การเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรีภายใต้ Thaksinomics(1)

โดย ผู้จัดการออนไลน์  รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง  วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2547

การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกากำลังจะเริ่มต้น นั่นหมายความว่า นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังถึงจุดไคลแม็กซ์

รัฐบาลทักษิณหันเหจากแนวทางพหุภาคีนิยม (Multilateralism) และหันเข็มมุ่งสู่แนวทางภูมิภาคนิยม (Regionalism) และแนวทางทวิภาคีนิยม (Bilateralism) โดยมิได้ตระหนักว่า แนวทางพหุภาคีนิยมเท่านั้นที่เป็น First-Best Solution ที่ก่อประโยชน์สุทธิแก่สังคมเศรษฐกิจโลกโดยส่วนรวม ในขณะที่แนวทางภูมิภาคนิยมก็ดี และแนวทางทวิภาคีนิยมก็ดี มีผลในการเติมเชื้อเพลิงให้แก่ลัทธิการกีดกันทางการค้า (Protectionism) เพราะแม้จะส่งเสริมการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศภาคีสมาชิกภายในเขตการค้าเสรี แต่กีดกันสินค้าจากประเทศนอกเขต ด้วยเหตุดังนี้ ผลเสียอันเกิดจากการเบี่ยงเบนด้านการค้า (Trade Diversion) อาจหักกลบลบหรือท่วมผลดีอันเกิดจากการขยายตัวทางการค้า (Trade Creation) ได้

คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เหตุใดรัฐบาลทักษิณจึงเลือกเส้นทางภูมิภาคนิยมและทวิภาคีนิยม ทั้งๆ ที่ข้อตกลงการค้าเสรีเหล่านั้นมิได้ให้หลักประกันว่า จะก่อประโยชน์สุทธิแก่สังคมเศรษฐกิจไทยเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเด็นการเจรจา อำนาจต่อรองในการเจรจา และรายละเอียดของข้อตกลง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะซูเปอร์แมนผู้รักความรวดเร็วเป็นสรณะ มิอาจอดทนต่อความงุ่มง่ามขององค์การการค้าโลก และความไม่คืบหน้าของการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา (WTO Doha Round)

ในโลกที่มีการแข่งขันกันจัดตั้งเขตการค้าเสรี ทั้งในลักษณะเขตเศรษฐกิจภูมิภาคและเขตการค้าทวิภาคี (Competitive Regionalism) จนเขตเศรษฐกิจเหล่านี้ทับซ้อนกันในลักษณะที่เรียกว่า Spaghetti Regionalism กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขตการค้าเสรีทับซ้อนกันดุจเดียวกับที่เส้นสปาเกตตีพันกัน รัฐบาลทักษิณเกรงว่า สังคมเศรษฐกิจไทยจะตกขบวนรถไฟ เพราะบรรดาคู่แข่งของไทยทยอยขึ้นรถไฟกันแล้ว ประเทศเหล่านั้นได้ประโยชน์จากการทำข้อตกลงการค้าเสรีแล้ว การไม่ได้ขึ้นรถไฟหรือขึ้นรถไฟช้า ก่อให้เกิดต้นทุนจากการที่มิได้ขึ้นรถไฟ หรือจากความล่าช้าในการขึ้นรถไฟ หรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Cost of Non-Participation นั่นก็คือ การสูญเสียประโยชน์อันพึงได้จากการทำข้อตกลงการค้าเสรี

การวิ่งนำของสิงคโปร์บนเส้นทางทวิภาคีนิยมเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้รัฐบาลทักษิณวิ่งตาม สิงคโปร์เผชิญภาวะถดถอยและตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เมื่อภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในสหรัฐอเมริกาแตกสลายในปี 2543 แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นมากในช่วงสองปีหลังนี้ แต่ยังไม่คืนสู่สภาพปกติ สิงคโปร์ต้องพึ่งพิงภาคเศณษฐกิจระหว่างประเทศในสัดส่วนสูงมาก และมิอาจรอคอยความไม่คืบหน้าของการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา และภาวะชะงักงันในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ได้ ด้วยเหตุดังนั้น สิงคโปร์จึงเลือกเดินบนเส้นทางทวิภาคีนิยม

ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภายใต้ Thaksinomics รัฐบาลทักษิณยกย่องสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพี่เอื้อยแห่งอาเซียบูรพา และสยบต่อสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำแห่งสังคมเศรษฐกิจโลก ประชาสังคมไทยไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินนายกรัฐมนตรีของตนเปล่งมธุรสวาจา "ผมไม่กลัวคุณ" (หรือภาษาของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช "กูไม่กลัวมึง") ต่อหน้าประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ดุจเดียวกับที่เปล่งวาจาเช่นนี้ต่อผู้แทนองค์การสหประชาชาติ ในขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้พลังและทรัพยากรของแผ่นดินจำนวนมากในการตะกายขึ้นเป็นผู้นำแห่งอุษาคเณย์

ในการเดินแนวทางภูมิภาคนิยม รัฐบาลทักษิณอาศัยอาเซียนเป็นหัวหาดในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็จับมือกับสิงคโปร์ในการผลักดันการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) รวมทั้งเป็นผู้นำในการสถาปนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST-EC (=Bangladesh, India, Myanmar,Sri Lanka Economic Cooperation)

รัฐบาลทักษิณหวังประโยชน์จากการทำข้อตกลงการค้าเสรีในลักษณะทวิภาคีมากกว่าการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจภูมิภาค เนื่องเพราะโอกาสในการบรรลุผลมีมากกว่า ด้วยเหตุดังนั้น จึงเล่นเกมรุกในการเจรจาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับหลายประเทศ โดยที่บรรลุข้อตกลงระดับหนึ่งกับสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว และกำลังดำเนินการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย บาห์เรน เปรู ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ในการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรี รัฐบาลทักษิณยึดกุมยุทธวิธี "ขึ้นรถไฟไปตายดาบหน้า" ด้วยการชูธงนำการเจรจาการค้าในลักษณะ Competitive Regionalism เพราะเกรงว่า สังคมเศรษฐกิจไทยจะตกขบวนรถไฟ ซึ่งตาม Thaksinomics จะทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยสูญเสียประโยชน์อันพึงได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตกรถไฟก็ดี หรือการขึ้นรถไฟช้าก็ดี ก่อให้เกิด Cost of Non-Participation ในขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะซูเปอร์แมนผู้รักความรวดเร็วเป็นสรณะ ก็กำหนดเส้นตายการเจรจา และเร่งรัดให้บรรลุข้อตกลงตามเงื่อนเวลาที่กำหนด

รัฐบาลทักษิณไม่สนใจประเด็นอำนาจต่อรองการเจรจา ทั้งๆ ที่อำนาจต่อรองมีผลต่อการเจรจา ในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา ไทยสามารถผนึกกับกลุ่ม CAIRNS และกลุ่ม G 20+ ในการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้ ซึ่งทำให้ไม่เพลี่ยงพล้ำในเกมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมากนัก ในการเจรจาเพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจภูมิภาค ไทยสามารถผนึกกับกลุ่มอาเซียนในการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี ทั้งกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่น แต่ในการเจรจาการค้าทวิภาคี ไทยอยู่ในฐานะหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีพันธมิตรที่จะช่วยเสริมอำนาจต่อรอง ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับประเทศมหาอำนาจดุจดังสหรัฐอเมริกา อำนาจต่อรองแตกต่างกันมาก จนคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า ผลการเจรจาจะออกมาในรูปที่ไทยได้ไม่มากเท่ากับที่ต้องเสียไป

ยุทธวิธีการเร่งรุดการเจรจาและรวบรัดการบรรลุข้อตกลงที่รัฐบาลทักษิณเลือกใช้ มีผลในการบั่นทอนอำนาจต่อรองในการเจรจาด้วย เพราะประเทศคู่เจรจาอ่านเกมออกตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาลไทยต้องการขึ้นรถไฟขบวนที่สหรัฐอเมริกาขับเคลื่อน ไม่ว่าค่ารถไฟจะแพงมหาโหดเพียงใด

รัฐบาลทักษิณยอมจ่ายเงินดาวน์ (Down Payment) ด้วยการส่งทหารไทยไปอิรัก เพื่อแสดงตัวเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ในเมื่อรัฐบาลอเมริกันต้องการแยกมิตรแยกศัตรูโดยชัดแจ้ง ประเทศที่ไม่ยอมเข้าค่ายอเมริกันถูกถือเป็นศัตรูในสายตาของรัฐบาลบุช สหรัฐอเมริกาไม่ยอมทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่มิได้เป็นพันธมิตร

การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ปรากฏผลตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นกระบวนการ ในเมื่อฝ่ายไทยพร้อมที่จะโอนอ่อนเพียงเพื่อให้ได้ขึ้นรถไฟขบวนที่สหรัฐอเมริกาขับเคลื่อน มิพักต้องกล่าวถึงอำนาจต่อรองที่น้อยกว่าฐานความรู้และภูมิปัญญาในการเจรจาที่ด้อยกว่า รวมตลอดจนความอ่อนด้อยทางด้านทักษะและประสบการณ์ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

……………………


การเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรีภายใต้ Thaksinomics (2)

บทความ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง   โดย ผู้จัดการออนไลน์   วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2547

รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลือกยุทธวิธี "ขึ้นรถไฟไปตายเอาดาบหน้า" เป็นยุทธวิธีหลักในการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี ภายใต้ยุทธวิธีดังกล่าวนี้ รัฐบาลทักษิณเข้าสู่ลู่วิ่งแข่งในการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ในลักษณะ Competitive Regionalism พร้อมทั้งเร่งเวลาในการบรรลุข้อตกลง ด้วยการกำหนดเงื่อนเวลาในการสรุปข้อตกลง

การแข่งขันและการเร่งความเร็วในการทำข้อตกลงการค้าเสรีอาจเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ กริ่งเกรงว่า ไทยจะตกรถไฟ เนื่องจากสิงคโปร์ทิ้งห่างในลู่วิ่งนี้หลายช่วงตัว พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ชี้นำและกำหนดประเทศที่จะเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของคณะผู้แทนไทยที่จะต้องไปตายเอาดาบหน้า

การเลือกประเทศที่จะเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรีคราวละหลายๆ ประเทศ ในด้านหนึ่งส่อให้เห็นอาการ FTA-Mania ของรัฐบาลทักษิณ ในอีกด้านหนึ่ง สร้างกระแสให้ประชาสังคมไทยเข้าใจว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีนั้นมีแต่ได้ ไม่มีเสีย แท้ที่จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการทำข้อตกลงการค้าเสรี แม้จะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดของประเทศคู่สัญญา แต่ก็มีต้นทุนที่ต้องเสียในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนการปรับโครงสร้างการผลิต ในเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทต้องล้มหายตายจากไป อันเป็นผลจากการทำข้อตกลงการค้าเสรีนั้น รัฐบาลทักษิณอาศัยกลไกของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีจะนำพาสังคมเศรษฐกิจไทยไปสู่ภาวะ "ปรินิพพาน" ทางเศรษฐกิจ สังคมเศรษฐกิจไทยจะรุ่งเรืองอย่างสุดๆ ก็ด้วยข้อตกลงการค้าเสรี และ "โลกพระศรีอาริย์" ทางเศรษฐกิจอยู่ใกล้เพียงแค่มือเอื้อม โดยที่ข้อตกลงการค้าเสรีจะสามารถเปลี่ยนโฉมสังคมเศรษฐกิจไทยให้เป็น "โลกพระศรีอาริย์" ได้โดยง่าย

หากข้อตกลงการค้าเสรีเป็นพาหะในการเดินทางไปสู่ "โลกพระศรีอาริย์" จริง เหตุไฉนรัฐบาลบางประเทศ ดังเช่นลาว จึงหลีกเลี่ยงการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย ฤาลาวไม่ต้องการ "ปรินิพพาน" ทางเศรษฐกิจ แท้ที่จริงแล้ว ผู้นำลาวคงประเมินแล้วว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย มีแต่เสีย เพราะลำดับขั้นในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งสองแตกต่างกันมาก การเปิดตลาดย่อมทำให้สินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศไทยจะเข้าไปครอบงำตลาดลาว ทำลายโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศลาว ในขณะที่ลาวไม่มีสินค้าที่จะขายให้ไทยได้มากนัก

กรณีอุทาหรณ์ดังที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นประจักษ์พยานที่ดีว่าข้อกล่าวอ้างที่ว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีมีแต่ได้ ไม่มีเสียนั้นเป็นมุสาวาทะโดยชัดแจ้ง ดังได้กล่าวแล้วว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรี แม้จะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดของประเทศคู่สัญญา แต่ก็มีต้นทุนนานัปการที่ต้องเสียโอกาสที่ต้นทุนที่เสียไปไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้รับจึงมีอยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อตกลง การเลือกอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจในกระบวนการยื่นหมูยื่นแมวเพื่อทำข้อตกลง รวมทั้งอำนาจต่อรองระหว่างประเทศคู่สัญญา

พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้นำและกำหนดประเทศที่เลือกเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี โดยปราศจากหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส ไม่มีหลักเกณฑ์และเหตุผลอันแน่ชัดว่า เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศหนึ่ง แต่ไม่ทำกับอีกประเทศหนึ่ง ในเมื่อบุคคลในคณะรัฐบาลหรือที่ชิดใกล้กับรัฐบาลจำนวนมากมีผลประโยชน์ทางธุรกิจทับซ้อนกับอำนาจทางการเมือง สาธารณชนจึงอดตั้งข้อกังขามิได้ว่า การเลือกประเทศเพื่อเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี โดยปราศจากหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสเช่นนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ทางธุรกิจของบุคคลในคณะรัฐบาลหรือชิดใกล้กับรัฐบาลหรือไม่

ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้นำและกำหนดประเทศที่เลือกเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี ไม่มีการศึกษาวิจัยล่วงหน้าว่า การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่สัญญาแต่ละประเทศก่อประโยชน์สุทธิแก่สังคมเศรษฐกิจไทยหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ ยังไม่มีชุดความรู้ที่ชัดเจนว่า ไทยควรทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ในประเด็นสำคัญอะไรบ้าง และในแต่ละประเด็น ไทยควรมีจุดยืนอย่างไร ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงว่า การดำเนินนโยบายการทำข้อตกลงการค้าเสรีของรัฐบาลทักษิณ มิใช่การบริหารรัฐกิจอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ไม่สมกับความพยายามในการฉายภาพว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาล CEO และนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี CEO

รัฐบาลเพิ่งจัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัยเพื่อกำหนดจุดยืนในการเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่กระบวนการเจรจาเริ่มต้นแล้ว วิธีการ "เจรจาไป ทำวิจัยไป" ต้องเรียกว่า สุกเอาเผากิน งานวิจัยที่มีเงื่อนเวลาอันจำกัดเช่นนี้ย่อมหาคุณภาพมิได้ และอาจไม่ทันกาละแห่งกระบวนการเจรจา ในขณะที่คณะผู้แทนการเจรจาไม่สามารถกำหนดจุดยืนในการเจรจาประเด็นสำคัญบางประเด็น เพราะไม่มีความรู้อันแน่ชัด ด้วยเหตุดังนี้ คณะผู้แทนการเจรจาจึงต้องไปตายเอาดาบหน้า และนำพาสังคมเศรษฐกิจไทยไปตายเอาดาบหน้าด้วย

คณะผู้แทนการเจรจาการค้าไทยมีขีดจำกัดทั้งด้านกำลังคน ศักยภาพทางวิชาการ รวมทั้งทักษะและประสบการณ์ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

รัฐบาลระดมกำลังคนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเป็นด้านหลักในการจัดตั้งคณะผู้แทนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่จำนวนนักเจรจาการค้ามีจำกัดยิ่ง ความจำกัดของนักเจรจาการค้าปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อไทยสมัครเป็นสมาชิก GATT ในปี 2525 ความจำกัดนี้เป็นปัญหาสำคัญยิ่งเมื่อเกิดกรณีพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ และเมื่อถึงรอบการเจรจาการค้าพหุภาคี (Multilateral Trade Negotiations) นับตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา ไม่มีรัฐบาลชุดใดสนใจผลิตและพัฒนานักเจรจาการค้า แม้แต่กระทรวงพาณิชย์เองก็มิได้สนใจเรื่องนี้

คณะผู้แทนการเจรจาการค้าไทยไม่เพียงแต่จะมีฐานกำลังคนอันจำกัดเท่านั้น หากยังมีฐานภูมิปัญญาอันอ่อนแออีกด้วย การมีนักเจรจาการค้าเพียงปัจจัยเดียวไม่เป็นการเพียงพอ นักเจรจาการค้าต้องมีภูมิความรู้ด้วย ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า การศึกษาวิจัยเพื่อหาความรู้สำหรับการเจรจาการค้า หรือแสวงหานัยเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ต้องนับว่าน้อยนักและไม่เป็นการเพียงพอ ในเมื่อการจัดระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต การส่งเสริมการศึกษาวิจัยในเรื่องเหล่านี้ จึงควรมีลำดับความสำคัญสูง โดยที่ต้องมียุทธศาสตร์การวิจัยด้วย หาควรยึดยุทธวิธี "เจรจาไป ทำวิจัยไป" ไม่

ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่เพียงพอสำหรับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ความรู้เกี่ยวกับกฎกติกาของ GATT/WTO นับว่ามีความสำคัญยิ่งในการนี้ แม้ว่าสังคมไทยจะมีนักนิติศาสตร์ที่มีความรู้กฎหมายระหว่างประเทศจำนวนมากพอสมควร แต่นักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความรู้ความชำนัญเรื่องกฎกติกาของ GATT/WTO มีน้อยนัก รัฐบาลนับตั้งแต่ปี 2525 มิได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตและพัฒนาบุคลากรที่มีความชำนัญเฉพาะด้านดังกล่าวนี้ การศึกษากฎกติกาของ GATT/WTO ในด้านนิติศาสตร์จึงมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ซึ่งส่งผลต่อฐานภูมิปัญญาในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

นักเจรจาการค้าไม่เพียงแต่ต้องมีภูมิความรู้เท่านั้น หากยังต้องมีทักษะในการเจรจาอีกด้วย ทักษะในการเจรจาจักได้มาก็แต่โดยการมีประสบการณ์จากการร่วมคณะผู้แทนการค้า และการสังเกตการณ์ในการประชุมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลปัจจุบันมิได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ การที่รัฐบาลไทยมีนักเจรจาการค้าจำนวนจำกัด นับเป็นข้อจำกัดในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมากพออยู่แล้ว แต่การขาดนักเจรจาการค้าที่มีภูมิความรู้และทักษะในการเจรจาสร้างข้อจำกัดมากยิ่งกว่า การผลิตและพัฒนานักเจรจาการค้าเป็นวาระเร่งด่วนในเชิงนโยบาย หากรัฐบาลยังคงเดินตามฉันทมติแห่งวอชิงตัน และยึดกุมยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation)

ในวาระที่คนไทยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก การส่งข้าราชการ ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นคณะทำงาน (Supporting Staff) เพื่อช่วยงานผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก โดยกินเงินเดือนรัฐบาลไทยก็ดี หรือการเพิ่มจำนวนผู้ช่วยคณะเจรจาการค้าประจำองค์การการค้าโลกในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาก็ดี ล้วนเป็นโอกาสอันดีในการผลิตและพัฒนานักเจรจาการค้าไทย เพราะอย่างน้อยที่สุดมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์จากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจริง น่าเสียดายที่รัฐบาลกำลังปล่อยให้โอกาสเหล่านี้หลุดเลยไป

ความจำกัดของนักเจรจาการค้าไทย ทั้งในด้านกำลังคน ศักยภาพทางวิชาการ และทักษะและประสบการณ์ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มีนัยสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก รัฐบาลมิควรเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี ในขณะหนึ่งขณะใดมากจนเกินไป เพราะจำนวนนักเจรจาการค้าที่มีอยู่น้อยนิดจะถูกกระจายจนคณะผู้แทนไทยบางเบา อันมีผลต่อประสิทธิภาพในการเจรจาของคณะผู้แทนแต่ละคณะ

ประการที่สอง รัฐบาลมิควรกำหนดเงื่อนเวลาในการเจรจาและเร่งให้คณะผู้แทนไทยสรุปข้อตกลงตามกำหนดเวลา

รัฐบาลทักษิณทำตรงกันข้ามกับนัยสำคัญทางนโยบายทั้งสองนี้ ในด้านหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ โบกธงชี้นำการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจานับสิบประเทศ อันแสดงอาการ FTA-Mania โดยมิได้คำนึงถึงขีดจำกัดของนักเจรจาการค้าไทย ทั้งในด้านกำลังคน ศักยภาพทางวิชาการ และทักษะในการเจรจา ในอีกด้านหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เร่งรัดให้สรุปข้อตกลงการทำสัญญาโดยเร็ว การกำหนดเส้นตายและเร่งการเจรจามีผลในการบั่นทอนอำนาจต่อรองของคณะผู้แทนไทยในการเจรจา เพราะประเทศคู่เจรจาล่วงรู้แล้วว่า ฝ่ายไทยกระเหี้ยนกระหือรือในการทำข้อตกลงการค้าเสรี โดยอาจยอมข้อเรียกร้องของประเทศคู่เจรจาได้โดยง่าย พ.ต.ท.ทักษิณไปไกลถึงกับชี้นำว่า ในการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น คณะผู้แทนไทยมิจำต้องหยิบยกประเด็นเรื่องการเปิดตลาดข้าวขึ้นโต๊ะเจรจา จนประชาสังคมไทยอดตั้งข้อกังขามิได้ว่า นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยยืนอยู่ข้างคณะผู้แทนไทย หรือยืนอยู่ข้างประเทศคู่เจรจาของไทย

หากการเปิดพรมแดนสังคมเศรษฐกิจไทยด้วยการทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้ Thaksinomics ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาดังกล่าวนี้เดินตามฉันทมติแห่งวอชิงตัน หาได้เดินตามฉันทมติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งยึดกุมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ การเลือกเส้นทางทวิภาคีนิยมแทนที่จะเน้นแนวทางพหุภาคีนิยมก่อให้เกิดวิวาทะในวงวิชาการ แต่ข้อวิพากษ์สำคัญเกิดจากกระบวนท่าและลีลาในการชี้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอง รวมตลอดจนกระบวนการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรีที่มีลักษณะไร้ธรรมาภิบาล (Good Governance)

........................

หมายเหตุ บทความชุดนี้เขียนจากบทบรรยายนำเรื่อง "นโยบายการจัดตั้งเขตการค้าเสรีของไทย" ในการเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง "FTA กับปัญหาอธิปไตยของชาติ" จัดโดย ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547

 

 

กลับหน้าแรก