บทเรียนการปราบปรามคอร์รัปชั่น

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  นวลน้อย ตรีรัตน์  มติชนรายวัน  วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9525

แม้ว่าประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามคอร์รัปชั่นในระดับสูง แต่ 6 ปีที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญใหม่ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพประเทศไทยที่ใสสะอาดได้มากนัก แม้ว่าจะมีการดำเนินการที่สำเร็จในหลายๆ ราย แต่ที่ยังเป็นปัญหาก็ยังมีค่อนข้างมาก ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า ตราบใดที่โครงสร้างทางการเมืองยังมีความโยงใยทางผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองและนักธุรกิจในระดับสูง ตราบใดที่อำนาจหรือพลังทางการเมืองของภาคประชาชนยังมีค่อนข้างน้อย การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นก็คงเป็นไปอย่างตามมีตามเกิด ตามจังหวะเวลา และตามโอกาสเท่านั้น

บทความนี้ต้องการเปรียบเทียบกรณีการปราบปรามคอร์รัปชั่นกรณีใหญ่ 2 กรณี ได้แก่ การก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียรวมที่คลองด่าน และการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข

ความเป็นมา

โครงการการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียรวมคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นโครงการที่เกิดจากความต้องการแก้ปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นเขตที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก โครงการนี้มีการเซ็นสัญญาว่าจ้างกลุ่มกิจการร่วมค้า NVSPKG ซึ่งประกอบด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการก่อสร้างหลายบริษัทด้วยกัน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 โดยโครงการนี้มีมูลค่าถึง 23,701 ล้านบาท เดิมขออนุมัติโครงการไว้เพียง 13,612 ล้านบาท และมีการขอปรับเพิ่มขึ้นในภายหลังถึงกว่าร้อยละ 70

ทั้งนี้โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียรวมคลองด่าน เป็นโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถูกคัดค้านจากกลุ่มชาวบ้านชุมชนคลองด่านตลอดมาตั้งแต่ต้น มีข้อร้องเรียนว่าเป็นโครงการที่ไม่มีความโปร่งใส มีการทุจริตการจัดซื้อที่ดินของโครงการ และเป็นโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อชาวชุมชนคลองด่านค่อนข้างมาก

ส่วนการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 1,400 ล้านบาท เกิดขึ้นในปี 2541 หลังประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และมีการปรับลดงบประมาณประจำปี 2541 ลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตามในช่วงต้นปี 2541 รัฐบาลได้ปรับเพิ่มงบประมาณบางกระทรวงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กระทรวงสาธารณสุขก็ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ซื้อยาและเวชภัณฑ์จำนวน 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาของคดีทุจริตยา 1,400 ล้านบาท ที่ครอบคลุมการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์หลายสิบจังหวัด กรณีทุจริตถูกเปิดโปงโดยชมรมแพทย์ชนบท และเภสัชชนบท และจากกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน 30 องค์กร และได้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ผลการตรวจสอบ

ถึงแม้ว่าชุมชนชาวคลองด่านจะได้มีการร้องเรียน และคัดค้านการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียรวมที่คลองด่าน มาตั้งแต่ต้นไปยังหลายหน่วยงาน แต่ก็ไม่มีผลในการที่จะก่อให้เกิดการตรวจสอบโครงการนี้อย่างชัดเจน

จนกระทั่งเมื่อมีการจัดตั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นรัฐมนตรีคนแรก และกรมควบคุมมลพิษซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องได้ถูกโอนมาอยู่ที่กระทรวงนี้ กรณีคลองด่าน จึงได้ถูกนำขึ้นมาพิจารณาสอบสวน และตรวจสอบอย่างจริงจัง (ทั้งนี้การตรวจสอบเกี่ยวข้อง กับการที่เอกชน ได้มีการเรียกร้องให้รัฐ จ่ายเงินค่าเสียหาย จากความล่าช้าของโครงการ โดยอ้างถึงการประท้วงของชาวบ้าน ประมาณ 6,000 กว่าล้านบาท) ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีทั้งคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องการบริหารสัญญา

ซึ่งผลการตรวจสอบทำให้รัฐบาลได้ประกาศหยุดการก่อสร้าง ซึ่งได้ดำเนินการไปเกือบร้อยละ 90 แล้ว เพราะพบว่าสัญญาระหว่างรัฐและเอกชนน่าจะเป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มต้น

ด้วยเหตุผลว่า ตามคุณสมบัติของเอกชนที่จะมาดำเนินการได้ จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสีย แต่ปรากฏว่าบริษัทนอร์ทเวสต์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดน้ำเสีย ได้ขอถอนตัวจากกิจการร่วมค้าตั้งแต่ต้นแล้ว แต่กรมควบคุมมลพิษก็ยังปล่อยให้กิจการร่วมค้าดำเนินการต่อไป ในปัจจุบันได้มีการฟ้องร้องเอกชนเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงินที่จ่ายไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาทคืน

ขณะเดียวกันกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการฟ้องทางอาญากับกิจการร่วมค้าในข้อหาฉ้อโกงด้วย ส่วนกรณีการทุจริตพบว่า ในกรณีการจัดซื้อที่ดินของโครงการ มีที่ดินที่มีการออกโฉนดโดยมิชอบถึง 5 แปลง และราคาที่ดินก็แพงกว่าที่ควรจะเป็นค่อนข้างมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้พัวพันถึงทั้งนักการเมือง ข้าราชการในกรมที่ดิน และในกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้มีการส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อแล้ว

ส่วนกรณีทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ทั้งนี้ในช่วงที่กระแสการต่อต้านสูงมากๆ ในปี 2541 และ 42 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบ และได้มีการลงโทษการทุจริตยาใน 5 จังหวัดแรก ซึ่งได้แก่ นราธิวาส พังงา ฉะเชิงเทรา นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา อย่างเข้มงวด

โดยได้มีการลงโทษไล่ออกข้าราชการระดับสูงในกระทรวงที่พัวพัน 2 คน และปลดออกสาธารณสุขจังหวัด ทั้ง 5 จังหวัด รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยในสมัยนั้นต้องลาออก ปลัดกระทรวงถูกย้าย

และต่อมานายจิรายุ จรัสเสถียร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินลงโทษจำคุก 6 ปี ในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ

ซึ่งเป็นที่มาของการเปิดบันทึกลับทางการเงิน และการโอนเงินทางธนาคารที่สามารถเอาผิดกับนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ในที่สุด โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อ่านคำพิพากษาว่า นายรักเกียรติ สุขธนะ มีความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของตน กรณีเรียกรับสินบนจากบริษัทยาจำนวน 5 ล้านบาท และตัดสินให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 15 ปี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 แต่ขณะนี้ทางตำรวจยังไม่สามารถจับกุมนายรักเกียรติ สุขธนะ ไปลงโทษตามคำพิพากษาได้

บทเรียนการต่อต้านการคอร์รัปชั่น

จากบทเรียนการต่อต้านการทุจริตยาฯ พบว่ายิ่งระยะเวลายาวนานเท่าไร โอกาสที่จะนำผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดมาลงโทษยิ่งลดลงทุกที กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกหลายชุดเพื่อสอบสวนองค์การเภสัชกรรม และการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในอีก 34 จังหวัด ซึ่งถูกร้องเรียนด้วยว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ผลปรากฏว่ามีการจัดตั้งกรรมการซ้อนไปมาเพื่อพิจารณาใหม่หลายครั้ง มีการลงโทษเพียงสถานเบา คือการว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น

เมื่อนำบทเรียนของกรณีทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์มาพิจารณาในกรณีของบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่าน พบว่า

-- ความรุนแรงของปัญหาในกรณีของคลองด่านมีอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมูลค่าถึง 20,000 กว่าล้านบาท และรัฐได้เรียกร้องค่าชดเชยเงินที่จ่ายไปแล้วคืนจากเอกชน ขณะเดียวกันเอกชนก็ได้มีการเรียกร้องไว้ก่อนแล้วให้รัฐชดใช้จากความล่าช้าของโครงการถึง 6,000 กว่าล้าน โครงการนี้มีความโยงใยเกี่ยวพันกับนักการเมืองหลายพรรค และกลุ่มทุนก่อสร้างขนาดใหญ่

-- มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ กล่าวคือ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการสอบสวนกรณีคลองด่านอย่างจริงจัง ถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมีนาคม 2547 ยังไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ จากรัฐมนตรีคนใหม่ว่าคิดอย่างไรกับโครงการนี้ และจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อ ขณะที่ในทางการเมือง หัวหน้าพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับกรณีคลองด่าน ก็มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่าอาจกลับเข้ามาร่วมรัฐบาลอีก ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นชุดใหม่ ซึ่งกรณีนี้คงเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญถึงทั้งรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่เช่นเดียวกันว่าจะมีความเอาจริงเอาจังกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่

-- ความสำเร็จประการที่สำคัญของกรณีการต่อต้านการทุจริตยาฯ อยู่ที่ความร่วมแรงร่วมใจของคนกลุ่มต่างๆ ที่อยากจะเห็นคนที่กระทำผิดถูกลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กรณีคลองด่านก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าสาธารณชน และสื่อมวลชนไม่ร่วมมือ เกาะติดเรื่องนี้อย่างจริงจัง กรณีนี้ก็อาจจะกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง ของกลุ่มการเมือง และเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก