MASTERMINDS ?

บทความพิเศษ   มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1232

ดูเหมือนว่าขณะนี้สถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้ ในสายตาฝ่ายรัฐ จะโน้มเอียงไปในทางที่เป็นฝีมือพวก "แบ่งแยกดินแดน"

ซึ่งนับเป็นความแตกต่างอย่างลิบลับกับเมื่อแรกๆ ที่ตั้งแต่ผู้นำประเทศคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นฝีมือ "โจรกระจอก"

การพลิกผันสถานการณ์ จากโจรกระจอกเป็น กบฏ "แบ่งแยกดินแดน" นั้น เราคงไม่ปฏิเสธว่าด้านหนึ่งมาจากสถานการณ์ที่นับวันดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น

รุนแรงจนภาครัฐไม่อาจหมิ่นเหยียดได้เหมือนตอนต้นว่าเป็นโจรกระจอก มิหนำซ้ำ เพื่อที่จะลดแรงกดดันของสังคมว่าทำไมควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ดูจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยกระดับให้กลายเป็นประเด็นแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นเรื่อง "ร้ายแรง" เกือบที่สุด

นี่ถ้ามีการโยงให้เป็นกระแสก่อการร้ายสากลด้วยอีกนิด ก็คงเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุดแล้ว

เมื่อต้องเป็นเรื่อง "แบ่งแยกดินแดน" แน่นอนที่สุด ก็ต้องมี MASTERMIND หรือจอมบงการ และจะต้องไม่ใช่คนเดียว หากแต่ต้องมีการเติม S หลัง MASTERMIND ด้วย เพื่อให้เรื่องมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

ใครคือ MASTERMINDS อันนี้ค่อยว่ากันต่อไป

แต่ที่น่าถกแถลงกันก่อน ก็คือความเชื่อเรื่อง "การแบ่งแยกดินแดน"

หากจำได้ ผู้ที่ชูทฤษฎีนี้ขึ้นอย่างเป็นทางการ ก็คือ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนฝ่ายรัฐ "สายเหยี่ยว" ที่ใช้เวทีประชุมคณะรัฐมนตรีที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศระบุว่า อีก 1,000 วัน จะมีธงปัตตานีปักที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงที่เชื่อในแนวคิดนี้ ได้มีการเผยแพร่เอกสารแผน 7 ขั้น เพื่อสถาปนารัฐปัตตานี ที่อ้างว่าหน่วยการข่าวของไทยพบหลักฐานระหว่างการตรวจค้นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อปลายปี 2546 คือ

1. ฝึกฝนกองกำลังโดยส่งผู้ร่วมขบวนการไปฝึกยุทธวิธีการรบในต่างประเทศ

2. ปลุกปั่นประชาชนในพื้นที่ให้เกิดความรู้สึกแตกแยก และรู้สึกไม่ดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

3. ใช้โรงเรียนสอนศาสนาในเครือข่ายล้างสมองเยาวชน ให้เชื่อว่าไม่ได้เป็นคนไทย

4. ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่แตกแยกกันเอง โดยเฉพาะตำรวจกับทหาร

5. ทำลายล้างกองกำลังด้านความมั่นคงของประเทศ ทั้งทหารและตำรวจเพื่อรวบรวมอาวุธยุทธโธปกรณ์

6. ดำเนินการแบ่งแยกดินแดนตั้งแต่ อ.จะนะ จ.สงขลา ลงไปจนถึงทางตอนเหนือของรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเคยเป็นดินแดนของรัฐปัตตานี

7. ขั้นตอนสุดท้ายคือการสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามปัตตานี

ทั้งนี้ มีการระบุว่าขณะนี้ฝ่ายต้องการแบ่งแยกดินแดน ได้ดำเนินการคืบหน้ามาถึงขั้นที่ 6 แล้ว

แต่กระนั้น "นิธิ เอียวศรีวงศ์" ได้เสนอความเห็นไว้อย่างน่าสนใจในมติชนรายวันเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ว่า

"จุดอ่อนของทฤษฎี "แบ่งแยกดินแดน" คือถ้าย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในภาคใต้ที่ต่อต้านรัฐ นับตั้งแต่ 2475 มาถึงปัจจุบัน ไม่อยู่ในลักษณะที่จะวางเป้าหมายไว้ที่การแยกดินแดนเลย

...ทั้งนี้ หลังจากการสูญเสียผู้นำตามจารีต (คือสุลต่าน) ไปแล้ว ความนิยมทางการเมืองของผู้นำระดับต่างๆ ที่ได้รับจากประชาชน ไม่เป็นปึกแผ่นและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนถึงขนาดจะแยกดินแดนได้"

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ตั้งคำถามว่า "มีใครเคยได้ยินบ้างว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในสาม-สี่จังหวัดภาคใต้ วางเป้าหมายการเมืองและการปกครองเพื่อดึงดูดความภักดีจากประชาชนว่าอะไร เช่น ถ้าตั้งประเทศใหม่ จะปกครองกันอย่างไร ประชาชนจะได้อะไรบ้าง รัฐใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นรัฐอิสลามระดับใด"

"...ยิ่งกว่านี้ หากสาม-สี่จังหวัดภาคใต้กลายเป็นรัฐอิสระ ยังมีประชาชนชาวพุทธ และเชื้อสายจีนอีกจำนวนหนึ่ง ถึงไม่มากนัก แต่ก็เป็นกอบเป็นกำ และส่วนใหญ่ดำรงฐานะคนชั้นกลางและกุมเศรษฐกิจพาณิชย์ของท้องถิ่น รัฐบาลใหม่จะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร จะให้พื้นที่แก่คนเหล่านี้ในรัฐใหม่อย่างไร...ไม่เคยได้ยินว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวในภาคใต้ได้เคยพูดถึงปัญหาสำคัญๆ เหล่านี้เลย ที่ไม่ได้ยินก็เพราะเขาไม่ได้พูด และที่เขาไม่ได้พูดก็เพราะเป้าหมายของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา ไม่ใช่การแยกดินแดน สิ่งที่เราได้ยินเสมอคือการปกปักรักษาศาสนาอิสลาม กล่าวอีกนัยยะหนึ่งก็คืออิสลามเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กลุ่มเคลื่อนไหวใช้สำหรับดึงดูดความสนับสนุนจากผู้คน"

"นอกจากนี้ ในสาม-สี่จังหวัดภาคใต้เอง กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ประกอบกันขึ้นเป็นหลายกลุ่มมาก อาจร่วมปฏิบัติการกันเป็นบางเรื่องเท่านั้น แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จที่จะสร้างองค์กรแกนกลางนำขึ้นมาได้เลย เป้าหมายใหญ่ขนาดแยกดินแดนจึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง หรือแม้แต่ในความฝัน"

อย่างไรก็ตาม พลันที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำตัว นายอนุพงษ์ พันธชยางกรู กำนัน ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส มาแถลงข่าว ด้วยการพาดพิงถึงนักการเมืองระดับชาติ 3 คน คือ 1) นายเด่น โต๊ะมีนา ส.ว.ปัตตานี 2) นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.นราธิวาส และ 3) นายนัจมุดดิน อูมา ว่าเป็น "ผู้บงการ" การปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 และอยู่เบื้องหลังการลอบเผาโรงเรียนจำนวนหลายแห่ง

ซึ่งเข้าได้พอดิบพอดีกับขั้นตอนที่ 5 ของการแบ่งแยกดินแดนคือ ทำลายล้างกองกำลังด้านความมั่นคงของประเทศ ทั้งทหาร และตำรวจเพื่อรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์

ทำให้ทิศทางที่จะชี้นำสถานการณ์ใต้ไปสู่เรื่องการแบ่งแยกดินแดน ชัดเจนขึ้น

แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวแบบออกตัวว่า เป็นเพียงคำให้การของบุคคลคนเดียวก็ตาม

แต่ก่อนหน้าที่ พล.ต.อ.โกวิท จะนำตัวนายอนุพงษ์มาแถลงข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดเป็นนัยๆ ระหว่างการออกรายการวิทยุ นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม ว่า กำลังจะได้ตัว MASTERMINDS

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยอมรับหลังจาก พล.ต.อ.โกวิท แถลงข่าวไปแล้วว่า พล.ต.ท.โกวิท ได้โทรศัพท์มาปรึกษาหารือ ซึ่งก็ได้บอกว่าให้ทำไปตามพยานหลักฐาน

นั่นก็อาจจะอนุมานได้ระดับหนึ่งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ รับทราบเรื่องดังกล่าวและไม่ได้ท้วงติงกับการเปิดเผยเรื่องดังกล่าวออกมา

ซึ่งเท่ากับยอมรับกลายๆ กับทิศทางที่จะให้เรื่องนี้ไปสู่ข้อสรุป เป้าหมายการแบ่งแยกดินแดน

ซึ่งตรงนี้ ละเอียดอ่อน และอ่อนไหวอย่างยิ่ง

เหตุเพราะตอนนี้ ความรู้สึกของคนไทย โดยเฉพาะคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความเชื่อถือ ในข้อมูลของภาครัฐน้อยอย่างยิ่ง

น้อยเพราะคลางแคลงใจว่าสถานการณ์เผาโรงเรียน การปล้นปืน เป็นฝีมือสร้างสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองมากกว่า และยังเชื่อไปอีกมีการสร้างสถานการณ์ "อุ้ม" และจับแพะเพื่อโยนความผิดให้ชาวบ้านด้วย

จอมบงการ ในสายตาของชาวบ้าน เป็น "ฝ่ายรัฐ" มากกว่าจะเป็นฝีมือของโจรแบ่งแยกดินแดน

มิหนำซ้ำ เมื่อมาเกิดกรณีการหายตัวไปอย่างลึกลับของ นายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่กำลังมีบทบาทสำคัญในการพิสูจน์ว่า ตำรวจกำลังยัดเยียดข้อหาปล้นปืนให้กับ 5 ผู้ต้องหาที่ถูกจับมาก่อนหน้านี้

ยิ่งทำให้เกิดความคลางแคลงใจในเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ มากขึ้นไปอีก

ทำให้เมื่อนายอนุพงษ์ออกมาสารภาพด้วยการกล่าวหา นายเด่น นายอารีเพ็ญ และนายนัจมุดดิน น้ำหนักแห่งความไม่น่าเชื่อถือจึงท่วมท้น

ด้วยเพราะมี "ช่องโหว่" เต็มไปหมด

เพียงข้อสังเกต 3 ประการที่นายเด่นออกมาตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ ก็นำไปสู่ข้อสงสัยมหาศาลแล้ว คือ 1) มีการซ้อมนายอนุพงษ์ เพื่อให้รับสารภาพหรือไม่ 2) เมื่อนายอนุพงษ์รับสารภาพว่านำปลืนที่ปล้นได้เป็นร้อยๆ กระบอกไปเก็บไว้ที่บ้านก่อนจะแจกจ่ายให้พรรคพวก ทำไมตำรวจจึงไม่สามารถตามปืนคืนมาได้แม้แต่กระบอกเดียว หรือปืนหายไปก่อนปล้นแล้ว 3) ที่มีการสารภาพว่าได้มีการประชุมวางแผนปล้นปืนที่บ้านนายนัจมุดดิน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2547 และมีการปล้นวันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อการปล้นที่ทางการชี้แจงมาว่า มีการใช้กำลังคนถึง 100-200 คน มีการกำหนดยุทธวิธีอย่างเป็นระบบ วางแผนคืนเดียวแล้วปล้นไม่น่าจะเป็นไปได้ จะต้องมีการวางแผนในระยะยาว ใช้เวลานาน

ผู้บงการทั้ง 3 ที่นายอนุพงษ์พาดพิงถึงจึงมีเครื่องหมายคำถาม ตัวใหญ่ๆ ห้อยหลังอยู่

และยิ่งการที่ พล.ต.อ.โกวิท ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ว่า จะมีการจับ 5 จอมบงการภายใน 5 วัน ยิ่งมีคำถามใหญ่ขึ้นไปอีก ว่า ใช่ผู้บงการจริงๆ หรือ

สถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้นั้น มีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง การไปปักใจประเด็นใดประเด็นหนึ่ง อย่างเรื่องการแบ่งแยกดินแดน อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายเพิ่มมากขึ้นได้

เพราะจะนำไปสู่การปราบปรามที่รุนแรง เนื่องจากเป็นความผิดฉกรรจ์ แต่ที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่ายิ่งมีการเพิ่มการปราบปรามที่เด็ดขาดรุนแรงมากขึ้นเท่าใด ความรุนแรงยิ่งเพิ่มขึ้น และทำให้ชาวบ้านถอยออกจากรัฐบาลมากขึ้นทุกที

แม้หากทฤษฎีการแบ่งแยกดินแดน จะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การดำเนินการก็ต้องไปเป็นอย่างรอบคอบรัดกุม มีหลักฐานที่ชัดเจนจนยากจะถูกตั้งคำถาม และฝ่ายรัฐจะต้อง "มั่นใจ" จริงๆ นั่นแหละจึงจับกุมหรือกวาดล้าง

การนำตัวผู้ต้องหามาแถลง แล้วปล่อยให้ผู้ต้องหา "ซัดทอด" ใครต่อใคร เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง

หาก พล.ต.อ.โกวิท จะใจเย็นสักนิด ขยายผลตามคำให้การของนายอนุพงษ์ ตามล่าหาปืนที่ถูกปล้นไปให้ แม้ถ้าได้เพียงกระบอกเดียว น้ำหนักเรื่องนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ตำรวจกลับทำกลับหัวกลับหางนั่นคือ ผลีผลามไปหาตัว "ผู้บงการ" ทั้งที่ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ยืนยันได้เลย

นี่จึงทำให้เกิดคำถามว่า คนที่ถูกอ้าง เป็น MASTERMINDS จริงหรือ

เมื่อเผชิญคำถามมากๆ ฝ่ายรัฐก็เหมือนกับคนติดหล่ม นั่นคือไม่รู้จะตอบหรือแก้คำถามและปัญหานั้นอย่างไร ยิ่งดิ้นรน ตัวเองยิ่งจมลงไปในหล่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ยิ่งปราบ ยิ่งจับ ก็ยิ่งต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

ปัญหาจึงไม่รู้จบ มิหนำซ้ำชาวบ้านก็ถอยห่างออกไปทุกที

สถานการณ์ภาคใต้ มีผู้ทำให้เกิดปัญหาแน่นอน

แต่การพุ่งเป้า "ล่าตัว" ผู้ทำให้เกิดปัญหานี้แบบ "แยกส่วน" "แยกกลุ่ม" พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล และตอบโจทย์ผิด

เพราะผู้ทำให้เกิดปัญหาในภาคใต้นี้ ได้ทำให้เราได้เห็นแล้วว่าแม้จะมีจำนวนน้อย แต่กลับสามารถสร้างความไม่สงบขึ้นได้ในวงกว้าง ก็เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ ไม่พอใจระบบที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบกฎหมาย การปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา การศาสนา

ความไม่พอใจดังกล่าวได้กลายเป็นกุญแจให้ผู้ไม่หวังดีใช้นำไปเปิดประตูแห่งความวุ่นวายขึ้น

ชาวบ้านที่ไม่พอใจระบบที่เป็นอยู่กลายเป็นแนวร่วมชั้นดีของคนเหล่านี้

การแก้ปัญหาจึงไม่มีทางอื่น นอกจากภาครัฐต้องอดทน และเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเหตุใดคนเหล่านี้ จึงสามารถสร้างความไม่สงบได้ และต้องพยายามแยก "คนร้าย" ออกจาก "คนดี" ด้วยการขจัดความไม่พอใจที่ชาวบ้าน มีต่อระบบที่เป็นอยู่ให้มากที่สุด เร็วที่สุด

ยิ่งสามารถแยกน้ำออกจากปลาได้มากเท่าไหร่ การจับปลายิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น

จอมบงการ จะกลายเป็น โจรกระจอก ไปทันทีหากชาวบ้านไม่อยู่เคียงข้าง

แต่คำถามก็คือ ขณะนี้ฝ่ายรัฐตีโจทย์ข้อนี้แตกจริงๆ หรือยัง

 

หน้า 9

 

กลับหน้าแรก