บัตรที่น่ากลัว?

คอลัมน์ เดินหน้าชน  โดย นงนุช สิงหเดชะ  มติชนรายวัน  วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9511

เงียบเชียบกันดีมาก ไม่ค่อยมีเสียงทักท้วงจากสังคมกันเลยสำหรับโครงการบัตรประชาชนไฮเทค ที่ชื่อ "สมาร์ท การ์ด " (Smart Card) หรือที่เรียกว่าบัตรอเนกประสงค์ ที่รัฐบาลจะให้ใช้เป็นบัตรสารพัดประโยชน์มากกว่าบัตรประชาชนแบบเดิม

บัตรประชาชนในรูปบัตรอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ บรรจุสารพัดข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ เป็นไปตามแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการให้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(e-government) ซึ่งอะไรก็ตามที่เป็นเทคโนโลยีใหม่คนก็มักเหมามองว่า "ดี " ไปหมด เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ดูทันสมัย

ในวันที่ 1 เมษายนนี้ รัฐบาลจะเปิดเมืองทองธานี ให้บริการทำบัตรสมาร์ท การ์ด ล็อตแรก 1 หมื่นใบ ฟังๆ ดูเป็นงานที่คนไทยตื่นเต้นพอสมควร แต่สำหรับคนที่รู้พิษภัยของ "ไฮเทค " แล้ว ออกจะหวั่นใจและกลัว กระทั่งไม่อยากมี "สมาร์ท การ์ด " เลย

เมื่อกำลังเห่อเทคโนโลยี ก็ทำให้แม้แต่หน่วยงานรัฐบาลหรือแม้แต่ส่วนอื่นๆ ลืมตระหนักถึง "ภัย " ของบัตรที่ว่านี้ จนถึงขณะนี้ไม่เห็นกระทรวงมหาดไทยพูดถึงมาตรการ "รักษาความปลอดภัยของข้อมูล " บัตรประชาชนที่ว่านี้เลย

ไม่มีใครออกมาอธิบายได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะปลอดภัยจากการถูกลักขโมยแค่ไหน ศูนย์เก็บข้อมูลส่วนกลางใครจะเป็นคนดูแล และมั่นใจได้อย่างไรว่า เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่คุมศูนย์ข้อมูลโดยตรง จะไม่ขโมยข้อมูลไปขายให้มิจฉาชีพเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ

ยิ่งเป็นบัตรไฮเทคและรวมสารพัดข้อมูลของเจ้าของบัตรไว้ ก็ยิ่งดึงดูดให้คนอยากขโมยมากขึ้น เพราะกดปุ่มทีเดียวได้ข้อมูลคนเป็นสิบๆ ล้านคน และหากขยายให้บัตรนี้ทำหน้าที่ได้อเนกประสงค์ เช่น เป็นบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ใบขับขี่ ได้ด้วยอย่างที่รัฐบาลพูดเอาไว้ ก็ยิ่งจะทำให้ขโมยน้ำลายหกมากขึ้น และหากใครทำบัตรนี้หายใบเดียว ก็นั่งร้องไห้ได้เลย

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว ข้อควรพิจารณาคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะขณะนี้การมี ปปง.ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากพออยู่แล้วว่าเป็นเกสตาโป สอดส่องชอนไชเข้าไปในชีวิตประชาชนทุกตารางนิ้ว แทบไม่มีอะไรเป็นส่วนตัว จนทำให้ขนหัวลุกไม่หาย ดังนั้น จึงควรคิดให้รอบคอบเกี่ยวกับขอบเขตของข้อมูลที่จะบรรจุเพิ่มเติมลงไปในบัตร

เพราะตามแผนเดิมจะมีการขยายขอบข่ายข้อมูลส่วนตัวของประชาชนบรรจุลงไปในบัตรนี้มากกว่าที่มีอยู่ในบัตรประชาชนแบบเดิม เช่นเพิ่มข้อมูลด้านสุขภาพ ประกันสังคม

คนไทยอาจจะคิดว่าบัตรประชาชนแบบเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกใช้ และเป็นเรื่องปกติ แต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ใช้ระบบบัตรประชาชน ส่วนประเทศที่มีบัตรประชาชน ส่วนใหญ่จะบรรจุข้อมูลพื้นฐานเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่บัตรที่รวมสารพัดข้อมูลเหมือนสมาร์ท การ์ดของไทย

ในขณะนี้มีหลายประเทศที่ถูกต่อต้านจากประชาชนเมื่อรัฐบาลริเริ่มจะให้มีการทำบัตรประชาชน เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น

ในอเมริกาความคิดจะให้มีบัตรประชาชนเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เพื่อป้องกันการก่อการร้าย แต่ประชาชนไม่น้อยต่อต้านเพราะถือว่าละเมิดสิทธิส่วนตัว องค์การด้านเสรีภาพของประชาชนได้ยื่นฟ้องร้องกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ทั้งนี้ที่ผ่านมาคนอเมริกันไม่มีบัตรประชาชน ส่วนใหญ่ใช้เพียงใบขับขี่หรือบัตรประกันสังคมแสดงตัว

ที่อังกฤษความคิดของรัฐบาลที่จะให้ประชาชนมีบัตรประจำตัว เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยาฯเช่นกัน นอกจากนี้ยังอ้างเหตุผลเรื่องแก้ปัญหาคนลักลอบอพยพเข้าเมือง

อังกฤษนั้นเลิกใช้บัตรประชาชนมาตั้งแต่เสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือกว่า 50 ปีมาแล้ว ในครั้งนั้นเหตุที่ต้องมีบัตรประชาชนก็เพื่อแยกแยะคนอังกฤษออกจากนาซี

ปัจจุบันคนอังกฤษภูมิใจว่าประเทศของตนปลอดภัยจนไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ (unpoliced country) พวกเขาเห็นว่าการมีบัตรประชาชนเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของประชาชน นำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติ เกิดความไม่เป็นมิตรระหว่างตำรวจกับประชาชน คนอังกฤษบอกว่าบัตรประชาชนควรถูกใช้ในยามสงครามและในประเทศที่ปกครองด้วยทหารเท่านั้น

นอกจากนี้คนอังกฤษยังเถียงกันไม่เสร็จว่าหากจะมีบัตรประชาชน ควรบรรจุข้อมูลอะไรบ้าง โดยล่าสุดมีข้อเสนอแนะว่าควรมีแค่ข้อมูลพื้นฐาน ชื่อ ที่อยู่ วันเกิด ก็พอ แต่ไม่ควรบรรจุว่านับถือศาสนา เชื้อชาติอะไรลงไป คาดว่ากว่าจะหาข้อสรุปได้คงใช้เวลาหลายปี

ที่ญี่ปุ่นเพิ่งมีการทดลองใช้ระบบบัตรประชาชนเชื่อมโยงทั่วประเทศ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แต่ก็ถูกต่อต้านโดยมี 6 เมือง หรือคิดเป็นประชาชน 4 ล้านคน ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการนี้ เนื่องจากไม่ไว้ใจรัฐบาลกลาง เกรงว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะนำข้อมูลตนไปเปิดเผย

คนญี่ปุ่นมีอดีตที่น่าหวาดผวา โดยเมื่อเดือนธันวาคมปี 2545 ข้อมูลส่วนตัวของชาวเมืองอิวาชิโร จังหวัดฟูกูชิมา 9,600 คน ที่บรรจุไว้ในเทปดิจิตอล ถูกขโมยไประหว่างถูกขนส่งจากหน่วยงานรัฐไปยังบริษัทเอกชนที่จะทำหน้าที่เก็บบรรจุ จนวุ่นวายกันยกใหญ่ ต้องมีการเปลี่ยนรหัสบัตรใหม่

รัฐบาลไทยน่าจะชะลอโครงการนี้ไว้ก่อน โดยจะต้องตอบ 2 เรื่องให้กระจ่าง คือความปลอดภัยของข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก