|
การโวยวาย การถอนตัว การปรับตัวของไทยรักไทย ในสัญญาณขาลง
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9546 การแต่งตั้ง ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช เข้ามาแก้ปัญหาจนนำไปสู่การประกาศยกเลิกการแปรรูป(เอาเข้าตลาดหุ้น) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ตามที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ หลังจากการโวยวาย (หรือ Voice ซึ่งเป็นแนวคิดจากหนังสือ Exit, Voice, and Loyalty ของศาสตร์ตราจารย์ Albert O. Hirschman) การแต่งตั้ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เข้ามาดูแลปัญหาข้อสอบเอ็นทรานซ์รั่วหลังจากการโวยวายของหลายเครือข่ายทางสังคม การออกทัวร์ในชนบทและในภาคใต้นอนตามวัดของนายกฯทักษิณ ให้แง่คิดที่น่าวิเคราะห์ถึงลักษณะของตลาดการเมืองไทยในบริบทของการแข่งขันของพรรคการเมือง เพื่อครองอำนาจรัฐจากรัฐบาลที่ดูมีอำนาจเหลือล้น การปรับตัวของผู้นำและยุทธวิธีของพรรค เมื่อเผชิญวิกฤตความนิยมของพรรคลดลงหรืออาจจะอยู่ในช่วงขาลง จริงๆ แล้วผู้เขียนคิดว่าในระยะสั้นสังคมได้หรือเสียค่อนข้างน้อยจากการนำหรือไม่นำ กฟผ.เข้าตลาดหุ้น การไม่ทำอะไรจึงไม่มีนัยสำคัญแต่อย่างไร แต่การยอมอ่อนข้อให้กับพนักงาน กฟผ.ของรัฐบาล รวมทั้งการยืนหยัดมุ่งมั่นในการโวยวายของพนักงาน กฟผ. ชี้ให้เห็นว่ารัฐมีขีดจำกัดในการใช้อำนาจรัฐในสังคมประชาธิปไตย เพราะการได้มาซึ่งอำนาจรัฐต้องมาจากชัยชนะในตลาดการเมือง และชัยชนะนี้จะมีต้นทุนที่สูงมากถ้ามีความไม่แน่นอนสูง นายกฯทักษิณต่างกับ Thatcher ตรงที่ว่า นโยบายการแปรรูปของเธอ มาจากปรัชญาความเชื่ออย่างแรงกล้าหรือศรัทธา เธอเล่าว่าเธออ่าน Road to Serfdom ของ Hayek ตอนเป็นนักศึกษาแล้วก็อ่านเมื่อเป็นนายกฯ โดยที่เธอเชื่อว่าปัญหา ความเสื่อมถอยของอังกฤษมาจากการที่รัฐเข้าไปยุ่งกับกิจการและชีวิตของคนอังกฤษมากจนเกินไป เธอมุ่งมั่นที่จะฟื้นอังกฤษใหม่ โดยคืนเสรีภาพให้แก่ปัจเจกและพลังตลาด โดยไม่กลัวพลังแรงงานที่ต่อต้าน หรือน่าอินทร์น่าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น และในช่วงปีแรกๆ สิ่งที่เธอทำไม่ถูกใจคนจำนวนมาก แต่ทั้งโลกยอมรับว่า 10 ปี ถัดมาจนถึงปัจจุบันอังกฤษแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ปัญหาประเทศไทยไม่เหมือนอังกฤษ การดันทุรังนำ กฟผ. เข้าตลาดโดยที่ยังไม่มีการเตรียมความพร้อมในด้านอื่น นอกจากจะทำให้เกิดความวุ่นวายเป็นลูกโซ่เสียหายเป็นต้นทุนที่สูงทางสังคม ยังเป็นต้นทุนที่สูงทางการเมือง การให้ความสำคัญแก่เป้าหมายทางการเมือง การเน้นความสัมฤทธิ์ผล การเป็นนักปฏิบัตินิยมมีความหยืดหยุ่น จึงเป็นผลดีทั้งแก่ส่วนรวมและรัฐบาล ที่น่าสนใจก็คือการย่อมอ่อนข้อให้กับการโวยวาย (Voice) ของพนักงาน กฟผ. เกิดขึ้นกับรัฐบาลซึ่งมีอำนาจเบล็ดเสร็จในสภาผู้แทนราษฎรในระบบราชการ และในระบบทุน เคยมั่นใจที่จะได้ ส.ส. 400 จากทั้งหมด 500 คน จริงอยู่นายกฯทักษิณสามารถเลือกที่จะยืนกรานนำ กฟผ. เข้าตลาดโดยให้เหตุผลตามที่เคยกล่าวไว้ว่า เป็นนโยบายที่เคยแถล่งต่อสภาจึงเป็นพันธ์สัญญา แล้วให้สังคมตัดสินว่าจะเลือกพรรคไทยรักไทยในสมัยหน้าหรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคนที่เคยเป็นสมาชิกหรือเลือกและตั้งใจจะเลือกพรรคไทยรักไทย ถ้าไม่เห็นด้วยกับการนำ กฟผ. เข้าตลาดก็ไม่ต้องเลือก ในภาษาของ Hirschman ก็คือ Exit หรือการถอนตัว การที่การโวยวายของพนักงาน กฟผ. มีผลต่อการปรับตัวหรือพฤติกรรมของรัฐบาล เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ว่า การโวยวายหรือการถอนตัวมีบทบาทต่างกันอย่างไร ในบริบทใดในการทำงานของตลาดเศรษฐกิจและตลาดการเมือง ในหน่วยทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ตั้งแต่ครอบครัว สามีภรรยา สมาคม โรงเรียน มหาวิทยาลัย
หน่วยราชการ บริษัทธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่นพรรคการเมือง
และใหญ่ที่สุดคือรัฐหรือประเทศ เมื่อสมาชิกพบว่าองค์กรนั้นๆ ประสบปัญหาในเชิงคุณภาพ เช่น
ผู้บริโภคพบสินค้ามีปัญหาด้านคุณภาพหรือความปลอดภัย ฐานะการดำเนินงาน
การให้บริการต่ำกว่ามาตรฐานหรือเกณฑ์ปกติ มีการเปลี่ยนแปลงในนโยบาย
นำไปสู่ความขัดแย้งหรือความไม่พอใจในหมู่สมาชิก สมาชิกมีทางเลือกคือ ในตลาดเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงเศรษฐศาสตร์เคยชินกับกลไกการปรับตัวของสมาชิกโดยการถอนตัวเช่น ไม่พอใจคุณภาพของโรงเรียนรัฐก็ย้ายไปเอกชน ลูกค้าไม่พอใจในคุณภาพสินค้าของบริษัทหรือผู้ผลิต ก.ก็ย้ายไปซื้อกับผู้ผลิตบริษัท ข.รายใหม่ รายได้ของบริษัท ก.ก็จะลดลง ส่งสัญญาณการปรับปรุงหรือออกไปจากตลาดเช่น ล้มละลาย นักเศรษฐศาสตร์มองกลไกการถอนตัวของสมาชิกในตลาดเศรษฐกิจเป็นกลไกหนึ่งที่ตรงและมีประสิทธิผล การถอนตัวจากพรรคประชาธิปปัตย์เข้าหรือเลือกไทยรักไทยในการเลือกตั้งปี 2544 เป็นกลไกในรูป Exit โดยมี Voice มาก่อนหน้า จริงๆ แล้วการโวยวาย (Voice) ซึ่งมักจะรู้จักกันดีในวงการรัฐศาสตร์เป็นวิธีการแสดงออกของสมาชิก ที่อาจมีประสิทธิภาพและทรงพลังทั้งในตลาดเศรษฐกิจ และตลาดการเมือง การโวยวายของสมาชิกเป็นส่วนสำคัญของระบอบประชาธิปไตย (แม้นายกฯของเราจะไม่สบอารมณ์นักในอดีต) และสามารถเป็นกลไกที่สำคัญในการแก้ปัญหาแทนการถอนตัวได้ในหลายสถานการณ์ การโวยวายของสมาชิกสามารถมีพลังและมีประสิทธิผลต่อการปรับตัวขององค์กรมากหรือดีกว่าการถอนตัว ถ้าลักษณะสินค้าหรือบริการมีขอบข่ายที่เกี่ยวข้อง หรือมีผลกระทบต่อสาธารณะชนอย่างกว้างขวาง หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ สินค้าดังกล่าวมีผลต่อความผาสุกหรือสวัสดิการของประชาชน แม้เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะพยายามอธิบายว่า กิจกรรมสาธารณะเพื่อส่วนรวมมักเกิดขึ้นยาก เพราะปัจเจกของมนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน รอที่จะตีตั๋วขึ้นรถเมล์ฟรี (Free Rider) หรือรอได้บริการ โดยไม่ต้องซื้อหรือมีต้นทุน เหตุการณ์ 14 ตุลาคม หรือ พฤษภาทมิฬ คือตัวอย่างของพลังของการโวยวาย ต่ออำนาจที่ขาดความชอบธรรม การโวยวายของสมาชิก กฟผ.ความมุ่งมั่นและมีฐานประชาชนสนับสนุนกว้างขวาง และความมีประสิทธิผลส่วนหนึ่ง เป็นเพราะไฟฟ้าเป็นสินค้าที่กระทบสาธารณะชนกว้างขวาง เมื่อเทียบกับบริษัทการบินไทยหรือการท่าอากาศยาน การโวยวายของพนักงาน กฟผ.ยังเป็นกระบวนการให้สารสนเทศความบกพร่องหรือวิธีทำงานของรัฐบาล ถ้ามีการมีโวยวายจากการแปรรูป ในตลาดเศรษฐกิจ ถ้าลูกค้าไม่พอใจการออกแบบของรถยนต์ก็อาจไม่ซื้อ ซึ่งก็คือการถอนตัวหรือ Exit แต่ถ้าเป็นประเด็นเรื่องความปลอดภัยกระทบคนจำนวนมาก การโวยวายจะเป็นกลไกที่ดีกว่า แม้การโวยวายมีต้นทุนแต่ผลได้จะสูงมากในวงกว้าง และเป็นวิธีส่งสารสนเทศเกี่ยวกับผู้ผลิตให้สาธารณะชนทราบ ในตลาดเศรษฐกิจของเอกชนผู้ถือหุ้นอาจขายหุ้นของบริษัทนั้นๆ ทิ้ง(ซึ่งก็คือการถอนตัว) แต่ถ้าบริษัทนั้นๆ มีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสาธารณะชน (เช่น ทำลายสิ่งแวดล้อม) การใช้การโวยวายร่วมกับการถอนตัวจะมีประสิทธิผลกว่า ในกรณีที่ผู้บริโภคมักขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่สามารถตัดสินเรื่องคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะบริการประเภทการศึกษา การสาธารณะสุข การรักษาพยาบาล การถอนตัวจากผู้ผลิตรายหนึ่งไปสู่ผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งให้บริการคุณภาพเลวไม่ต่างกัน เหมือนเป็นการแข่งขันที่ลักษณะฮั้วกัน การถอนตัวมีแต่ความเงียบไม่มีผลดีต่อส่วนรวม รัฐจำเป็นต้องให้การศึกษาแก่ผู้บริโภค กำกับดูแลผู้ผลิต เช่นเดียวกับกรณี 30 บาทรักษาทุกโรค คนที่มีรายได้น้อยถ้าพบบริการไม่ดีคงไม่มีโอกาสถอนตัว การโวยวายจากผู้ใช้บริการแม้กระทั้งจากหมอจะมีประสิทธิภาพกว่าการถอนตัวเช่นเดียวกัน ในตลาดการเมืองการใช้การโวยวายในตลอดอายุการบริหารของรัฐบาล การทำงานของ ส.ส.เสริมการตัดสินใจถอนตัว เมื่อมีการเลือกตั้งจะเป็นวิธีเผยแพร่สารสนเทศที่มีคุณค่าในวงกว้าง ถ้าตลาดการเมืองมีคุณภาพมีการแข่งขันสูง ผู้ออกเสียงกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลายมีสารสนเทศที่ดี เกี่ยวกับตัวนักการเมือง และนโยบาย และสามารถกำหนดอนาคตชะตากรรมและกำกับตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน และรัฐบาลที่จะต้องชนะการเลือกตั้งในอนาคตมีความสำคัญฉันใด คุณภาพความเข็มข้นของการโวยวายจากสมาชิกในสังคม ก็มีความสำคัญฉันนั้น คุณภาพและความเข็มข้นของการโวยวาย เป็นเรื่องที่มากับวัฒนธรรม รสนิยม ลักษณะความสัมพันธ์วิธีคิดของผู้คนในสังคม การออกแบบทางสถาบันที่มีผลต่อประสิทธิผลและต้นทุนของการโวยวาย ถ้าทำได้สังคมไทยน่าจะลดความน่ากลัวของการเติบโต และการใช้อำนาจของรัฐภายใต้การนำของไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ประเทศจะมีรัฐบาลเหมือนมีพรรคเดียว สองพรรคหรือหลายพรรคก็ตาม โดยทำให้การเข้ามาสู่เวทีหรือตลาดการเมืองเป็นไปได้โดยง่ายและมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด สังคมมีขีดความสามารถในการใช้ Voice หรือโวยวายเพื่อกำกับตรวจสอบปรามหรือระงับการกระทำใดๆ ที่ไม่ถูกไม่ควรและมีพลังเหมือนกับที่พนังงาน กฟผ.ประสบความสำเร็จ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |