ดุลบัญชีเดินสะพัด สำคัญอย่างไร

เศรษฐศาสตร์จานร้อน :  ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 มิถุนายน 2547

เมื่อมีข่าวว่าไทยเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ก็เกิดความเป็นห่วงว่า จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นเราก็ต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความสำคัญอย่างไร

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คือการใช้จ่ายเกินตัวของประเทศ กล่าวคือ การส่งออก และบริการ มีมูลค่าน้อยกว่า การนำเข้าสินค้า และบริการจากต่างประเทศ ทั้งนี้ บริการรวมถึงการท่องเที่ยว การขนส่ง กำไรจากการลงทุนในต่างประเทศของคนไทย และกำไรจากการลงทุนในไทยของคนต่างชาติ ตลอดจนการส่งเงินกลับประเทศของคนไทยในต่างประเทศ และคนต่างประเทศที่ทำงานในไทย พร้อมกับเงินช่วยเหลือต่างๆ ที่ไทยให้กับต่างประเทศ และต่างประเทศให้กับไทย

คำถามหลัก คือ การใช้จ่ายเกินตัวที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ หากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่สูงมากนักคือ ไม่เกินประมาณ 2-3% ของจีดีพี และการใช้จ่ายเกินตัวดังกล่าว เป็นการนำเงินทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศ เพื่อเพิ่มผลผลิต และพัฒนาประเทศให้จีดีพีขยายตัวได้ในอัตราที่สูงขึ้นเพียงพอที่จะนำส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว มาใช้คืนทั้งต้น และดอกเบี้ยที่กู้ยืมมา

หากมองในอีกมุมหนึ่ง คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในอนาคต เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้น เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากขณะนี้การใช้กำลังการผลิตโดยรวมสูงถึง 75% แล้ว และในหลายอุตสาหกรรมนั้นสูงกว่า 80% หากมีความจะเป็นต้องลงทุนมาก ก็หมายความว่า เงินออมในประเทศจะไม่เพียงพอ ดังนั้นเราต้องกู้ยืมเงินทุน (หรือเงินออม) จากต่างประเทศมาใช้

บางคนอาจเป็นห่วง เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อ 2540 ก็มีสาเหตุหลักมาจากการลงทุนมากเกินไป ทำให้ต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้หนี้สินของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33,000 ล้านดอลลาร์ มาเป็น 90,000 ล้านดอลลาร์ โดยในปี 2539 ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (กู้ยืมเงินจากต่างประเทศ) มากถึงเดือนละกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่ากับ 8% ของจีดีพี

ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง ให้แน่ใจว่าโครงการต่างๆ ที่จะลงทุนนั้น ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเพียงพอที่จะจ่ายคืนเจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้นอย่างครบถ้วน หากเป็นเช่นนั้น การนำเงินตราจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนก็จะไม่เป็นผลเสียแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศ เพื่อการลงทุนดังกล่าว เพราะเงินทุนที่กู้ยืมมา ซึ่งเป็นเงินทุนไหลเข้าประเทศ จะได้ถูกนำไปซื้อสินค้าทุนดังกล่าว โดยไม่ส่งผลให้ค่าเงินบาทต้องอ่อนตัวลง

แต่การเริ่มนำเข้าเงินทุนจากต่างประเทศนั้น จะทำให้ดอกเบี้ยในประเทศไทย ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะประเทศกำลังพัฒนาย่อมถูกมองว่า มีความเสียงมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น ดอกเบี้ยในประเทศไทยจะต้องสูงกว่าดอกเบี้ยต่างประเทศ ประมาณ 2-3% หากพิจารณาจากข้อมูลในอดีต

บางคนอาจไม่พอใจ ที่ดอกเบี้ยในประเทศไทย จะต้องปรับตัวสูงขึ้น และอาจต้องการให้มีการแทรกแซง เพื่อรักษาดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับต่อไป โดยให้เหตุผลว่า เพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งแนวคิดดังกล่าว ก็มีเหตุผลในระดับหนึ่ง

แต่หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว จะเห็นว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะต้องปรับตัวขึ้น ก็สมควรจะปล่อยให้ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นตามกลไกตลาด เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยเริ่มขาดแคลนเงินทุนในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น "ราคา" จึงควรต้องปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า เงินทุนดังกล่าวถูกนำไปใช้ลงทุนในโครงการที่มีความคุ้มค่าจริงๆ กล่าวคือ ป้องกันมิให้เกิดการลงทุนมากมายเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 นั่นเอง

ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะเผชิญกับสภาวะวิกฤตเช่นปี 2540 อีก หากจะมีการลงทุนมากเกินไปบ้าง ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า เพราะสภาวการณ์ขณะนี้ กับเมื่อปี 2537-2540 มีความแตกต่างกันที่มีนัยสำคัญ แต่ไม่มีที่เขียนเหลือพอที่จะกล่าวถึงในบทความนี้

แต่การลงทุนมากเกินไปในโครงการที่ให้ผลตอบแทนต่ำนั้น จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะผลตอบแทนที่ต่ำ ย่อมหมายถึงความสามารถในการหาเงินคืนเจ้าหนี้มีขอบเขตจำกัด และหากมีความจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มขึ้นอีก ก็จะทำได้ยาก เพราะความสามารถในการทำกำไรของโครงการมีขอบเขตจำกัด

ยิ่งมีโครงการประเภทนี้มาก การขยายตัวของเศรษฐกิจก็จะยิ่งเชื่องช้าลง หากโครงการมีสัดส่วนของการนำเข้ามาก ทำให้ต้องกู้ยืมเงินต่างประเทศมาก แต่ผลผลิตไม่สามารถส่งออกได้ ก็จะสร้างปัญหาว่า จะต้องมีเงินไหลออก (เพื่อใช้คืนหนี้ และดอกเบี้ย) แต่ไม่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงได้

สรุปคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย หากเกิดขึ้น เพราะมีความจำเป็นต้องขยายการลงทุน (เช่นในขณะนี้) แต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง ให้การลงทุนมีความคุ้มค่า ดังนั้น หากดอกเบี้ยต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็ไม่ควรต้องกังวล เพราะดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด จะทำให้เกิดการลงทุน เฉพาะในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง และคุ้มค่า

กลับหน้าแรก