|
ไทยเผยแผน
ดึงนักลงทุนสิงคโปร์เข้าประเทศ
มองมุมใหม่ : ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 เมษายน 2547 การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-สิงคโปร์ไม่เคยหยุดนิ่ง วันนี้ผมมีเรื่องมาเล่า เกี่ยวกับการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจล่าสุดในสิงคโปร์ครับ คือเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สถานทูตไทย ณ สิงคโปร์ ร่วมกับ สนง.ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและธนาคาร DBS ได้ร่วมกันจัดการสัมมนาขึ้นในหัวข้อ Business Opportunities in Thailand เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนที่มีศักยภาพของสิงคโปร์ได้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น การสัมมนาครั้งนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายได้พบปะกันแบบที่เรียกว่า face to face ตามที่หลายสถานทูตของไทยได้เคยจัดกันมาแล้ว โดยมีหลักความคิดอยู่ว่า ในขณะที่ไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการดำเนินธุรกิจ และสิงคโปร์ก็เด่นในเรื่องการลงทุน ทั้งสองฝ่ายก็น่าที่จะร่วมมือกันสร้าง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสิงคโปร์เอง รัฐบาลก็ได้เริ่มออกมาเล่นเกมรุกในด้านการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ การสัมมนาเริ่มขึ้นในช่วงเช้า ย้ำถึงการให้ความรู้แก่นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้นำเข้าของสิงคโปร์ เกี่ยวกับระเบียบและข้อมูลต่างๆ ที่ควรรู้ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านในการให้คำแนะนำดังกล่าว เริ่มจาก ดร.อุตตม สาวนายน ผู้ช่วย รมว.สำนักนายกรัฐมนตรี และเอกอัครราชทูตฐากูร พานิช ณ สิงคโปร์ หลังจากนั้น ได้มีการแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย โดยมีคณะผู้แทนทั้งจากไทยและสิงคโปร์ ในการเข้าร่วมบรรยายให้ความรู้ คำแนะนำ เกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมการค้าการลงทุนของไทย และให้คำปรึกษาด้านการเงินแก่นักธุรกิจสิงคโปร์ รวมถึงตอบข้อซักถามในเรื่องการดำเนินธุรกิจในไทย ซึ่งได้มีผู้แทนจากกรมส่งเสริมการส่งออก รวมถึง จนท.จาก DBS Bank มาคอยให้บริการด้านนี้ จากนั้นในช่วงบ่าย ทางผู้จัดได้จัดให้มีการพบปะกันระหว่างผู้ประกอบการไทย (จาก 48 บริษัท) และสิงคโปร์ หรือที่เรียกว่า Business matching เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และพูดคุยถึงโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังประเทศที่สามร่วมกัน โดยได้มีการแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์และอุปกรณ์ แฟชั่น หัตถกรรมและของขวัญ และธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งกำลังมาแรง การแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 5 ประเภทหลักนี้ ผู้จัดได้คำนึงถึง ?areas of expertise? ของผู้ประกอบการไทย หรือในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและการส่งออก และหากมองอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่า การคัดเลือกกลุ่มสินค้าเหล่านี้เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจสิงคโปร์เข้าร่วมลงทุน เป็นการสะท้อนถึงความพยายามของไทยในการผลักดันการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากสิงคโปร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารธุรกิจ และมี ?commercial mind? อย่างเต็มเปี่ยม ที่คู่ขนานกันไปกับการสัมมนาและการพบปะของนักธุรกิจสองฝ่ายก็เห็นจะเป็นการจัดการแสดงสินค้า โดยได้มีการก่อสร้างคูหาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่จัดตกแต่งและแสดงสินค้าตัวอย่างของไทย ซึ่งแต่ละห้องก็ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจสิงคโปร์ที่เข้ามาสอบถามข้อมูลและเจรจาการค้าเป็นจำนวนมาก นอกเหนือไปจากนั้น บริเวณหน้าห้องการสัมมนา ผู้จัดยังได้จัดกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนงานในครั้งนี้ อาทิ Thai Trade Office สำนักงานส่งเสริมการลงทุน DBS ธนาคารไทยทนุ และบริษัทกฎหมายอีกจำนวนหนึ่งด้วย และในระหว่างการจัดสัมมนาครั้งนี้ สอท. ณ สิงคโปร์และ สนง.ส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ ยังได้เปิดโอกาสให้บริษัท Patco Siam Holding ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท Thailand Privilege Card ให้เป็นตัวแทนในการสรรหาสมาชิก Thailand Elite Card จากสิงคโปร์และมาเลเซีย มาเปิดตัวในงานนี้ด้วย นับว่าเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญที่ส่งเสริมการค้า เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของไทยแบบครบวงจร จากข้างต้น ผู้จัดเองมีความพอใจที่งานสัมมนาดังกล่าวลุล่วงไปด้วยดี ถือเป็นพัฒนาการด้านความร่วมมือในลักษณะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ (Strategic Alliance) ที่ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมมากถึง 530 คน เท่าที่ผมทราบในชั้นนี้ งานพบปะของนักธุรกิจสองฝ่ายนำไปสู่การสั่งซื้อสินค้าไทยที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 23 ล้านบาท โดยที่ฮิตสุดๆ ที่ชาวสิงคโปร์เห็นว่าน่าจะเข้าร่วมลงทุน ได้แก่ สินค้าประเภทชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องดื่มชูกำลัง ชาเพื่อสุขภาพ ขนมหวานไทย เสื้อผ้าแฟชั่นสมัยใหม่ และผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น หลังจากงานครั้งนี้จบสิ้นลง ก็ได้มีเสียงเรียกร้องจากทั้งผู้ประกอบการไทยและสิงคโปร์ ให้มีการจัดงานประเภทนี้ขึ้นอีกบ่อยๆ สำหรับนักลงทุนสิงคโปร์แล้ว นี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้ใกล้ชิด สร้างความคุ้นเคยกับฝ่ายไทย โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าเดินทางมายังประเทศไทย แต่ได้รับข้อมูลที่ต้องการทราบ รวมทั้งสามารถที่จะสั่งซื้อสินค้าได้ทันที สมกับเป็นยุคเศรษฐกิจไฮเทคจริงๆ นอกจากนี้ นักธุรกิจสิงคโปร์ยังมีความเห็นต้องกันว่า การสัมมนาครั้งนี้ได้เปิดโลกทัศน์และมุมมองใหม่เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย มองเห็นสถานการณ์การลงทุนในไทยอย่างเด่นชัดมากขึ้น และเข้าใจกฎเกณฑ์และสภาวะการลงทุน ซึ่งจะช่วยในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางด้านธุรกิจของภาคเอกชนสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี ผมเคยเขียนบทความไว้ก่อนหน้านี้ โดยย้ำว่าไทย-สิงคโปร์ สามารถเป็นหุ้นส่วนทางการค้าได้เป็นอย่างดี เพราะสองฝ่ายมีความคิดเห็นทางด้านธุรกิจใกล้เคียงกัน การจัดสัมมนาในครั้งนี้ก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ไทยสามารถสานสัมพันธ์กับสิงคโปร์ทางด้านธุรกิจได้ และไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มผลประโยชน์ของสองฝ่ายเท่านั้น แต่จะเป็นการเพิ่มศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจร่วมกันเพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจในประเทศที่สามต่อไป
|
| กลับหน้าแรก |