"หมอเลี้ยบ" โยนเผือกร้อน ชง ครม.ล้มโต๊ะ "สมาร์ตการ์ด"

เศรษฐกิจ  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1232

แนวคิดการทำบัตรประจำตัวประชาชนอเนกประสงค์ หรือบัตรสามาร์ตการ์ด ได้เริ่มขึ้นมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คือประมาณต้นปี 2545 โดยรัฐบาลมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนทุกคนมีบัตรประชาชนที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของตัวเองไว้เพื่อใช้ในการติดต่อราชการ และการทำธุรกิจต่างๆ ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ในช่วงแรกรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยกระทรวงมหาดไทยเองก็ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปทะเบียนราษฎรแห่งชาติ ขึ้นมาดำเนินการ แต่ผ่านมา 2 ปีก็ไม่มีความคืบหน้า และในปี 2546 ก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการอีกชุดเพื่อหารือเรื่องการทำบัตรสมาร์ตการ์ด โดยคณะกรรมการ 2 กลุ่มนี้มีแนวความคิดที่ขัดแย้งกันหลายเรื่อง เช่น คณะกรรมการปฏิรูปฯ เห็นว่าการบรรจุข้อมูล ควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยให้มีบัตรรูปแบบเดียว และส่วนหน่วยงานอื่นนั้น หากหน่วยงานใดมีระบบข้อมูลพร้อมก็ให้นำมาใส่ ขณะที่คณะกรรมการอีกชุดเห็นว่า ควรให้แต่ละหน่วยงานออกบัตรสมาร์ตการ์ดเอง เช่น กระทรวงสาธารณสุข ออกสมาร์ตการ์ดเกี่ยวกับข้อมูลคนไข้ เป็นต้น

เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เมื่อเดือนตุลาคม 2546 คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ดำเนินการแทน

เมื่อรับงานมา น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ก็เริ่มดำเนินการ โดยผ่านมาปีเศษๆ ก็ไปถึงขั้นจะเปิดประมูลงานที่เกี่ยวข้องซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.การประมูลตัวบัตรสมาร์ตการ์ด 2.การประมูลจัดซื้อเครื่องแม่ข่ายเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะแบ่งเป็นระบบซีเอ็มเอส และเคเอ็มเอส และ 3.การประมูลเครื่องอ่านข้อมูลในบัตร (รีดเดอร์)

โดยเริ่มจากการประมูลตัวบัตรสมาร์ตการ์ดก่อน วางแผนไว้ 3 ปี (2547-2549) รวม 60 ล้านบัตรเท่ากับจำนวนประชากร ใช้งบฯ รวม 7,910 ล้านบาท โดยล็อตแรกที่เริ่มปีงบประมาณ 2547 จะประมูล 12 ล้านบัตร ราคากลาง 120 บาทต่อใบ รวมงบฯ 1,440 ล้านบาท กำหนดการประมูลไว้เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะ นายรอม หิรัญพฤกษ์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซอฟต์แวร์ปาร์ก) ได้ยื่นใบลาออกจากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุบัตรสมาร์ตการ์ด และแสดงความเห็นว่ารัฐบาลควรชะลอการประมูลตัวบัตรไว้ก่อน เพราะขณะนี้ยังมีความไม่พร้อมหลายๆ ด้านในการใช้บัตรสมาร์ตการ์ด การเปิดประมูลจัดหาบัตรไปจะทำให้สูญเสียงบประมาณโดยใช้เหตุ

นอกจากนี้ ดร.รอม ยังระบุว่าแนวคิดการใช้บัตรสมาร์ตการ์ดของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ตรงกับแนวคิดการใช้เทคโนโลยีสมาร์ตการ์ด ที่เน้นด้านการรักษาความมั่นคง เน้นให้พ้นจากการปลอมแปลง แต่การดำเนินการของรัฐยังขาดความพร้อมด้านต่างๆ ที่จะทำให้การใช้บัตรนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ดร.รอม ยังเห็นว่าการดำเนินการโดยขาดความพร้อม อาจจะทำให้ประเทศไทยอาจกลายเป็นตัวอย่างด้านลบของโครงการมูลค่ามหาศาลนี้ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การตรวจรับงาน ข้อกำหนดเชิงเทคนิคต่างๆ ยังมีข้อบกพร่องและข้อสงสัย โดยเฉพาะการพิจารณารายละเอียดมีระยะเวลาสั้นมาก ทั้งที่ควรเป็นการประมูลในระดับนานาชาติ เพื่อแสดงความโปร่งใสของโครงการขนาดใหญ่ และผลที่จะได้จากการใช้สมาร์ตการ์ดครั้งนี้ แทบจะไม่มีความแตกต่างจากการใช้บัตรแถบแม่เหล็กแบบเก่า ซึ่งหากจะทำให้พร้อม ควรจะมีใการกำหนดเลข 13 หลักกับหน่วยบริการของรัฐทุกหน่วยเสียก่อน

ที่สำคัญหากไม่มีการเร่งรัดให้ออกพระราชบัญญัติมารองรับความถูกต้องสมบูรณ์ของการใช้งานไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะใช้บัตรนี้เชิงอเนกประสงค์ได้จริงจังอย่างไร

และในขณะที่การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล อยู่ในมือกระทรวงมหาดไทย ส่วนกระทรวงไอซีทีเป็นเพียงหน่วยงานจัดซื้อวัสดุที่ใช้ในโครงการเท่านั้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลส่วนบุคคลที่บรรจุในสมาร์ตการ์ด ยังไม่มีกลไกที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างกลไกป้องกันและแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ต้องมีการทดลองก่อนการใช้งานจริง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่จะเปิดใช้จริงได้ แต่โครงการนี้รัฐบาลกำหนดระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

นอกจาก ดร.รอม ที่ยื่นใบลาออกแล้ว นายชุณหพงศ์ ไทยอุปถัมภ์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 6 กระทรวงไอซีที ก็ยื่นใบลาออกอีกคน เพราะมีความอึดอัดใจในการทำงาน ยิ่งทำให้เรื่องนี้ตึงเครียดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา หรือแม้แต่บริษัทการ์ทเนอร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาทางเทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลก ที่มี นายดิออน วิกกินส์ ผู้อำนวยการวิจัยของบริษัทการ์ทเนอร์ ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เป็นผู้ให้คำปรึกษาส่วนตัว น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที ยังมีสรุปถึง น.พ.สุรพงษ์ ไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ว่ากว่าที่ไทยจะพร้อมใช้สมาร์ตการ์ด ก็คืออีก 6 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หลังจากข่าวการลาออกของ ดร.รอม ปรากฏออกมา น.พ.สุรพงษ์ ก็พยายามเบี่ยงเบนประเด็นไปว่า เป็นเรื่องของผู้เสียประโยชน์จากการเข้าร่วมประมูลทำตัวบัตรสมาร์ตการ์ดที่ต้องการให้ยกเลิกการประมูลวันที่ 22 มีนาคม และยืนยันที่จะเดินหน้าการประมูลต่อ สุดท้ายก็ได้กลุ่มกิจการร่วมค้า จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง และเอ็กซอลโต้ เป็นผู้ชนะการประมูล

ซึ่งก็คงเป็นการแก้เกี้ยวของกระทรวงไอซีทีและรัฐบาล เพราะหลังจากนั้นในวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.พ.สุรพงษ์ได้เสนอผลการประมูลดังกล่าวให้ที่ประชุมพิจารณา และมีมติให้ยกเลิกผลการประมูลไป โดยอ้างว่าราคาที่กลุ่มกิจการร่วมค้า จันวาณิชย์ เสนอมาที่ 144 บาท จากราคากลาง 120 บาทยังสูงอยู่

ถือได้ว่าเป็นทางออกที่สวยงามของรัฐบาลชุดนี้ และยังดีกว่าดึงดันที่เร่งทำบัตรสมาร์ตการ์ดออกไป เพราะในขณะที่ไฟใต้กำลังลุกลามและยังไม่มีท่าทีว่าจะจบ ปัญหาสัญญาสัมปทานไอทีวี ก็ยังแทรกอยู่ในกระแสสังคมอยู่

การปิดศึกเรื่อง "สมาร์ตการ์ด" ลงเสียด้านหนึ่ง จะช่วยให้อุณหภูมิปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาลขณะนี้ลดลงได้ไม่มากก็น้อย

 

หน้า 22

 

กลับหน้าแรก