"ลาว" ประเทศเพื่อนบ้าน ใกล้ชิดของไทย (1)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 9 วันที่ 19 เมษายน 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3576 (2776)

ก่อนที่จะมีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้รู้จักมากขึ้นและก่อนที่จะมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสไปเห็นด้วยตาตนเอง ผู้เขียนมีความสนใจหรืออาจเรียกว่าเป็นความประทับใจในประเทศลาว (หรือชื่อประเทศในปัจจุบัน คือ สาธารณรัฐประชา ธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว) และคนลาวที่จารึกอยู่ในใจมาโดยตลอดอยู่หลายประการ

ประการแรกคือ ความประทับใจในบุคลิก ภาพหรือบุคลิกลักษณะของคนลาว (โดยเฉพาะของบุคคลในระดับผู้นำประเทศที่ได้เห็นผ่านทางจอทีวีไทยเมื่อมีข่าวอะไรเกี่ยวกับประเทศลาวและคนลาว) ที่ดูสงบ (เย็น) นิ่ง (ไม่ร้อนรน) เป็นธรรมชาติ (ไม่ปรุงแต่งไม่เคลือบด้วยอะไรที่ปลอมๆ) สุภาพเรียบร้อย (ไม่โหวกเหวก/เสียงดัง) ถ่อมตน (ไม่ทำตนโด่งดัง/ไม่ทำตนให้มีชื่อเสียง) มีศีลมีธรรม (ไม่ดูหลอกลวง) และมีหลักการ/ อุดมการณ์ที่เชื่อที่ยึดถือในชีวิตของตน

(ซึ่งดูจะตรงกันข้ามแทบจะโดยสิ้นเชิงกับบุคลิกลักษณะของคนไทยใน พ.ศ.นี้ ทั้งที่เป็นผู้นำและผู้ตาม เพราะอิทธิพลของการเลียนแบบอย่างกันที่ดูไร้บุคลิกภาพ (มีแต่การวางท่า) ร้อนรน สับสน โฉ่งฉ่าง ไร้อุดมการณ์ วัตถุนิยม ผิดเพี้ยน บ้าอำนาจ หลงตนเอง ฟุ้งเฟ้อ ชอบโอ้อวด (อวดดี อวดเก่ง อวดมั่งมี อวดร่ำรวย) ทำชีวิตเหมือน (การแสดง) ละคร บุคลิกแบบศรีธนญชัย (ขาดศีลธรรม ไม่น่าเชื่อถือ เหนือชั้น เอาตัวรอดโดยวิธีง่ายๆ และตามมาด้วยการกลายมาเป็นคนเก๊ คนปลอม เต็มบ้านเต็มเมืองกันไปหมด) และมีบุคลิกลักษณะแบบคนขาด (อยากใหญ่ อยากมีอิทธิพล อยากประสบความสำเร็จ อยากเด่นดัง อยากมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่นมาก)

ส่วนประการที่สอง ของความสนใจหรือความประทับใจในประเทศลาวและคนลาวของผู้เขียนก็คือ ความรู้สึกที่ว่าประเทศลาวและคนลาว คือ ประเทศและผู้คนที่เรารู้สึกคุ้นเคยและเป็นกันเอง (เหมือนเพื่อนเหมือนคนที่เรารู้จักเป็นอย่างดี) น่าจะเป็นเพราะว่า (1) ทั้งไทยและลาวต่างมีรูปร่างหน้าตา ภาษา และวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต (ดั้งเดิม) โดยทั่วไปแทบจะไม่แตกต่างอะไรกันนัก เพราะฉะนั้นทำให้การติดต่อการเดินทางไปประเทศลาวของคนไทยจึงไม่ต้องห่วงกังวล หรือสบายใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องภาษาว่าจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง (ดังเช่นที่อาจเป็นปัญหามาก ในการเดินทางไปประเทศตะวันตก หรือแม้แต่ใน ประเทศเอเชียอื่นด้วยกัน)

และ (2) ทั้งประเทศลาวและประเทศไทยมี ประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ (แม้ในบางช่วงบางตอนของประวัติ ศาสตร์อาจขมขื่นและผิดข้องหมองใจกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา) เพราะมีที่ตั้งบ้านเรือนแทบจะอยู่ติดกัน ห่างกันก็เพียงแค่มีแม่น้ำโขงขั้นกลางเท่านั้น (และโดยส่วนตัวแม้แต่ครอบครัวของผู้เขียนเอง ก็ยังมีโอกาสใช้ช่วงชีวิตส่วนหนึ่ง ใกล้ชิดประเทศลาว และคนลาวในสมัยที่คุณพ่อ ซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ถูกส่งไปรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ ที่แขวงจำปาสัก (ในสมัยที่ยังเป็นของประเทศไทย) ทำให้พวกพี่ๆ และญาติๆ ที่เป็นรุ่นโตกัน (ผู้เขียนยังไม่เกิด) มีโอกาสตามคุณพ่อไปอยู่ที่นั่นกัน ซึ่งทุกคนต่างมีความทรงจำที่ดี มีเรื่องเล่าถึงชีวิตกันที่นั่นมากมาย และต่างรอวัน และโอกาสที่จะได้กลับไปเยี่ยมเยือน เพื่อระลึกถึงความหลัง)

ประการที่สาม ของความสนใจและความประทับใจในประเทศลาวและคนลาวก็คือ แม้ลาวอาจจะเป็นประเทศเล็กที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคนในปัจจุบัน (แต่มีขนาดพื้นที่ประเทศกว้างขวาง) และถือเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่ก็เป็นประเทศที่ไม่ได้ติดอยู่กับที่โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงประเทศอะไรเลย ตรงกันข้ามมีเหตุการณ์สถานการณ์ภายในประเทศที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดตามลำดับ

จนถึงครั้งล่าสุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างขนานใหญ่และรุนแรง คือการล้มล้างการปกครองประเทศ โดยระบอบกษัตริย์ แล้วเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม (socialism) เฉกเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอื่นๆ ของไทย (ตัวอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา พม่า และจีน เป็นต้น) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงประเทศ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่ทำให้ต้องเสียค่าโง่ (ต้นทุน/ ค่าใช้จ่ายของการเปลี่ยนแปลง) ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างขนานใหญ่ ที่ให้บทเรียนแก่ประเทศ และประชาชนของประเทศ สำหรับการที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตต่อไปอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย (ดูเหมือนจะมีแต่ประเทศไทยของเราที่ยังไม่มีประสบการณ์หรือการเสียค่าโง่เช่นนี้เลย ที่เอาประเทศรอดกันมา ก็โดยใช้วิธีการทางการทูต และเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นในประเทศใน เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยน แปลงประเทศไทยอย่างแท้จริงอะไร)

และประการที่สี่ ของความสนใจและความประทับใจในประเทศลาวและคนลาวของผู้เขียนก็คือ เมื่อนึกถึงหรือมองดูประเทศลาวแล้ว ก็มักจะนึกเปรียบเทียบไปถึงประเทศที่มีขนาดเล็กเหมือนกัน (ในแง่ขนาดประชากรและ/หรือขนาดพื้นที่ประเทศ) อื่นๆ โดยเฉพาะที่เป็นประเทศเล็กที่มีความเจริญก้าวหน้ามาก (ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ) ดังเช่นประเทศเล็กๆ ในยุโรปตะวันตกหรืออย่างประเทศนิวซีแลนด์หรือสิงคโปร์ในทวีปเอเชียด้วยกัน

และนอกจากทรัพยากรมนุษย์ (คือประชากรลาว 5 ล้านคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน) ลาวก็เป็นประเทศ ที่มีพื้นที่กว้างขวางและมีทรัพยากร ธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ขุดไม่ได้เจาะเอาขึ้นมาใช้ให้เกิดค่าและประโยชน์อยู่อีกมาก และการเป็นประเทศที่พัฒนามาที่หลังหรือยังไม่ได้รีบเร่งพัฒนาประเทศมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้ลาวมีเวลาและสามารถที่จะเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาประเทศทั้งในแง่ดีและเสียที่เกิดขึ้น จากการพัฒนาจากประเทศที่พัฒนามาก่อนทั่วโลก และจากประเทศในอาเซียนด้วยกันรวมทั้งจากประเทศไทย

จึงเกิดคำถามหรือความสงสัยขึ้นในใจของผู้เขียนว่า บุคคลในภาครัฐบาล และชนชั้นผู้นำ/ ผู้ปกครองของประเทศลาว และประชาชนลาวโดยทั่วไป มีความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติหรือมองเห็นไปอย่างไร กับการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งล้อมรอบอยู่ มีแผน นโยบายหรือทิศทางที่จะพัฒนาประเทศลาวและประชาชนลาวให้ไปอย่างไร มีความต้องการ และความปรารถนาที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนลาวกันให้สูงขึ้นไป จากระดับที่เป็นอยู่หรือไม่ และท้ายที่สุดแล้วมีเป้าหมายที่อยากจะเห็นประเทศลาวและคนลาวเป็นอย่างไร (เจริญก้าวหน้าทัด เทียมอย่างเช่นประเทศที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นหรือไม่) แล้วลาวมีปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดอะไรในการพัฒนาประเทศ และต้องการความช่วยเหลือและความร่วมมืออะไรจากต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านล้อมรอบลาว (ไทย กัมพูชา พม่า เวียดนามและจีน)

คำถามหรือความสงสัยต่างๆ ที่ยกขึ้นมาดังข้างต้นยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะแม้ผู้เขียนจะมีความสนใจ และความประทับใจในประเทศลาว และคนลาวหลายประการ แต่ก็ยังขาดความรู้และความเข้าใจในประเทศลาว และคนลาวอยู่มาก ซึ่งก็คงจะเช่นเดียวกับคนไทยโดยทั่วไปและรัฐบาลไทย และดังที่กล่าวนี้ก็ถูกยืนยันมาแล้ว โดยคำพูดจากปากของคนลาวเอง (คือจากปากของไกด์ลาว ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยด้วย ระหว่างท่องเที่ยวอยู่ในหลวงพระบาง อันเป็นเมืองหลวงเก่าของลาว และเมืองที่เป็นมรดกโลกที่ทำให้ผู้เขียน เมื่อได้ฟังถึงกับอึ้งไปเลย) ว่า "คนลาวรู้จักคนไทย และรู้เรื่องประเทศไทยทุกอย่าง แต่คนไทยไม่รู้จักคนลาว"

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 9


"ลาว" ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย (2)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 26 เมษายน 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3578 (2778)

จากสังเกตอาการและปฏิกิริยาที่แสดง ออกของคนลาวทั้งที่เป็นบุคคลระดับผู้นำ และชาวบ้านลาวธรรมดาทั่วไป และจากมีโอกาสได้พูดคุยกับคนลาว โดยเฉพาะไกด์ลาว (ที่ดูเป็นคนพอตัว รอบรู้ และน่าเชื่อถือ ที่สามารถเป็นตัวแทนของคนลาวธรรมดาๆ ทั่วไปได้) ที่ได้พบระหว่างที่ผู้เขียนท่องเที่ยวอยู่ในหลวงพระบาง เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เขาแสดงออกถึงความรู้สึกจริงๆ จากส่วนลึกของจิตใจเหมือนคนที่รู้สึกผิดหวังเสียใจต่อเพื่อนรักเพื่อนสนิท ที่รู้จักและคบหากันมายาวนาน และยังมีบ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้ชิดกัน แต่สิ่งที่เพื่อน (คนไทย) คิด พูดและทำต่อเขา (คนลาว) เหมือนเพื่อนไม่ได้รู้จักและเข้าใจเขาเลย ผู้เขียนจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดของไกด์ลาวคนนั้นที่ว่า "คนลาวรู้จักคนไทยและรู้เรื่องประเทศไทยทุกอย่าง แต่คนไทยไม่รู้จักคนลาว"

การที่เราไม่รู้จักเพื่อนบ้านดังคำพูดจากปากของเพื่อนบ้านเองข้างต้น หลักใหญ่แล้วก็คิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ประการแรก เพราะเราขาดความกระตือรือร้นและความสนใจ (ทุกระดับ) ที่จะศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้และความเข้าใจอย่างจริงจัง และจริงใจในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กันมายาวนาน

เพราะในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นความสนใจไปที่การขยายการเจริญเติบโต และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก (มีแต่การพัฒนาทางกายภาพ/ ทางวัตถุ) และโดยยุทธศาสตร์การพัฒนา โดยอาศัยทรัพยากรจากต่างประเทศ (จากประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว และประเทศพัฒนาแล้วอื่น)

เราจึงไปมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและทางด้านอื่นๆ กับประเทศเหล่านั้นเป็นส่วนใหญ่ จนลืม ละเลย หรือแทบจะไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมาก มายนักกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา และพม่า รวมทั้งเวียดนาม ทั้งนี้เราอาจคิดว่าเป็นเพียงเหล่าประเทศที่ยากจนมากจึงน่าจะไม่มีความหมาย ความสำคัญเชิงเศรษฐกิจและขณะเดียวกันประเทศเหล่านี้ต่างมีปัญหาภายในของตัวเองอยู่มากที่จะต้องแก้ไข จึงแทบจะไม่ค่อยได้เปิดประตูประเทศและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเพื่อไปมีความสัมพันธ์กับประเทศและผู้คนอื่นๆ

และสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ แม้เราอาจจะอยากรู้จักประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของเราให้มากขึ้นและดีขึ้น โดยเฉพาะในเวลานี้ที่เราหันกลับมาให้ความสนใจที่จะมีการติดต่อและเกี่ยว ข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดมากขึ้นกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน (เอเชีย อาเซียน หรือประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างลาว กัมพูชา และพม่า) เพราะผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียและวิกฤตเศรษฐ กิจโลก แรงผลักดันของโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ทำให้การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น (การสูญเสียตลาดการค้าและการลงทุนเดิมๆ และเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคอื่น) ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่มากขึ้นของเศรษฐกิจโลก และเพื่อใช้หรือให้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นแหล่งวัตถุดิบ/ทรัพยากร แหล่งตลาดสำหรับสินค้าส่งออกและแหล่งเพื่อขยายการลงทุนของไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในของประเทศ

แต่เราก็อาจจะมีปัญหาที่ทำให้เรารู้จักเพื่อนบ้านหรือรู้จักคนอื่น (จริงๆ) กันไม่ได้ เพราะเรา (คนไทย) มีปัญหาการไม่รู้จักตนเอง (ไม่รู้จักปัญหาของผู้คนและบ้านเมืองของตนเองจริงๆ ทุกด้าน เพราะการติดอยู่ในกับดักแห่ง "ความหลง" กันโดยทั่วไปของคนไทย) เพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่รู้จักตนเองให้ดีก่อน เราก็รู้จักคนอื่น (จริงๆ) ไม่ได้

การที่เราขาดความรู้และความเข้าใจ (จริงๆ) ในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดด้วยสาเหตุหลัก 2 ประการดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้เราดูเหมือนจะยังค้นหาไม่พบว่าเราควรจะวางตนหรือวางฐานะ/ ตำแหน่งของคนไทย/ ประเทศไทยกันให้ถูกต้อง และเหมาะสม อย่างไรที่จะทำให้เราเป็นที่น่านับถือ น่าเชื่อถือ และไว้วางใจในสายตา หรือทรรศนะของประเทศเพื่อนบ้าน อันจะช่วยขจัดปัญหาความขุ่นข้องหมองใจ ความหวาดระแวง และความเคลือบแคลงสงสัยที่ยังมีต่อกันอยู่มาก เพื่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น มั่นคง และยืนยงที่จะตามมา

เพราะฉะนั้น แม้เราโดยเฉพาะรัฐบาลทักษิณและนายกฯทักษิณในเวลานี้ที่ดูกระหาย แสดงออกอย่างเต็มที่ แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ในการเป็นผู้นำหรือเป็นตัวตั้งตัวตี ในการที่จะให้เกิดความสัมพันธ์ และความร่วมมืออย่างมาก และอย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ โดยผ่านทางการสร้างเวที/กลไกความร่วมมือต่างๆ และการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ ตลอดจนการลงทุนสร้างและพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งและการติดต่อสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากมาย (ด้วยเหตุผลและประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาข้างต้น)

การใช้แนวทางและวิธีการต่างๆ ของเราอย่างล้นเหลือข้างต้นนั้น จึงน่าสงสัยเป็นอย่างมากว่า มันจะก่อให้เกิดสัมฤทธิผล ดังที่เราเองต้องการและปรารถนาหรือไม่ เพื่อนบ้านของเราเขาต้องการหรือเห็นไปด้วยจริงๆ กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำหรือไม่ หรือเขาอยากจะเป็นและเดินตามอย่างประเทศไทยเราหรือไม่

เพราะในความเป็นจริงๆ แล้ว ดูเหมือนว่า แม้จนถึงวันนี้ความสัมพันธ์ของเรากับประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด ก็ไม่ค่อยจะเป็นไปอย่างที่ คนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยเราคิดหวังกันสักเท่าไรเลย ยังมีปัญหาระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้านเกิดขึ้นให้เห็นเสมอ (ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรากับพม่า ซึ่งแม้รัฐบาลไทย คือรัฐบาลทักษิณในปัจจุบัน พยายามเข้าไปมีความสนิทสนม ความใกล้ชิดและเอาใจรัฐบาล (เผด็จ การ) ทหารพม่ามาก แต่ก็ยังมีเหตุให้เกิด ความไม่พอใจเกิดขึ้นจากทางฝ่ายพม่าที่ทำให้ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าเดี๋ยวก็สั่งปิดเดี๋ยวก็สั่งเปิดพรม แดนไทยและพม่าอยู่เป็นประจำ)

หรือการเกิดกรณีที่สถานทูตไทย และธุรกิจของคนไทยถูกเผาถูกทำลายโดยชาวกัมพูชา และการทำสงครามแย่งชิงดินแดนระหว่างไทยกับลาว และความไม่พอใจของชาวลาวที่เห็นว่า คนไทยมักชอบพูดจาดูถูกดูแคลนคนลาว ซึ่งเกิดเป็นเรื่องกันอยู่เสมอ นอกจากนั้นแล้วดูเหมือนว่า เพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทยเหล่านั้น ในใจต่างรู้สึกไม่พอใจ  และหวั่นเกรงมากว่าวัฒนธรรมไทยด้านที่เขาไม่ชอบใจ (ที่ผ่านเข้ามาทางสื่อทีวีไทย) จะมามีอิทธิพลต่อผู้คน ของเขาและทำลายวัฒนธรรมที่ดีของเขา)

น่าจะถึงเวลาที่คนไทยและประเทศไทย (รวมทั้งรัฐบาลไทย) ต้องหัดรู้จักทบทวนและประเมินตนเองกัน (self evaluate) ทั้งที่เป็นส่วนดีและส่วนขาดของเรา(โดยเฉพาะควรเน้นให้ความสนใจหรือกล้าหาญที่จะมองส่วนที่เป็นปัญหา จุดอ่อน หรือส่วนขาด/ ส่วนเสียของเราเพื่อจะเห็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อเราจะได้รู้จักตนเองจริงๆ และจึงจะตามมาด้วยการรู้จักคนอื่นหรือเพื่อนบ้านของเราจริงๆ)

อย่างเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวและคนลาวที่แม้เราจะรู้สึกว่าใกล้ชิดและคุ้นเคยเพราะมีประวัติ ศาสตร์ร่วมกันมายาวนานและคนไทย และคนลาวต่างมีรูปร่างหน้าตา ภาษา และวัฒนธรรม ที่แทบจะไม่แตกต่างกันเลย แต่จริงๆ แล้วคนไทยโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยจะมีความรู้ความเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมา เป็นอยู่ และที่จะเป็นไป ของประเทศลาวกันสักเท่าไรเลย เพราะฉะนั้นในครั้งต่อไป ผู้เขียนจึงจะได้ให้ความสนใจในเรื่องดังกล่าว

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


"ลาว" ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย (3)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 03 พฤษภาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3580 (2780)

เมื่อครั้งที่แล้วผู้เขียนพูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า แม้เราคนไทยจะรู้สึกว่า ลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและคุ้นเคยมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ที่ล้อมรอบเรา เพราะทั้งไทยและลาวต่างมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาว นานและคนไทยและคนลาวต่างก็เหมือนกันทั้งรูปร่างหน้าตา ภาษาและวัฒนธรรม และในปัจจุบันเรา ก็กลับไปสนใจประเทศลาวมากขึ้น แต่เราคนไทยโดยทั่วไป ก็ยังไม่ค่อยจะรู้จัก และจินตนาการตามมาไม่ค่อยจะออกเลยว่า ลาวมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา เป็นอยู่และที่จะเป็นไปต่อไปอย่างไร ดังนั้นในครั้งนี้เราจะมาทำความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้กันมากขึ้น (แม้จะเป็นเพียงโดยสังเขป)

ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองลาว

(ประมวลความรู้และข้อมูลจากเอเชียฉบับกระเป๋า แจกจ่ายโดยนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์) ลาวเริ่มปรากฏในฐานะประเทศในปี 1353 เมื่อเจ้าฟ้างุ้มกษัตริย์ลาวที่ไปเติบโตในเมืองหลวงของเขมร เดินทางกลับลาวพร้อมด้วยกองทัพเขมร บังคับให้อาณาพื้นที่ต่างๆ รวมตัวก่อตั้งขึ้นเป็น "อาณาจักรล้านช้าง" นอกเหนือจากระยะเวลาที่อยู่ภายใต้การปกครองของพม่า (จากปี 1574 ถึง 1637) หรือสิ้นสุดจนกระทั่งปี 1713 ลาวถูกแบ่งแยกออกเป็นอาณาจักรเวียงจันทน์ หลวงพระบาง และจำปาสัก

การเป็นประเทศเล็กๆ และยังไม่มั่นคงแข็งแรงที่จะพึ่งตนเองได้เต็มที่ ประกอบกับการเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ทำให้ลาวเป็นประเทศที่ต้องขึ้นอยู่กับประเทศอื่นๆ ล้อมรอบโดยไทย พม่า จีน เวียดนามและกัมพูชา ค่อนข้างขึ้นอยู่มากกว่าเล็กน้อยเสมือนเป็น "รัฐเอกราช" (vassal state) ภายใต้การปกครองดูแลของประเทศไทยในช่วงศตวรรษที่ 18 แล้วในศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสก็มีอำนาจเป็นใหญ่เหนือดินแดนในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง และพอถึงต้น ศตวรรษที่ 20 ก็ทำให้ลาวเป็นรัฐในความปกครองของฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ความเป็นเอกราชของลาวจากฝรั่งเศสประกาศโดยญี่ปุ่น (ที่ได้บุกเข้ายึดลาวในปี 1941) ในเดือนมีนาคม 1945 แต่หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็เรียกกลับคืนมา ภายหลังที่ญี่ปุ่นตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

การได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการของลาวมาจากการประชุมที่เจนีวาในปี 1958 แต่ประเทศก็ต้องเผชิญกับหายนะอย่างทันที โดยการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาลลาว ที่หนุนหลังโดยอเมริกา และการเคลื่อน ไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศลาว ความพยายามที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมในปี 1957 และ 1962 ประสบความล้มเหลวและครั้งที่ 3 เกิดขึ้นใน ปี 1974 แต่ในปีต่อมา (ปี 1975) ด้วยชัยชนะของพลังลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวียดนามและกัมพูชา ฝ่าย คอมมิวนิสต์ประเทศลาวได้ก่อตั้ง "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" (หรือ สปป.ลาว) นำโดยพรรคปฏิรูปประชาชนลาว (พรรคการเมืองที่ถูกกฎหมายเพียงพรรคเดียว ของประเทศลาวในปัจจุบัน) ภายใต้การนำของเจ้าสุภานุวงศ์ (เจ้าหัวเอียงซ้าย) ในฐานะประธานพรรค เจ้าสภานุวงศ์ เสียชีวิตในปี 1995 เมื่ออายุได้ 85 ปี นายคำตัน ศรีธันดร ได้รับเลือกเป็นประธานต่อมา โดยสภาแห่งชาติในปี 1998 มีวาระอยู่ในตำแหน่ง 5 ปี

อย่างไรก็ตามการนำเอาระบบสังคมนิยม (socialism) มาใช้กับลาวอย่างรวดเร็ว ผสมผสานกับการถอนออก ของความช่วยเหลือจากอเมริกา นำไปสู่ "ความโกลาหลทางเศรษฐกิจ" (economic chaos) การกู้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนั้นของลาวผ่านทางความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต และเวียดนามภายใต้สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือที่เซ็นสัญญากันในปี 1977 เวียดนามก็มีกองทหารประจำการอยู่ในลาว 50,000 นายและที่ปรึกษา 6,000 คน

ด้วยตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมี การเปลี่ยนแปลงพรรคปฏิวัติลาว (กับหุ้นส่วนเวียดนาม) ในปี 1986 จึงได้ประกาศ "การปฏิรูปเศรษฐกิจ" (economic reforms) นับจากนั้นลาวก็กลับมาแสวงหาความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับประเทศไทย ที่เคยต่อสู้ทำสงครามในเรื่องเขตแดนอันขมขื่นกันมา ในปี 1988 และแสวงหาความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นจีน ฝรั่งเศสและอเมริกา ความสัมพันธ์ที่ได้รับการ ปรับปรุงดีขึ้นกับจีน สอดคล้องโดยบังเอิญกับการถอนออก ของกองกำลังทหารเวียดนาม

สังคมและเศรษฐกิจลาว

ดังกล่าวมาแล้ว ลาวเป็นประเทศที่มีประชากรน้อยคือมีเพียง 5 ล้านคน โดยร้อยละ 85 ของประชากรลาวนับถือศาสนาพุทธ แต่ขณะที่มีพื้นที่ประเทศกว้างใหญ่ (236,800 ตารางกิโลเมตร) ทำให้ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาต่อคนค่อนข้างแพงมาก (เพราะฉะนั้นรัฐบาลลาวจึงห้ามมีการทำหมันออกมาในปี 1976) นอกจากนั้นในระหว่างประชากรลาว ก็ประกอบด้วยคนลาวที่อาศัยอยู่บนพื้นล่าง ที่เป็นประชากรที่เป็นเกษตรกรปลูกข้าว คนลาวบนที่สูงเป็นประชากรอพยพ ที่ทำไร่เลื่อน ลอยและลาวบนพื้นที่สูงอื่นรวมถึงพวกแม้วและม้ง (ซึ่งทำงานกับหน่วยซีไอเอ ของอเมริกาต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศลาว ระหว่างสงครามเวียดนาม) ส่วนนักธุรกิจในเมืองครอบงำโดยคนอพยพจากจีน เวียดนาม และอินเดีย

ในจำนวนประชากรลาว 5 ล้านคนนั้น เป็นประชากรที่เป็นกำลังแรงงานประมาณ 52% (เป็นประชากรที่เป็นภาระ คือประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี และสูงกว่า 60 ปีประมาณ 48%) โดยกำลังแรงงานนี้อยู่ในภาคบริการ 76% ภาคเกษตร 17% และภาคอุตสาหกรรม 7% และแหล่งผลผลิตหรือรายได้ของประเทศมาจากเกษตร 53% อุตสาหกรรม 22% และบริการ 25%

อย่างไรก็ตามประมาณ 85% ของประชากรดำรงชีวิตเพียงระดับพอยังชีพในภาคเกษตรกรรม ยังไม่มีแรงงานฝีมือเพียงพอที่จะเอาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ (ดีบุก ทองคำและสินแร่เหล็ก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นพลังไฟฟ้าที่ขายให้แก่ประเทศไทย ไม้ท่อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลักลอบโดยผิดกฎหมาย และยาเสพย์ติด (ลาวเป็นส่วนหนึ่งของ "สามเหลี่ยมทองคำ" เป็นผู้ผลิต ฝิ่นรายใหญ่ และอเมริกากล่าวหาเจ้าหน้าที่ลาวว่า มีส่วนในธุรกิจค้ายา) นอกจากนั้นสินค้าส่งออกอื่น ได้แก่ สิ่งทอ ทองคำและกาแฟ (และตลาดส่งออกสำคัญของลาวใต้ ได้แก่เวียดนาม (43%) ไทย (22%) และตลาดอื่นๆ (ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และเยอรมนี)

ส่วนสินค้านำเข้าของลาวได้แก่ อุปกรณ์ก่อ สร้าง วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทองและเงินและชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ และแหล่งนำเข้าสำคัญของลาวได้แก่ ไทย (51.9%) เวียดนาม (3.9%) และประเทศอื่นๆ (เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกงและจีน) แรงกระตุ้นโดยเวียดนาม ทำให้รัฐบาลลาวล้มเลิก "การเกษตรแบบนารวม" ในปี 1979 และในทศวรรษ 1980 มีการปฏิรูปค่าจ้าง ราคาและการค้า แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เพียงพอที่จะปรับปรุงเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นต่อมาในปี 1986 ก็มีการตัดสินใจที่จะยกเลิก "การวางแผนจากส่วนกลาง" และโอนอำนาจการจัดการที่ดินที่เป็นของร่วมกันให้มาเป็นการจัดการของครอบครัว

ดังกล่าวลาวยังต้องขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือจากประเทศอื่นๆ อยู่มาก เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการพัฒนา ปี 1988 ลาวจึงได้มีกฎหมาย การลงทุนจากต่างประเทศเพื่อดึงดูดทุนจากต่างประเทศ โดยการลงทุนส่วนใหญ่น่าจะมาจากประเทศไทย (จึงมีผู้กล่าวถึงว่า) มีผลทำให้ลาวกลับมาเป็น "รัฐเอกราช" (ในความปกครองของประเทศไทยอีกเหมือนดังประวัติศาสตร์ในอดีต) แต่คราวนี้อยู่ภายใต้กรอบของอาเซียน ลาวจึงพลอยไม่มีความสุขไปด้วยเมื่อภูมิภาคนี้ ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปลายทศวรรษ 1990

อย่างไรก็ตามลาวจนถึงวันนี้ก็ยังถือว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดของโลกที่มี รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชาชนคือ 290 เหรียญสหรัฐ (เปรียบเทียบกับสิงคโปร์คือ 26,360 เหรียญ, มาเลเซีย 3,480 เหรียญ, ไทย, 2,020 เหรียญ, ฟิลิปปินส์ 1,000 เหรียญ, อินโดนีเซีย 690 เหรียญ, เวียดนาม 370 เหรียญ, กัมพูชา 260 เหรียญ และพม่า 130 เหรียญ)

สถานะของลาวกล่าวกันว่าน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นด้วยเหตุผลที่ (1) เพราะรัฐบาลลาวนับตั้งแต่ปี 1986 เริ่มต้นที่จะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และ (2) การที่ลาวเปิดประเทศมากขึ้น น่าจะทำให้ลาวได้ประโยชน์จากความรุ่งเรืองของประเทศเพื่อนบ้านของตน โดยเฉพาะไทย และเวียดนาม และจากการที่ลาวเข้าเป็นสมาชิกของอาเซียน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 1997

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


"ลาว" ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย (4)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 10 พฤษภาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3582 (2782)

ความสนใจและความประทับใจใน คนลาวและประเทศลาวที่จารึกอยู่ในใจของผู้เขียนมาโดยตลอด การที่ลาวและไทยกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น (หลังทำสงครามในเรื่องเขตแดนอันขมขื่นกันมา) การเปิดประเทศกว้างขึ้นและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้นของลาว การพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมการติดต่อระหว่างกันที่ดีขึ้น มาก (ทำให้การติดต่อระหว่างกันทำได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วขึ้น) การตื่นตัวของการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน

และบทสารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนและสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจและน่าประทับใจในประเทศลาวที่ผลิตกันออกมามากมายโดยสื่อต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์และทีวี และโดยเฉพาะสารคดีเกี่ยวกับเมืองหลวงพระบาง (เมืองหลวงเก่าของลาวและเมืองที่ถูกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยยูเนสโก)

โดยเฉพาะภาพถ่ายจากบางสถานที่ในเมืองหลวงพระบางในหน้าหนาว (ซึ่งได้รับการบอกเล่าว่าหน้าหนาวของลาวยาวนานถึง 5-6 เดือนเลยทีเดียว) ที่ปรากฏออกมาให้เห็น ดูให้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้คนเกิดมีจินตนาการเกี่ยวกับเมืองหลวงพระบางราวกับเป็น "สวิตเซอร์แลนด์" ของแถบประเทศลุ่มแม่น้ำโขงเลยทีเดียว (ไทย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และจีน) เพราะดูมีอะไรๆ เหมือนกับสวิสในแง่เป็นประเทศไม่ใหญ่โตแต่ดูสวยงาม มีวัฒนธรรม มีอากาศหนาวเย็น มีภูเขา มีต้นไม้ มีแม่น้ำ และมีธรรมชาติอันสวยงาม (ที่ยังไม่ได้ถูกแปลงถูกดัดให้ผิดแผกไปจากที่ธรรมชาติสร้างให้มา)

ด้วยเหตุผลและแรงดึงดูดใจโดยสิ่งดังกล่าวมาเหล่านั้น ในที่สุดเวลาอันเหมาะสมก็มาถึงคือ ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา (ยังอยู่ในช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่) ผู้เขียนก็ตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวลาวอันเป็นประเทศและผู้คนที่คุ้นเคยและใกล้ชิดของไทย เพื่อที่จะมีโอกาสได้สัมผัสได้เห็นคนลาวและประเทศลาวด้วยตนเอง

(เพราะต้องยอมรับความจริงว่า คนลาวในประเทศลาวถูกทำให้เข้าใจ (ผิด) หรือถูกทำให้มี "ภาพลักษณ์" เหมือนกับเป็นคน "เปิ่น" หรือแบบที่เรียกกันว่า "บักเสี่ยว" แบบคนไทยอีสาน ดังที่ถูกนำมาล้อเลียนกันเล่นเป็นโจ๊กโดยพวกนักแสดงตลกไทยผ่านทางจอทีวีไทย ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงและเป็นการดูถูกดูแคลนพี่น้องชาวลาว)

คนลาวและประเทศลาวที่ค้นพบ

โดยการไปให้เห็นลาวด้วยตนเองของผู้เขียน (พร้อมเพื่อนร่วมเดินทาง) คือ เลือกเดินทางไปที่หลวงพระบางโดยใช้บริการของบริษัทจัดทัวร์ (เพื่อไม่ให้ต้องเหน็ดเหนื่อย สะดวกสบาย และไม่ต้องเสียเวลากับการจัดการเรื่องตั๋วเดินทาง ที่อยู่ ที่กิน ที่เที่ยว และอื่นๆ ด้วยตนเอง เพื่อจะได้ใช้เวลาและโอกาสเต็มที่ในการชื่นชมดูผู้คน สถานที่และบ้านเมืองของที่นี่) ซึ่งเป็นคณะทัวร์จำนวน 15 คน และเดินทางโดยสายการบินเอกชน คือ สายการบินพีบีแอร์ (เครื่องบินขนาดเล็กที่บรรจุผู้โดยสารคงไม่เกิน 100 คน) ใช้เวลาเดินทางไม่นานเลย (เหมือนบินภายในประเทศ) เพียงกว่าชั่วโมงเล็กน้อยก็ถึงหลวงพระบางแล้ว

ในขณะที่เครื่องบินค่อยๆ บินไต่ระดับต่ำลงเรื่อยๆ สู่พื้นรันเวย์ข้างล่างของสนามบิน เมื่อมองลอดหน้าต่างเครื่องบินลงไปก็มองเห็นภาพที่เต็มไปด้วยภูเขา (เหมือนเมืองหลวงพระบางตั้งอยู่ภายใต้หุบเขา) และมีต้นไม้ขึ้นโดยทั่วไป นอกจากนั้นมองเห็นเส้นทางถนน เส้นทางแม่น้ำ และมองเห็นแม่น้ำโขง และบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ของผู้คน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าบ้านเรือนทุกหลังมีหลังคามุงด้วยกระเบื้องสีแดงเหมือนกันหมด (มีเป็นหลังคาสีเขียวขึ้นแซมให้เห็นบ้างเล็กน้อย) และบ้านเรือนก็แสนธรรมดาๆ มาก (เหมือนสภาพบ้านของชาวบ้านในชนบทหรือบ้านนอกของไทย) ซึ่งไม่ใหญ่โตอะไร และไม่มีตึกหรืออาคารสูงเลย

(สิ่งที่เห็นดังกล่าวก็ได้รับคำอธิบายจากไกด์ในภายหลังว่าเป็นไปตามกฎระเบียบที่วางเอาไว้ให้ปฏิบัติเหมือนกัน สำหรับคนที่จะปลูกบ้าน อาคาร หรือสิ่งก่อสร้างอื่นใดก็ต้องส่งแบบแปลนเพื่อขออนุญาตก่อน จะทำตามรสนิยมและความพอใจส่วนตนไม่ได้ โดยจะไม่ให้สร้างบ้านหรืออาคารเกิน 2 ชั้นเพื่อดำรงรักษาความเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมของเมืองมรดกโลก)

เมื่อเครื่องบินร่อนลงจนแตะพื้นรันเวย์ของสนามบินหลวงพระบางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ได้พบเห็นต่อมาก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นให้การเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศลาวได้มากแทบจะโดยทันที นับตั้งแต่สนามบินหลวงพระบาง (ที่ให้ภาพอะไรที่แปลกที่แตกต่างไปจากภาพที่เคยเห็นที่คุ้นเคย เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินระหว่างประเทศ และแม้แต่สนามบินภายในประเทศของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะของประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้แต่ของประเทศกำลังพัฒนา ที่มีการขยายการเจริญเติบโตและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ)

เป็นเพียงสนามบินเล็กๆ ที่ทั้งลานจอดเครื่องบิน และรันเวย์ก็ไม่กว้างเลย (เมื่อไปถึงมีเครื่องบินขนาดเล็กของสายการบินบางกอก แอร์เวย์สจอดอยู่อีกเพียง 1 ลำ) และดังนั้นเมื่อออกจากเครื่องบินก็เดินอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงอาคารทำการของสนามบินแล้ว ซึ่งก็เป็นเพียงอาคารเล็กๆ และแคบๆ ดูเหมือนจะไม่มีอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยในการทำงานของงานต่างๆ ในสนามบินเลย สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ก็เป็นของเก่าๆ มานานที่เพียงใช้งานได้เท่านั้น (ให้บรรยากาศของประเทศสังคม นิยม/คอมมิวนิสต์ดี)

สนามบินก็ไม่ได้มีผู้คนหนาแน่นและไม่มีการ ทำธุรกิจอะไรให้คึกคักกันเลย และรถยนต์ที่มารับและส่งผู้โดยสารที่สนามบินก็มีไม่มาก เป็นรถยนต์รุ่นเก่าๆ มากที่ไม่รู้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร ไม่เคยเห็นกันแล้วในปัจจุบัน (นอกจากในภาพยนตร์ตะวันตกในสมัยก่อน) เข้าใจว่าน่าจะเป็นรถบัสหรือรถตู้ที่ใช้ในยุโรปหรือที่ผรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของลาวคงทิ้งตกค้างเอาไว้ให้ (แต่ก็รักษากันไว้ได้ดี สะอาด และใช้งานได้)

และตลอดของถนนและสองข้างทางของถนนจากสนามบินสู่โรงแรมที่พักในตัวเมืองหลวงพระบางที่ไม่ไกลกันมากนัก แทบจะไม่ได้เห็นมีสิ่งอะไรเลยที่เป็นการพัฒนาทางกายภาพ/ทางวัตถุ ไม่มีการ (พยายามจะ) ตกแต่งบ้านเมืองหรือสถานที่ให้ดูสวยงามหรือเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยว หรือผู้พบเห็นแต่อย่างใด และก็ไม่มีการตกแต่งสวน หรือปลูกต้นไม้เพื่อสร้างบรรยากาศ สร้างสภาพแวดล้อม หรือสร้างความสวยงามแต่อย่างใด คือ ไม่ได้พยายามจะเคลือบหรือปรุงแต่งอะไรให้ผิด แผกแตกต่างไปจากที่มีอยู่เองแล้วโดยธรรมชาติ

สิ่งที่เห็นลาวเพียงเริ่มต้นดังกล่าวมาข้างต้นนั้น (มองผ่านจากหลวงพระบางซึ่งเข้าใจว่าจะไม่แตกต่างนักกับเมืองหลวงเวียงจันทน์และแขวงสำคัญอื่นของลาว) แต่มันก็เพียงพอที่จะบอกหรือเป็นดัชนีชี้ว่าลาวมีการพัฒนาประเทศ (พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ) มาอยู่ในระดับหรือขั้นตอนไหนแล้ว ดังกล่าวมาแล้วลาวยังเป็นเพียงหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก หรือยังเป็นประเทศที่ยังขาดหรือยังไม่มีการพัฒนา หรือยังเป็นเพียง "สังคมขั้นปฐม" (primitive society) ซึ่งหมายถึงสังคมที่การดำเนินชีวิตของผู้คนยังเป็นแบบเรียบง่ายมาก การผลิตก็ยังเป็น การผลิตแบบดั้งเดิม หรือการผลิตเพื่อการบริโภค (ยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจ  และการค้าการพาณิชย์อะไรมากมาย)

ยังไม่มีความคิดที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย (modernization) หรือยังไม่มีการนำเอาเทคโนโลยีทันสมัย (หรือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ไปอย่างมากของโลกในยุคปัจจุบัน) เข้ามาใช้กัน ยังขาดการลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตามมา หรือยังไม่มีแนวความคิดในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเกิดขึ้น หรือยังไม่ค่อยเห็นมีการเปลี่ยน แปลงประเทศทางด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมการสูงขึ้นของรายได้และมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมองไม่เห็นว่าลาวมีการพัฒนาในความหมาย (โดยทั่วไป) ดังกล่าวมาข้างต้น (หรืออย่างการพัฒนาประเทศของไทยที่เป็นมาจนถึงปัจจุบันที่มีแต่การพัฒนาทางกายภาพ/ทางวัตถุ) แต่คนลาวและประเทศลาวก็มีสิ่งดีอื่นๆ หรือมีสิ่งที่อาจเรียกว่า เป็นการพัฒนาทางด้านอื่นที่สามารถทำให้คนไทย และประเทศไทย ในวันนี้อดที่จะอิจฉาไม่ได้เลยก็คือ ลาวยังมี ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ (ขณะที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคน) ไม่มีปัญหาในเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นพิษมาก ผู้คนดูมีความเท่าเทียมกันเพราะเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม (ไม่ใช่มีความเหลื่อมล้ำในฐานะ และความสามารถทางเศรษฐกิจ แตกต่างกันมากระหว่างคนไทยข้างบนจำนวนน้อยนิด และคนส่วนใหญ่ของประเทศ)

ไม่มีปัญหาสังคมมากและสังคมไม่เสื่อม ทรุดหนัก ทรัพยากรมนุษย์ไม่ถูกทำลายมากอย่าง สังคมไทย และดังกล่าวมาคนลาวทั้งที่เป็นผู้นำ และชาวบ้านลาวที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ก็มีคุณลักษณะของมนุษย์ที่ดีที่ปรากฏให้เห็นคือ ดูเป็นมนุษย์ที่เป็นปกติดี (ไม่ดูเป็นคนเก๊/ คนปลอม หรือมีปัญหาทางจิตมากอย่างคนไทยวันนี้) สุภาพ เรียบร้อย ถ่อมตน ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่บ้าวัตถุ มีศีลมีธรรม (เป็นชาวพุทธโดยจิตวิญญาณ โดยการประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่ชาวพุทธแต่ในนาม ตามขนบธรรมเนียมประเพณีหรือเต็มไปด้วยพิธีกรรมอย่างคนไทย) และมีสิ่งที่ยึดถือหรืออุดมการณ์ที่ยึดถือในการดำรงชีวิตชัดเจน (ไม่ดูเหมือนเป็นคนไร้รากอย่างคนไทยในทุกวันนี้)

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


"ลาว" ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย (5)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 17 พฤษภาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3584 (2784)

คนลาวและประเทศลาวที่ค้นพบ (ต่อ)

หลวงพระบางเป็นเมืองหลวงเก่าของลาว และเป็นเมืองที่เป็นที่ประทับของกษัตริย์ลาวทุกพระองค์มาโดยตลอด เป็นเมืองที่ถูกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1995 เป็น 1 ในแขวง 17 แขวง (หรือเทียบเคียงได้กับจังหวัดของไทย) ของลาวในปัจจุบันหรือโดยเฉพาะเป็น 1 ในแขวงสำคัญ 4 แขวงของลาวนอกเหนือไปจากแขวงเวียงจันทน์ที่เป็นเมืองหลวง แขวงสะหวันเขตและแขวงจำปาสัก เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญและเป็นเมืองวัฒนธรรม

ความเป็นเมืองที่อบอวลด้วยบรรยากาศ และกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมของหลวงพระบาง ไม่ได้รู้สึก รับรู้หรือเข้าใจได้จากสิ่งต่างๆ ที่ทำออกมาเหมือนเป็นการแสดง (เสียมากกว่า) ไม่ว่าจะเป็น การที่มีคนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ มาคอยยืนต้อนรับแขกที่มาเยือนที่สนามบิน พร้อมมอบช่อดอกไม้ หรือพวงมาลัยให้รวมทั้งอาจมีการแสดงดนตรี และการแสดงแบบพื้นบ้าน/ท้องถิ่นประกอบด้วย การพยายามเอาสิ่งของอะไรมาตั้งวาง หรือสร้างเป็นอะไรขึ้นมาเพื่อเป็นการตกแต่ง และประดับประดาถนน บ้านเรือน และสถานที่ต่างๆ ให้ดูสวยงาม (อย่างที่คนไทยเราชอบทำกันมาก โดยเฉพาะออกมาดังเช่นว่านั้น ชัดเจนในช่วงต้อนรับการประชุมเอเปก) การจัดงานประเพณีเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ อย่างเอิกเกริกและมโหฬาร และการจัดแสดงทางวัฒนธรรมและการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ อันเป็นการประชาสัมพันธ์ และการตลาด ของความพยายามในการที่จะขายการท่องเที่ยว เพื่อให้มีจำนวนนักท่องเที่ยว และเงินตราต่างประเทศหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศมากขึ้น (อย่างที่เราคนไทย/ประเทศไทยทำกันในลักษณะนี้อย่าง ล้นเหลือ)

แต่ความรู้สึกถึงบรรยากาศและกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมของเมืองหลวงพระบาง มันกลับออกมาเป็นเรื่องของ "วิถีชีวิต" ของคนลาว ที่ชีวิตภายนอก (ชีวิตที่ไม่บ้าคลั่งด้วยปัจจัยทางวัตถุ) ในเรื่องอาหารการกิน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่สวมใส่ และชีวิตภายในอันเป็นเรื่องด้านจิตใจ จิตวิญญาณ สำนึก ความเชื่อทางศาสนา หรือสิ่งที่ยึดหรืออุดมการณ์ที่ยึดถือในการดำรงชีวิต

ตลอดจนแนวทางทางการเมือง สังคม และ เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ของสถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้าง และสถานที่ต่างๆ (ส่วนหนึ่งเป็นแบบฝรั่งเศส ที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมของลาวมาเป็นเวลาอันยาวนาน) และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเหล่านี้ทั้งหมด มันดูผสมผสานและกลมกลืนกันดี หรือมันออกมาในทางเดียวกัน (ไม่ได้ออกมาในลักษณะแบบแยกส่วน ผิดแผกหรือสุดขั้วไปในทางใดทางหนึ่ง) ออกมาให้เห็นเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของคนลาวและประเทศลาวที่ดู "สงบ" "เรียบง่าย" "ธรรมดา" "ธรรมชาติ" หรือ "ไม่ปรุงแต่ง" ดี(ซึ่งดูจะตรงกันข้ามแทบจะโดยสิ้นเชิงกับของคนไทย/ ประเทศไทย พ.ศ.นี้)

และคนลาวหรือคนหลวงพระบางที่ได้พบเห็นโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง ก็ดูมีผิวพรรณและหน้าตาดี หน้าตาหมดจดเหมือนคนทางภาคเหนือของไทย (น่าจะเพราะอากาศที่หนาวเย็น) มีบางส่วนที่หน้าตาออกไปทางชาวเขา (ชาวเขาเผ่าแม้วและ ม้งในลาว) บางส่วนหน้าตาออกมาคล้ายทางเวียดนาม (เพราะลาวและเวียดนามใกล้ชิด และสนิทสนมกันมากดังในประวัติศาสตร์ที่เป็นมา) หรือบางส่วนก็หน้าตาออกไปทางฝรั่งเศส (เพราะดังกล่าวฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคมของลาวมานาน) และส่วนที่เหลือก็คงเป็นคนลาวและชาวบ้านลาวแท้ๆ ที่หน้าตาอาจคล้ายคนไทยอีสาน

พี่น้องชาวลาวในประเทศลาวที่เห็นที่แม้จะมีหน้าตา ภาษาและวัฒนธรรมเหมือนคนไทย โดยเฉพาะเหมือนคนไทยอีสาน แต่พี่น้องชาวลาวก็ไม่ได้มีบุคลิกลักษณะแบบ "เปิ่น" หรือ "บักเสี่ยว" แบบคนไทยอีสาน อย่างที่มักถูกนำมาล้อเลียนเล่นเป็นโจ๊กโดยพวกนักแสดงตลกไทย ผ่านจอทีวีไทยดังที่เคยพูดถึงมาแล้ว แต่คนลาวสงบ เรียบง่าย ไม่เว่อร์ มีอะไรที่เป็นของตนเอง มีอะไรที่เป็นทางของตนเอง ดังนั้นแม้จะไม่ใช่ผู้คนในประเทศที่ร่ำรวยทางวัตถุอะไรเลย แต่คนลาวดูเหมือนจะไม่ได้แสดงให้เห็นว่า จะไม่ได้รู้สึกว่า ตนเองต่ำต้อย จึงไม่ได้เห็นคนลาวแสดงอาการตื่นเต้นอะไรกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศรวมทั้งนักท่องเที่ยวไทย (ไม่เหมือนกับคนไทยที่แม้จนถึงวันนี้ก็ยังตื่นเต้น เห่อ ให้ความหมายความสำคัญหรือกลัวฝรั่งมาก)

และแม้ลาวยังเป็นประเทศที่ยากจนมาก แต่แหล่งและสถานที่ท่องเที่ยวในลาว หรือในหลวงพระบาง ก็ถูกดูแลและถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี โดยแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจน่าดึงดูดใจของลาว หรือของเมืองหลวงพระบาง (เมืองวัฒนธรรม และเมืองพระพุทธศาสนาเพราะคนลาว 85% นับถือศาสนาพุทธ) หลักใหญ่แล้วก็จะเป็นการท่องเที่ยวชมวัด (จากคำบอกเล่าของไกด์ลาวในเมืองหลวงพระบางมีวัดมากถึง 63 วัด ซึ่งมีมากเป็นอันดับ 2 รองจากเมืองหลวงเวียงจันทน์)

โดยวัดสำคัญๆ ก็จะตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันมากในตัวเมืองหลวงพระบางและวัดถูกสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือที่วิจิตรบรรจงมาก (เหมือนวัดทางภาคเหนือและภาคอีสานของไทย) เป็นต้นว่าวัดเชียงของ (วัดหลวงคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง เป็นวัดที่สวยงามมากที่สุดและมีอายุกว่า 400 ปี) วัดวิชุนราชสิทธาราม (วัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 500 ปี ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างของลาวและเขมร) วัดใหม่สุวันพูมา (วัดที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชลาว) และวัดพระพุทธบาทใต้ (สถานที่ชมพระอาทิตย์อัสดงริมฝั่งโขง)

นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวัดแล้ว ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกคือ พระราชวังเก่าเจ้ามหาชีวิตลาว (ปัจจุบันเป็นหอพิพิธภัณฑ์ที่ประดิษ ฐานพระบางอันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง) พระธาตุจอมพูสี (พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางที่บนยอดพูสีมีความสูงตามขั้นบันได 328 ขั้น) การล่องลำน้ำโขง (เพื่อชื่นชมทัศนียภาพ 2 ฝั่งของลำน้ำที่จะเห็นป่าไม้ ต้นไม้ บ้านเรือนและผู้คน การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ริมตลิ่ง การหาปลาและหาพืชอาหารอื่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เที่ยวชมถ้ำติ่งอันสวยงามบนหน้าผาริมแม่น้ำโขง ชมหมู่บ้านช่างไหเพื่อดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่มีอาชีพในการหมักสาโทและต้มเหล้าโรงจำหน่าย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ลำน้ำโขงในเวลานี้ที่แม้จะไม่ใช่หน้าร้อนแต่ดูน้ำลดน้อยลงมาก ตื้นเขินและในหลายที่ของลำน้ำนี้น้ำแห้งจนผืนดินผืนทรายโผล่ขึ้นมาแทนที่จนมีรถแล่นลงไปถึงกลางลำน้ำได้ ตลอดจนมีโขดหินใหญ่โผล่เต็มไปหมด ทำให้ลำน้ำโขงดูดีน้อยกว่าที่เคยจินตนาการไว้) หลังจากนั้นก็มีที่เที่ยวชมน้ำตกตาดกวงสี (น้ำตกธรรมชาติที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในหลวงพระบาง) และชมหมู่บ้านผานม (หมู่บ้านที่ผลิตงานหัตถกรรมทอผ้าพื้นบ้านของชาวไทลื้อที่อพยพมาจากสิบสองปันนา)

และหลังจากเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจหลักๆ ของหลวงพระบางดังข้างต้นแล้ว ก่อนหรือหลังอาหารเย็นที่ที่พักที่โรงแรมแล้ว ก็อาจจะมานั่งจิบกาแฟ และทานเค้กหน้าร้าน เพื่อชมผู้คนที่เดินผ่านมาบนถนนศรีสว่างวงศ์ ที่ถูกนักท่องเที่ยวไทยเรียกว่าเป็น "ถนนข้าวเหนียว" เพราะที่นี่เป็นถนนสายหลักของนักท่องเที่ยวคล้ายกับ "ถนนข้าวสาร" ในบ้านเราที่กรุงเทพฯ ที่มีที่พักแบบเกสต์เฮาส์หรือชาวลาวเรียกว่าเรือนพักบนถนนสายนี้ประมาณกันว่ากว่า 60 แห่งและยังมีร้านค้าร้านอาหารตั้งอยู่เต็มของทั้ง 2 ฝั่ง

และทุกวันของที่นี่ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นจนถึงเวลาประมาณเกือบจะเที่ยงคืน ถนนสายนี้จะถูกปิด (ไม่ให้รถแล่นผ่าน) เพื่อให้ผู้คนเอาของมาวางขายสำหรับนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายซื้อของกัน และนอกจากนั้นแล้วหลังเวลาอาหารเย็นผ่านไปเข้าสู่ช่วงเวลาชีวิตตอนค่ำคืน นักท่องเที่ยวก็คงจะอยากเห็นการใช้ชีวิตในเวลาค่ำคืน (เพื่อการพักผ่อน) ของคนลาวว่าเป็นไปอย่างไรบ้าง ดูเหมือนในหลวงพระบางจะไม่มีโรงภาพยนตร์ ไม่มีศูนย์การค้า ไม่มีศูนย์อาหาร ไม่มีไนท์คลับ ไม่มีดิสโก้เทค หรือสถานบันเทิงทันสมัยอื่นๆ อย่างในเมืองไทยเลย สถานบันเทิงเพื่อการพักผ่อน (นอกเหนือจากการดูราย การทีวีที่รับจากประเทศไทยแล้ว) ก็เห็นมีแต่ที่เรียกกันว่าเป็น "บาร์ลาว" ที่แสนธรรมดาและคงจะมีอยู่ไม่กี่แห่ง (เพราะเวลาค่ำคืนของที่นี่มันมืดและเงียบกันมาก) สำหรับผู้คนเข้าไปเที่ยวดื่ม (ดื่มเหล้าหรือเบียร์ลาว) ฟังดนตรีและเต้นรำ (ไม่เห็นมีใครดื่มอะไรกันมาก ส่วนใหญ่จะเข้าไปเพื่อเต้นรำกัน ซึ่งมีจังหวะเต้นรำจังหวะหนึ่งเป็นจังหวะเต้นรำแบบลาว ที่ทุกคนออกมาเต้นอย่างเดียวกันและพร้อมกันที่น่าดูมาก และเป็นที่ร่ำลือกันในหมู่นักท่องเที่ยวไทย ดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีแบบนี้ในเมืองไทย) และทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่และทั้งผู้หญิง และผู้ชายที่เข้ามาเที่ยวในบาร์ รวมทั้งพวกนักร้องนักดนตรีก็ไม่เห็นมีใครแต่งตัว และแสดงอาการ และท่าทางไปในทางล่อแหลม และทางที่บ่งบอกความเสื่อมของสังคมอย่างในประเทศไทยกันเลย

เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ของอีกวันหนึ่งในหลวงพระบางในหน้าหนาว ซึ่งอากาศหนาวเย็นและบรรยากาศเหมือนอยู่ในประเทศตะวันตก สำหรับนักท่องเที่ยวก็จะมีโอกาสได้ทำบุญตักบาตรข้าวเหนียวบนถนนสายหลักในตัวเมืองหลวงพระบาง ที่ให้บรรยากาศและประสบการณ์ในแบบที่ไม่ใช่จะเห็นได้ง่ายหรือหาได้ง่ายโดยทั่วไป ที่มีพระเป็นจำนวนร้อยๆ รูปจากวัดต่างๆในตัวเมืองหลวงพระบางเดินเรียงแถวตามกันมา และด้วยกริยาอันเป็นปกติสมณเพศที่น่าเลื่อมใสศรัทธาออกมารับบาตรกัน

หลังจากตักบาตรแล้ว ก็ไปดูวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ตลาดสด ที่สะท้อนได้ดีถึงชีวิตที่เรียบง่ายของพี่น้องชาวลาว (ที่เหมือนกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในต่างจังหวัดเมื่อ 40-50 ปีมาก่อนที่ประเทศไทย จะมีนโยบายเร่งรัดการขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก) และแม้ลาวยังมีฐานะทางเศรษฐกิจเป็นเพียงประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่ (ก็ไม่เห็นมีคนขอ ทาน) คนลาวก็ไม่ได้ขาดแคลนอาหารการกิน ยังมีอาหารการกินดี (แม้จะไม่ฟุ่มเฟือย) จะเห็นได้จากข้าวของที่เอามาวางขายกันในตลาดมีอย่างอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชผัก (โดยเฉพาะพืชผักมีอย่างอุดมสมบูรณ์ทั้งในแง่ความหลากหลายชนิดและจำนวน) ผลไม้ ดอกไม้แปลกๆ และเนื้อสัตว์ต่างๆ (ทั้งที่เป็นพืชผัก และเนื้อสัตว์จากการปลูกการเลี้ยงและจากแหล่งธรรมชาติต่างๆ ทั้งจากป่า ลำน้ำและแหล่งธรรมชาติอื่นๆ) ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ (ส่วนใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้าจากประเทศไทย)

ภาพพระเป็นร้อยๆ รูปเดินเรียงแถวออกมารับบาตรจากผู้คนรวมทั้งนักท่องเที่ยวในตอนเช้า และภาพชีวิตผู้คนที่ตลาดสดในตอนเช้าข้างต้นที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศลาวได้เป็นอย่างดี คงจะเป็นภาพเด่นภาพหนึ่งที่บันทึกอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนทุกครั้งที่นึกถึงคนลาวและประเทศลาว

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


"ลาว" ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย (จบ)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 24 พฤษภาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3586 (2786)

คนลาวและประเทศลาวที่ค้นพบ (ต่อ)

มีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตและน่าเรียนรู้เกี่ยว กับสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ในหลวงพระบาง (ซึ่งเข้าใจว่าจะเหมือนส่วนอื่นของลาว) ดังนำเสนอมาในครั้งที่แล้วก็คือ แม้ลาวอาจจะยังเป็นเพียงประเทศที่ยากจนมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ที่อาจทำให้ขาดแคลนปัจจัย หรือเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ แต่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของลาวก็ยังได้รับการดูแลและถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีและอยู่ในลักษณะที่ดูมีความเป็นธรรมดาและ ธรรมชาติที่ไม่เคลือบไม่ปรุงแต่งมาก ดูควรค่ากับการเป็นเมืองวัฒนธรรมของเมืองมรดกโลก (ไม่ใช่พยายามเคลือบ ตกแต่ง ปรุงแต่ง บูรณะ ทาสีใหม่หรือก่อสร้างขึ้นมาใหม่อย่างหยาบๆ หรือไม่ค่อยจะมีรสนิยมนักอย่างที่พบเห็นได้มากในเมืองไทย)

โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นวัดในลาวหรือในหลวงพระบางที่ได้พบเห็นก็คือ วัดถูกรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี และวัดหรือพระพุทธศาสนาในลาวไม่ได้ถูกทำให้เป็น "พุทธพาณิชย์" (อย่างที่เห็นแทบจะเป็นเช่นนี้กันไปจนจะหมดแล้วในไทย) ในวัดจึงไม่ได้เห็นตู้ขอรับบริจาคเงิน/เรี่ยไรเงิน ไม่มีการจำหน่ายพวงมาลัยหรือดอกไม้ธูปเทียนสำหรับไหว้พระ (พระพุทธรูปในโบสถ์ก็ไม่เห็นมีสิ่งเหล่านี้ให้เห็น/ไม่มีเครื่องปรุงแต่งมาก) ไม่มีแผงให้เช่าพระ/ขายพระ ไม่มีเครื่องรางของขลัง ไม่มีร้านค้าขายน้ำ/อาหาร หรือการทำธุรกิจเกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ ให้เห็น ไม่เห็นพระในวัดหรือในลาวที่แสดงพฤติกรรมท่าทางหรือกิริยาอาการที่ไม่น่านับถือ/น่าเลื่อมใส วัดในลาวจึงดูสงบ ดูเรียบร้อยสมกับเป็นศาสนสถานดี และสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาวพุทธด้วยจิตวิญญาณและด้วยการประพฤติปฏิบัติของคนลาว (ไม่ใช่เป็นชาวพุทธแต่ในนามและเต็มไปด้วยการปลุกเสกพิธีกรรม ขึ้นมากมายอย่างไทย จนหัวใจหรือแก่นของศาสนาหายไปหมด ทำให้มีปัญหาการขาดศีลธรรม ขาดความซื่อสัตย์สุจริตของคนไทยเกิดขึ้นทั่วไป)

ด้วยความเป็นชาวพุทธด้วยจิตวิญญาณและด้วยการประพฤติปฏิบัติของชาวลาว ด้วยเป็นระบอบสังคมนิยมของประเทศ (ซึ่งสะท้อนถึงการมีอุดมการณ์ที่ยึดถือในการดำเนินประเทศของลาว) และด้วยเหตุที่คนลาวและประเทศลาวมีประวัติ ศาสตร์ที่เป็นมาที่ต้องถูกปกครองโดยคนอื่นหรือต่างประเทศมาโดยตลอด และโดยเฉพาะตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมายาวนานเป็นศตวรรษๆ แน่นอนว่าผู้ปกครองก็ต้องพยายามกลืนหรือทำ ลายความเป็นตัวตนหรือ "อัตลักษณ์" (identity) ดั้งเดิมของผู้ใต้ปกครองเพื่อประโยชน์หรือเพื่อ ง่ายต่อการปกครอง ลาวจึงอาจจะอ่อนไหวหรือให้ความสำคัญกับการที่จะไม่ให้ใคร (ต่างประเทศ/ วัฒนธรรมต่างประเทศ) เข้ามามีอิทธิพลหรือทำ ลายวัฒนธรรมและด้านอื่นๆ ของตนได้อีก

นี่คงจะเป็นคำตอบหรือทำให้เข้าใจได้ว่าทำไม คนลาวจึงดูเป็นคนที่มีอะไรที่เป็นแนวทางของตัวเองหรือดูมีสิ่งอะไรที่ยึดถือในการดำเนินชีวิตชัดเจน ทำให้คนลาวจึงดูไม่ตื่นเต้นกับชาวต่างประเทศ/นักท่องเที่ยวต่างประเทศ (เหมือนกับที่คนไทยเรามักจะตื่นเต้น เห่อ ให้ความหมายความสำคัญหรือกลัวฝรั่งมาก) และเป็นคำตอบว่าทำไมคนลาวรวมทั้งวัยรุ่นลาวที่ต่างรับสื่อ ต่างดูรายการทีวีจากประเทศไทยกันทุกวัน แต่ทำไมวัฒนธรรมไทยหรือวัฒน ธรรมของคนไทยจึงไม่มีอิทธิพลต่อคนลาว หรือทำ ไมไม่เห็นคนลาวอยากทำตามอย่างคนไทยหรืออยากเป็นอย่างประเทศไทย หรืออยากเป็นอย่างคนไทย/วัยรุ่นไทย ดังสะท้อนออกมาชัดเจนโดยคำพูดจากปากของไกด์ลาวที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยด้วยที่เขามีทรรศนะว่า "ไทยไปโลดเกิน 100%" "คนไทย (ไปไกลจน) กู่ไม่กลับแล้ว" ซึ่งเขาหมาย ความว่า "เรา (คนไทย/ประเทศไทย) มุ่งเน้นพัฒนาไปในทางโลก (เน้นชีวิตภายนอกของมนุษย์) หรือทางกายภาพ/ทางวัตถุกันอย่าง สุด โต่ง (ขณะที่ด้านชีวิตข้างใน คือด้านจิตใจและจิตวิญญาณหรือด้านศีลธรรมมันหายไปหมด)"

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของคนลาวและประเทศลาวที่พบก็คือ แม้ลาวจะผ่านประสบการณ์ การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างขนานใหญ่มาแล้ว (เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบกษัตริย์มาสู่ระบอบคอมมิวนิสต์) และพยายามปฏิรูประบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์/ สังคมนิยมของตนในหลายด้าน หรือมีการเปิดประเทศมากขึ้น และเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนำเสนอมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เท่าที่ได้เห็นด้วยตาตนเองก็พอจะพูดได้ว่า (การพัฒนาประเทศของลาว เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนลาวให้สูงขึ้น) ลาวก็ยังไปไม่ถึงไหนเลย (ในความคิดเห็นของประชาชนลาวที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังมา พวกเขาก็ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้นำ/ ผู้บริหารประเทศในระดับต่างๆ มากขึ้น และต้องการที่จะให้มีพรรคการเมืองมากขึ้น แทนที่จะมีแต่พรรคปฏิรูปประชาชนลาวเพียงพรรคเดียว ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องการให้รัฐบาลลาวพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นกว่านี้อย่างที่รัฐบาลไทยทำบ้าง)

สาเหตุหรือเหตุผลของปัญหาความล่าช้าของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศของรัฐบาลลาว ดังกล่าวมาข้างต้น เข้าใจว่าจะมาจากการเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ซึ่งลาวใช้ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ที่ในตัวของมันเองก็มีจุดอ่อนหรือปัญหา (ดังกรณีตัวอย่าง อันเป็นที่มาของการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์ ของสหภาพโซเวียต) และการที่จะหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีหรือระบบเศรษฐกิจทุนนิยมมากขึ้น ตอนนี้ก็พบว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมของโลก ก็มีปัญหามาก (ปัญหาความบกพร่องของกลไกตลาด  และการแข่งขันโดยเสรี ที่เปิดโอกาสให้คนที่เข้มแข็งกว่าขูดรีดเอารัดเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า จึงมีปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้มาก และผลกระทบของระบอบทุนนิยม/อุตสาหกรรมนิยม/ พาณิชย์นิยมมันทำลายชีวิตด้านในหรือด้าน ศีลธรรมของมนุษย์ไปหมด)

นอกจากนั้น ประกอบกับการที่ลาว เคยตกเป็นประเทศอาณานิคมมาก่อน จึงอาจมีความอ่อนไหว หรือให้ความสำคัญกับเรื่อง "อัตลักษณ์" (identity) และตามมาด้วยการให้ความหมายความสำคัญกับเรื่อง "ความเป็นเอกราชทางเศรษฐกิจ" (economic independence) ของประเทศ จึงจำเป็นจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการที่จะอนุญาตให้ ชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อป้อง กันไม่ให้ต่างประเทศเข้ามาทำลายความเป็นตัวของตัวเอง เข้ามามีอิทธิพลและเข้ามาแสวงหา และกอบโกยผลประโยชน์ ไปจากประเทศของตนเหมือนเช่นประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมา แม้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายสำหรับประเทศเล็ก หรือประเทศที่ยังมีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจจะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอิทธิพล หรือผลกระทบจากต่างประเทศภายใต้สภาพการณ์ของโลกปัจจุบันที่ประเทศต่างๆ ล้วนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิดและเป็นโลกที่ไร้พรมแดนจริงๆ

จึงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับผู้นำและรัฐบาลลาว (รวมทั้งประชาชนลาว) เพราะไม่ว่าจะยึดระบบเศรษฐกิจแบบไหนในการบริหารประเทศก็ล้วนมี จุดอ่อนหรือปัญหาด้วยกันทั้งนั้น มันจึงมีปัญหา หรือคำถามตามมาว่า แล้วจะมีทางไหนหรือทางที่สามที่ดีกว่าหรือไม่ ทำอย่างไรจะรักษาส่วนที่ดีของระบบเอาไว้ และขจัดส่วนที่เป็นจุดอ่อน หรือปัญหาให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้บรรลุถึงประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม หรือแนวทางการพัฒนาจะเป็นอย่างไร ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนา หรือบรรลุถึงความสมดุลทั้งการพัฒนาทางกายภาพ/ ทางวัตถุ การพัฒนาทางด้านจิตใจและการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ (หรือการพัฒนาหรือยกระดับความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้นพร้อมกันไป)

คำตอบสำหรับคำถามหรือปัญหาข้างต้นก็คงจะขึ้นอยู่กับความเป็นผู้นำ ความสามารถของผู้นำและรัฐบาลลาว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเพื่อให้มีความสามารถมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติใดก็ไม่อาจจะหยุดเจริญได้ (growth stagnation) หรือจะต้องเรียนรู้และเจริญเติบโตกันต่อไป (continuing learning and growing) ซึ่งถ้าหยุดเจริญก็จะมีปัญหาทุกด้านตามมากัน ทั้งนั้น ไทยในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดของลาว ย่อมเอาใจช่วยและหวังที่จะได้เห็นลาวขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้าไปข้างหน้าอย่างคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6

 

กลับหน้าแรก