|
เศรษฐกิจขาขึ้นของเอเชีย
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 19 เมษายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3576 (2776) จากแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมรัฐมนตรีคลังของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนเมื่อวันพุธที่ 7 เมษายน 2547 นี้ โดย นายลี เสียน หลุง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นประธานของที่ประชุมด้วย กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนอันประกอบด้วยบรูไน กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม จะขยายตัวในอัตราประมาณ 5.5-5.9 เปอร์เซ็นต์ นายลี เสียน หลุง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ผู้นี้ เป็นบุตรชายของท่านลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ และกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สามของสิงคโปร์ในเดือนตุลาคมปีนี้ แทนนายโก๊ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีคนที่สองในปัจจุบันของสิงคโปร์ อัตราการขยายตัวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอัตรา 5.5-5.9 เปอร์เซ็นต์นี้ ต้องถือว่าเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุด ของภูมิภาคในรอบ 7 ปี นับแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาคนี้เมื่อปี 2540 เป็นต้นมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังของสิงคโปร์แถลงด้วยว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจของอาเซียน สามารถขยายตัวได้ในอัตราที่สูงเช่นว่านี้ ก็เป็นเพราะผลจากการขยายตัว ของกำลังซื้อจากนอกกลุ่ม และในกลุ่มอาเซียนเอง แม้ว่าจะเกิดวิกฤตการณ์จากการก่อการร้ายในอินโดนีเซีย โรคทางเดินหายใจอักเสบอย่างเฉียบพลัน หรือโรคซาร์สมาจนถึงไข้หวัดนก นับเป็นครั้งแรกที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีประชากรถึงกว่า 500 ล้านคน มีอัตราเฉลี่ยทั้งภูมิภาคถึงใกล้ๆ 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทวีปเอเชียทั้งทวีปก็จะเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลก เริ่มจากจีนซึ่งมีประชากรมากที่สุดในเอเชียและของโลกด้วย คือ ประมาณ 1,300 ล้านคน ยังมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลก กล่าวคือ เมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจจีนขยายตัวในอัตราสูงถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้นายกรัฐมนตรีจีนประกาศลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเหลือ 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ยังเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดของโลกอยู่ดี ยกเว้นแต่ก็ประเทศไทยสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ จากการที่เศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราที่สูงติดต่อกันมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ในที่สุดก็เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ รวมทั้งอาเซียนให้ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลากว่า 13 ปีสำหรับญี่ปุ่น 7 ปีสำหรับเกาหลีใต้และอาเซียน อีกประเทศหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักและไม่ค่อยจะสนใจมากเหมือนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ก็คือ อินเดีย หลังจากที่อินเดียได้เปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่เปิดยิ่งขึ้น เศรษฐกิจของอินเดียก็ขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่อินเดียมีประชากรกว่า 1,000 ล้านคนเข้าไปแล้ว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียสูงรองลงมาจากจีน อินเดียก็เป็นศูนย์ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเอเชียใต้ ด้วยเหตุนี้ทวีปเอเชียจึงเป็นทวีปที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าภูมิภาคใดๆ ในโลก เมื่อเศรษฐกิจของอเมริกาอยู่ในสภาพเป็นเศรษฐกิจขาลง เงินทุนก็ย่อมไหลไปหาแหล่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า จีนเป็นแหล่งที่รองรับการหลั่งไหลของเงินทุน ที่ไหลออกจากอเมริกาเป็นแห่งแรก แม้ทุกวันนี้เงินทุนก็ยังไหลไปจีนอยู่ตลอดเวลา อีกที่หนึ่งที่เงินทุนจากอเมริกาไหลออกไปลงทุนก็คือ อินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรม ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะประเทศอินเดียเองก็เป็นตลาดใหญ่อยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแค่การเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจให้เปิดกว้างขึ้นเศรษฐกิจของอินเดียก็สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเศรษฐกิจของอาเซียนได้เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็คงจะเห็นได้อย่างชัดเจนในปี 2547 นี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของอาเซียนดั่งที่แถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนกล่าวว่า เกิดจากแรงกระตุ้นจากทั้งภายนอก และภายในกลุ่มอาเซียนเอง ส่วนการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตจากที่มีอยู่เดิม ยังไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร ยังเป็นการใช้กำลังการผลิตที่เหลืออยู่แต่เดิม การที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนได้ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนในปีนี้ ก็น่าจะทำให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนในประเทศอาเซียนสูงขึ้น อาเซียนก็น่าจะเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนที่สำคัญ หลังจากที่ได้สูญเสียสถานภาพที่เป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนของโลกไปให้จีน และอินเดีย คำถามที่น่าสนใจก็คือ มีข่าวว่าเศรษฐกิจของสหรัฐได้เริ่มฟื้นตัวจนทำให้เงินทุนไหลกลับไปสหรัฐหรือไม่ ความเห็นส่วนตัวของผมก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นเป็นการฟื้นตัวชั่วคราว เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการของสหรัฐนั้นต่ำมาก สหรัฐไม่มีเครื่องมือทางนโยบายทางเศรษฐกิจเหลืออยู่เลย นอกจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งยุโรปและญี่ปุ่นก็คงไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของสหรัฐเหมือนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จีนก็ยิ่งไม่ยอมให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินหยวน ในอาเซียนก็พยายามเกาะกลุ่มกัน ไม่ยอมให้ค่าเงินของตนแข็งเกินไปเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ นโยบายที่สำคัญของสหรัฐ ที่จะทำให้ผู้ผลิตของตนแข่งขันกับต่างประเทศได้ก็คือการมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เหมือนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นทีท่าว่าสหรัฐจะค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ อะไรที่จะทำให้คนได้เปรียบและแข่งขันได้กับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก เทคโนโลยีที่ตนค้นพบได้นั้นตนต้องผูกขาดได้ และกดดันให้ประเทศต่างๆ ให้การคุ้มครองของทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ นอกจากการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว อีกทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ผลิตของอเมริกาแข่งขันได้ ก็คือการลดค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงลง หรือเท่ากับการลดรายได้ของแรงงานอเมริกันลง ซึ่งอาจจะทำได้โดยลดค่าเงินดอลลาร์ลงเมื่อเทียบกับเงินยูโรของยุโรปและเงินเยนของญี่ปุ่น และเงินหยวนของจีนลง ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งขณะนี้ยังทำไม่ได้เหมือนเมื่อ 15 ปีก่อน ด้วยเหตุที่ว่าเงื่อนไขทั้งสองอย่างยังไม่เกิด การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจึงไม่น่าจะยั่งยืน น่าจะเป็นการฟื้นตัวชั่วคราวมากกว่า ข่าวทางสหรัฐอเมริกาก็บอกว่าการฟื้นตัวของอเมริกายังไม่ทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้น เป็นแต่เพียงการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิตซึ่งก็คงหมายถึงการใช้กำลังการผลิตเดิมเพิ่มขึ้นนั่นเอง ยังไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ก็แปลว่า อเมริกายังไม่ใช่แหล่งที่จะดึงเงินทุนกลับไป เงินทุนก็ยังคงไหลมาลงทุนในจีน และอินเดียต่อไป จีนและอินเดียก็ยังจะเป็นแหล่งที่จะดึงดูดการลงทุนต่อไปเช่นเดิม ในสถานการณ์อย่างนี้โอกาสที่จีนและอินเดียจะเป็นตลาดที่จะซื้อสินค้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียนก็จะยังมีสูงอยู่ต่อไป ปริมาณการค้าขายภายในภูมิภาคเอเชียก็น่าจะเพิ่มขึ้น ชดเชยกับปริมาณการค้าขายระหว่างเอเชียกับอเมริกา และเอเชียกับยุโรป ก็น่าจะมีมากขึ้นตามลำดับ การคาดการณ์ของที่ประชุมรัฐมนตรีคลังของอาเซียนโดยการแถลงของนายลี เสียน หลุง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังของสิงคโปร์ ก็น่าจะถูกต้อง ว่าปี 2547 นี้น่าจะเป็นปีที่สดใสสำหรับเศรษฐกิจของอาเซียน อาเซียนเองจะอยู่เฉยๆ คงไม่ได้ ควรจะฉวยโอกาสทำการโฆษณาตัวเองเพื่อดึงการลงทุน ซึ่งยังมุ่งไปสู่จีนและอินเดียอยู่ให้กลับมาลงทุนในกลุ่มประเทศในเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งอาเซียนหรืออาฟต้า ในขณะเดียวกันการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงของทุนสำรองระหว่างประเทศ และเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศในอาเซียนจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงๆ จังๆ การจัดการกับอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพโดยไม่ยอมให้ค่าเงินในกลุ่มประเทศอาเซียนแข็ง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องก็เป็นเรื่องสำคัญ เข้าใจว่าประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญ ในการประชุมปรึกษาหารือในการประชุมรัฐมนตรีคลังของประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วย ในโอกาสนี้อาเซียนน่าจะผลักดันให้ "พันธบัตรเอเชีย" หรือ "เอเชียบอนด์" หรือ (Asia Bond) ได้เพิ่มบทบาทให้มากยิ่งขึ้น โดยการดึงเอาอินเดีย และประเทศอื่นๆ ในอนุทวีปเอเชียใต้เข้ามาเป็นสมาชิกให้มากขึ้น จนกลายเป็นตลาดพันธบัตรเอเชียที่เข้มแข็งขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ในสถานการณ์บรรยากาศทางเศรษฐกิจของทวีปเอเชียที่เป็นบวกอยู่อย่างมากเช่นนี้ ประเทศไทยของเรา น่าจะได้รับประโยชน์มากกว่าประเทศอื่นๆ เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน รวมทั้งฐานะทางการเงินการคลังของเรา ที่ค่อนข้างมั่นคง ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุล ประเทศของเราน่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของประเทศในกลุ่มอาฟต้า หรือกลุ่มประเทศในเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งอาเซียน เหลืออย่างเดียวที่น่าห่วงอยู่ก็เรื่องความไม่สงบเรียบร้อยในภาคใต้ หากเรื่องนี้สงบลง และไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอีก เราก็คงจะไปได้เป็นอย่างดี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกำลังมีผลทางบวกแก่เราเป็นอย่างมาก เราควรจะใช้โอกาสที่กำลังเกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์กับเราให้มากที่สุด ฟังดูแล้วน่าจะสบายใจขึ้นบ้างในยามอากาศร้อนอบอ้าวอย่างนี้ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |