ความมั่นคงแบบองค์รวม

โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า  มติชนรายวัน  วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9538

วิกฤตไฟใต้ได้สะท้อนถึงความไม่ลงตัว โดยเฉพาะระบบการบริหารงานความมั่นคงแห่งชาติ คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะถือโอกาสนี้ทบทวนโครงสร้างงานทั้งระบบเสียที อาจถึงกับต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ในแนวทางใหม่ว่าด้วยความมั่นคงกับการพัฒนา

เริ่มแรกคงต้องปฏิรูปความคิดก่อน ไม่ใช่มองภัยคุกคามแบบเก่าอย่างยุคสงครามเย็น เพราะโลกเปลี่ยนไปมากแล้วและจะเปลี่ยนเร็วขึ้น สำหรับนักความมั่นคงผู้ย่ำเท้าอยู่กับที่น่าห่วง ทั้งนี้เพราะความคิดของท่านกำลังถอยหลังห่างไกลจากโลกความเป็นจริงมากขึ้นๆ ทุกที

ความมั่นคงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับหลายมิติ มิใช่เพียงแค่ด้านการทหาร แต่รวมถึง "มิติอื่นๆ" ของชีวิตและสังคม ได้แก่ โลกาภิวัฒน์ ความเชื่อ ศาสนา ค่านิยม อุดมการณ์ ทัศนคติ อำนาจ เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์

ในหลายๆ กรณี "มิติอื่นๆ" กลับมีความสำคัญเหนือกว่า "มิติการทหาร" เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการบริหารความมั่นคงในมิติเชิงเดี่ยว แบบใช้กำลังบ่อยครั้งล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

อย่างเช่นกรณีสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะเอาชนะสงครามอิรักได้ แต่ไม่อาจเอาชนะใจชาวอิรักได้เลย, หรือกรณีสหรัฐอเมริกาซึ่งเต็มไปด้วยแสนยานุภาพทางการทหาร แต่กลับพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม กล่าวคือ รบแพ้เวียดกง นักรบอุดมการณ์นักสู้ด้วยสองมือเปล่าที่ไร้อาวุธทันสมัย, กรณีกองทัพอังกฤษอันเกรียงไกรก็เช่นกัน กลับต้องยอมจำนนต่อขบวนการกู้ชาติแบบอหิงสาของท่านคานธีนักสู้แนวทางสันติธรรมผู้ยิ่งใหญ่ของโลก, กรณีกองทัพไทยนั้นไม่อาจเอาชนะ พคท.ด้วยกองกำลัง แต่กลับชนะด้วยคำสั่ง 66/23 เป็นต้น

ผู้เขียนเคยไปดูงานที่กองพันทหารเยอรมนีแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน กองพันนี้เคยปฏิบัติภารกิจการรักษาสันติภาพที่ประเทศอัฟกานิสถานมาแล้ว ได้ตั้งคำถามกับผู้บังคับกองพัน ซึ่งอดีตท่านเป็นชาวเยอรมันตะวันออก โดยเรียนถามว่าเรื่องใดเป็นเรื่องแรกที่ทหารกองพันนี้ต้องทำก่อนการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถาน

ผู้พันตอบว่าทหารทุกคนต้องศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หลักศาสนาอิสลาม จิตใจ วิธีคิด ประเพณี และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ถ่องแท้ เพื่อสร้างมิตรไมตรีความเป็นเพื่อนอย่างสนิทใจกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดีเป็นเรื่องสำคัญประการแรก

ดังนั้นลึกลงไปในความมั่นคงคือ "ความมั่นคงของมนุษย์" คนมองคนอย่างเข้าใจในความเป็นคนเหมือนๆ กัน

ไม่ใช่ศัตรูคู่อริ หรือรังเกียจเดียดฉันท์กันจากความแตกต่างของเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว เพศ วัย หรือความต่างในวัฒนธรรมความเป็นอยู่

เราควรนิยามคำว่า "ความมั่นคง" กันเสียใหม่ในหลายมิติแบบบูรณาการ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ความมั่นคงของมนุษย์

องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาระบุภัยคุกคาม 7 ประการ ต่อความมั่นคงของมนุษย์ ได้แก่

(1)ความไม่มั่นคงด้านเศรษฐกิจ

(2)ความไม่มั่นคงด้านอาหารและน้ำ

(3)ความไม่มั่นคงด้านสุขภาพ

(4)ความไม่มั่นคงด้านบุคคล

(5)ความไม่มั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม

(6)ความไม่มั่นคงด้านชุมชนและวัฒนธรรม

(7)ความไม่มั่นคงด้านการเมือง

ดังนั้นการพิจารณา "ความมั่นคงในองค์รวม" จึงไม่อาจละเลยมิติใดมิติหนึ่งได้เลย ทั้ง 7 ด้านดังกล่าวจึงยึดโยงเกี่ยวพันร้อยรัดกันหมดอย่างเป็นองค์รวม

การวิเคราะห์ความมั่นคงควรประเมินในแวดล้อมโลกาภิวัตน์เสมอ ต้องอาศัยองค์ความรู้หลากหลาย จึงจะเข้าใจโลกาภิวัตน์ได้อย่างแจ่มชัด

ต้องมีความสันทัดจัดเจนทฤษฎีการพัฒนาหลายสำนักคิด โดยเฉพาะลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่ครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบัน ต้องมีความรอบรู้ในการใช้ศาสตร์แบบข้ามสาขา ใช้วิธีวิทยาเชิงพลวัตร สามารถชี้ทิศทางด้วยศาสตร์เชิงอนาคตได้อย่างลุ่มลึก

จึงจะบอกถึงภัยคุกคามที่แท้จริงได้ อะไรคือประเด็นหลัก ประเด็นรอง ประเด็นย่อม ประเด็นเสริม ไม่ใช่เหมารวมตีขลุม แก้ไขกันแบบสะเปะสะปะ ตรงจุดบ้าง ไม่ตรงจุดบ้าง

อย่างกรณีภาคใต้ จะเห็นการพายเรือคนละที สองที ได้จากความไม่ลงตัวของการโยกย้ายผู้กุมอำนาจ, การสัมภาษณ์รายวันคนละทางสองทาง บางทีก็ "แบบงมเข็ม" (ในมหาสมุทร), การมุ่งทุ่มเงินลูกเดียวในตอนแรกเพื่อแก้ไขด้านเศรษฐกิจ

การต้องลงไปในพื้นที่เองของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทำให้เกิดความฉงนใจขึ้นมาว่าเครือข่ายองค์กรรัฐด้านงานความมั่นคงยังมีขีดความสามารถดีพออยู่หรือไม่

กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงด้านการเศรษฐกิจต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนเชิงคุณภาพหรือไม่ ขนาดไหน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปลี่ยนแต่ชื่อ คุณภาพการบริหารก้าวหน้าหรือถอยหลัง

กระทรวงกลาโหมตั้งมา 117 ปีแล้ว คงได้เวลาที่จะต้องจัดปรับจริงจังเสียที

โครงสร้างการบริหารความมั่นคงระดับชาติของไทย แทบไม่เปลี่ยนแปลงเอาเลย

หลายประเทศเขาตื่นตัว ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ก้าวเดินไปไกลแล้ว

รัฐบาลชุดนี้ได้ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินหลายส่วนหลายกระทรวงแล้ว แต่ยังแทบไม่ขยับด้านความมั่นคงเลย ซึ่งจริงๆ แล้วค่อนข้างสำคัญมาก ถือว่าคือความเป็นความตายของชาติ

กลางปี 2546 มีการสัมมนาทางวิชาการระดับชาติ จัดโดยคณะกรรมาธิการการทหาร วุฒิสภา มีผู้เข้าร่วมเยอะมาก เป็นผู้บริหารระดับสูงทั้งทหารและพลเรือน ฟังสุ้มเสียงในที่ประชุมหลายๆ ท่านดูมีเสียงตอบรับ เห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความมั่นคงแห่งชาติ ทราบว่าบทวิเคราะห์ในงานสัมมนาดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม(สนับสนุนโดยมูลนิธิของเยอรมัน Friderich Nauman) คงสามารถเผยแพร่ได้ในเร็วๆ นี้ มีบทความของผมในหนังสือเล่มนี้ด้วย

รัฐบาลชุดนี้อยู่ในฐานะจะฝากผลงานไว้ได้ ควรจัดตั้งสถาบันศึกษายุทธศาสตร์ชาติระยะยาวขึ้นมาเป็นองค์กรอิสระคล้ายกับ "คลังความคิด" ด้านความมั่นคง ประกอบด้วยผู้รู้จริงรู้สึกหลายสาขาวิชา การกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เป็นการมองระยะยาวไกลสู่อนาคตของสังคมไทยในสังคมโลกจริงๆ

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงจะถูกออกแบบในกรอบยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว มีลักษณะพลวัตร ยืดหยุ่นปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้

จากนั้นจึงถกเถียงกันค้นหารูปแบบและเนื้อหาของโครงสร้างการบริหารงานความมั่นคง ซึ่งประกอบด้วยหลายส่วนหลายองค์กรทั้งพลเรือนและทหาร โครงสร้างใหม่ระดับชาตินี้มิใช่ชี้นำโดยการทหาร แต่เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบบูรณาการ มีความมั่นคงของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และผลประโยชน์ของชาติและความร่มเย็นของประชาชนเป็นตัวตั้ง

รายละเอียดเป็นเรื่องตามมา หลังจากการวิเคราะห์วิจัยและเปิดโอกาสการระดมความคิด โดยที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงในกรอบใหม่นี้

ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงแบบองค์รวมดูจะเลี่ยงไม่พ้น ถ้าอยากเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมไทยในอนาคต

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก