|
"พรแห่งการให้อภัย"
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9590 "เพราะเจ้าหน้าที่จับกุม และรังแกผู้บริสุทธิ์ ทางกองกำลังจึงมาแก้แค้นแทน" จดหมายถึงผู้ว่าฯนราธิวาส ทิ้งไว้ข้างศพ จ.ส.ต.ย๊ะยา สะแปอิง ผู้ถูกยิงเสียชีวิตบนถนน อ.แว้ง-ต.เอราวัณ จ.นราธิวาส, 26 พ.ค.2547 "มาแบบวันที่ 28 เมษายนก็ดี จะได้ลดกำลังลงหน่อย" นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้, 6 มิ.ย. 2547 เพื่อนใหม่ชาวโมร็อกโก ผู้เพียรจัดเทศกาลแสดงดนตรี และพบปะเสวนาเพื่อสันติภาพนานาชาติ ณ เมืองเฟส (Fes Festival of World Sacred Music) มาประจำทุกปีตั้งแต่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1991 เอ่ยถึงหลักคิดที่เขาได้จากประสบการณ์ที่พยายามดึงตัวแทนชาวปาเลสไตน์จากเขตยึดครองมาสนทนาแลกเปลี่ยน กับตัวแทนชาวยิวจากอิสราเอลหลายครั้งหลายหน สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ว่า "TOERRIS HUMAN. TO FORGIVE IS DIVINE." หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง "การทำผิดเป้นปกติวิสัยของมนุษย์ การให้อภัยต่างหากเป็นดุจพรศักดิ์สิทธิ์จากเบื้องบน" ผมเก็บข้อความดังกล่าวมาคิดเปรียบกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองเราแล้วก็ถึงแก่นิ่งอึ้งไป จำได้ว่าในวาระครบรอบเหตุการณ์ฆ่าหมู่ และรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 เมื่อสามปีก่อน เผอิญท่านนายพลผู้ขึ้นชื่อว่าพัวพันกับขบวนการก่อความรุนแรงที่นำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ถึงแก่กรรมมีประเด็นคำถามสาธารณะว่าถึงบัดนี้แล้ว จะให้อภัยผู้ก่อความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้หรือไม่? อดีตสหายท่านหนึ่งกล่าวตอบตรงไปตรงมาว่า โดยส่วนตัวแล้ว เธอยังทำใจให้อภัยไม่ได้, ผมเองใคร่ครวญดูหลายรอบแล้ว ตอบต่างออกไป คือไม่ต้องถามว่ายังเจ็บปวดหรือไม่? คิดถึงแล้วก็ยังเจ็บช้ำใจไม่หาย แต่ถ้าถามต่อว่า เพราะฉะนั้นก็เลยยังคิดอยากจะทำการล้างแค้น ผู้ก่อความรุนแรงเหมือนที่เขาเคยทำกับเพื่อนเรากระนั้นใช่หรือไม่? คือจับพวกเขามาทุบตีกระทืบทำร้าย เอาลิ่มตอกอกแขวนคอกับต้นมะขาม และเผานั่งยางไฟทั้งเป็นกลางเมืองให้สาสมกับที่ทำกับเพื่อนเราใช่หรือไม่? ผมแน่ใจว่าคำตอบของผมคือไม่, ผมไม่ต้องการทำกับพวกเขาเช่นนั้น, ผมอธิบายกับตัวเองตอนนั้นว่า... ประทานโทษที ด้วยความเคารพ แต่ผมคิดว่าผมไม่อาจเข้าใจพฤติกรรมของท่านนายพลกับพรรคพวกในอดีตแบบ "ปลื้มปีติ" อย่างที่ท่านอยากให้เข้าใจได้ ผมเห็นด้วยว่าการฆ่าฟันกันจบลงแล้ว และควรยุติแต่จบแล้วก็เลยจะให้ลืมด้วย คงจะทำไม่ได้ตรงกันข้าม การจำต่างหากคือเงื่อนไขเบื้องต้นประการหนึ่งของการไม่โกรธแค้น และไม่ผูกใจเจ็บ ซึ่งก็คือการให้อภัย หรือนัยหนึ่งการที่เหยื่อจะลุกขึ้นยืนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับผู้ฆ่าในอดีตแล้วบอกกล่าวกับผู้ฆ่าว่า "ผมจำที่ท่านทำกับผมได้ แต่ผมจะไม่กระทำกับท่านดังที่ท่านเคยได้กระทำกับผมมาหรอกฉะนั้นท่านอย่าได้กลัวผมเลย" แล้วปล่อยให้มโนธรรมสำนึกของผู้ฆ่าจัดการกับอคติที่เหลือในใจเขาเอง ครูของผมคนหนึ่งเคยสอนผมว่า สังคมใดลืม+ให้อภัย=สังคมนั้นความจำเสื่อม สังคมใจดำ+ผูกใจเจ็บ= สังคมนั้นคงอัดอั้นตันใจจนเป็นบ้า สังคมใดจำ+ให้อภัย =สังคมนั้นเจ็บปวด แต่จะเรียนรู้ได้ และเข้มแข็งขึ้นได้ สังคมแบบสุดท้ายน่าจะเป็นสังคมที่คนอย่างผม กับท่านนายพล พอจะอยู่ด้วยกันได้ และทะเลาะกันต่อไปได้อย่างเสรี และสันติ เหตุการณ์ภาคใต้ตอนนี้บ่งชี้ว่าสังคมดังกล่าวคงยังอยู่อีกไกล ทุกคนที่ตายไปที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนฝ่ายต่างๆ สายสืบหรือชาวบ้านผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่, ไม่ว่าจะเป็นทนายสมชาย นีละไพจิตร ชาวบ้านที่ถูกอุ้มหายสายสูบ หรือผู้ก่อการนับร้อยในมัสยิดกรือเซะ และที่อื่น มีเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือพวกเขาแต่ละคนล้วนมีคนที่รักใคร่ห่วงใยพวกเขา มีพ่อ มีแม่ มีพี่ มีน้อง มีลูกเมียญาติมิตร มีคนที่หลั่งน้ำตาด้วยความอาลัยรักเมื่อได้ข่าวเขาตาย มีคนที่ก้มลงกอดศพเขาสะอื้นครวญหวนไห้ ปิ่มว่าจะขาดใจเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิตตนได้ตายไปพร้อมกับคนที่ตนรักนั้นด้วย เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าพุทธหรือมุสลิม ไม่ว่าผู้รักชาติหรือพวกแยกดินแดน ไม่ว่าคนใส่เครื่องแบบหรือพลเรือน ไม่ว่าคนไทยหรือคนที่ถูกตั้งข้อรังเกียจว่าไม่ใช่คนไทย น้ำตาของพวกเขาเป็นสีเดียวกันเป็นสีแห่งความเจ็บช้ำจากการสูญเสียที่ไม่มีวันได้คืน มีเหตุผลมากมายที่พ่อแม่ลูกเมียของเจ้าหน้าที่ผู้พลีชีพจะเจ็บแค้นผู้ก่อการอย่างมิอาจให้อภัยได้ เพราะพวกนั้นเป็นโจรปล้นปืน ไม่รักชาติคิดแยกดินแดน ล่าทำร้ายสังหารเจ้าหน้าที่บ้านเมืองขึ้นก่อน และก็มีเหตุผลไม่น้อยเช่นกันที่พ่อแม่ลูกเมียของชาวบ้านที่ถูกอุ้มฆ่า หรือผู้ก่อการที่ถูกปราบปราม สังหารจะเจ็บแค้นทางการอย่างมิอาจให้อภัยได้ เพราะเจ้าหน้าที่ข่มแหงรังแก ดูถูกเหยียดหยาม ไม่ให้ความเป็นธรรม ทารุณทรมานราวกับพวกเขาเป็นขี้ข้าเมืองขึ้น ไม่ใช่ผู้ใช่คนต่อเนื่องมายาวนานก่อน การพูดถึงการให้อภัยต่อหน้าผู้ที่สูญเสียคนที่ตนรักช่างยากเย็นแสนเข็ญสักเพียงใด แต่ผมเกรงว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น พวกเรา- ผู้สูญเสียคนที่ตนรักทุกฝ่าย- ต้องหันหน้ามาคุยกันถึงเหตุที่เรามิอาจให้อภัยกันได้ และลู่ทางความเปลี่ยนแปลงที่จะเปิดโอกาสเงื่อนไขให้เราพอจะให้อภัยกันได้-ให้อภัยกับผู้ที่ฆ่าคนที่เรารักที่สุดได้ เราทุกคนเจ็บ ไม่ใช่ไม่เจ็บ แต่เพราะเราเจ็บ เราจึงไม่อยากให้ทำอย่างนั้นกับคนอื่นอีก ไม่อยากให้คนอื่น ต้องประสบกับความเจ็บปวดสูญเสียเช่นนั้นอีก เราต้องร่วมกันหาทางให้ความเจ็บปวดนั้นยุติที่เรา จบลงที่เรา เพื่อลูกหลานเราในวันข้างหน้าจะได้มีชีวิตใหม่ร่วมกันบนแผ่นดินนี้โดยไม่ต้องเจ็บปวดเหมือนเรา ไม่มีอะไรยากเท่ากับการให้อภัยผู้ที่ฆ่าคนที่เรารักที่สุด แต่ถ้าจะมีความหวังใดๆ เหลืออยู่บนแผ่นดินผืนนี้ มันก็อยู่ที่ความสามารถของพ่อแม่ลูกเมียของเจ้าหน้าที่ ผู้ก่อการ ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ทุกฝ่ายที่จะกล่าวคำว่า "ให้อภัย"อันศักดิ์สิทธิ์นั้นออกมา "TO ERR IS HUMAN. TO FORGIVE IS DIVINE." "การทำผิดเป็นปกติวิสัยของมนุษย์ การให้อภัยต่างหากเป็นดุจพรศักดิ์สิทธิ์จากเบื้องบน" หน้า 6 หน้า 20
|
| กลับหน้าแรก |