Peter Drucker_GeorgeBush

วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  25  มีนาคม 2547

ประธานาธิบดีจอร์จ บุช มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ให้แก่ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ หนึ่งในความดีความชอบคือ การสร้างแนวความคิด Privatization ไอเดียพลิกโลก

เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนตบท้ายบทความนี้แบบเวอร์ๆ ว่า ในบรรดาแนวความคิดต่างๆ ที่ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ได้เคยนำเสนอมาตลอด 60 ปี แนวความคิด Privatization ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สูงที่สุด สัปดาห์นี้จึงต้องมาขอขยายความเวอร์นี้หน่อย

คงจำได้ว่าตอนที่ ดรักเกอร์ เสนอไอเดียเรื่อง Privatization (ที่ท่านเรียกว่า Reprivatization) ครั้งแรกในหนังสือ The Age of Discontinuity ที่ตีพิมพ์ในปี 1969 นั้นเป็นช่วงที่ทั้งรัฐทุนนิยม และสังคมนิยมทำเหมือนๆ กันคือ กอดรัฐวิสาหกิจไว้แน่น พูดง่ายๆ คือ ทั้งสองฝ่ายแข่งขันกันด้วย "ปรัชญา"เดียวกัน คือ รัฐต้องเล่นบทบาททางเศรษฐกิจในฐานะผู้ประกอบการ

ในขณะเดียวกันทั้งสองฝ่าย ก็มีภาระด้านการลงทุนทางสังคมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการสังคม และในขณะเดียวกันต่างก็มีภาระลงทุนด้านการทหาร และการสะสมอาวุธ ภาระทั้งสามด้านนี้นับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งขนาดของการลงทุนต้องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความเรียกร้องต้องการของผู้บริโภค

ยกตัวอย่าง กิจการโทรศัพท์ สมัยก่อนมีบ้านเพียงไม่กี่หลังที่มีโทรศัพท์ใช้ สำนักงานแต่ละแห่งมีได้ไม่กี่เครื่อง การยื่นขอหมายเลขโทรศัพท์เป็นการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด เหตุผลก็คือ รัฐบาลมีขีดจำกัดในการสนับสนุนการลงทุน ของกิจการโทรศัพท์ในฐานะรัฐวิสาหกิจ แต่ความต้องการใช้โทรศัพท์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสูงมาก และเทคโนโลยีก็ก้าวไปไกล เช่น โทรศัพท์ สามารถกลายเป็นเครื่องรับส่งเอกสาร (Fax) ได้ ซึ่งมาแทนระบบโทรเลข และเทเล็กซ์

กิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นตัวอย่างของการที่รัฐ ไม่สามารถเล่นบทผู้ประกอบการ ได้อีกต่อไป เพราะใช้การลงทุนที่สูงมาก และต่อเนื่องไม่วันจบสิ้น จากการบริการด้านเสียง ไปสู่ภาพ และการส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล

สิ่งที่สวนทางกับความต้องการบริการที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น คือประสิทธิภาพที่ตกต่ำลงในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป เอเชีย และสหรัฐ

ในประเทศอังกฤษ ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงกลางทศวรรษ 1970 เมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ที่เอาแต่ตั้งข้อเรียกร้องผลประโยชน์ให้ฝ่ายตนเป็นหลักโดยไม่ใส่ใจผู้รับบริการ

The Age of Discontinuity ของดรักเกอร์ ที่วางแผงในช่วงนั้นพอดี ได้จุดประกายให้กับนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม และเป็นที่มาของคำแถลงการณ์ของพรรคอนุรักษนิยมในปี 1975 ซึ่งมีบทนำที่ว่า

"ข้อพิสูจน์จำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า องค์กรรัฐวิสาหกิจของอังกฤษไม่สามารถตอบสนอง หรือขาดซึ่งประสิทธิภาพ ในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค หรือของพนักงานองค์กรนั้นๆ รวมถึงประชาชนผู้เสียภาษี เมื่อใดก็ตามที่รัฐเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อนั้นก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และเมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของเมื่อนั้นย่อมไม่มีใครใส่ใจ" (จากบทความที่เคยลงตีพิมพ์ใน กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 4-5 ปีก่อนของคุณไซมอน เลียรี่ ผู้มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษา Privatization ของไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส)

ที่สุดก็ได้นำไปสู่กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นแบบอย่างในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือการตั้งองค์กรกำกับดูแล

ดรักเกอร์ ได้วิเคราะห์ว่า รัฐในสังคมยุคหลังอุตสาหกรรม หรือ Post Industrial Society เริ่มไม่ประสบความสำเร็จ ในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทำให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในระบบรัฐบาลลงเรื่อยๆ หนทางแก้ไขก็คือพลิกฟื้นรัฐเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Turnaround ซึ่งรวมถึงการถ่ายโอนบริการสาธารณะจากรัฐ ให้เป็นของเอกชน

ข้อเสนอนี้ทำให้ รัฐทุนนิยม "หูตาสว่าง" ขึ้นมาทันที เลิกปรัชญา "รัฐวิสาหกิจ" และใช้เป็นช่องทางในการถอนตัว ออกจากการเล่นบท ผู้ประกอบการ นอกจากจะรอดพ้นภาวะล้มละลายที่รออยู่เบื้องหน้าแล้ว ยังทำกำไรก้อนใหญ่ให้อีกด้วย ลดภาระหนี้สินภาครัฐ ลดแรงกดดันเรื่องนโยบายภาษี ประการสำคัญที่สุดเป็นการปลดปล่อยพลังของทุน -เทคโนโลยี- องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการภาคเอกชนที่มีอยู่ล้นเหลือให้เข้ามามีบทบาทแทน

คนที่นั่งมองตาปริบๆ คือ บรรดารัฐสังคมนิยม สวรรค์ของสหภาพแรงงานและชนชั้นกรรมาชีพ ที่ยังคงฝืนทนจมกับปรัชญาและภาระ "รัฐวิสาหกิจ" แต่ก็ทนกันได้ไม่กี่ปีหรอกครับ หลังกระแสการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โหมกระหน่ำโลกทุนนิยมไม่ถึงสิบปี สหภาพโซเวียตก็แจ้งขอ "ล้มละลาย" แต่สงสัยจะล้มบนฟูก เพราะหลังจากนั้น ก็เกิดกระบวนการ Privatization ขนานใหญ่ในอดีตรัฐสังคมนิยมเป็นทิวแถว

ในเดือนมิถุนายน 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ได้ประกาศมอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุด สำหรับพลเมืองสหรัฐ (The Nation's highest civilian honor) ให้แก่ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (ปีนั้นมีผู้ได้รับ 12 ท่าน)

ข้อความตอนหนึ่งในคำแถลงของทำเนียบข่าว สดุดี ดรักเกอร์ ใช้ความนำว่า

"Dr. Peter Drucker is the world's foremost pioneer of management theory. Dr. Drucker has championed concepts such as privatization, management by objective and decentralization"

ผมเข้าใจว่า คุณบุช คงทำหน้าที่เป็นตัวแทน รัฐทุนนิยม ที่อยากจะขอบอกขอบใจ คุณดรักเกอร์ ที่ช่วยออกไอเดียดีๆ แบบนี้มาให้ นั่นเอง

 

กลับหน้าแรก