|
แปรรูป กฟผ.ทางเลือกยังมีอยู่
ธาตรี ก้าวกิตต์วิรัช มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 มีนาคม 2547 แม้ท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และน.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รมว.พลังงาน ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่า นโยบายแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ช่วยสร้างความโปร่งใส ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน มีต้นทุนประกอบการต่ำลง เกิดความมั่นคงทางระบบไฟฟ้า มีค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ฯลฯ และเชื่อด้วยว่า เมื่อได้มีการทำความเข้าใจกับพนักงาน กฟผ. ให้ชัดเจนถึงนโยบายการแปรรูปของรัฐบาลแล้ว พนักงาน กฟผ. ก็จะยุติการคัดค้านในที่สุด แต่ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลประการใด กระแสการคัดค้านการแปรรูป กฟผ. ในครั้งนี้ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และได้ขยายวงกลายเป็นการคัดค้านของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 41 แห่งแล้วในขณะนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีสินทรัพย์มากที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่ง ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีสินทรัพย์สูงถึง 3.74 แสนล้านบาท แยกเป็นหนี้ 2.09 แสนล้านบาท ทุน 1.65 แสนล้านบาท และผลการดำเนินงานในปี พ.ศ.2546 ที่ผ่านมา กฟผ. มีรายได้ 2.38 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่าย 2.08 แสนล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 30,000 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนต่อทุนร้อยละ 18.14 และอัตราค่าใช้จ่ายต่อรายได้ร้อยละ 87.39 อัตราค่าใช้จ่ายต่อรายได้ร้อยละ 87.39 ที่ว่านี้ ก็คือดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการบริหารจัดการในการดำเนินงานของ กฟผ. ในปีที่ผ่านมานั่นเอง ค่าใช้จ่ายของ กฟผ. ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งเรียกรวมกันว่า ต้นทุนประกอบการ (Operating Cost) ต้นทุนประกอบการในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุน ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเชื้อเพลิง จะผันแปรมากน้อยเป็นสัดส่วนกับผลผลิตหรือรายได้ของ กฟผ. ซึ่งการบริหารต้นทุนในส่วนนี้ จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดหาทุนและเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพและเสียค่าใช้จ่ายน้อย ส่วนค่าใช้จ่ายในส่วนของการดำเนินงาน จะประกอบด้วยค่าจ้างเงินเดือน สวัสดิการของพนักงาน ค่าใช้จ่ายในงานอำนวยการ กระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีต้นทุนแฝง (Cost of Poor Quality) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ปรากฏอยู่ในระบบบัญชี เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความสูญเสียในการทำงานที่ผิดพลาด การแก้ไขซ่อมแซมข้อบกพร่องผิดพลาด การปฏิบัติงานซ้ำซ้อน กิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนการทำงานที่ล่าช้าเกินความจำเป็น สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้ต้นทุนประกอบการสูงขึ้น ทำให้องค์การขาดทุนหรือกำไรน้อยลง การเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบการ จึงเป็นเรื่องของความสามารถของผู้บริหาร และพนักงาน ที่จะต้องช่วยกันบริหารต้นทุนประกอบการ ทั้งในส่วนของต้นทุนแฝง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้ลดน้อยลง หรือหารายได้เข้าองค์การให้มากขึ้นด้วยต้นทุนประกอบการเท่าเดิม การนำวิธีการบริหารแบบเอกชนโดยการแปรรูป กฟผ. ให้เป็นบริษัทมหาชน เป็นวิธีการหนึ่งที่เชื่อกันว่าจะทำให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและการบริการประชาชนให้มีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีวิธีการอื่นด้วยการนำเทคนิคต่างๆ ทางด้านการพัฒนาองค์การที่เหมาะสม สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนา กฟผ. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ควรมีบทบาทสำคัญในการเข้าไปวิเคราะห์อัตรากำลัง ปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารการจัดการในหน่วยงานอำนวยการ และขั้นตอนกระบวนการปฏิบัติงานทั้งในหน่วยงานปฏิบัติการและหน่วยงานสนับสนุนให้เป็นมาตรฐานที่ทันสมัย กระชับ ประหยัด รวดเร็ว มีความคล่องตัวสูง รวมถึงการขจัดต้นทุนแฝงที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่างๆ ให้มีน้อยที่สุด กิจกรรมการปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพของ กฟผ. ดังกล่าว สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 12 เดือน การปรับปรุงพัฒนา กฟผ. ให้เป็นองค์การที่มีประสิทธิภาพ เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีคุณภาพทั่วทั้งองค์การ (Total Quality Organization) ก่อนที่จะคิดเรื่องการแปรรูปเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา แต่ท่านนายกฯ ไม่จำเป็นต้องยกเลิกการแปรรูป กฟผ. เพราะการแปรรูป กฟผ. ไม่ใช่เรื่อง "ตายเป็นตาย" เป็นการทำตามนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศที่ท่านไม่จำเป็นต้อง "ยอม" ใคร เพราะการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าตลาดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การโอนอำนาจการผูกขาดจากรัฐไปให้เอกชนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การดำเนินธุรกิจของ กฟผ. ในปัจจุบันมีลักษณะผูกขาด ไม่มีคู่แข่ง และยังสามารถกำหนดราคาค่าไฟฟ้าตามใจชอบอีกด้วย ภายใต้ความเห็นชอบของรัฐบาล การแปรรูป กฟผ.จะต้องทำลายระบบการผูกขาดแล้วสร้างการแข่งขันอย่างเสรีให้เกิดขึ้น โดยการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศแยกออกเป็นระบบผลิต ระบบสายส่งและระบบจำหน่าย แล้วจึงทำการแปรรูประบบผลิตที่เป็นโรงผลิตไฟฟ้าจากพลังความร้อนให้เป็นบริษัทมหาชน ที่สามารถลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัยและแข่งขันกันได้ ส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนให้ ยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจ และรับผิดชอบในการสร้างและดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าเช่นเดิม มีการจัดตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า และตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้ารองรับระบบจำหน่าย เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด มีค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม และเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า เมื่อได้ทำการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของ กฟผ. และปรับปรุงโครงสร้างการไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว จึงค่อยดำเนินการแปรรูปด้วยการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในครั้งนี้ จะต้องไม่เป็นที่ครหาในเรื่องวาระซ่อนเร้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนอีก วิธีการกระจายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปจะต้องโปร่งใส ไม่ให้มีระบบการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณ ซึ่งอาจจัดสรรหุ้นจำนวนร้อยละ 30 จากจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ต้องการกระจายในตลาดหลักทรัพย์ ให้แก่สถาบันและกองทุนรวมภายในประเทศ และร้อยละ 70 ให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถจองซื้อหุ้นได้ในราคา IPO จากบริษัทหลักทรัพย์และสาขาธนาคารต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่ำคนละ 5,000 บาท และกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรหุ้น ให้แก่ผู้จองจำนวนน้อยที่สุด (5,000 บาทตามตัวอย่างนี้) จนครบทุกคนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยจัดสรรให้แก่ผู้จองที่มีจำนวนมากขึ้นถัดไปตามลำดับจนกว่าจะหมด ในกรณีที่ขายได้ไม่หมด ก็ให้กองทุนวายุภักษ์รับซื้อไว้ก่อนในเบื้องต้น หรือหากต้องการจัดสรรหุ้นจำนวนหนึ่งให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ ตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร การกระจายหุ้นตามหลักเกณฑ์นี้ นอกจากจะไม่เป็นการ "ขายชาติ" ตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ "วิเศษที่สุด" อีกด้วย
|
| กลับหน้าแรก |