ว่าด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 15 เมษายน 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3575 (2775)

ทุนมนุษย์ (human capital) ได้ถูกนิยามอย่างแตกต่างหลากหลายในหมู่นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ของโลก แต่โดยทั่วไปทุนมนุษย์มักจะมีความหมายเกี่ยวพันถึงทักษะและความรู้ความคิดในการทำงานของแรงงาน โดยแรงงานที่มีทุนมนุษย์สูงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงกว่าแรงงานที่มีทุนมนุษย์ต่ำภายใต้ระยะเวลาในการทำงานที่เท่าเทียมกัน

แวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ของโลกในปัจจุบันได้หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์มากขึ้นเป็นลำดับ โดยทุนมนุษย์ได้ถูกยกให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ

ทุนมนุษย์ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญอันหนึ่งในกระบวนการผลิต เฉกเช่นเดียวกับจำนวนแรงงาน ที่ดิน เงินทุน และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ แต่ทุนมนุษย์มีข้อได้เปรียบปัจจัยการผลิตชนิดอื่น ตรงที่มันสามารถถูกสะสมได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด นอกจากนั้นการสะสมทุนมนุษย์ไม่มีค่าเสื่อม แต่กลับจะยิ่งเอื้อต่อการสะสมทุนมนุษย์ให้มีมากขึ้นไปอีกในอนาคต

การเพิ่มทุนมนุษย์ยังถือเป็นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน โดยการพัฒนาทักษะฝีมือของแรงงานจะเป็นการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างถาวรให้กับแรงงานเหล่านั้น นอกจากนั้นการพัฒนาทุนมนุษย์ยังถูกยกให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้ เนื่องจากการพัฒนาทุนมนุษย์ในผู้คนกลุ่มหนึ่งจะทำให้อุปทานของแรงงานมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่จะลดอุปทานแรงงานด้อยทักษะลง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างของแรงงานมีทักษะในสังคมปรับตัวลดลง ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานด้อยทักษะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น นั่นก็คือการที่ค่าจ้างแรงงานของผู้คนในสังคมปรับตัวเข้าใกล้กันมากขึ้นนั่นเอง

ด้วยความสำคัญทางเศรษฐกิจในหลากหลายประการ จึงไม่น่าแปลกใจที่แวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ของโลก จะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดย James Heckman นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลของมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ก็ถือเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กับหัวข้อของการพัฒนาทุนมนุษย์นี้ โดยบทบรรยายชิ้นหนึ่งของเขา ได้กล่าววิจารณ์นโยบายการพัฒนาทุนมนุษย์ ของประเทศสหรัฐอเมริกาไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งผู้เขียนจะขอนำเอาข้อคิดส่วนหนึ่งของบทบรรยายดังกล่าว มาถ่ายทอดให้สังคมไทยได้รับทราบในบทความนี้

เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าการพัฒนาทุนมนุษย์มักจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบการศึกษาของประเทศ โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ล้มเหลวของประเทศหนึ่ง มักจะถูกใช้เป็นหลักฐานแสดงถึงความล้มเหลว ของระบบการศึกษาในประเทศนั้นๆ ดังนั้นนโยบายปฏิรูปการศึกษา การปรับเปลี่ยนรูปแบบหลักสูตร การลดจำนวนนักเรียนต่อครูหนึ่งคน หรือการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของเด็กนักเรียน จึงมักจะถูกหยิบยกขึ้นมา เป็นประเด็นถกเถียง เมื่อเกิดปัญหาคุณภาพของแรงงานในสังคมต่างๆ

นอกจากนั้นปัจจัยที่กีดกันการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็ก ก็มักจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มักจะถูกให้ความสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปปัจจัยดังกล่าวจะรวมไปถึงการขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อใช้ในการศึกษา การขาดแคลนแรงงานภายในครัวเรือน หรือความบกพร่องในการรับรู้ถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการศึกษา เป็นต้น นโยบายให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจน หรือนโยบายเรียนฟรีภายใต้โรงเรียนสังกัดภาครัฐภายในท้องถิ่น จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ในระดับหนึ่งนโยบายเหล่านี้ก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ แต่การวิเคราะห์ถึงปัญหาเหล่านี้ มักจะยังมองข้ามประเด็นสำคัญหลายประการ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้รูปแบบของนโยบาย ในการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับประเทศ เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก

ใน ประการแรก นั้น กระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นกระบวนการที่ดำรงอยู่ตลอดชีวิต มันมิได้มีจุดเริ่มต้นมาจากการเข้าศึกษาภายในโรงเรียน แต่มันตั้งต้นมาตั้งแต่เด็กเริ่มลืมตาดูโลก โดยสิ่งแวดล้อมภายในบ้านจะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของเด็กในช่วงนี้ นอกจากนั้นกระบวนการเรียนรู้ก็มิได้มีจุดจบภายหลังจากสำเร็จการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ ยังเกี่ยวพันกับการพัฒนาทักษะฝีมือในที่ทำงาน  ไปจนถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นมากมายภายหลังจากจบการศึกษา

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความล้มเหลวในการพัฒนาทุนมนุษย์อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ มิใช่แต่เพียงปัญหาในระบบการศึกษา โดยความล้มเหลวดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งสิ่งแวดล้อมในครอบครัวอาจจะทำให้เด็กไม่มีแรงจูงใจในการใฝ่หาความรู้หรือพัฒนาความคิด หรืออาจจะเกิดขึ้นภายหลังการเข้าทำงาน ซึ่งการขาดกระบวนการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง หรือการคุ้มครองการจ้างงานที่สูงเกินไปก็อาจจะทำให้การพัฒนาทุนมนุษย์ขาดช่วงไป

ดังนั้นนโยบายในการพัฒนาทุนมนุษย์จึงควรจะมุ่งส่งเสริมกระบวนการภายนอกระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงเด็กก่อนวัยเรียน เนื่องจากการศึกษาเปรียบเทียบ รายงานวิจัยหลายงานให้ข้อสรุปว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์ของเด็ก ในช่วงนี้จะอยู่ในระดับสูงที่สุด และอาจจะสูงกว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงชีวิตอื่น รวมทั้งการพัฒนาในช่วงวัยเรียนหลายเท่าตัว

โดยผลตอบแทนที่สูงขึ้นนี้เกิดจากการที่ระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากนโยบายดังกล่าวที่ยาวนานที่สุด และนอกจากนั้นการพัฒนาทักษะ แรงจูงใจในการศึกษา ความรู้ ความคิด ก็ยิ่งก่อให้เกิดพัฒนาการต่างๆ ในด้านเหล่านี้เพิ่มเติมขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งสิ่งนี้จะยิ่งส่งเสริมให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ของการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงนี้ สูงมากขึ้นเป็นลำดับ

นอกจากการมองการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ต้องมีอยู่ตลอดชีวิตแล้ว ในประการที่สอง การวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนจากการพัฒนาทุนมนุษย์ ก็มิควรเจาะจงอยู่แต่เพียงผลลัพธ์ทางการพัฒนาในระดับสติปัญญาแต่เพียงเท่านั้น มีส่วนประกอบอีกหลากหลายที่จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานของแรงงานมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น นอกเหนือไปจากสติปัญญาของพวกเขา

สิ่งเหล่านี้ประกอบด้วยจริยธรรมในการทำงาน ความสามารถในการปรับตัว ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะทางสังคม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถสร้างเสริมได้ง่าย ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างเสริมสติปัญญา แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาสติปัญญาดังกล่าว

ถ้าหากผลตอบแทนในด้านต่างๆ เหล่านี้ถูกคิดรวมเข้าไปในนโยบายการพัฒนาทุนมนุษย์ กระบวนการพัฒนานอกเหนือจากระบบการศึกษาจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก และจะยิ่งตอกย้ำความสำคัญของกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ในช่วงเด็กก่อนวัยเรียน รวมไปถึงบทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองและสภาพแวดล้อมภายในและรอบๆ บ้าน มากยิ่งขึ้น

และใน ประการสุดท้าย เราก็ควรจะมีความเชื่อถือในความฉลาดของพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการเลือกสถานศึกษาที่เหมาะสมที่สุด ให้กับเด็ก นั่นคือสถานศึกษาต่างๆ ควรจะมีอิสระจากการควบคุมดูแลจากรัฐบาลมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการให้ความเคารพต่อการศึกษาที่ไม่เป็นทางการ เช่น การเรียนกับพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือการศึกษานอกโรงเรียนมากยิ่งขึ้น

มีหลักฐานงานศึกษาที่ชี้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะสามารถแยกแยะสถานศึกษา (หรือวิธีการศึกษา) ที่ดีออกจากส่วนที่ไม่มีคุณภาพได้ ถ้าพวกเขามีประสบการณ์จากการเลือกอย่างอิสระมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนอีกประการหนึ่งที่ชี้ว่า การแข่งขันก่อให้เกิดการพัฒนาในคุณภาพของสถานศึกษา ซึ่งหลักฐานนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นอีก ถ้าหากนำไปเปรียบเทียบกับระบบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมมากมาย แต่กลับไม่มีการพัฒนาคุณภาพมากนัก และนอกจากนั้นยังมีหลักสูตรการศึกษาห่างไกลจากสังคม และความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้นไปทุกทีด้วย

มุมมองที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมาจากบทบรรยายดังกล่าวนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับสังคมไทย โดยมุมมองเหล่านี้อาจจะดูขัดกับระบบการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระบบการรับเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมของประเทศไทย มุมมองต่อการแก้ไขปัญหาค่านิยมและจริยธรรมของเยาวชนในปัจจุบัน การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือสวัสดิการสังคมต่อคนยากจน สภาพแวดล้อมในการทำงานในหลายสถานที่ รวมไปถึงสภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มครอบครัวด้อยโอกาสด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้มีผลกระทบต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์รวม และจะส่งผลต่อความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในท้ายที่สุด

นอกจากนั้นผู้เขียนยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สังคมไทยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ในสังคมยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย

หมายเหตุ : บทบรรยายที่ถูกอ้างอิงในบทความ คือ Heckman, J. J. (2000). Policies to foster human capital. Research in Economics, 54, 3-56.

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

 

กลับหน้าแรก