|
การแปรรูปกิจการไฟฟ้าในประเทศไทย
บทความพิเศษ โดย วงกต วงศ์อภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ wongkot_w@yahoo.com มติชนรายสัปดาห์ หน้า 29 วันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1233 ไฟฟ้าถือได้ว่าเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของทุกประเทศ ในประเทศไทยนั้น รัฐบาลไทยเป็นฝ่ายจัดดำเนินการด้านกิจการไฟฟ้าเพียงฝ่ายเดียว โดยผ่านรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 3 แห่ง คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตและจัดส่งไฟฟ้าแรงสูงเพื่อขายให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในกิจการไฟฟ้าของประเทศ ในยุคปัจจุบันนั้น เริ่มที่มติ ครม. วันที่ 25 กรกฎาคม 2543 และ 3 ตุลาคม 2543 ที่ได้เห็นชอบในข้อเสนอการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า และการจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Power pool) คือการมีองค์กรกลางคอยควบคุมกิจการไฟฟ้า โดยผู้ใช้ไฟฟ้ามีอิสระในการเลือกซื้อไฟฟ้า จากกิจการผลิตไฟฟ้าที่ต้องแข่งขันกันเอง เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาเลือกซื้อไฟฟ้าจากของตนเอง โดยที่ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ในขณะนั้น และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง รับไปดำเนินการตามแผนการ ซึ่งผลที่ออกมาคือ มีการยกเลิกแนวคิด Power pool ในเวลาต่อมา เนื่องจากในมุมมองของคนจากการไฟฟ้าทั้งสามแห่งนั้น ถือว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ก้าวกระโดดและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกิจการไฟฟ้าอย่างพลิกหน้ามือ (จากกิจการผูกขาดธรรมชาติ โดยภาครัฐควบคุมทุกอย่าง) เป็นหลังมือ (เป็นกิจการที่เปิดเสรีทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้า เลือกซื้อและเลือกขายได้อิสระ) มากเกินไป - กิจการไฟฟ้าในประเทศไทยในอดีต ก่อนที่จะเข้าถึงการแปรรูป กฟผ. ที่กำลังร้อนฉ่าจนอาจไปลวกถูกมือใครหลายคนแล้วนั้น ขออธิบายพื้นฐานของกิจการไฟฟ้าให้ทราบเบื้องต้นก่อน โดยสากลแล้วกิจการไฟฟ้านั้นประกอบด้วย 4 ระบบหลัก คือ ระบบผลิต (Generation) เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ บางปะกง หรือ เขื่อนภูมิพล ระบบส่ง (Transmission) คือ การนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบผลิต โดยใช้สายส่งแรงสูง ไปสู่สถานีแปลงไฟฟ้าต่างๆ ระบบจำหน่าย (Distribution) คือการนำไฟฟ้าที่ถูกแปลงแล้ว จำหน่ายไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น โรงงาน อาคารราชการ หรือบ้านเรือนทั่วไป และ กิจการค้าปลีก (Retail) ซึ่งครอบคลุมถึงการออกบิลค่าไฟ และการชำระเงินค่าไฟต่างๆ ในประเทศไทยนั้น ระบบผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของ กฟผ. (ประมาณ 59% ในสิ้นปีงบประมาณ 2545 เพราะไทยมีเอกชนนำโดยผู้ผลิตไฟฟ้าไฟฟ้าอิสระ หรือ IPP และผู้ผลิตรายเล็ก หรือ SPP มาคอยเป็นกำลังเสริมช่วย กฟผ. แบ่งเบาภาระในการผลิตไฟฟ้าด้วยอีกประมาณ 41%) ส่วนระบบส่งไฟฟ้า ที่เปรียบเสมือนถนนให้กระแสไฟฟ้าเดินทางนั้น ทั้งหมดอยู่ในความดูแลของ กฟผ. ส่วนระบบจำหน่ายไฟฟ้าและการบริการค้าปลีกนั้นอยู่ในความดูแลของ กฟน. และ กฟภ. เท่านั้น สรุปคือ กฟผ. ทำการผลิตไฟฟ้าเกือบทั้งหมดส่งขายให้แก่ กฟน. และ กฟภ. หรือขายตรงบ้าง เพื่อจัดจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ จึงสามารถกล่าวได้ว่ากิจการไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นกิจการที่ผูกขาด และ กฟผ. มีบทบาทสำคัญมากกว่าอีก 2 การไฟฟ้ามาก ในแง่ของคุณภาพไฟฟ้านั้น จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า ประเทศไทยมีราคาค่าไฟที่ถูกมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และเราใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ เรายังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศ (Black Out) เป็นเวลาหลายชั่วโมง ในแบบที่เคยประสบมาในหลายประเทศ เช่น อเมริกา อังกฤษ หรือ อิตาลี อีกทั้งสถิติการเกิดไฟฟ้าดับในประเทศ และสัดส่วนประชากรที่สามารถเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าได้นั้น ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นตามลำดับ นี่นับเป็นสิ่งที่เราคนไทย สามารถภูมิใจในกิจการไฟฟ้าของประเทศได้แบบไม่อายใคร - ปัญหาของกิจการไฟฟ้าในปัจจุบัน แม้ว่าการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทำหน้าที่ได้ดีนับแต่ก่อตั้ง แต่สิ่งที่เติบโตพร้อมกับการขยายกิจการไฟฟ้าคือ เงินลงทุนซึ่งมาจากแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศที่มีปริมาณมากขึ้นเป็นเงาตามตัว หากจำกัดเฉพาะ กฟผ. แล้ว แม้ว่าการลงทุนบางส่วนมาจากกำไรจากการดำเนินการเอง (ซึ่ง กฟผ. ได้กำไรในสิ้นปีงบประมาณ 2546 ที่ 27,350 ล้านบาท แต่ ยังมีหนี้สินที่ประมาณ 236,000 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวม เกือบ 4 แสนล้านบาท) แต่การลงทุนหลักของ กฟผ. ยังคงมาจากการกู้เงินจากต่างประเทศอยู่ โดยในเบื้องต้นมาจากธนาคารโลก หรือ ADB แต่หลังจากที่กิจการไฟฟ้าเริ่มพัฒนามากขึ้น แหล่งเงินกู้ขั้นต้นจึงลดบทบาทลง ทำให้ กฟผ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดีของประเทศไทยจำเป็นต้องเสาะหาแหล่งเงินกู้ใหม่ และด้วยความที่เป็นรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินและเงินกู้ยืม หรืออาจกล่าวได้ว่า ประชาชนผู้เสียภาษีเป็นผู้ร่วมรับภาระค้ำการกู้โดยอ้อมด้วย นอกจากปัญหาเรื่องหนี้สินแล้ว ยังคงมีอีกปัญหาที่รอคอยการจัดการอยู่คือ ปัญหาความไม่พอเพียงและความไม่มั่นคงของพลังงานไฟฟ้าในอนาคต ในปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมอยู่ที่ประมาณ 25,000 MW คิดเป็นกำลังสำรองอยู่ที่ 25% จากการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจริง (Peak) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่18,247 MW ในวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา และอาจมีแนวโน้มที่ค่า Peak นี้ จะสูงถึง 20,000 MW ในเดือนเมษายนนี้ แม้ว่าตัวเลขสำรองที่ 25% นี้ดูเหมือนว่าได้สำรองไว้มาก แต่จริงๆ แล้วนั้น โรงไฟฟ้าทุกแห่งจะต้องมีการซ่อมบำรุงประจำปี โดยจะสลับกันทำตามแต่ละเดือนไป อันจะส่งผลให้ปริมาณไฟฟ้าสำรองจริงของประเทศนั้น จะต้องต่ำกว่า 25% (เมื่อใดที่ไฟฟ้ามีกำลังสำรองที่ต่ำลงเรื่อยๆ นั่นย่อมหมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับในบางพื้นที่ย่อมสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน) และยังต้องรวมไปถึงปัญหาความไม่แน่นอนของการจัดส่งเชื้อเพลิงเช่นก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ และเมื่อพิจารณาถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทางรัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้นั้น กำลังไฟฟ้าสำรองนี้จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ หากเรายังไม่มีการวางแผนที่จะจัดหาพลังงานไฟฟ้ามาเพิ่มเติมจากปัจจุบัน โดยควรสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสม เช่น ไม่ควรที่จะเอนเอียงไปในการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากจนเกินไปถึงเกือบ 80% ดังเช่นปัจจุบัน ปัญหาหลักอย่างสุดท้ายคือการขาดประสิทธิภาพขององค์กรและการจัดการบุคลากรในการไฟฟ้า ด้วยความที่ กฟผ. เป็นองค์กรใหญ่ที่ตั้งมานาน มีการจัดการแบบรวมอำนาจไว้จุดเดียว รวมไปถึงในบางครั้งมีการแทรกแซงนโยบายจากการเมืองในการบริหารงาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งหมดนี้ จึงทำให้เกิดแนวคิดการแปรรูปขึ้น - สถานการณ์ปัจจุบัน จากแนวทาง Power Pool ที่ถูกเสนอโดน สพช. และมีมติยกเลิกใน 9 กันยายน 2546 ทางกระทรวงพลังงานได้เสนอแนวทางอีกแนวทางใหม่ในวันที่ 9 ธันวาคม เรียกว่า ESB (Enhanced Single Buyer) ซึ่งเป็นแนวทางที่อยู่ในความสนใจของหลายฝ่ายในขณะนี้ โดยรายละเอียดต่างๆ ของระบบ ESB นี้ จะไม่ขอลงในรายละเอียดทางเทคนิค แต่จะขอสรุปออกมาเป็นเรื่องที่สำคัญๆ ดังนี้ ประการแรก จะมีการตั้งองค์กรกำกับและดูแลกิจการไฟฟ้า ในรูปคณะกรรมการจำนวน 7 คน เพื่อทำหน้าที่พยากรณ์การใช้ไฟฟ้า กำหนดนโยบาย รวมถึงกฎกติกาต่างๆ การกำกับราคา และรักษาความมั่นคงและคุณภาพต่างๆ โดยการแต่งตั้งนี้มาจากการที่ รมว.พลังงาน แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาก่อน จากนั้นกรรมการสรรหาจะคัดเลือกกรรมการที่หลากหลายคุณวุฒิเพื่อนำเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติ ออกมารวม 6 คนมีอายุงานสมัยละ 5 ปี จากนั้นกรรมการทั้ง 6 คนนั้น จะไปสรรหาบุคคลที่ 7 ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสำนักงาน หรือ CEO ขององค์กรมีอายุงานคราวละ 4 ปี องค์กรกำกับดูแลนี้ มีความสำคัญมากและจะมีบทบาทหลักในการกำหนดทิศทางกิจการไฟฟ้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ หรือราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ดังนั้น การแต่งตั้งกรรมการสรรหาเพื่อทำการสรรหาคณะกรรมการชุดนี้ จึงจำเป็นจะต้องให้มีการโปร่งใสอย่างที่สุด ต้องไม่เป็นคนของใคร และควรจะต้องมีการให้อำนาจ หรือดาบแก่คณะกรรมการชุดนี้อย่างเหมาะสมและชัดเจนเพียงพอ เพื่อให้คณะกรรมการสามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ ประการที่สอง จะนำกิจการ กฟผ. ซึ่งเดิมเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดย รมต.พลังงาน ได้ประกาศว่าจะคงสัดส่วนหุ้นที่รัฐบาลถืออยู่ที่ร้อยละ 75 และแบ่งหุ้นร้อยละ 25 ที่เหลือให้แก่พนักงานและประชาชนทั่วไป ซึ่งนี่คือเรื่องใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจ และในเรื่องๆ เดียวนี้ จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ในหลายลักษณะ หากปราศจากการจัดเตรียมกฏเกณฑ์ไว้รองรับที่เพียงพอ หากรัฐต้องการจะแปรรูปกิจการ รัฐบาลเองจะต้องมีการรับประกันให้แก่ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีแก่รัฐและเป็นเจ้าของ กฟผ. ที่แท้จริงให้ได้ ถึงความมั่นใจในสัดส่วน 75% นั้นว่าจะต้องไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น โดยอาจต้องออกกฎเกณฑ์ต่างๆ มาบังคับ เพื่อให้ประชาชนแน่ใจอย่างที่สุดว่า ไฟฟ้าที่เขาต้องใช้นั้น เขาในฐานะประชาชนคนหนึ่งยังคงมีสภาพเป็นเจ้าของร่วมในกิจการอยู่ต่อไป และแน่นอนว่า ภาครัฐเองจะต้องมีการชี้แจงถึงขั้นตอนการกระจายและจำหน่ายหุ้นในส่วน 25% นั้นให้ชัดเจน ต้องมีมาตรการใดที่ป้องกันไม่ให้มีใครที่สามารถถือหุ้นของ กฟผ. มากจนเกินความเหมาะสม ตรงนี้ทำได้ไหม ไม่ใช่เหมือนครั้งของ ปตท. ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาสองสามอึดใจ บางคนยังไม่ทันได้เขียนใบขอจองหุ้นเลย แต่หุ้นถูกขายไปหมดให้ใครก็ไม่ทราบจนหมดไปก่อนแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลเองจะนำการแปรรูปของ กฟผ. ไปเทียบกับกิจการอื่นๆ ที่เคยแปรรูปไปแล้วโดยตรงไม่ได้ เนื่องจาก กฟผ. ต่างจากกิจการสาธารณูปโภคอื่นที่เป็นแนวหน้าในการแปรรูปสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น กิจการโทรศัพท์ หรือ กิจการปิโตรเลียม เนื่องจากไฟฟ้าเป็นกิจการที่มีขนาดองค์กรที่ใหญ่กว่า ส่งผลกระทบรุนแรงเป็นวงที่กว้างกว่า และที่สำคัญคือ ลักษณะการแข่งขันของกิจการก่อนแปรรูปสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น มีความแตกต่างกัน เช่น กิจการโทรศัพท์และกิจการน้ำมันในขณะนั้นเป็นกิจการที่ไม่ได้มีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติเหมือนไฟฟ้า อีกทั้งมีการแข่งขันในตลาดอย่างเข้มข้นและดุเดือดมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในส่วนที่จะคล้ายกิจการไฟฟ้ามากกว่าคือในส่วนของ ปตท. ฝ่ายก๊าซธรรมชาติ ที่มีการผูกขาดการจัดการสัมปทานต่างๆ โดยภาครัฐเท่านั้น ประการที่สาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือ กิจการในส่วนระบบส่ง ซึ่งเดิมทีอยู่ในการดูแลของ กฟผ. ระบบส่งนี้มีความสำคัญเปรียบเสมือนถนนที่ทำหน้าที่รองรับให้รถวิ่งผ่าน ดังนั้น คนที่มีหน้าที่ควบคุมการใช้รถบนท้องถนนจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติว่า รถคันใดจะให้ใช้ถนนสายนี้โดยมีค่าธรรมเนียมต่ำ ขณะที่รถบางคันที่อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการใช้ถนนที่แพงกว่า เพราะรถที่ออกจากบ้านมาใช้ถนนเพื่อไปหาจุดหมายนั้น เปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ออกมาจากแต่ละโรงไฟฟ้าและวิ่งไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้านั่นเอง นอกจากนี้ ระบบส่งยังมีสินทรัพย์แฝงคือที่ดินที่อยู่ตามแนวสายไฟแรงสูงต่างๆ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามหาศาล กรรมสิทธิ์ตรงนี้จะไปตกอยู่ที่ใคร รัฐบาลเองจะต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจให้ได้ว่า ถนนหรือระบบสายไฟฟ้านี้ หากจะต้องมีผู้ดูแล ผู้ดูแลนั้นจะต้องไม่ใช่ นาย ก นาย ข หรือบริษัทสัมปทานใดๆ แต่ต้องเป็นประชาชนนั่นแหละที่เป็นผู้ดูแลถนนหรือระบบส่งนี้เองผ่านภาครัฐ จะต้องห้ามนำระบบส่งนี้ออกสู่การบริหารของคนภายนอกโดยเด็ดขาด เพราะระบบส่งนี้ ทุกคนต้องได้ใช้ และได้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน (ระบบที่คู่กันคือระบบจำหน่าย อยู่ในการดูแลของ กฟน. และ กฟภ. ซึ่งยังมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มตัว จึงไม่ขอกล่าวถึง) ประการที่สี่ เช่นเดียวกับเรื่องระบบส่ง ในส่วนของระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่ๆ นั้น ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความเป็นห่วง เนื่องจากตัวเขื่อนเอง มิได้มีความสำคัญเพียงแค่กระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อระบบชลประทานและการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศด้วย รัฐบาลเองจะต้องมาชี้แจงต่อประชาชนให้ชัดเจนเรื่อง สภาพความเป็นเจ้าของและสภาพการใช้ประโยชน์จากเขื่อน หากการที่ กฟผ. ถูกแปรรูป ทรัพย์สินที่ติดมาพร้อมกับเขื่อน เช่น ตัวเขื่อน แหล่งท่องเที่ยว และที่ดินในสนามกอล์ฟต่างๆ นั้น จะมีการดูแลอย่างไร โดยสรุปแล้ว เข้าใจว่าประชาชนทุกคนต่างเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนการปรับปรุงกิจการไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่จะใช้วิธีไหน ทุกคนต่างเข้าใจในความสำคัญของการจัดหาพลังงาน และเห็นใจในการแบกรับหนี้จำนวนมหาศาลของภาครัฐต่อกิจการไฟฟ้า ในความเห็นของผู้เขียนนั้น การปรับโครงสร้างและแปรรูปกิจการไฟฟ้าของไทยนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่จะมางุบงิบทำไม่ได้เด็ดขาด และตามที่ได้กล่าวมาคือ ขณะนี้มีความไม่มั่นใจของประชาชนเกิดขึ้น เนื่องจากเขามีบทเรียนในทางลบ จากไฟฟ้าดับในต่างประเทศ หรือการแปรรูปกิจการบางอย่างในต่างประเทศ ที่ลงเอยด้วยความล้มเหลว และต่อมากลายเป็นความล้มเหลว ของประเทศเช่นในกรณีของอาร์เจนตินา และที่สำคัญยิ่งคือ ความเจ็บปวดทางใจอย่างรุนแรงจากการกระจายหุ้นของ ปตท. ในปีที่ผ่าน คำถามในขณะนี้คือ หนึ่ง การจัดการระบบส่งและไฟฟ้าพลังน้ำในลักษณะที่รัฐบาลอยากจะให้เป็นนั้น จริงแล้วมันถูกต้อง และจำเป็นมากที่สุดแล้วหรือ ที่เราจะต้องไปเสี่ยงนำระบบส่งออกไปเข้าตลาดหุ้น มีทางเลือกอื่นอีกไหม เช่น การแยกระบบส่งและจำหน่าย ให้เป็นของรัฐเช่นเดิม และ คืนเขื่อนให้แก่ภาครัฐ โดย กฟผ. ไปเช่าในสัญญาเช่าระยะยาวต่อไป เพื่อความมั่นใจของประชาชนและเกษตรกรที่เขาผูกพันอยู่กับน้ำจากเขื่อนโดยตรง สอง ได้มีการบอกว่าจะเสริมให้มีการแข่งขันในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ว่าใครหน้าไหนที่มีโรงไฟฟ้าของตนเองและต้องการขายไฟฟ้าให้ประชาชนที่บ้านข้างๆ ใช้นั้น มันทำไม่ได้ เพราะตามกฎหมายแล้ว กฟผ. จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียวของประเทศ เอกชนที่ผลิตไฟฟ้าได้ก็ต้องขายให้ กฟผ. แล้วทีนี้การแข่งขันนั้นมันอยู่ที่ไหน สาม หากจะนำสัดส่วน 25% ที่จะเข้าสู่ตลาดทุนนั้น จะสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ในการกู้เงินได้มากเท่าใดกัน และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐมีสัดส่วนการถือหุ้นเกิน 75% ทุกครั้งที่ กฟผ. ไปขอกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม ซึ่งจำเป็นมากในอนาคต รัฐก็ยังจะต้องค้ำประกันเงินกู้นั้นอยู่มิใช่หรือครับ และ สุดท้าย คือ การเที่ยวมารับประกันเรื่องราคาค่าไฟที่เดิมทีเคยขึ้นเอาๆ ว่าจะไม่ขึ้นเป็นเวลานานเท่านั้นเท่านี้นั้น มันเหมาะสมหรือเป็นการร้อนตัว ต้องการที่จะจบปัญหาให้เร็วยิ่งขึ้นหรือเปล่า การมาประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ มันแสดงถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาจริงหรือ ได้ยินข่าวนี้เข้า ก็ตกใจในการแก้ปัญหามวลชนง่ายๆ แบบนี้ ยังนึกถึงเด็กที่ต้องการจะให้พ่อแม่ซื้อของเล่นให้ โดยอ้างว่าเดี๋ยวจะทำตัวดีขึ้น ขยันเรียน แต่พอได้ของเล่นแล้ว ก็ทำตัวแย่เหมือนเดิม สรุปคือไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย ดังนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานเอง จะต้องมาชี้แจงและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ โดยเร็ว เพราะนี่จะไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาด้านพลังงานที่จะแก้แล้วจบกันไป แต่ปัญหานี้ หากภาครัฐมีการแก้ปัญหาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ปัญหานี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่อื่นตามมา เช่น การขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคต หรืออาจมีการล้มละลายของกิจการผลิตไฟฟ้าของเอกชนอันเนื่องมาจากการถูกกิจการภาครัฐเลือกปฏิบัติ และผลสุดท้ายผลกรรมทั้งหมดก็จะตกไปที่คนหน้าเดิม คือประชาชน นั่นเอง
หน้า 29
|
| กลับหน้าแรก |