|
หวั่นคดี "ไมโครซอฟท์"
จุดชนวนพิพาทการค้า
บิ๊กมะกันออกหน้า
สับนโยบายแข่งขันอียู
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 13 วันที่ 29 มีนาคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3570 (2770) หน่วยงานต่อต้านผูกขาดสหรัฐออกโรงวิจารณ์นโยบายการแข่งขันของสหภาพยุโรป กรณีตัดสินคดีไมโครซอฟท์ ทั้งปรับเงินก้อนโต และแซงก์ชั่นผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟท์ในยุโรป เตือนอาจกระทบความสัมพันธ์ 2 ฝ่าย และจุดชนวนข้อพิพาททางการค้ารอบใหม่ให้คุโชนขึ้น นายเฮวิตต์ เพต หัวหน้าหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดทางธุรกิจ ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ กล่าวเตือนอียูถึงผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันของคำตัดสินครั้งนี้ พร้อมทั้งวิจารณ์นโยบายกำกับดูแลการแข่งขันของอียูว่า นโยบายที่ดีไม่ควรจะกระทบต่อนวัตกรรมและการแข่งขัน นายเพตตั้งข้อสังเกตว่า การสั่งปรับไมโครซอฟท์เป็นเงินที่ถือว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นกรณีที่สะท้อนถึงการใช้มาตรการฝ่ายเดียวของการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่รุนแรงและอื้อฉาวมากที่สุด เช่นเดียวกับนายบิลล์ เฟิร์ตส์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้แสดงความวิตกต่อคำตัดสินของอียูว่า อาจเสี่ยงที่จะจุดชนวนพิพาททางการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐและอียู แม้แต่ทางไมโครซอฟท์เองให้ความเห็นว่า คำตัดสินของคณะกรรมาธิการอียูอาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างอียูและสหรัฐ อีกทั้งยังเป็นการละเมิดกฎหมายการค้า และเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท อย่างไรก็ตาม นายมาริโอ มอนติ กรรมาธิการการแข่งขันของสหภาพยุโรป ได้พยายามลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอียู จากกรณีการสั่งปรับไมโครซอฟท์ เป็นเงิน 612 ล้านดอลลาร์ และมาตรการลงโทษอื่นๆ โดยอ้างว่าคำตัดสินของอียูไม่ได้ละเมิดกฎหมายใหม่แต่อย่างใด นายมอนติชี้แจงว่า การตัดสินใจของอียูที่สั่งให้ไมโครซอฟท์แลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคกับคู่แข่ง และให้ปรับปรุงระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โดยห้ามมีโปรแกรม "มีเดีย เพลเยอร์" ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ได้สร้างความพอใจให้อียูแต่อย่างใด แต่ทั้งหมดเป็นผลมาจากไมโครซอฟท์ใช้อำนาจผูกขาดบิดเบือนตลาดในอียูจนทำให้ผู้เล่นรายอื่นต้องออกไปจากระบบเซิร์ฟเวอร์ และระบบมีเดีย เพลเยอร์ "คณะกรรมาธิการไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาห้ามไมโครซอฟท์รวมผลิตภัณฑ์ 2 ชนิดเข้าไว้ด้วย เหมือนกรณีที่บริษัทได้รวมเอาระบบมีเดีย เพลเยอร์ ไว้ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แต่อียูได้ตัดสินคดีนี้โดยอิงตามคำตัดสินของสหรัฐ" นายมอนติกล่าว ต่อประเด็นผลกระทบจากคำตัดสินของอียู นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะดูว่าอียูสั่งปรับไมโครซอฟท์ในวงเงินที่สูงมาก แต่ปมค่าปรับไม่ใช่ปัญหาที่ไมโครซอฟท์วิตกกังวล หากพิจารณาจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท ด้วยตัวเลขเงินสดสูงถึง 52.8 พันล้านดอลลาร์ ประกอบกับวงเงินค่าปรับก็ไม่ใช่วงเงินสูงสุดของอียู ที่กำหนดไว้ที่ 10% ของยอดขายเฉลี่ยต่อปีของไมโครซอฟท์ หรือประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ อีกทั้งปฏิกิริยาของตลาดก็ไม่ออกในเชิงลบ เพราะหุ้นของไมโครซอฟท์ในตลาดแนสแดคยังขยับขึ้น 1% นักวิเคราะห์ชี้ว่า ไมโครซอฟท์อาจกำลังวิตกกับมาตรการแซงก์ชั่นของอียู เพราะบริษัทเตรียมวางจำหน่ายระบบปฏิบัติการวินโดวส์รุ่นใหม่ ที่มีรหัสว่าลองฮอร์น ในปี 2539 เพราะเชื่อว่าระบบปฏิบัติการใหม่จะสร้างความสำเร็จให้กับบริษัทต่อไปได้อีกหลายปีหลังเปิดตัวแล้ว "อียูอาจพยายามกดดันไม่ให้ไมโครซอฟท์พัฒนาผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่เป็นผลิตภัณฑ์ "ครบวงจร" ออกมาวางจำหน่าย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เป็นผลดีต่อนักลงทุนที่ถือหุ้นไมโครซอฟท์อยู่" คิมเบอร์ลี คัฟเฮย์ นักวิเคราะห์จากปาร์กเกอร์/ฮันเตอร์ กล่าว ขณะที่ริชาร์ด วิลเลียมส์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ จากบริษัทเน็กซ์ เจเนอเรชั่น อิควิตี รีเสิร์ช ตั้งข้อสังเกตว่า อียูกำลังแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของตน ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ที่จำหน่ายสหรัฐจะไม่มีในตลาดอียู ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์โดดเด่นในตลาดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วโลกก็ด้วยกลยุทธ์ในการรวมระบบปฏิบัติการและโปรแกรมต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ ไมโครซอฟท์จึงอาจกังวลใจว่า คำตัดสินของอียูอาจเป็นอุปสรรคต่อไมโครซอฟท์ที่จะเข้าไปเติบโตในตลาดอื่นๆ ที่หมายตาอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ซอฟต์แวร์ธุรกิจ และระบบคอมพิวเตอร์สำหรับอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ โดยเฉพาะตลาดหลัง จะเป็นเสมือนสนามแข่งขันของไมโครซอฟท์ในอนาคต ไม่เพียงเท่านั้น ไมโครซอฟท์ยังโดนกระหน่ำด้วยข่าวลบใหม่ จากการที่ฮิวเลตต์-แพ็คการ์ด ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายใหญ่สุดของโลก ยังประกาศในเวลาใกล้เคียงกันว่า บริษัทจะวางจำหน่ายคอมพิวเตอร์พีซีที่ใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ จากเดิมที่บริษัทเคยใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์มาโดยตลอด ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวอาจทำให้ดุลอำนาจในตลาดระบบปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ประชาชาติธุรกิจ หน้า 13
|
| กลับหน้าแรก |