|
แนวโน้มตลาดและนัยสำคัญต่อโลกธุรกิจ
พลวัตเศรษฐกิจ : ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ anusorntamajai@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 มีนาคม 2547 มีแนวโน้มตลาดและเศรษฐกิจในอนาคตหลายประการ ที่มีนัยสำคัญต่อวิธีการดำเนินธุรกิจและรูปแบบการแข่งขันในอนาคตเริ่มต้น ตั้งแต่โลกกำลังร่ำรวยขึ้น แต่ช่องว่างกลับมากขึ้น ผลผลิตของเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง มีมูลค่ามากกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประชากรที่ยากจนยังมีอยู่จำนวนมาก แต่ละภูมิภาคและแต่ละประเทศก็มีระดับรายได้ที่แตกต่างกันมาก ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง มักจะขาดแคลนทรัพยากรที่จะนำไปใช้แก้ปัญหา ร้อยละ 1 ของประชากรที่ร่ำรวยที่สุด มีรายได้มากเท่ากับรายได้รวมทั้งหมดของร้อยละ 57 ของผู้ที่มีรายได้ต่ำ ยกตัวอย่างเช่น รายได้ของคนที่รวยที่สุดจำนวนน้อยกว่า 50 ล้านคน รวมกันแล้วมากเท่ากับรายได้ของคนยากจนถึง 2,700 ล้านคน (ข้อมูลจากรายงานวิจัยของ United Nations Environment Program/World Business Council for Sustainable Development) ความไม่เท่าเทียมของรายได้ไม่ได้เกิดในระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของโลกเท่านั้น แม้กระทั่งในประเทศเดียวกัน สถานการณ์ในบางประเทศหนักหนาสาหัสกว่า ในประเทศอินเดีย มีประชากรมากกว่าร้อยละ 80 ดำรงชีวิตอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 2 ดอลลาร์ หรือประมาณ 78-80 บาทต่อวัน และมากกว่าร้อยละ 40 ดำรงชีวิตอยู่ด้วยเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 39-40 บาทต่อวัน นัยทางธุรกิจจากแนวโน้มดังกล่าว ก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ ทำให้ผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้ต่ำเพิ่มขึ้น การผลิตสินค้าและบริการในตลาดโลกจึงต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงตรงนี้ และการจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืนพร้อมกับการขยายตัวทางธุรกิจ เราจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชากรจำนวนมากผู้มีรายได้ต่ำเข้าถึงแหล่งทุนและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น โลกมีการบริโภคที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็สร้างโอกาสของนวัตกรรมทางธุรกิจ การขยายตัวมากขึ้นของเศรษฐกิจหมายถึงรายได้ที่มากขึ้นของประชาชน หมายถึงกำลังซื้อและการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น หากเรายังคงมีรูปแบบการบริโภค การผลิตพลังงาน และการปลดปล่อยมลพิษในลักษณะเดิมย่อมสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ ขณะที่ภายในปี พ.ศ. 2593 คาดว่าจะมีประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 50% ความจำเป็นในการต้องบริโภคอย่างมีคุณภาพ ลดการบริโภคลงบางส่วนและปล่อยของเสียน้อยลง นำไปสู่โอกาสใหม่ทางธุรกิจ ระบบนิเวศ จึงควรได้รับการดูแลด้วยความรู้ใหม่ที่ลดกระบวนการที่ไม่จำเป็นลงและการผลิตสินค้าและบริการที่คำนึงถึงชีวิตและสุขภาพมากขึ้น นวัตกรรมใหม่ๆ ต้องเกิดขึ้น เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมีความยาวนานมากขึ้น เช่น การผลิตยานพาหนะที่ไม่มีการปล่อยมลพิษออกมา การใช้กระดาษอิเล็กทรอนิกส์ และรองเท้า ที่สามารถย่อยสลายได้ การสร้างโรงงานที่มีปล่อยของเสียน้อยลง เป็นต้น ความต้องการพลังงานสูง เป็นตัวผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กำลังคุกคามบรรยากาศโลก มลพิษยังคงเป็นความท้าทายของโลกวันนี้และอนาคต การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีส่วนสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการใช้พลังงาน โดยเฉพาะพลังงานจากฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ) ถูกผลิตถูกใช้เพิ่มขึ้นมาก จนกระทั่งมีปล่อยควันพิษขึ้นไปทำลายบรรยากาศโลก เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของโลก พลังงานทางเลือกและการอนุรักษ์พลังงาน กลายเป็นตัวแปรทางตลาดที่สำคัญในการผลักดันให้เกิดโอกาสและรูปแบบทางธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมทั้งเทคโนโลยีการผลิต ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์ทางธุรกิจกับประเด็นทางสังคมแยกออกจากกันได้น้อยลง และมีลักษณะบูรณาการมากขึ้น ประเด็นเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจสามารถนำมาบูรณาการกันได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่บ่งบอกถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และแรงงานจะมีศักยภาพด้านการตลาดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตมากขึ้น ต้องมองว่า นี่คือ โอกาสทางธุรกิจ มากกว่า เป็นต้นทุนทางธุรกิจในการติดตั้งเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษ หรือดูแลสวัสดิการแรงงาน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่สำคัญอย่างอื่นอีก เช่น การดำเนินธุรกิจแบบเครือข่ายสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อสินค้า บริการ เงินทุน และข้อมูลความรู้ไหลเวียนอย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้น การเพิ่มขึ้นของประชากรในภูมิภาคที่กำลังพัฒนา จะสร้างตลาดที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก ขณะที่สังคมของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำหลายประเทศ กำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ ภาคประชาสังคมกำลังเรียกร้องความตระหนักและความรับผิดชอบ รวมทั้งความโปร่งใสจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจการแพร่หลายของระบอบประชาธิปไตยและความคิดแบบเสรีนิยม สร้างเงื่อนไขที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจแบบตลาด จำนวนประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยในโลกใบนี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 22 ประเทศ จากทั้งหมด 154 ประเทศ ในปี พ.ศ. 2493 เป็น 119 ประเทศ จากทั้งหมด 192 ประเทศทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2543 ในประเทศที่มีเสรีทางการเมืองมากที่สุด จะมีจีดีพีโดยเฉลี่ยของคนสูงกว่าประเทศที่ไม่มีเสรีทางการเมือง หรือมีเสรีทางการเมืองน้อยประมาณ 7 เท่า (ข้อมูลจาก Freedom House 2001) ระบอบประชาธิปไตยได้เสนอเงื่อนไขที่มั่นคงให้กับการลงทุนและการประกอบธุรกิจ มีความรับผิดชอบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ถือหุ้นตามมาตรฐานสากล ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล จะอยู่ในความสนใจของนักลงทุนและบริษัทธุรกิจ ในขณะที่บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเผด็จการก็จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรพัฒนาเอกชน และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย แม้กระทั่งบริษัทที่ดีในสังคมเผด็จการก็อาจถูกมองด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจนักจากประชาคมโลก
|
| กลับหน้าแรก |