ประชาพิจารณ์ ทำแล้ว ทำอีกก็ได้ ไม่ผิดกติกา

โดย สร อักสรสกุล aksornskul@hotmail.com  มติชนรายวัน  วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9512

ไม่ทราบว่าทำไมผู้ที่มีอำนาจในการสั่งให้ทำประชาพิจารณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ.2539 (ที่ออกมาตั้งแต่นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีและทางราชการยังใช้ระเบียบนี้กันมาถึงปัจจุบัน)

ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องจึงมักพูดกันว่า ได้มีการทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้กันไปแล้วไม่ควรมาทำอีก ในทำนองนี้อยู่เสมอ

เพราะจริงๆ แล้วตามระเบียบที่ว่านี้ การทำประชาพิจารณ์จะทำมากกว่า 2 ครั้ง ก็ได้ ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะทำอีกไม่ได้

การประชาพิจารณ์ (Public hearing) เป็นรูปแบบหนึ่งของการดำเนินกิจกรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นทางการ ตามระเบียบสำนักนายกฯ ดังกล่าว มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ มีการประกาศเชิญชวนให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย(Stakeholders) เข้าร่วมประชาพิจารณ์ มีการลงทะเบียนเพื่อการเข้าร่วมประชาพิจารณ์

ซึ่งที่ผ่านมาเรานำวิธีการนี้มาใช้โดยไม่ถูกขั้นตอนนัก

กล่าวคือ การทำประชาพิจารณ์จะต้องทำเพื่อการเสนอโครงการ (Project proposal) ไม่ใช่ทำเพื่อการตัดสินว่า จะทำโครงการนั้นๆ (Project approval) ที่ผ่านมาการทำประชาพิจารณ์ทั้งที่บ่อนอก หินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน และที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กรณีท่อก๊าซไทย-มาเลย์ เป็นการดำเนินการที่ผิดขึ้นตอนและวิธีการของการทำประชาพิจารณ์ทั้งสิ้น เพราะนั่นเป็นการดำเนินการในรูปแบบคล้ายกับการทำประชามติ(Referendum) ทำให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่พอใจจึงกลายเป็นการประชาวิวาท(Public fighting) ไปในที่สุด

ซึ่งทั้งสองกรณีภาครัฐโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. 2539 เพียงแต่ขั้นตอนในการดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวยังไม่ถูกต้องตามกระบวนการ ของการทำประชาพิจารณ์หรือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ซึ่งจะต้องให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ยังไม่มีการทำสัญญาใดๆ กับใครทั้งสิ้น

ประชาพิจารณ์ ถือเป็นวิธีการหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับการ "ปรึกษาหารือ"(Public consultation)

นั่นถือผลสรุปจากการประชาพิจารณ์จะใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในโครงการเท่านั้น นอกจากผลของการประชาพิจารณ์แล้ว ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจควรใช้ข้อมูลด้านอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย

มีข้อสังเกตว่าประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง ของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อนกฎหมายที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง เพราะ กฎหมายในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ประกาศใช้ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2540 ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้หลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 56 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และมาตรา 290 หมวด 9 การปกครองส่วนท้องถิ่น

ถึงแม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะพยายามอ้างถึงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ได้ประกาศไว้ชัดเจนแล้วเมื่อก่อนเข้ามาบริหารประเทศว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาลนี้ และดื้อดึงที่จะดำเนินการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ต่อไป ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านมากมายก็ตาม ซึ่งดูเหมือนจะผิดกับหลักการของการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ซึ่งในที่นี้คือพนักงานทุกคนของ กฟผ.และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าอีกจำนวนมากมาย จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันประท้วงการแปรรูปกันขึ้นมา

เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา ในช่วงของรัฐบาลนี้ อย่างน้อยรัฐวิสาหกิจ 2-3 แห่ง ได้ดำเนินการแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนเรียบร้อยไปแล้ว คือ การปิโตเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(ทศท.) และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย(ทอท.) ซึ่งทั้ง 3 แห่ง ได้ดำเนินการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนค่อนข้างเงียบ

นอกจากนั้นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชาชนส่วนมากไม่ค่อยมีความกังวลกับกิจการของทั้ง 3 รัฐวิสาหกิจเหล่านี้มากนัก เนื่องจากไม่ได้เป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างการไฟฟ้าและการประปา

ปตท.นั้นมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างมากเพื่อเชิญชวนประชาชนให้ซื้อหุ้นของ ปตท.ที่นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปรากฏว่าประชาชนที่สนใจจะซื้อหุ้นของ ปตท.จำนวนมาก อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามืดไปรอก่อนสำนักงานเปิด เพื่อจะได้เป็นเจ้าของหุ้นกับเขาบ้างตามคำเชิญชวน และโฆษณา

แต่หลายคนต้องผิดหวังกลับบ้านมือเปล่า เนื่องจากขณะที่ยังกรอกแบบฟอร์มเพื่อจะซื้อหุ้นยังไม่ทันเสร็จ เพียงนาทีเศษๆ ที่เปิดให้จองหุ้นจำนวนหลายล้านหุ้น เจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่าหุ้นของ ปตท.ได้รับการจับจองหมดแล้ว

เป็นการขายหุ้นหมดอย่างรวดเร็วที่สุดตั้งแต่มีตลาดหุ้นขึ้นในเมืองไทยมาก็ว่าได้

มีการเปิดเผยในภายหลังว่า นักการเมือง รวมทั้งญาติๆ ของนักการเมืองในฟากของรัฐบาลชุดปัจจุบันต่างได้หุ้นของ ปตท.กันไปมากมายหลายล้านหุ้น โดยไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืดไปเข้าคิวรอเฉกเช่นประชาชนทั่วไป

เรื่องอย่างนี้ ผู้นำรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลอย่าคิดว่าประชาชนเขาจะลืมผลของการกระทำ(กรรม) ในครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดผลตามมาในเชิงลบต่อการที่รัฐบาลจะแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต รัฐวิสาหกิจอีกแห่งที่มีกำไรในแต่ละปีจำนวนมหาศาล

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2547 ที่ผ่านมา นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาที่มาจากฟากของรัฐบาล ได้ไปเป็นประธานเปิดการนำเสนอผลงาน แผนการพัฒนาประชาธิปไตย กรณีศึกษาการกระจายอำนาจ กรุงเทพมหานคร ของนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารชั้นสูง รุ่นที่ 7 (ปปร.7) สถาบันพระปกเกล้า ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

ซึ่งตอนหนึ่ง นายอุทัย พิมพ์ใจชน กล่าวว่า เรามักจะไปคิดแทนชาวบ้านเสมอว่าเขาต้องการอย่างนั้น อย่างนี้ โดยที่ไม่เคยไปถามชาวบ้านเขาก่อนว่าเขาต้องการอย่างที่เราคิดหรือไม่ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ในบ้านเรามีประสบการณ์มามากมาย แต่ดูเหมือนว่าเราไม่ค่อยจะนำบทเรียน หรือประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กันเท่าใดนัก

ในปีนี้นอกจากรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่รัฐบาลวางแผนที่จะแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนแล้ว ยังจะมีรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนโดยตรง หากมีการปรับราคาสูงขึ้นหลังการการแปรรูป เช่น การประปาทั้งนครหลวงและภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาค เป็นต้น

การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน(จำนวนหนึ่ง) ไป 4 ครั้ง ใน 4 พื้นที่ เมื่อเดือนมกราคม 2547

ส่วนการประปานครหลวง ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งพนักงานของการประปานครหลวงส่วนหนึ่งต้องการให้ดำเนินการใหม่ โดยอ้างว่าในการทำประชาพิจารณ์ (ทั้งการประชาพิจารณ์ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการประปานครหลวงนำมาดำเนินการ ล้วนนำมาจากคำว่า Public hearing)  ซึ่งมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชาพิจารณ์เพียงไม่กี่ร้อยคน

ที่ผ่านมาการดำเนินกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยการทำประชาพิจารณ์นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์ มักดำเนินการไม่ครบกระบวนการ และขั้นตอนที่ควรจะเป็น จึงทำให้เกิดปัญหามาโดยตลอด

เนื่องจากประการแรก ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการทั้งโดยตรง และโดยอ้อมจำนวนหนึ่ง ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือรับรู้ในการดำเนินการของฝ่ายบริหาร ต่อการจะเปลี่ยนแปลงหรือการแปรรูปใดๆ เลย

ประการที่สอง ประชาชนบางส่วนที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงหรือละเอียดเพียงพอ เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งประเด็นนี้ฝ่ายบริหารมักอ้างว่าได้ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มากมายแล้ว แต่พนักงานไม่ให้ความสนใจเอง

ประการที่สาม ก่อนถึงวันประชาพิจารณ์สองสามเดือนหรือมากกว่านั้น ควรมีคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มาจากคนกลาง (หากเป็นคนขององค์กรเจ้าของโครงการหรือเจ้าของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ การให้ข้อมูล ข่าวสาร มักดำเนินการในลักษระการประชาสัมพันธ์ นั่นคือ พูดถึงแต่ด้านดีของการแปรรูป ส่วนด้านไม่ดีจะไม่มีการพูดถึงเลย)

ประการที่สี่ คณะกรรมการประชาพิจารณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีกระทรวงที่ดูแลรับผิดชอบรัฐวิสาหกิจนั้นๆ(กรณี กฟผ.คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) นอกจากเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการประชาพิจารณ์แล้ว จะต้องเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย(ฝ่ายผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและฝ่ายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)

นอกจากนั้นประเด็นที่จะนำมาทำประชาพิจารณ์ จะต้องเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือกำหนดโดยคณะกรรมการประชาพิจารณ์โดยตรง เพียงแต่เป็นสิทธิของคณะกรรมการประชาพิจารณ์ ที่จะเป็นผู้เลือกประเด็นเหล่านั้นมาทำประชาพิจารณ์ได้หากมีการเสนอประเด็น เพื่อการประชาพิจารณ์มากเกินไป

ประการที่ห้า หากไม่สามารถดำเนินการทำประชาพิจารณ์ให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวได้ อาจเพราะมีประเด็นหลากหลายหรือเพราะมีผู้สนใจในการอภิปรายในแต่ละประเด็นมาก คณะกรรมการประชาพิจารณ์สามารถสั่งหรือกำหนดจำนวนครั้งในการจัดทำประชาพิจารณ์ได้

เพราะฉะนั้น การทำประชาพิจารณ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้ง

และไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าได้ทำประชาพิจารณ์แล้วหรือไม่

แต่ขึ้นอยู่ว่าได้มีการทำประชาพิจารณ์อย่างถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือยัง

ซึ่งในที่สุดผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจคือ รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี จะได้นำข้อมูลที่คณะกรรมการประชาพิจารณ์ สรุปมาจากการทำประชาพิจารณ์ เป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจต่อไป

หน้า 7

 

กลับหน้าแรก