คอร์รัปชันนโยบายคืออะไร? (1)

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์   กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 มีนาคม 2547

ผู้ที่ใช้คำว่า "คอร์รัปชันนโยบาย" คนแรก คือ ศ.นพ.ประเวศ วะสี หมอประเวศได้มองเห็น ภาพการคอร์รัปชันรูปแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการคอร์รัปชันแบบเดิม ที่พบในการประมูลโครงการต่างๆ ของหน่วยราชการ หรือการคอร์รัปชันเล็กๆ น้อยๆ ของข้าราชการหรือนักการเมืองท้องถิ่น

หมอประเวศ เห็นว่า การแสวงหาผลประโยชน์แบบใหม่นี้ เป็น "อภิมหาอทินนาทาน" ซึ่งเป็นคำมาจากศีลข้อ 2 แปลว่า "การปล้นขนานใหญ่" แต่เป็นการปล้นที่ถูกกฎหมาย เพราะถ้าไม่ถูกกฎหมายก็สามารถออกกฎหมาย ใช้มติคณะรัฐมนตรีหรือมติคณะกรรมการต่างๆ ของรัฐมาฟอกให้ถูกต้องได้ คนก็เลยเข้าใจผิดว่า เป็นการกระทำที่มีความชอบธรรม ไม่คิดว่าเป็นการคอร์รัปชัน ท่านเลยใช้คำที่ช่วยให้คนเข้าใจง่ายขึ้น คือ "คอร์รัปชันนโยบาย"

แล้วคำนี้ก็ติดตลาดจริงๆ

แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจดี และยังมองภาพไม่ออกว่า คอร์รัปชันนโยบายจะทำให้เกิดความเสียหายขนาดไหน เป็น "อภิมหาอทินนาทาน" ได้อย่างไร?

ความไม่เข้าใจของชาวบ้าน ก็ทำให้นักการเมืองได้ใจ บอกว่า คำนี้ไม่มีความหมายอะไร เป็นเพียงการตีฝีปากเท่านั้น

บทความนี้ จะขอยกตัวอย่างที่น่าจะเข้าข่ายการคอร์รัปชันทางนโยบายในสมัยรัฐบาลทักษิณ 2 ตัวอย่าง

โดยจะใช้ตัวอย่างในธุรกิจโทรคมนาคม คือ การออกแบบกฎหมายการเก็บภาษีสรรพสามิต ธุรกิจโทรคมนาคม และการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์

อันที่จริง ยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกมากในรัฐบาลนี้ และรัฐบาลก่อนๆ หน้า แต่รัฐบาลที่มาจากนักธุรกิจสัมปทาน ดูจะล่อแหลมกับเรื่องแบบนี้มากกว่าคนอื่น

ตัวอย่างแรก : การเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม

ก่อนจะอธิบายว่า การเก็บภาษีสรรพสามิตธุรกิจโทรคมนาคม เป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบายอย่างไร คงต้องปูพื้นเรื่องสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมกันก่อน

สัญญาสัมปทานโทรคมนาคม คือ สัญญาที่รัฐให้สิทธิพิเศษแก่เอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจโทรคมนาคมต่างๆ เช่น โทรศัพท์บ้านหรือมือถือ โดยมีเงื่อนไขว่า เอกชนผู้รับสัมปทานต้องโอนทรัพย์สินต่างๆ เช่น ชุมสายโทรศัพท์ และจ่าย "ค่าสัมปทาน" ให้รัฐ เช่น บริษัทเอไอเอส ที่ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุด จะต้องจ่ายค่าสัมปทานให้องค์การโทรศัพท์ 25 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ และจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ในอีกไม่กี่ปี

ประเด็นสำคัญ คือ ค่าสัมปทานที่ว่านี้ เป็นเงินที่จ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เอกชนได้รับจากรัฐ เช่น สิทธิในการใช้คลื่นความถี่ เลขหมายโทรคมนาคม ที่ดินและอาคารสถานที่ต่างๆ ของรัฐฟรี ตลอดจนได้สิทธิในการประกอบการก่อนผู้อื่น และส่วนใหญ่ยังได้สิทธิผูกขาดในการให้บริการแต่เพียงผู้เดียวในระยะเวลาหนึ่งด้วย

ที่ผ่านมา สัญญาสัมปทานต่างๆ ด้านโทรคมนาคม ช่วยทำให้คนไทยมีบริการโทรคมนาคมใช้เพิ่มขึ้นมาก พร้อมกับทำให้เกิดอภิมหาเศรษฐีจำนวนหนึ่ง เช่น ในปี 2545 ปีเดียว เอไอเอสมีกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างสูงถึง 1 หมื่น 6 พันล้านบาท

ระบบสัมปทานยังสร้างปัญหาในการพัฒนากิจการโทรคมนาคมของไทยในอนาคต เพราะสัญญาส่วนใหญ่มีเงื่อนไขบางข้อ ที่ทำให้การแข่งขันเกิดไม่ได้เต็มที่ เช่น สัญญาโทรศัพท์บ้านเขียนไว้ว่า องค์การโทรศัพท์ฯ และเอกชน ต้องเก็บค่าบริการจากผู้บริโภคในอัตราเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดการฮั้วกันโดยปริยาย ทำให้ราคาค่าโทรศัพท์ทางไกลของไทย ไม่ได้ปรับลดเป็นเวลาหลายปี

นอกจากนี้ หลายสัญญายังให้เอกชนจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งให้บริการแข่งกันอยู่ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนได้เสียและไม่แข่งกันเต็มที่ จึงเป็นที่มาของความพยายามในการแก้สัญญาสัมปทาน ให้เอื้อต่อการแข่งขันมากขึ้น หรือที่เรียกกันว่า "การแปรสัญญาสัมปทาน" นั่นเอง

กลุ่มทุนโทรคมนาคมในประเทศไทย พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขสัญญาในทิศทางที่ตนจะได้ประโยชน์มหาศาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเรียกร้องที่จะไม่จ่ายค่าสัมปทานต่อไป เช่น เมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่สองในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็มีข้อเสนอให้ผู้รับสัมปทานโทรคมนาคมทุกรายหยุดจ่ายค่าสัมปทานตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นไป ทั้งๆ ที่สัญญาส่วนใหญ่ ยังมีอายุต่อไปเกินกว่า 10 ปี แต่สูตรนี้ก็ไปไม่รอด เพราะโจ่งแจ้งมากกว่า ทำให้นายทุนโทรคมนาคม ผู้รับสัมปทานได้รับผลประโยชน์ไปเนื้อๆ ในระดับมากกว่าแสนล้านบาท

ในช่วงนั้น ผู้สันทัดกรณีในตลาดหุ้นประมาณการว่า เฉพาะบริษัทเอไอเอสเพียงบริษัทเดียว จะได้ผลประโยชน์ไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท จากสูตรนี้ ในขณะที่รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล

เมื่อกลุ่มทุนโทรคมนาคมไม่สามารถบิดพลิ้วการจ่ายค่าสัมปทานได้ เพราะแรงต่อต้าน สูตรใหม่ในการแปรสัญญาสัมปทาน จึงถูกคิดขึ้นมาภายใต้ตรรกะที่ว่า หากตนต้องจ่ายค่าสัมปทานต่อไป ก็ต้องหาทางทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานไปด้วย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้คู่แข่งเหล่านี้ เกิดหรือเติบโตมาแข่งขันได้

วิธีหนึ่งในการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ก็คือ การนำเอา "ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม" มาใช้ เพราะสามารถอ้างได้ว่า ภาษีเป็นสิ่งที่ต้องจัดเก็บจากผู้ประกอบการทุกรายในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าผู้ประกอบการรายใหม่จะเคยได้สิทธิพิเศษเหมือนรายเดิมหรือไม่ก็ตาม แต่ปัญหา ก็คือ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องจ่ายภาษีอย่างแท้จริง ผู้ประกอบการรายเดิมกลับสามารถจ่ายภาษี โดยหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว จึงไม่มีภาระอะไรเพิ่ม

สูตรนี้ถูกผลักดันจนสำเร็จในช่วงต้นปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่สามของรัฐบาลทักษิณ เมื่อมีการตั้งกระทรวงไอซีที ภายหลังหนังสือพิมพ์ขุดคุ้ยพบว่า ข้อเสนอนี้มีที่มาจากแนวคิดของประธานบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ๋ในเครือของนายกฯ

โดยวิธีการที่แยบยลนี้ ความหมายของค่าสัมปทานซึ่งเป็นค่าตอบแทนสิทธิพิเศษ ที่ผู้ประกอบการบางรายเคยได้ ก็กลายเป็นภาษีที่ต้องจัดเก็บจากผู้ประกอบการทุกราย ไม่ว่าจะเคยได้ประโยชน์จากระบบสัมปทานหรือไม่!

ผมเองเคยคำนวณพบว่า ลำพังไม่ต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ผู้ประกอบการรายใหม่ก็จะมีต้นทุนสูงกว่ารายเดิมอยู่แล้ว เพราะรายใหม่มีฐานลูกค้าเล็กกว่า ทำให้มีต้นทุนต่อหัวสูงกว่า นอกจากนี้รายใหม่จะยังมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่ารายเดิมอีกด้วย เพราะรายเดิมได้กวาดเอาลูกค้าเกรดเอ เกรดบีไปหมด รายใหม่จะเหลือเฉพาะลูกค้าเกรดซี เกรดดีที่จ่ายน้อยกว่าเท่านั้น

ถ้าคิดดูต่อไป ก็จะพบว่า การที่รายเดิม (ผู้รับสัมปทาน) ได้เปรียบรายใหม่ก็ไม่ใช่จากสาเหตุอะไร นอกจากการได้สิทธิผูกขาด หรือสิทธิในการประกอบการก่อนผู้อื่นนั่นเอง ซึ่งก็สมควรที่จะต้องจ่ายค่าสัมปทาน ส่วนรายใหม่ไม่เคยได้สิทธิเหล่านี้ แค่ไม่ต้องจ่ายค่าภาษีก็แข่งไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าต้องจ่ายภาษีบวกเข้าไปอีก ก็คงแข่งไม่ได้ และฝ่อตายไปนั่นเอง

สรุปก็คือ ผู้ได้รับประโยชน์จากสูตรการแปรสัญญาณปัจจุบันนั่นเอง เพราะไม่ต้องกังวลกับคู่แข่งรายใหม่ ซึ่งถูกทำหมันแล้วอีกต่อไป ไม่ว่าประเทศไทยจะเปิดเสรีโทรคมนาคมหรือไม่ก็ตาม


คอร์รัปชันนโยบาย (จบ)

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์   กรุงเทพธุรกิจ วันที่  30  มีนาคม 2547

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ราคาหุ้นโทรคมนาคม จึงมีราคาพุ่งขึ้นยกแผง ในวันที่มีมติครม. ส่วนคนที่เสียประโยชน์ จากการเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ก็คือ ประชาชนผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์ประเภทต่างๆ นั่นเอง เพราะภาษีจะทำให้รายใหม่เกิดยาก ซึ่งทำให้รายเก่าฉวยโอกาสฮั้วราคากันได้ง่าย และเป็นเสือนอนกิน ในขณะที่ประชาชนต้องใช้บริการราคาแพงต่อไป เรื่องนี้ยังจะมีภาคต่อไปอีกในปี 2547 ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีการเล่นกลอะไรกันอีก โปรดอย่ากระพริบ!!!

พอตกถึงเดือนพ.ย.2546 ในช่วงปลายปีที่ 3 ของรัฐบาลทักษิณ บีโอไอ ก็ได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม "ไอพีสตาร์" ของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ซึ่งให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี หรือเทียบเท่ากับสิทธิประโยชน์สูงสุดที่บีโอไอให้กับนักลงทุนในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตท้องที่ห่างไกล

รายงานข่าวของ นสพ.ประชาชาติธุรกิจแจ้งว่า มูลค่าเม็ดเงินที่บริษัทชิน แซทเทลไลท์ ได้รับการยกเว้นภาษีนี้สูงถึง 22,165 ล้านบาท แต่กฎหมายส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดมูลค่าภาษีเงินได้ที่จะได้รับการยกเว้นไว้ไม่เกินเงินลงทุนของโครงการ ซึ่งอยู่ที่ 16,459 ล้านบาท โดยสรุป บริษัทจึงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 16,459 ล้านบาท

การอนุมัติดังกล่าว ทำโดยบอร์ดบีโอไอที่มีนายกฯ เป็นประธานโดยตำแหน่งตามกฎหมาย มีกรรมการหลายคนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ซึ่งเป็นลูกน้องของนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม และนักธุรกิจ ซึ่งใกล้ชิดกับรัฐบาลเกือบทั้งสิ้น ตลอดจนข้าราชการประจำ ซึ่งไม่อาจขัดขืนได้ ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินแซทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ก็คือ ลูกๆ ของนายกฯ ทักษิณนั่นเอง

รายงานข่าวแจ้งว่า บีโอไอให้เหตุผลว่า โครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศทางด้านสังคม และเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การแพทย์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ฯลฯ

แต่ในฐานะนักวิชาการ ผมไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลยว่า ทำไมโครงการไอพีสตาร์ จึงสมควรได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ด้วยเหตุผลดังนี้?

หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุน มีความมุ่งหมายเพื่อชักจูงให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ถ้านักลงทุนกำลังลังเลว่า จะลงทุนดีหรือไม่ ก็จะถูกโน้มน้าวใจให้ลงทุน ถ้าลังเลว่า จะลงทุนมากหรือลงทุนน้อย ก็จะลงทุนมาก และถ้าลังเลว่า จะลงทุนในประเทศไทยหรือประเทศอื่นดี ก็จะลงทุนในประเทศไทย เป็นต้น

แต่ไอพีสตาร์ เป็นโครงการที่มีการตัดสินใจลงทุนไปแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะ 2-3 ปี ก่อนหน้านั้น วงเงินลงทุนก็กำหนดไปแล้ว กู้เงินจากเมืองนอกก็กู้กันไปแล้ว เวลาจะให้บริการก็กำหนดไปแล้ว กิจกรรมด้านการตลาดก็ทำกันไปนาน จนมีข่าวว่าหาลูกค้ามาได้ส่วนหนึ่งแล้ว

การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอจึงยากที่จะมีผลโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อขีดความสามารถที่ดาวเทียมจะให้บริการได้ ขึ้นอยู่กับความจำกัดของตำแหน่งวงจรดาวเทียม และคลื่นความถี่ที่ได้รับ ถามว่า ถ้าบีโอไอไม่ส่งเสริมการลงทุน ชินแซทจะเลิกยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ หรือลงทุนน้อยลงหรือไม่???

คำตอบ ก็คือ น่าจะไม่

สอง ผู้บริหารของบริษัทเคยให้สัมภาษณ์นิตยสาร Far Eastern Economic Reviw ว่า ดาวเทียมไอพีสตาร์มีประสิทธิภาพดีกว่าดาวเทียมแบบเดิมถึง 30 เท่า ซึ่งแปลว่า ไอพีสตาร์สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ได้สบาย ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงไม่มีความจำเป็นเลย เพราะบริษัทมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอยู่แล้ว

สาม ต่อให้ยอมเชื่อว่า การส่งเสริมการลงทุนจำเป็นที่จะต้องมี เพื่อช่วยไอพีสตาร์ "มีความสามารถในการให้การแข่งขัน" มากขึ้น คนที่จะได้ประโยชน์ในกรณนี้ ก็คือ ผู้ใช้ต่างชาติ เช่น บริษัทโทรคมนาคมพม่า อินเดียหรือจีน ที่ได้ลดค่าบริการ ในขณะที่คนไทยในประเทศ ซึ่งก็ใช้ดาวเทียมดังกล่าวไม่ได้ใช้ดาวเทียมถูกลง ทำไมบีโอไอต้องเอาภาษีที่รัฐบาลไทยพึงได้รับไปอุดหนุนคนต่างชาติ???

ส่วนการอ้างว่า โครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศไทยทางด้านสังคม และเทคโนโลยีนั้น จะฟังขึ้น ก็ต่อเมื่อดาวเทียมนี้ให้บริการฟรี หรือบริการราคาถูกมากๆ แก่คนไทย ซึ่งก็คงไม่ใช่แน่ เพราะบริษัทเป็นธุรกิจไม่ใช่องค์กรการกุศล

รายงานข่าวแจ้งว่า สิ่งที่คนไทยจะได้ฟรีก็มีเพียงช่องสัญญาณดาวเทียมช่องเดียวเท่านั้น ซึ่งคิดมูลค่าอย่างไรก็ไม่มีทางถึง 16,459 ล้านบาท แน่

สี่ ต่อให้ยอมเชื่อว่า คนไทยในประเทศได้รับการบริการถูกลง ก็ต้องแปลว่า ชินแซทไปทุ่มตลาดตัดราคาคู่แข่งในประเทศ ซึ่งหมายความว่า ต่อไปเจ้านี้ก็จะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมหาศาล โดยคู่แข่งอื่นๆ ในประเทศไทยไม่มีการสู้ได้ นอกจากจะได้รับ "การส่งเสริมการลงทุน" ในลักษณะเดียวกัน

วิธีนี้จึงสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำให้ตลาดโทรคมนาคมของไทยยิ่งผูกขาดมากขึ้นไปอีก

ผมพยายามคิดตั้งนาน ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่า การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอต่อโครงการนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ ได้อย่างไร เพราะมันเป็นเพียงการ "แจกเงิน" 16,459 ล้านบาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท หรืออาจมีประโยชน์บางส่วนตกไปกับคนต่างชาติที่ใช้บริการไอพีสตาร์บ้าง แต่สำหรับคนไทย ทั้งในฐานะผู้บริโภค หรือผู้เสียภาษี มีแต่เสียกับเสีย

สรุป ทั้งสองเรื่อง ล้วนเกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้ส่วนเสีย (conflict of interest) ในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้าน

แน่นอนว่า ประชาชนเสียหายมหาศาล จะรู้ตัวหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะใช้วิธีการอันแยบยล ไม่มีการจ่ายเงินสดให้เอกชนตรงๆ ทั้งสองกรณี

กรณีแรก เป็นเพียงการเก็บภาษีปิดกั้นไม่ให้เกิดคู่แข่ง ส่วนกรณีหลัง เปิดการยกเว้นภาษีเงินได้ให้เฉยๆ

ถามว่า การแสวงหาผลประโยชน์แบบนี้ผิดกฎหมายไหม? ก็น่าจะไม่ แต่ถ้าถามว่า ชอบธรรมไหม? วิญญูชนทุกคนคงจะรู้แก่ใจกันดี

"คอร์รัปชันนโยบาย" จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก และถือเป็น "อภิมหาอทินนาทาน" อย่างแท้จริง!

ถ้าคนไทยไม่เข้าใจ เราก็คงจะต้องเสีย "ค่าโง่" กันต่อๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยวิธีที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าคิดให้ดีๆ สองเรื่องนี้ จะให้บทเรียนแก่เราหลายอย่าง เช่น

1) คนที่บอกว่า รวยแล้วไม่ต้องเอาอีก อาจจะไม่ได้พูดความจริง เพราะความรวยหรือความจนไม่ได้อยู่ที่ "ความมี" แต่อยู่ที่ "ความพอ" อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า เรามีทรัพยากรพอเลี้ยงคนทั้งโลก แต่อาจไม่สามารถสนองความต้องการของคนโลภเพียงคนเดียวได้

2) ความสำเร็จทางธุรกิจ อาจไม่ได้มาจาก "วิสัยทัศน์" หรือ "ความสามารถในการบริหารธุรกิจ" อย่างเดียว แต่อาจมาจากความสามารถในการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยวิธีการอันแยบยลต่างๆ ที่ไม่ชอบธรรม และเอาเปรียบประชาชน

3) นโยบายเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะนโยบายใดๆ ล้วนสร้างผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์เสมอ บ่อยครั้งที่กลุ่มทุนผู้ผลักดันนโยบายเป็นผู้ได้ แต่ประชาชนเป็นผู้สูญเสีย

ดังนั้น ประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภค และผู้เสียภาษี จึงต้องจับตาดูเนื้อหาสาระ และขั้นตอนการกำหนดนโยบายต่างๆ ให้ดี เพราะเราจะปล่อยให้มีเพียงภรรยาของนักการเมืองคอยถ่วงดุลสามี หรือปล่อยให้เป็นภาระของพระสยามเทวาธิราชอย่างเดียว คนไทยก็คงหมดตัว!!!

 

 

กลับหน้าแรก