Hernando de Soto

โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง   ผู้จัดการออนไลน์  วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2547

เฮอร์นันโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้เป็นขวัญใจไทยรักไทย ได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty ประจำปี 2547 ทั้งนี้ตามประกาศของ Cato Institute พิธีแจกรางวัลกำหนดวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ณ Ritz-Carlton Hotel นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

Cato Institute เป็นองค์กรผลิตความคิด (Think Tank) สำคัญของฝ่ายขวาในสหรัฐอเมริกา ยึดกุมจุดยืนเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและอนุรักษนิยมทางการเมือง Cato Institute สถาปนา The Milton Friedman Prize เพื่อเป็นเกียรติแก่มิลตัน ฟรีดแมน เสาหลักทางเศรษฐศาสตร์ของฝ่ายขวา ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งถึงกับทุ่มสุดตัวในการเกื้อหนุนนายพลปิโนเชต์แห่งชิลี เพียงเพราะนายพลปิโนเชต์ ยอมรับนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม โดยมองข้ามอาชญากรรมที่นายพลปิโนเชต์ ก่อในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนนับพัน

The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty มอบให้แก่บุคคลผู้มีผลงานในการอำนวยการให้มวลมนุษย์มีเสรีภาพเพิ่มขึ้น ผู้รับรางวัลจะได้เงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์อเมริกัน รางวัลกำหนดให้ทุกสองปี เดอ โซโตมิใช่คนแรกที่รับรางวัลนี้ The Milton Friedman Prize เริ่มให้ในปี 2545 ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้คนแรกคือ ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ที. เบาเออร์ (Peter T. Bauer, 1915-2002) แห่ง London School of Economics and Politics เดอ โซโตนับเป็นผู้รับรางวัลคนที่สอง ทั้งคู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน

เหตุใดเฮอร์นันโด เดอ โซโต จึงได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize?

คำตอบน่าจะเป็นว่า เดอ โซโตมีคำตอบในการแก้ปัญหาความยากจน และอุทิศชีวิตในการแก้ปัญหาความยากจน ในขณะที่สำนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวามิได้สนใจประเด็นปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้เท่าที่ควร

เฮอร์นันโด เดอ โซโต ถือกำเนิดในครอบครัวผู้มีอันจะกิน บิดาทำงานในองค์การระหว่างประเทศ จึงต้องตามบิดามารดาไปอาศัยอยู่ในยุโรปตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เดอ โซโตรับการศึกษาในสวิตเซอร์แลนด์ และประกอบธุรกิจหลังสำเร็จการศึกษา ในปี 2522 เดอ โซโตตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตในเปรู ขณะนั้นมีอายุ 38 ปี เดอ โซโตพานพบประชาชนชาวเปรูระดับรากหญ้า ทุกแห่งหนมีแต่ความยากจน เดอ โซโตเริ่มครุ่นคิดหาทางแก้ปัญหาความยากจน คำถามพื้นฐานที่พยายามหาคำตอบก็คือ เหตุใดบางประเทศจึงร่ำรวย แต่บางประเทศกลับยากจน

ข้อเท็จจริงที่เดอ โซโตพานพบก็คือ ประชาชนที่ยากจนมิได้ขาดพลังในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และมิได้ขาดแคลนสินทรัพย์ ในที่สุด เดอ โซโตก็ได้คำตอบว่า การขาดกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ (Formal Property Rights) เป็นต้นตอของปัญหาความยากจน

ประชาชนในชนบทมีทั้งกลุ่มที่มีที่ทำกินและกลุ่มที่ไม่มีที่ทำกิน เกษตรกรที่มีที่ทำกินเป็นเจ้าของที่ดินตามข้อเท็จจริง (de facto owners) แต่ขาดเอกสารสิทธิ การขาดเอกสารสิทธิทำให้ขาดหลักทรัพย์สำหรับค้ำประกันเงินกู้ ข้อจำกัดทางด้านการเงินจึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาการผลิต

ประชาชนในเขตนาครจำนวนมาก แม้จะมีบ้านอยู่อาศัย แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ด้วยเหตุดังนั้น จึงถูกกันออกไปจากระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการที่ยึดโยงอยู่กับระบบกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย

เดอ โซโตนำเสนอแนวความคิดว่าด้วยทุนที่ตายแล้ว (Dead Capital) ด้วยเหตุที่ประชาชนที่ยากจนตามข้อเท็จจริงเป็นเจ้าของทรัพย์สินจำนวนมาก แต่มิได้มีกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทรัพย์สินเหล่านี้จึงเป็น "ทุนที่ตายแล้ว" เพราะมิอาจใช้ไปในการก่อดอกออกผลในกระบวนการผลิตอย่างเต็มที่ได้ หัวใจของการแก้ปัญหาความยากจนจึงอยู่ที่การฟื้นคืน "ทุนที่ตายแล้ว" ให้มีชีวิตชีวาในกระบวนการผลิต ยุทธวิธีสำคัญในการนี้ก็คือ การดึงทรัพย์สินนอกกฎหมาย (Extralegal Property) เข้าสู่ระบบกฎหมาย

ในปี 2523 เดอ โซโตก่อตั้งองค์กรผลิตความคิดชื่อ Institute for Liberty and Democracy เพื่อศึกษาวิจัยปัญหาความยากจน และแสวงหามรรควิถีในการแก้ปัญหาดังกล่าว เดอ โซโตพบว่า ความพยายามที่จะยอมรับกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของชาวบ้านเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง

ความพยายามในการแก้ปัญหาความยากจนผลักดันเดอ โซโตให้เป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิมอริ (Alberto Fujimori) แห่งเปรู โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ประธานาธิบดีฟูจิมอริเป็นจอมเผด็จการ ผู้ประกอบอาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชน ในแง่นี้ เดอ โซโตมิได้แตกต่างจากมิลตัน ฟรีดแมน เพราะฟรีดแมนเกื้อหนุนจอมเผด็จการปิโนเชต์แห่งชิลี และอาจยินดีปราโมทย์ที่ซัลวาตอเร อัลยันเด ถูกเข่นฆ่า เพียงเพราะอัลยันเดประธานาธิบดีผู้มาจากการเลือกตั้งเลือกเส้นทางสังคมนิยม

แนวความคิดว่าด้วยการแก้ปัญหาความยากจนของเดอ โซโตฟังดูเข้าท่า ในด้านหนึ่ง เดอ โซโตต้องการขายความคิดของตน ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำชาติต่างๆ ต้องการได้เดอ โซโตเป็นที่ปรึกษา เพราะหากสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้สำเร็จ ย่อมช่วยยืดอายุทางการเมืองต่อไปได้ ผู้นำทางการเมืองที่เดอ โซโตให้คำปรึกษามีตั้งแต่ประธานาธิบดีวิเซนเต ฟ็อกซ์ (Vicente Fox) แห่งเม็กซิโกไปจนถึงโจเซฟ เอสตราดา (Joseph Estrada) และกลอเรีย อาร์โรโย (Gloria Arroya) แห่งฟิลิปปินส์ มิพักต้องกล่าวถึงวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งรัสเซีย เนอร์สุลตาน นาซาร์บาเยฟ (Nursultan Nazarbayev) แห่งคาซัคสถาน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แห่งประเทศไทย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีรากฐานทางความคิดมาจากเดอ โซโต

เฮอร์นันโด เดอ โซโต มีงานเขียนไม่มาก หนังสือที่เขียนมีอยู่เพียง 2 เล่ม อันได้แก่ The Other Path (1986) และ The Mystery of Capital (2000) หนังสือเล่มแรกเสนออรรถาธิบายว่า การขาดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นทางการเป็นต้นตอของปัญหาความยากจนอย่างไร ส่วนหนังสือเล่มที่สองมีชื่อรองว่า Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else

ตามอรรถาธิบายของเดอ โซโต ระบบทุนนิยมงอกงามในสหรัฐอเมริกา และประชาชนชาวอเมริกันสามารถสร้างสินทรัพย์ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความขยันขันแข็ง แต่ส่วนสำคัญยิ่งกว่าเกิดจากการจัดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เริ่มต้นด้วย Homestead Act of 1862 ตามมาด้วยกฎหมายอื่น รวมเบ็ดเสร็จ 32 ฉบับ ทั้งหมดนี้จบสิ้นภายในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักรใช้เวลา 300-400 ปี ในการจัดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วคนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ระบบทุนนิยมมิอาจงอกงามในภูมิภาคอื่น เนื่องจากขาดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ซึ่งทำให้กระบวนการสร้างทรัพย์สิน (Wealth Creation) มิอาจก่อเกิด หรือถ้าก่อเกิด ก็มิอาจเติบโต ในประเทศที่กระบวนการสร้างทรัพย์สินมิอาจก่อเกิดและเติบโต ปัญหาความยากจนจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป

อรรถาธิบายของเดอ โซโตมิเพียงแต่โดนใจสำนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาเท่านั้น หากยังโดนใจองค์กรโลกบาลดังเช่นธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศอีกด้วย ในปี 2540 ธนาคารโลกให้เงินกู้จำนวน 37 ล้านดอลลาร์อเมริกันแก่ Institute for Liberty and Democracy เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนชาวเปรู 4 ล้านคน ในการเข้าสู่ระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามกฎหมาย ท้ายที่สุด มีผู้เห็นว่า เดอ โซโตสมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ หากคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลไม่งี่เง่ามากจนเกินไป

คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เดอ โซโตประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดในการนำบทวิเคราะห์ไปสู่การดำเนินนโยบาย www.ild.org.pe อันเป็น website ของ Institute for Liberty and Democracy ให้ข้อมูลด้านบวก

นโยบายการจัดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินสำหรับคนจนและคนชายขอบในเปรู อันเป็นปิตุภูมิมาตุคามของเดอ โซโต มิอาจกล่าวอ้างได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อรรถาธิบายของเดอ โซโตก็คือ ในระหว่างปี 2523-2538 Institute for Liberty and Democracy เผชิญกับการต่อต้านจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย The Shining Path ชื่อหนังสือ The Other Path (1986) ของเดอ โซโต ต้องการเสนอทางเลือกที่ต่างไปจาก The Shining Path อบีมาเอล กุสแมน (Abimael Guzman) ผู้นำขบวนการ The Shining Path เป็นผู้นำการวิพากษ์ The Other Path (1986) เมื่อขบวนการ The Shining Path ถูกรัฐบาลเปรูปราบปรามจนสิ้นซาก เดอ โซโตต้องเผชิญอุปสรรคใหม่คือ ประธานาธิบดีฟูจิมอริ เพราะเดอ โซโตได้รับคะแนนนิยมจากขบวนการแก้ปัญหาความยากจนในเปรู จนฟูจิมอริเกรงว่า เดอ โซโตจะถีบตัวขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการเมือง การดำเนินนโยบายตามแนวทางของเดอ โซโต จึงเป็นไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ

เฮอร์นันโด เดอ โซโต คงต้องใช้เวลาอีกนานในการพิสูจน์ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายตามแนวความคิดของตนเอง

หมายเหตุ

1. รายงานข่าวเดอ โซโตได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty โปรดอ่านAmity Shlaes, "Peruvian Economist Wins $500,000 Award", The Financial Times (April 1, 2004)

2. ข้อมูลเกี่ยวกับ The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty ดู www.cato.org

3. ข้อมูลเกี่ยวกับ Institute for Liberty and Democracy ดู www.ild.org.pe

4. บทความของเดอ โซโตรวบรวมอย่างเป็นระบบในwww.cato.org/special/friedman/desoto/

5. ความเห็นที่ว่า เดอ โซโตสมควรได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ โปรดอ่านJ. Bishop Grewell, "Nobel Heart in Peru", National Review Online (October 9, 2003)

6 บทวิเคราะห์ความคิดของเดอ โซโต ดูอาทิเช่นสมบูรณ์ ศิริประชัย "การสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจน : ทางลัดของรัฐบาลปัจจุบัน" วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 (กันยายน 2546) หน้า 174-180

 

กลับหน้าแรก