'รักชาติต้องสร้างหนี้' ใครขืนเชื่อพังลูกเดียว

กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 มีนาคม 2547

หวังว่าข่าวคราวจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาบอกว่า กำลังหามาตรการ ไม่ให้เกิดฟองสบู่ 'บัตรเครดิต' เหมือนวิกฤติที่เกาหลีใต้ จะเป็นความจริง และจะทำกัน อย่างจริงจัง

ที่ออกจะแปลกคือความเป็นห่วงนี้ไม่ค่อยได้รับการกล่าวขวัญจากคนในรัฐบาลนัก ทำไมกลายเป็นเรื่องของคนแบงก์ชาติเท่านั้นที่ต้องเป็นห่วง 'อาการล้นเกิน' ของเศรษฐกิจ

เหตุไฉนคนที่ดูแลนโยบายภาพรวมของเศรษฐกิจจึงมุ่งแต่จะ 'อัดฉีด' ให้คนไทยดูเบ่งบวม แต่ไม่ได้ใส่ใจว่าจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง หากกลายเป็นฟองสบู่ที่แตกดังโพล๊ะ และนำไปสู่ความล่มสลายของคนระดับรากหญ้าที่กำลังสร้างหนี้สร้างสินอย่างไร้ขีดจำกัดอยู่ขณะนี้

ไทยกำลัง 'ร้อนแรง' หรือ overheat หรือไม่? เป็นคำถามที่รัฐบาลยังไม่มีคำตอบให้ และดูเหมือนจะมีความพยายามในหมู่คนปกครองบ้านเมืองที่จะไม่หันมามองปัญหานี้อย่างจริงจัง

เพราะ 'กระแส' อยู่ที่การสร้าง 'อัตราโต' โดยไม่คำนึงถึง 'คุณภาพ' ของการเติบใหญ่อันรวดเร็วและน่ากลัวเช่นนี้

นักข่าวต่างประเทศที่เขารายงานเรื่องทำนองนี้ในเกาหลีใต้ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤติบัตรเครดิต จนกลายเป็นปัญหาใหญ่โตของสังคม มองเห็นการเติบใหญ่ของไทยในด้านนี้แล้วก็ตั้งคำถามในทำนองเดียวกัน

เพราะเขาเห็นแล้วว่าตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 หรือห้าปีที่ผ่านมานั้น อัตราโตทางด้านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ปีละไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ถึง 50 ซึ่งถ้าทางการไม่ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวก็อาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคมได้

แบงก์ชาติเพิ่งจะเพิ่มข้อกำหนดว่าใครจะขอทำบัตรเครดิตได้ต้องมีเงินเดือนไม่น้อยกว่า 15,000 บาท และอาจจะเพิ่มขึ้นอีกในเร็ววันเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหานี้ระบาดบานปลายไปในคนรายได้ระดับล่างอีก

และห้ามบริษัทที่ออกบัตรเครดิตคิดอัตราดอกเบี้ยเกินปีละ 18 เปอร์เซ็นต์

เขาบอกว่าตอนนี้มีบัตรเครดิตทั้งประเทศ 6 ล้านใบเทียบกับคนทำงานประมาณ 32 ล้านคน และถ้าเปรียบกับเกาหลีใต้แล้ว ตัวเลขหนี้อันเกิดจากการใช้ 'เงินพลาสติก' นี้ยังน้อยกว่า

ของเกาหลีใต้นั้น หนี้คงค้างของคนใช้บัตรเครดิตล่าสุดอยู่ที่ 57 พันล้านดอลลาร์หรือ 2.2 ล้านล้านบาท และของไทยอยู่ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์หรือ 600,000 ล้านบาท

แน่นอนว่าตัวเลขอย่างนี้เมื่อเอามาเปรียบเทียบอาจจะมองเห็นภาพที่แท้จริงลำบากเพราะขนาดของเศรษฐกิจต่างกันมาก และความสามารถในการจ่ายคืนก็แตกต่างกันไม่น้อยเลย

สำหรับของไทยเองนั้น พอมีตัวเลขออกมาบอกว่าหนี้บัตรเครดิตทั้งประเทศพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท ก็ต้องส่งสัญญาณเตือนภัยกันแล้ว เพราะ 'ชาวบ้าน' ของเราไม่เคยต้องเจอกับหนี้ขนาดนี้

และยังทำท่าว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างลิงโลดใจเสียด้วย

เพราะยอดขายสินค้าขายปลีกตามห้างร้านนั้นสูงกว่าที่เคยเป็นมา และนั่นคือตัวกระตุ้นให้อัตราเติบโตด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP สูงขึ้นอย่างที่ท่านผู้นำต้องการ จากร้อยละ 6 เป็น 7 และจาก 7 กำลังจะเป็น 8 เป็น 9

ตัวเลขเติบโตสวยงามน่าประทับใจนี้ส่วนหนึ่งมาจากการให้ชนชนกลางและรากหญ้าสร้างหนี้นั่นแหละ

หากไม่บอกไม่กล่าวไม่ติดตามพฤติกรรมกันอย่างใกล้ชิด พอมารู้อีกทีว่าต่างคนต่างเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวก็จะสายเกินไปเสียแล้ว

เพราะภาพสุดท้ายจะออกมาว่าตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศสวยงาม แต่สังคมไทยกลับกลวงและอ่อนปวกเปียกกันข้างใน

ปรัชญาที่ว่า 'รักชาติต้องสร้างหนี้' นั้น ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกผู้ดีตีนแดงเถอะครับ พ่อแม่ปู่ย่าตายายเราสอน มาให้ประหยัด, รู้เจียมเสงี่ยมตัว

ไม่มีอะไรจะเข้าถึงความยั่งยืนของความเป็นไทยเท่ากับ 'เศรษฐกิจพอเพียง' แล้วครับท่าน

 

กลับหน้าแรก