โครงการรับจำนำข้าวเปลือก... ข้อคิดที่ควรคำนึง...ก่อนจะกล่าวโทษกันเอง (1)

มองมุมใหม่ : ดร.จุฑาทิพย์ ภัทราวาท และ ดร.ศานิต เก้าเอี้ยน คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 31 มีนาคม 2547

สิ่งที่จะกล่าวถึงในที่นี้ เป็นมุมมองของนักวิจัย 2 คน ที่ได้มีโอกาสพบเห็นในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโครงการวิจัย ในนามของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันผลงานวิจัยยังมิได้นำเสนอ ดังนั้น ความคิดเห็นในส่วนนี้ จึงเป็นมุมมองส่วนตัวของนักวิจัยเท่านั้น

ในช่วง 4 เดือนที่แล้ว ที่เราได้มีโอกาสพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยการจัดกระบวนการระดมความคิดระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงพบว่าตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ โครงการรับจำนำ มีทั้งภาครัฐ เอกชน และมีทั้งเป็นปัจเจกบุคลากร และตัวแทนสถาบันเกษตรกร สมาคมต่างๆ ตลอดจนชาวนา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่เป็นที่มาของการดำเนินการ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีการเพาะปลูก 2524/2525 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ชาวนาคิดจะขายข้าวผ่านโครงการรับจำนำเป็นส่วนใหญ่ เพราะเข้าใจว่า รัฐคงจะต้องช่วยทุกปีไป

นอกจากนั้น ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย เริ่มมี "ผู้บริหารจัดการนา" มากขึ้นทุกปี ซึ่งสวนกระแสกับแนวความคิดการลดพื้นที่ปลูกข้าว ในขณะที่หลายคนมองว่า เป็นความถูกต้องแล้ว เพราะตรงกับแนวความคิดการที่ประเทศไทย จะเป็นครัวของโลก

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีหลายฝ่าย จนน่าเป็นห่วงว่าแต่ละฝ่ายจะมีการประสานความร่วมมืออย่างไรหรือไม่ จึงจะทำให้โครงการรับจำนำประสบผลอย่างที่ควรจะเป็น ในที่นี้จึงขอให้ท่านทั้งหลายลองมาพิจารณาบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายดังนี้

- คณะกรรมการนโยบายข้าว หรือรู้จักกันในนามของ กนข. ซึ่งหลายๆ คนมองว่า เป็น "คณะกรรมการที่เป็นนามธรรม" จะมีความหมายอย่างไร ไม่ค่อยแน่ใจ แต่มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดเงื่อนไขในทางปฏิบัติ สำหรับการรับจำนำข้าวเปลือกในแต่ละฤดูกาล โดยประกาศออกมาเป็น "มติ กนข." ซึ่งฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า "มติต้องประกาศให้เร็วกว่านี้" และต้องมีซิกแนลให้ผู้เกี่ยวข้องได้เตรียมการในการปฏิบัติให้ทันกับเงื่อนไขของเวลาการรับจำนำ

- คณะกรรมการนโยบายข้าว และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร : คชก. หลายฝ่ายมองว่า เป็นองค์กรที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุน ที่จะนำมาใช้หมุนเวียนโครงการรับจำนำข้าว แต่เท่าที่ทราบ คชก. ไม่มี "เม็ดเงิน" ที่จะใช้ตามมติ กนข. แต่อย่างใด ดังนั้น จึงส่งผ่านความรับผิดชอบส่วนนี้ไปทางกรมบัญชีกลาง ที่จะช่วยจัดสรรงบประมาณมาสมทบ

- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร : ธ.ก.ส. ทำหน้าที่คล้ายโรงรับจำนำที่จะรับจำนำข้าวเปลือก ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินที่เป็นกลไกของรัฐ ในหลักการรัฐจะชดเชยดอกเบี้ย ส่วนต่างที่เกิดจากโสหุ้ยในการปฏิบัติงานนอกเหนือจากที่ชาวนาผู้กู้จ่ายให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดโครงการ

- คณะกรรมการรักษาระดับราคาผลิตผล สำนักงานสรรหาจังหวัด หรือรู้จักกันในนามของคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นฝ่ายปฏิติตามมติ กนข. ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการ การประสานงานกับ อคส. และ อ.ต.ก. เพื่อให้ได้มาซึ่งโรงสี ผู้แทนเกษตรกรตลอดจนการรายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการในส่วนกลาง

- องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร : อ.ต.ก. เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่สานต่อนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกตามมติ กนข. ภารกิจที่สำคัญ คือ การสรรหาโรงสี โกดังกลาง และผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ปัจจุบันข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวในทำนองว่า มีการทุจริตกันใน อ.ต.ก. ทำให้เกิดความเดือดร้อนกับบรรดาสมาชิกครอบครัวของคน อ.ต.ก.เป็นอย่างยิ่ง อันที่จริงปัญหาเรื่องการทุจริตอาจมีบ้าง แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่

และพบว่าสาเหตุสำคัญมาจากระบบบริหารจัดการที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เอื้อต่อความคล่องตัว และรวดเร็วในการปฏิบัติงาน จนลืมไปว่า เป็นโอกาสให้เกิดการทุจริต หรือถูกมองว่า ทุจริตได้ง่าย

ผลจากการศึกษาระบบการปฏิบัติงานของ อ.ต.ก. พบว่า ฝ่ายนโยบายระดับสูง คงต้องลงมาช่วยปรับปรุงระบบบริหารจัดการ ตลอดจนมาตรการต่างๆ ที่จะเอื้อให้พนักงาน อ.ต.ก. สามารถปฏิบัติงานได้ ที่สำคัญคือ การจัดสรรเม็ดเงิน และงบประมาณต้องให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงานหน้าโรงสี โกดังกลาง ตลอดจนผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ตามเงื่อนไขในสัญญา เพราะมิฉะนั้นแล้ว ปัญหาเช่นเดิมจะไม่หมดไป...คนดีๆ ใน อ.ต.ก. ซึ่งมีมากกว่าคนไม่ดี ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมกันต่อไป

- องค์การคลังสินค้า : อคส. ทำหน้าที่เหมือนกับ อ.ต.ก. ทุกประการ ต่างกันตรงที่สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ภาพที่ตัวอย่างเราเห็นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อคส. เป็นหญิงวัยกลางคนไปเช่าบ้านพักในต่างจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ดูแลข้าวสารในโกดังกลางที่ อคส. รับผิดชอบเป็นเวลานานปีละหลายๆ เดือน เพื่อจะได้สร้างความมั่นใจแก่ทุกฝ่ายว่า ข้าวสารในโกดังจะไม่หายไปไหน หรือถ้าหายไป นั่นคือ สิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบ

พบว่าในปัจจุบัน อคส. ส่วนใหญ่ขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน มีหลายคนบอกว่า ถ้าสามารถเลี้ยงตัวเองได้ อยากขอลาออกเพราะหมดกำลังใจกับภาพลักษณ์ที่สูญเสีย แม้ว่าต้องทำงานหนัก สานต่อนโยบายมาโดยตลอด

- โรงสี ภาพของโรงสีธงฟ้า ที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ถูกมองว่าเป็น กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ในบรรดาผู้มีส่วนกี่ยวข้อง โรงสีหลายแห่งในแต่ละภูมิภาค ยอมรับว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากซื้อข้าวมาสีเองแล้ว แต่อยากเข้าร่วมโครงการมากกว่า หลายๆ โรงสีบอกว่า ไม่อยากเข้าร่วม เพราะเงื่อนไขคอมพิวเตอร์เป็นเหตุ โรงสีบางแห่งในภาคใต้ส่ายหัวไม่เอาท่าเดียว ถ้าจะให้สีข้าว 2 วันต่อครั้ง บอกว่าไม่ไหว เพราะค่าแรงแพงมาก

ภาพลักษณ์อีกประการหนึ่งของโรงสี คือ "การเปาเกา" ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความไม่ถูกต้อง แต่มีหลายฝ่ายบอกว่า ไม่ควรห้ามการเปาเกา เพราะเป็นธรรมชาติของโรงสีที่ต้องทำเพื่อการลดต้นทุน

นี่ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า มาตรการของโครงการรับจำนำยังเข้าไม่ถึงวัฒนธรรมคนค้าข้าวอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถบรรลุความคาดหวังอย่างที่ตั้งใจ


มองมุมใหม่ : โครงการรับจำนำข้าวเปลือก... ข้อคิดที่ควรคำนึง... ก่อนจะกล่าวโทษกันเอง (จบ)

ดร.จุฑาทิพย์ ภัทราวาท และ ดร.ศานิต เก้าเอี้ยน คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 เมษายน 2547

ต้องขอชมเชยสมาคมโรงสีข้าว ที่มีส่วนให้ข้อมูลข่าวสารแก่ฝ่ายนโยบาย ทำให้สามารถผ่อนปรนมาตรการบางอย่างลงได้ ตัวอย่างเช่น เรื่องความรับผิดชอบ ของโรงสี ที่มีต่อข้าวสารในโกดังกลาง มิเช่นนั้น โรงสีธงฟ้าในปีนี้คงมีน้อยลง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบ ต่อชาวนาผู้ขายข้าว ซึ่งอาจจะถูกเอาเปรียบ จากโรงสีที่มีน้อยแห่งได้มากขึ้น

- โกดังกลาง ทำหน้าที่เหมือนเจ้าของบ้านเช่า แต่ให้เช่าสถานที่เก็บข้าวสาร แต่ปัญหาที่ฝ่ายโกดังกลางโวยวายมาก ก็คือ ไม่ค่อยได้รับค่าเช่าโกดังตามสัญญา เพราะเงินที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ อ.ต.ก. และ อคส. ในฐานะหนังหน้าไฟก็ลำบากใจ เพราะเวลาชักชวนเป็นคนไปชักชวน แต่เวลาจ่ายเงินต้องตกอยู่ในฐานะของลูกหนี้ผู้ค้างค่าเช่า ถามไปถามมาพบว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง มาจากระบบงบประมาณการอนุมัติงบประมาณ และการขยายเวลาโครงการรับจำนำ

- ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ทำหน้าที่สำคัญที่จะรับรองคุณภาพข้าวตามประเภท ชนิดเปอร์เซ็นต์ความชื้นของข้าว ก่อนจะนำเข้าเก็บในโกดังกลาง

หลายฝ่ายมองว่า ถ้าผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวซื่อสัตย์เสียอย่าง ข้าวสารในโกดังกลางต้องดีอย่างแน่นอน พวกเราก็ได้ข้อมูลบางส่วนมาชี้แจงให้เข้าใจตรงกันว่า ขั้นตอนและกระบวนการรับจำนำข้าวเปลือก ที่ หลงจู๊ ของบริษัทตรวจคุณภาพข้าว ต้องทำหน้าที่ "ฉ่ำข้าว" ในขณะที่กรรมการขนข้าวเดินเรียงแถวกันมาติดๆ นั้น ย่อมไม่สามารถการันตีคุณภาพให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตามที่เข้าใจกัน

นอกจากนั้น ยังบอกว่า หากเจอโรงสีที่ใช้กลโกงมีการปลอมปนข้าวด้วยแล้ว บริษัทก็ย่อมตกอยู่ในฐานะเสี่ยงมากพอสมควร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโรงสีผู้ส่งมอบข้าว ณ โกดังกลางก็ได้ให้ข้อมูลว่า โรงสีก็เจอบทขู่เรียกเอาผลประโยชน์จากบริษัทตรวจสอบคุณภาพอยู่เนืองๆ ซึ่งตัวเลขสนนราคาอยู่ประมาณ 7 บาท/ตัน ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ ซึ่งหลายฝ่ายเล่าให้ฟังว่า บางทีต้องยอมเพราะยังดีกว่าต้องขนข้าวกลับต่างจังหวัดไกลๆ

- สหกรณ์การเกษตร/สหกรณ์การเกษตรเพื่อลูกค้า ธ.ก.ส. : สกต. มีบทบาทหลายอย่างในโครงการรับจำนำ สหกรณ์บางแห่งกู้เงินไปซื้อข้าวจากสมาชิกแล้วมาจำนำยุ้งฉางในนามสถาบันเกษตรกร สหกรณ์บางแห่งทำหน้าที่เหมือนโรงสีธงฟ้า หลายๆ คน อยากให้สหกรณ์การเกษตรเข้ามาทำหน้าที่ในโครงการรับจำนำ

แต่หลายคนขอให้พิจารณาศักยภาพและความพร้อมเสียก่อน มิเช่นนั้น อาจจะทำให้สหกรณ์ขาดทุน เดือดร้อนต่อสมาชิกภายหลัง แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของสหกรณ์ประการหนึ่ง คือ สหกรณ์ส่วนใหญ่มักจะเน้นบริการแก่สมาชิกของตนเป็นหลัก ดังนั้น หากสหกรณ์ใดเข้ามามีบทบาทในโครงการรับจำนำได้ดีแล้ว สมาชิกสหกรณ์ย่อมได้รับประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการที่ต้องเอาข้าวเปลือกไปจำนำผ่านโรงสีเอกชน

- ไซโล เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถใช้ทดแทนการเก็บรักษาข้าวสารแทนโกดังกลาง เป็นแนวคิดร้อนแรงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลายฝ่ายยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ความแตกต่างบางฝ่ายมองว่า จะช่วยให้การเก็บรักษาข้าวสารดีกว่าที่เป็นอยู่ บางฝ่ายให้เหตุผลว่าต้นทุนสูง และตรวจสอบยาก อาจนำพาไปสู่ผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้น

เพื่อความโปร่งใส จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจและชี้แจงให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าใจตรงกัน บนบรรทัดฐานของประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มิเช่นนั้น คนเป็นต้นคิดอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียหายได้อย่างแน่นอน

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นส่วนที่ชี้ให้เห็นบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของนักวิชาการก็อยากชี้ประเด็นให้เห็นว่า ที่ถูกต้องไม่น่าจะชื่อโครงการรับจำนำ เพราะเหตุว่า มิใช่กระบวนการของการรับจำนำ บางคนเรียกว่า การประกันราคา บางคนมองว่าการแทรกแซงของรัฐ ชาวนาผู้ขายข้าวส่วนใหญ่มักจะขายขาด ไม่เคยคิดจะไถ่ถอนคืน ยกเว้นชาวนาในภาคอีสานที่ปลูกข้าวหอมมะลิจำนำยุ้งฉางที่มักจะไถ่ถอนคืน เมื่อราคาข้าวสูงกว่าราคาจำนำ แต่ก็ไม่ค่อยได้มีโอกาส เพราะราคาที่รับจำนำมักสูงกว่าราคาตลาดในแต่ละปี

ปัจจุบันคนหนุ่มสาวที่ไม่อยากทนความกดดันจากนายจ้างที่เอาเปรียบมักขอลาออกไปอยู่ชนบท เช่น จ้างคนปลูก จ้างรถเกี่ยว แล้วเอาไปเข้าโรงสีธงฟ้า บางพื้นที่เขาเหล่านั้นทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง จึงเป็นตำนานของ "ผู้จัดการนา" ที่มีอยู่มากมาย และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพวกเขาเหล่านั้นวางแผนปลูกข้าวเพื่อจำนำ...

จึงอยากชวนให้หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคิดทบทวนบริบทมาตรการเรื่องข้าวที่เข้าถึงแก่นสารของชาวนา และพ่อค้าในระบบตลาดข้าวอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้โครงการความช่วยเหลือของรัฐบาลบรรลุวัตถุประสงค์ ที่ต้องการช่วยเหลือชาวนา แต่ประโยชน์ตกไปอยู่กับพ่อค้าอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ในตอนหน้าคงมีโอกาสได้พูดถึงทางเลือกใหม่ สำหรับการรับจำนำข้าวเปลือกมาฝากท่านผู้อ่าน หากมีข้อสงสัยติดต่อผ่าน e-mail : fecojup@ku.ac.th 

 

กลับหน้าแรก