ที่สุดแห่งเหตุการณ์ไฟดับ

บทความพิเศษ  วงกต วงศ์อภัย (คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่) wongkot_w@yahoo.com มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1236

ในปัจจุบัน คงไม่มีใครปฏิเสธถึงบทบาทและความสำคัญของพลังงานไฟฟ้าที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่มีสัดส่วนค่า GDP สูงสุดของประเทศ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 35% ของ GDP รวมของไทย)

บทบาทของไฟฟ้าและรวมถึงพลังงานเชื้อเพลิงนั้นมีความสำคัญยิ่งในการผลิต โดยในทางเศรษฐศาสตร์พลังงานนั้น พลังงานถูกจัดเป็นหนึ่งในสี่ปัจจัยการผลิตที่สำคัญ นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านทุน แรงงาน และวัตถุดิบ อีกด้วยครับ

ในต่างประเทศนั้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ต่างเคยมีประสบการณ์เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นระยะเวลานาน (Blackout) กันมาในแทบทุกทวีป ไม่ว่าจะเป็นในทวีปยุโรป นิวซีแลนด์ หรือสหรัฐอเมริกา

สาเหตุของ Blackout นั้น มีทั้งจากปัญหาด้านเทคนิคโดยตรง การเชื่อมต่อของระบบไฟฟ้าที่เกิดปัญหา หรือแม้กระทั่งสาเหตุอันเกิดจากความผิดพลาดแบบคาดไม่ถึงจากการแปรรูปกิจการไฟฟ้า

ดังนั้นในครั้งนี้ ขอพาย้อนอดีตถึงเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่สำคัญของโลกที่เคยเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงผลเสียหายทางเศรษฐกิจจาก Blackout

เหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกยุคปัจจุบัน คือเหตุการณ์ที่ เมือง Auckland ประเทศนิวซีแลนด์ ที่เกิดในปี พ.ศ.2541 เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ถูกวิเคราะห์ไว้ในเอกสารหลายแหล่งว่าเป็นหนึ่งในผลกระทบของการปฏิรูปทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าของประเทศ

การปฏิรูปของนิวซีแลนด์นั้นมิได้มาจากการถูกบังคับโดยเงื่อนไขจากธนาคารโลก หรือ ไอเอ็มเอฟ แต่อย่างใด การปฏิรูปกิจการไฟฟ้าของนิวซีแลนด์นั้นได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2529 หากแต่ได้เริ่มอย่างจริงจังในอีก 5 ปีต่อมา โดยการผลักดันของพรรคแรงงานของนิวซีแลนด์

เหตุการณ์ที่ Auckland นี้ เกิดจากความล้มเหลวของระบบการป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ย่านตัวเมือง ส่งผลให้ส่วนศูนย์กลางธุรกิจของเมืองเกิดไฟฟ้าดับสนิทต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนพฤษภาคม บริษัทต่างๆ ภายในเมืองต้องหาทางแก้ไขปัญหากันเอง ซึ่งก็ไม่หนีไปจาก การหาวิธีปั่นไฟใช้เอง หรือ ย้ายบริษัทหนีออกจากเมืองไปที่อื่นเสีย

แน่นอนว่า ในบริษัทที่ยังไม่ย้ายไปไหน พนักงานต่างๆถูกสั่งให้ทำงานจากที่บ้านตนเอง (ที่บ้านนอกเมือง ไฟฟ้าไม่ดับครับ)

ความเสียหายครั้งนี้ บริษัทด้านพลังงานของเมืองที่ชื่อ Mercury ซึ่งเป็นจำเลยหลักถูกสั่งให้ชดใช้ถึงกว่า 3,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทแทบล้มทั้งยืน

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ หลังจากเหตุการณ์ณ์คืนสู่สภาวะปรกติ

มีรายงานเปิดเผยตามมาว่า ทั้งวิศวกรและผู้บริหารของบริษัท Mercury เองได้ทราบถึงปัญหาความอ่อนแอของระบบจ่ายไฟฟ้าของตนมาก่อนแล้วหลายปี หากแต่ยังประมาทและปราศจากการหาทางแก้ไขปัญหาล่วงหน้าอย่างถูกต้องจนเหตุการณ์ที่น่าอับอายนี้เกิดขึ้น

ในส่วนของสหรัฐอเมริกานั้น มีวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ 2 ครั้ง คือ วิกฤตการณ์ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงปี 2543-2544 และในส่วน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศในปีที่ผ่านมา

ความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์แรกที่ฝั่งตะวันตก และถูกตามซ้ำอีกครั้งที่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นมากมายในแวดวงพลังงานทั่วโลกถึงผลกระทบอันเนื่องมาจากการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า รวมถึงปัญหาความขาดแคลนและการแย่งชิงไฟฟ้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

กรณีแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐและเป็นอันดับห้าของโลก (มี GSP หรือ GDP ของรัฐ 1.3 ล้านล้านเหรียญมากกว่าประเทศไทยประมาณสิบเท่าในปี 2543 แต่มีประชากรน้อยกว่าไทยเกือบครึ่งหนึ่ง) ได้เริ่มปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในเดือนธันวาคม 2538 มีจุดมุ่งหมายในขณะนั้นคือ เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมไฟฟ้า อันจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด

ในการนี้ ได้มีการปรับแก้ไขข้อบังคับต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าได้หลายแนวทางมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายไฟฟ้าจากส่วนกลางแต่อย่างใด

แต่สืบเนื่องจากความเข้มงวดของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐนี้ ที่กล่าวกันว่า โหดที่สุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ด้านภาษีสิ่งแวดล้อม หรือการกำหนดปริมาณการปล่อยมลพิษในอากาศ ส่งผลทำให้การสร้างโรงไฟฟ้าบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้าพลังความร้อน ไม่สามารถทำได้ เพราะนักลงทุน ไม่แน่ใจถึงความคุ้มทุนในการก่อสร้างและดำเนินงาน

ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียต้องมีการนำเข้าไฟฟ้าจากรัฐอื่น เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของรัฐที่พุ่งสูงขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งธุรกิจหลักของรัฐคือธุรกิจไอที

แน่นอนว่า การนำเข้าไฟฟ้านี้ย่อมทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น และสวนทางกับแนวคิดการกำหนดราคาค่าไฟฟ้าขายปลีกสู่ผู้ใช้ภายในรัฐที่ให้มีการลดอัตราค่าไฟฟ้าปลีกลงอีกร้อยละ 10 จากอัตราก่อนปฏิรูปกิจการไฟฟ้า

และรวมถึงยังบังคับราคาขายปลีกไฟฟ้านี้ให้คงที่ไปจนถึงปี 2545 ซึ่งนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ทางรัฐได้ประกาศไว้ขณะที่ทำการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า

สิ่งที่ตามมาคือ บริษัทที่บริการกิจการไฟฟ้าใหญ่ๆของรัฐนี้ 3 แห่ง ไม่ต้องการจะขายไฟฟ้าปลีกสู่ผู้ใช้ เนื่องจากต้องขายในราคาที่ต่ำตามข้อบังคับ ในขณะที่ตัวบริษัทเองต้องไปซื้อไฟฟ้ามาจากต่างรัฐในราคาส่งที่สูงมากขึ้นถึงเกือบ 10 เท่า

หรือหากบริษัททั้งสามนี้ คิดจะลงทุนผลิตไฟฟ้าเองในรัฐแคลิฟอร์เนีย ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ (เพราะโรงไฟฟ้าในรัฐนี้ ต้องติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อลดค่ามลพิษเพิ่มเติม เพื่อให้ผ่านเกณฑ์อันสุดเข้มงวด และประกอบกับ ราคาขายก๊าซธรรมชาติที่ขายในรัฐในขณะนั้น ได้เพิ่มสูงขึ้นแบบผิดปรกติด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการเก็งกำไรด้วยครับ)

ผลของเหตุการณ์นี้คือการเกิดไฟฟ้าดับบ่อยครั้งภายในเมืองต่างๆ ทั่วไปในช่วงปี 2543 ถึง 2544 จนถึงกับทางรัฐเอง ต้องประกาศนโยบายหมุนเวียนเพื่อสลับจุดการดับไฟในส่วนตอนเหนือของรัฐ (พูดง่ายๆ ว่า แบ่งเวรกันว่าวันไหน ไฟฟ้าที่ไหนจะดับบ้าง) และตามมาด้วยความเสียหายของบริษัทกิจการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งนั้น ซึ่งเสียหายรวมกันในขณะนั้นประมาณ 5 แสนล้านบาท

ปัญหาเรื่องไฟฟ้าดับนี้ นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้นาย Gray Davis ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียในช่วงนั้น ต้องหลุดออกจากตำแหน่งในปีที่ผ่านมา (น่าสนใจมากว่า ผู้ว่าคนเหล็กคนปัจจุบัน จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในระยะยาวอย่างไร)

ผู้อ่านคงเห็นตรงกันว่า สาเหตุหลักของข้อผิดพลาดของกรณีแคลิฟอร์เนียนี้ไม่ใช่เกิดจากการแปรรูปกิจการไฟฟ้าโดยตรงเสียทีเดียว หากแต่น่าจะมาจากวิธีการกำหนดข้อบังคับต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมประกอบกันไปด้วย เช่น การบังคับราคาขายไฟฟ้าปลีกที่ผิดหลักการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ

ในกรณีของนิวยอร์กและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันที่ 14 สิงหาคม 2546 นั้น ถือได้ว่าเป็นไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ที่กระทบต่อชีวิตคนประมาณ 40 ล้านคน (คิดเป็นหนึ่งในเจ็ดของประชากรทั้งสหรัฐ) จาก 8 รัฐหลักและอีก 10 ล้านคน ที่อยู่ใน Ontario ของแคนาดา (คิดเป็นหนึ่งในสามของแคนาดา) อีกด้วย

สาเหตุหลักเกิดจากการไม่สมดุลของระบบไฟฟ้าที่เริ่มจากความผิดปรกติของโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งในรัฐโอไฮโอ ก่อนจะส่งผลลามไปสู่รัฐมิชิแกนในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง

จากนั้นในเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ส่งผลกระทบให้ระบบไฟฟ้าล้มเป็นโดมิโนสู่รัฐข้างเคียงอื่นๆ รวมถึงเมืองใหญ่ๆ เช่น มหานครนิวยอร์ก สร้างความเสียหายทางไฟฟ้าคิดเป็นขนาดรวมของระบบกว่า 71,000 เมกะวัตต์ (ขนาดเสียหายจำนวนนี้เทียบเท่ากับระบบไฟฟ้าประมาณเกือบ 4 เท่าของประเทศไทย) และได้มีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจของเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้กว่า 240,000 ล้านบาทจากผลของไฟฟ้าที่ดับครั้งนี้

ในนิวยอร์กนั้น กว่าที่จะสามารถกู้ไฟฟ้ากลับได้อย่างสมบูรณ์ก็กินเวลาไปถึงวันที่ 16 สิงหาคม

ในกรณีของประเทศอังกฤษ มีเหตุการณ์ Blackout ที่น่าสนใจอยู่ 2 ครั้ง คือ ที่ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศในปี 1987 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ ครอบคลุมประชากรประมาณ 5 แสนคน

และเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงหลังเลิกงานในวันที่ 28 สิงหาคม 2546 ที่กรุงลอนดอนในเวลา 18.20 น. และดับเป็นเวลา 37 นาที

ในครั้งหลังนี้ เหตุเกิดของปัญหาเริ่มจากการระบบสายส่งไฟฟ้ามีปัญหาและส่งผลกระทบไปยัง สถานีแปลงไฟฟ้า South London Ring Substation ขนาด 275 kV ทำให้ไฟฟ้าดับ ส่งผลกระทบต่อผู้คนประมาณ 250,000 คนในลอนดอนขณะนั้น

อีกเหตุการณ์ที่น่าสนใจในยุโรป คือเหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศอิตาลีในวันที่ 28 กันยายน 2546 หรือหนึ่งเดือนเต็มหลังจากเหตุการณ์ที่กรุงลอนดอน

ทางการไฟฟ้าของอิตาลีกล่าวหาว่าต้นเหตุของปัญหาเริ่มจากระบบไฟฟ้าที่ขัดข้องในลักษณะลูกโซ่ที่เชื่อมระบบต่อมาจากประเทศฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ก่อน (อิตาลี นำเข้าไฟฟ้าประมาณ 15% ของไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งนำเข้ามาจากสวิสและอีกประมาณ 35% นำเข้าจากฝรั่งเศสครับ)

ทางการสวิสเองก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงสาเหตุของปัญหา แต่แจ้งกลับเพิ่มว่าทางทีมงานของสวิสได้แจ้งปัญหานี้มาสู่ที่อิตาลีแล้ว หากแต่การแก้ไขปัญหาของทางอิตาลีเองนั้น ชักช้าเกินไปจนไม่ทันการ ส่งผลให้ไฟฟ้าดับทั่วประเทศอิตาลีตั้งแต่เวลาเช้ามืดไปจนค่ำเป็นเวลากว่า 18 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อผู้คนประมาณ 57 ล้านคนหรือกล่าวได้ว่าทั่วประเทศ

ยกเว้นเพียงผู้คนที่อยู่ในเกาะ Sardinia เท่านั้น

ทั้ง 5 เหตุการณ์ข้างต้น จัดเป็นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ส่งผลต่อความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าในประเทศนั้นๆ

หากพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ว่าสาเหตุของปัญหามาจากหลากหลายสาเหตุ

ทั้งจากด้านวิศวกรรมไฟฟ้าโดยตรง

ผลสืบเนื่องจากการกำหนดข้อบังคับที่ไม่เหมาะสมกับอันเนื่องมาจากการแปรรูปกิจการไฟฟ้า

หรือ ความผิดพลาดของมนุษย์

น่าภูมิใจที่ประเทศไทยเรานั้น ถึงแม้จะเคยมีเหตุการณ์ไฟฟ้าดับมาบ้างในภาคใต้ตอนล่าง (1 เมษายน 2546) หรือบริเวณตอนกลางของประเทศ (15 สิงหาคม 2546) แต่เรายังไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่ส่งผลกระทบรุนแรง หรือยาวนานต่อเศรษฐกิจและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

 

หน้า 38

 

กลับหน้าแรก