื่องให้นางโมหิณี, แมวรักของผม, ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของไทย เธอได้สรุปดังนี้ :- ความสรุปของโมหิณี คนไทยบางกลุ่มชอบทำตัวเป็น หอยนางรม, คือปิดกาบหอยให้มิดแล้วหมกมุ่นถกเถียงภายในว่า "เราเป็นคนไทย," "ความเป็นไทยหมายความว่าอย่างไร?," "ไทยต่างกับชาติอื่นอย่างไร?" ในที่สุด "ไทย" กลายเป็นสัตว์ประหลาดจากดาวพระอังคารที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน นี่คือความคลั่งชาติที่หมกมุ่นวนเวียนและไม่นำไปไหน บางกลุ่ม (เช่น ประชาธิปัตย์และไทยรักไทย) แอบดูโลกภายนอกด้วยตาข้างหนึ่ง แล้วด่วนสรุปว่า "ว้าว! โลกตะวันตกเจริญก้าวหน้าครองจินดามณี (แก้วสารพัดนึก) มีความสำเร็จทุกกรณี ไทยควรตามตะวันตกทุกเรื่อง, จะได้รุ่งโรจน์เหมือนหนังฮอลลีวู้ด!" ทัศนคติแบบนี้นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, ความล้มละลายของเกษตรกร, สร้างชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกพันธนาการ (Prolateriat), การทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ, การล้มละลายเศรษฐกิจมวลรวม (พ.ศ. 2540) และการสร้าง "อิรักน้อยๆ" ในสามจังหวัดภาคใต้ ฯลฯ, ฯลฯ, ฯลฯ บางกลุ่มยังแอบมองโลกด้วยตาอีกข้างหนึ่งแล้วด่วนสรุปว่า "ตะวันตกเป็นแดนปีศาจ พญามาร! เราอย่าคบ, อย่าฟัง, อย่าเชื่อมันเลย!" ทัศนคติอย่างนี้ฟังสะใจดี, แต่แล้วนำไปสู่การโดดเดี่ยว, จนตรอก และความเป็นใบ้ หากคนไทยอยากคบโลกอันกว้างใหญ่อย่างมีเสมอภาค ก็จำเป็นจะต้องสละเปลือกหอยออกมาสู้ จะว่ากล่าวฝรั่งด้วยเสียงจากภายในเปลือกหอย "ไทยๆ" ไม่มีใครฟังหรอก ใครจะไปสนใจโลกทรรศน์ของหอยนางรม? สุดท้ายนี้ ขอให้รีบแปล Karl Marx, a Life ของ Francis Wheen เป็นไทย, ชาวบ้านจะได้รู้จักความคิดของท่านขนานแท้, ทั้งในแง่ผิดพลาดและในแง่ถูกต้องแม่นยำที่มีความหมายสำหรับปัจจุบัน ความคิดของมาร์กซ์ (ขนานแท้) อาจจะเป็นทางเลือกที่จะช่วยกู้เมืองไทยไม่ให้ตกนรกตามก้นประเทศพี่ๆ (เช่น อเมริกาและอังกฤษ) ที่เหยียบเปลือกกล้วยเข้าเสียแล้วในการบุกรุกอิรัก
หน้า 73
|