พันธกรณีหลังการแปรรูปฯ

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล   ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 12 เมษายน 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3574 (2774)

ข้อโต้แย้งถึงผลดีหรือผลเสียของการแปรรูปรับวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ โดยเฉพาะด้านไฟฟ้า และประปานั้น ยังมีอีกประเด็นหนี่งที่รัฐบาลยังไม่ได้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนเกิดความกระจ่าง นั่นคือ พันธกรณีของไทยกับองค์การค้าโลกและข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีกับสหรัฐภายหลังการแปรรูปฯ

พันธกรณีนี้โยงไปถึงอำนาจอธิปไตยของชาติในการกำหนด และตัดสินใจในเรื่องนโยบายที่สำคัญของชาติ และความมั่นคงของสังคมไทย

เพราะว่าประเทศไทยกำลังจะทำสัญญาการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสัญญาการค้าเสรีกับสหรัฐ จะใช้กรอบที่สหรัฐ ทำกับสิงคโปร์ และชิลีนั้นครอบคลุมถึงเรื่องการคุ้มครองบริษัทของสหรัฐ และต่างชาติ จากมาตรการ หรือนโยบายต่อต้านการแข่งขัน และการผูกขาดตลาดตามหลักการ ปฏิบัติเหมือนคนในชาติ (national treatment) และการให้เอกสิทธิ์ต่อทุกชาติเหมือนกัน (most-favour- nation)

หลักการทั้งสอง ซึ่งเป็นหัวใจของการค้าเสรีขององค์การค้าโลก หมายความว่า บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน หรือเข้ามาถือหุ้น หรือร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย จะต้องได้รับการปฏิบัติไม่น้อยกว่าเจ้าของประเทศ และต้องให้สิทธินี้กับทุกๆ ชาติด้วยเมื่อให้สิทธิกับชาติใดชาติหนึ่ง มิฉะนั้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ผ่านอนุญาโตตุลาการได้

แต่ถ้ากิจการเหล่านี้ไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เป็นกิจการที่รัฐบาลดำเนินการ เพื่อให้บริการประชาชน ก็ไม่ต้องเข้าข่ายที่ต้องปฏิบัติตาม กฎกติการขององค์การค้าโลกและข้อตกลงการค้าเสรีในด้านการบริการ

แต่ถ้ารัฐบาลนำกิจการสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อใด ไม่ว่าจะนำหุ้นเข้าขายเพียงร้อยละ 10 หรือร้อยละ 5 ก็จะต้องเข้าข่ายในการปฏิบัติตาม ข้อตกลงขององค์การค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นหมายความว่าจะไม่ให้บริษัทพลังงานของต่างชาติ เช่น บริษัทของรองประธานาธิบดี ดิ๊ก เชนนีของสหรัฐ ที่เข้าไปประมูลได้งานในประเทศอิรัก เกือบทั้งหมด เข้ามาเปิดกิจการแข่ง หรือเข้ามาซื้อหุ้นก็จะทำไม่ได้ หรือเมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามาถือหุ้นแล้ว หรือเข้ามาเปิดกิจการแข่งแล้ว แต่รัฐต้องการควบคุมราคา เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ก็จะเข้าข่ายการถูกฟ้องร้องตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีทันที ดังนั้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จึงไม่ใช่ประเด็นภายในประเทศอีกต่อไป แต่เป็นการนำอธิปไตยของชาติไปขึ้นต่ออนุโญตุลาการต่างชาติ และมูลค่าที่จะต้องจ่ายในระยะยาวนั้นมหาศาลเหลือเกินครับ

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังเร่งดำเนินการในขณะนี้ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และประท้วงทั้งในกรณี กฟผ. และการประปานั้น ถ้ารัฐบาลเดินหน้าต่อตามคำประกาศ ของท่านนายกฯทักษิณ ก็จะส่งผลถึงชะตากรรมของชาติ และประชาชนไทยในอนาคตอย่างน่าเป็นห่วงยิ่ง เพราะว่ามีบทเรียนที่รัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้เลยดังนี้

กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรี ได้ศึกษาบทเรียน ของประเทศภาคีสมาชิก ของข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ที่มีชื่อย่อว่า นาฟต้า นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมามีข้อมูลว่า บริษัทอเมริกันได้ฟ้องเอาผิดกับรัฐบาลแคนาดา และแคนาดาเป็นฝ่ายแพ้ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับบริษัทอเมริกันคิดเป็นเงิน 2 หมื่น 4 พันล้านบาท และยังมีคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอีกหลายคดีที่รัฐบาลแคนาดาถูกเรียกค่าเสียหายเป็นเงินอีกหลายพันล้านบาท

ตัวอย่างหนึ่งคือ รัฐบาลแคนาดา สั่งห้ามบริษัทเคมีอเมริกัน นำเข้าสารเอ็มเอ็มที ที่ใช้เติมน้ำมันรถยนต์ เพื่อป้องกันการน็อกของเครื่องยนต์ เนื่องจากก่อให้เกิดสารพิษในอากาศ ทำให้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพนั้น เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เหมือนคนในชาติ เพราะประเทศแคนาดาไม่ได้ห้ามการผลิตสารนี้ในประเทศเพื่อการส่งออก

อนุญาโตตุลาการได้ตัดสินให้รัฐบาลแคนาดา แพ้และต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับบริษัท เอทธิล คอร์ปอเรชั่นของอเมริกาเป็นเงิน 8 พันล้านบาทด้วยเหตุผลที่ว่า การขาดทุน และเสียโอกาสในกำไรที่จะได้ในอนาคต เท่ากับเป็นการยึดทรัพย์ของนักลงทุนอเมริกันทางอ้อม

ประเทศเม็กซิโกก็ถูกฟ้องร้องในทำนองเดียวกัน ด้วยหลักการเดียวกันจนต้องแพ้คดีไปแล้วหลายคดี ต้องจ่ายค่าเสียหายไปหลายพันล้านบาทแล้ว และยังมีคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอีกหลายคดี คิดเป็นมูลค่าที่ต้องจ่ายหลายหมื่นล้านบาท

จากบทเรียนนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้า การประปา การไปรษณีย์ การทางพิเศษฯ หรือองค์การเภสัชกรรม ถ้าหากว่าต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการแข่งหรือซื้อหุ้น รัฐบาลก็จะจำกัดหรือควบคุมไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อรัฐบาล (ผู้ถือหุ้นใหญ่) คิดราคาค่าสาธารณูปโภคต่ำตามคำสัญญาหรือให้การอุดหนุนว่าจะไม่ขึ้นราคาค่าบริการ หรือห้ามเขาซื้อหุ้น ก็อาจจะถูกดำเนินคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลได้ เพราะเลือกปฏิบัติไม่เหมือนคนในชาติ เพราะทำให้บริษัทที่เขาเข้ามาลงทุนขาดโอกาสทำกำไรในอนาคตเป็นเวลา 30 ปี หรือ 50 ปี ก็ได้ (เหมือนกรณีที่บริษัทบีอีซีแอล คำนวณค่าเสียโอกาส มาโก่งราคาค่าหุ้นรถไฟฟ้าที่รัฐบาลต้องการซื้อคืนทั้งๆ ที่รถยังไม่ได้วิ่งสักหนึ่งเที่ยว) จึงเท่ากับถูกยึดทรัพย์ทางอ้อม รัฐบาลจึงต้องจ่ายชดเชยให้เขา ดังนั้นประชาชนจะต้องรับกรรมทั้งขึ้นทั้งล่อง

หรือแม้แต่ระบบการศึกษา ซึ่งรัฐบาลในอนาคตจะให้การอุดหนุนไม่ได้อีกต่อไป เมื่ออนุญาตให้ต่างชาติ เข้ามาเปิดโรงเรียนในประเทศไทย เพราะว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และเลือกปฏิบัติ

นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นที่ผู้ต้องการนำรัฐวิสาหกิจไปขายในตลาดหุ้น ต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ประชาชนกระจ่างให้ได้

คำถามแรกคือ ที่อ้างว่าทำด้วยความโปร่งใส แต่ทำไมจึงไม่กล้าจัดให้ประชาชน ลงประชามติตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 3 ที่กำหนดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

คำถามที่สองคือ มีตัวอย่างในประเทศไหนบ้าง ที่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการแล้ว ประชาชนไม่เดือดร้อน ราคาไม่เพิ่มขึ้น บริการดีขึ้น ตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ อเมริกา ที่ประเทศอังกฤษ ที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บราซิล เม็กซิโก และอาร์เจนตินา ล้วนยืนยันว่า หลังการแปรรูปแล้ว บริการแย่ลง เพราะมีการปลดพนักงานเพื่อลดต้นทุน มีการขึ้นราคา เพื่อทำกำไรสูงสุดให้กับผู้ซื้อหุ้น และมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นประจำเพราะไม่มีแรงจูงใจให้มีการลงทุนเพิ่ม เนื่องจากเป็นกิจการผูกขาด

คำถามที่สามคือ การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจและให้บริการด้านสาธารณูป โภคและสาธารณูปการเป็นพันธกิจ (mandate) และข้อผูกมัด (obligations) ที่ประชาชนมอบหมายให้รัฐทำหน้าที่แทนตนมิใช่หรือ พันธกิจนี้ก็ไม่ได้แตกต่าง กับการจัดตั้งกองทัพเพื่อปกป้องแผ่นดิน เช่นเดียวกับการจัดตั้งสำนักงานตำรวจเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม เช่นเดียวกับการจัดตั้งโรงเรียน และมหาวิทยาลัยเพื่อให้คนในชาติมีการศึกษา เช่นเดียวกับการจัดตั้งโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อให้การรักษาพยาบาลประชาชนที่เจ็บป่วย เช่นเดียวกับการสร้างถนนเพื่อให้ประชาชนได้สัญจรอย่างสะดวก ฯลฯ

พันธกิจเหล่านี้ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่ทำหรือทำได้ไม่ดีถือว่าบกพร่องในหน้าที่ จึงไม่สมควรที่จะอยู่ทำหน้าที่บริหารงานของประชาชนต่อไป ก่อนจะถูกขับไล่เหมือนผู้นำเฮติ และเกาหลีใต้

พันธกิจเหล่านี้ล้วนใช้เงินภาษีอากรของประชาชนมาดำเนินการ เป็นค่าใช้จ่ายทางสังคมที่ประชาชนยินดีจ่าย เพื่อความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในชีวิตของตน แต่ทำไมจู่ๆ สมุห์บัญชี (กระทรวงการคลัง) ที่ประชาชนจ้างมาทำบัญชี และบริหารค่าใช้จ่ายของเรา กลับมาทำตัวเป็นเจ้าของเงินเสียเอง โดยมาบงการว่าค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูป โภคและสาธารณูปการเป็นภาระต่อตัวสมุห์บัญชี จึงต้องนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาขายเสีย

คำถามที่สี่ คือ การระดมทุนในตลาดหุ้น จะทำได้อย่างไรโดยไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะผู้ที่ซื้อหุ้นไม่ได้ต้องการจ่ายเงินทำบุญ แต่ต้องการหวังผลกำไรสูงสุด ดังนั้นผู้บริหาร ก็ต้องบริหาร ให้กิจการที่เป็นพันธกิจของรัฐมีกำไร เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นโดยการขึ้นราคาค่าบริการ เหมือนทุกๆ ประเทศที่เคยแปรรูปฯมาแล้ว ดังนั้นคำมั่นสัญญาว่าเมื่อแปรรูปฯ แล้ว ราคาจะไม่ขึ้น และประชาชนจะไม่เดือดร้อน จึงเป็นการโกหกอย่างซึ่งๆ หน้า ไม่เพียงแค่นั้น อุตสาหกรรมของคนไทยทั้งหมด ก็ต้องเพิ่มต้นทุน และสูญเสียศักยภาพ ของการแข่งขันในตลาดโลกไปด้วย

คำถามที่ห้า คือ ทำไมปกปิดกระบวนการเสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีบริษัทนายหน้าเป็นผู้จัดสรรให้ลูกค้าขาใหญ่ และสถาบันการเงินทั้งไทย และเทศก่อน มิใช่ว่าประชาชนที่ไปเข้าคิวจองตั้งแต่ตีสี่ แล้วจะซื้อหุ้นได้ดังที่ป่าวประกาศว่า การนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น คือ การขายให้ประชาชน

ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามทั้งหมดข้างต้นอย่างไม่เอาสีข้างเข้าถูได้ ก็มีทางออกเดียวครับ คือ การคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชน โดยจัดให้ประชาชนลงประชามติตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 3 ที่กำหนดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พร้อมทั้งการออกกฎหมายมารองรับผลและดำเนินการตามผลของการลงประชามติ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

 

กลับหน้าแรก