อีกหนทางแก้ปัญหาผลไม้ไทยในตลาดจีน

มองมุมใหม่ : อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  24  มีนาคม 2547

หลังจากที่ได้ทราบข่าวเรื่องที่นักธุรกิจจีนจากเมืองหนานหนิงของกว่างซี (กวางสี) ได้เสนอกับรัฐมนตรีพาณิชย์ไทย ให้ชักชวนนักลงทุนไทย เข้าไปร่วมลงทุน สร้างศูนย์กระจายสินค้าเกษตรจากไทย ในเมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของกว่างซี ผู้เขียนเกิดคำถามขึ้นมาอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ จำเป็นที่จะต้องสร้างศูนย์กระจายสินค้าดังกล่าวหรือไม่ และทำไมต้องตั้งที่กว่างซี มณฑลนี้มีความเหมาะสมอย่างไร

ผู้เขียนให้ความสนใจกับข้อเสนอนี้ของฝ่ายจีน เพราะมีความเกี่ยวโยงกับปัญหาการค้าไทย-จีน โดยเฉพาะปัญหาของผลไม้ไทยในการเข้าสู่ตลาดจีน ขณะนี้ ตลาดนำเข้าผลไม้ที่สำคัญของจีนมี 2 แห่ง คือ ตลาดกลางขายส่งผลไม้ที่เมืองกวางเจา มณฑลกวางตุ้ง และตลาดขายส่งผลไม้ที่นครเซี่ยงไฮ้

โดยปกติ ผลไม้ไทยจะถูกส่งไปยังสองเมืองนี้ก่อนที่จะมีการกระจายต่อ หากส่งไปที่กวางเจาโดยทางเรือผ่านฮ่องกงก็ใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ส่วนการขนส่งตรงไปยังเซี่ยงไฮ้ก็จะใช้เวลานานกว่าราวๆ 12 วัน แล้วค่อยกระจายสินค้าเหล่านั้นต่อไปยังมณฑลอื่นๆ โดยอาจจะใช้เส้นทางรถไฟ หรือรถยนต์ ซึ่งต้องใช้ระยะทางและระยะเวลาในการกระจายต่อไปนานพอสมควร ขึ้นอยู่กับวิธีการและเส้นทางในการลำเลียงและขนส่ง

ด้วยข้อจำกัดของแหล่งกระจายผลไม้ของไทยในตลาดจีนที่เป็นอยู่ดังกล่าว ผู้เขียนจึงคิดว่า ข้อเสนอของนักธุรกิจจีนในการร่วมลงทุนกับฝ่ายไทย สร้างศูนย์กระจายสินค้าเกษตรจากไทยที่หนานหนิง จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะจะเป็นการเพิ่มทางเลือกของศูนย์กระจายผลไม้ไทยในตลาดจีน และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดจีนอย่างลื่นไหลมากขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกในการลำเลียงกระจายต่อไปยังเมืองต่างๆ รวมทั้งช่วยรองรับและกระตุ้นปริมาณการค้าสินค้าเกษตรไทย-จีนในอนาคต

นอกจากนี้ อาจจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการส่งผ่านพ่อค้าคนกลางอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฝ่ายไทยหรือจีน ซึ่งในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชาวฮ่องกง

สำหรับประเด็นที่ว่า ทำไมต้องตั้งศูนย์ดังกล่าวที่กว่างซี มณฑลนี้มีความเหมาะสมอย่างไร จากการเดินทางไปสำรวจพื้นที่และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมณฑลเมื่อปีกลาย ผู้เขียนคิดว่า กว่างซีมีศักยภาพและมีข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ที่จะเป็นตัวเชื่อมให้กับไทยในการเข้าตลาดจีน ด้วยเหตุผล 2-3 ประการ ดังนี้

ประการแรก กว่างซีถือเป็นศูนย์กลางทางด้านการลำเลียงและขนส่งสินค้าหรือที่เรียกว่า ศูนย์โลจิสติกส์ทางตอนใต้ของจีน และตำแหน่งที่ตั้งของกว่างซีก็อยู่ไม่ห่างจากไทยมากนักเมื่อเทียบกับมณฑลอื่นๆ ถ้าเทียบจากท่าเรือน้ำลึกสำคัญของกว่างซี คือ ท่าเรือเป่ยไห่แล้วดูจะมีระยะเส้นทางเดินเรือที่ใกล้กว่าท่าเรือที่กวางเจาหรือฮ่องกงด้วยซ้ำ (ไม่ถึง 2,800 กิโลเมตร)

นอกจากนี้ กว่างซียังมีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่อีก 2 แห่ง คือ ท่าเรือฝางเฉิง และท่าเรือชินโจว ซึ่งรวมกันแล้วสามารถรองรับสินค้าได้ถึง 20 กว่าล้านตัน

ล่าสุด รัฐบาลกว่างซียังมีแผนการที่จะขยายความสามารถในการรองรับสินค้าถึง 50 ล้านตัน ภายในปี 2010 ด้วย แล้วยังมีเส้นทางรถไฟและถนนไฮเวย์ที่สะดวกในการขนส่งและกระจายสินค้าไปยังมณฑลอื่นๆ ของจีนต่อไป โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟระหว่างหนานหนิง-คุนหมิง หรือเรียกชื่อย่อว่า เส้นทางหนาน-คุน ถือเป็นเส้นทางสำคัญในการเชื่อมเมืองหลวงของกว่างซีและยูนนาน

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยเอื้อให้กว่างซีกลายเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าที่สำคัญของจีน

ประการต่อมา ศักยภาพของกว่างซีเองในการเป็นตลาดสำหรับสินค้าของไทย ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 48 ล้านคน และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ต่อปี มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศเมื่อปีกลายเพิ่มสูงขึ้นเกือบร้อยละ 37 นำเข้าเพิ่มสูงขึ้นราวร้อยละ 55 และส่งออกเพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 33 จึงเป็นมณฑลที่กำลังเติบโตและเปิดกว้างสู่โลกภายนอกมากขึ้น

จากการพูดคุยกับคนจีนที่กว่างซียังพบว่า คนส่วนใหญ่มีทัศนะที่ดีต่อสินค้าไทย มองว่า สินค้าไทยเป็นสินค้าคุณภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิหรือผลไม้ของไทยบางชนิดที่กว่างซีผลิตเองไม่ได้ เช่น ทุเรียน ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีดังกล่าว คนจีนที่มณฑลนี้บางส่วนจึงนิยมซื้อสินค้าไทยให้เป็นของขวัญของฝากกับญาติมิตร หรือของกำนัลแก่ผู้ใหญ่ในเมืองจีนอีกด้วย

ประการสุดท้าย รัฐบาลจีนได้วางตำแหน่งของกว่างซีให้เป็นประตูสู่อาเซียน โดยมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้รัฐบาลระดับมณฑลของกว่างซีได้มีบทบาทและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น ล่าสุด นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าก็ได้ประกาศให้มีการจัดงาน China-ASEAN Expo ขึ้นทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่เมืองหนานหนิง เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่จีนและประเทศสมาชิกในอาเซียน

ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นก็ตอบรับนโยบายนี้อย่างดี ด้วยการสร้างศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่เป็นตึกรูปดอกไม้ประจำเมือง ทางด้านผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการ ตลอดจนภาคธุรกิจของกว่างซียังได้แสดงความสนใจที่จะติดต่อ และขยายความร่วมมือกับไทยทั้งด้านการค้าและการลงทุนอย่างกระตือรือร้น

กล่าวโดยสรุป จากข้อจำกัดของช่องทางกระจายผลไม้ไทยในตลาดจีนในขณะนี้ ประกอบกับศักยภาพและความกระตือรือร้นของกว่างซีในการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ผู้เขียนคิดว่า ข้อเสนอของนักธุรกิจจีนในการสร้างศูนย์กระจายสินค้าเกษตรจากไทยในเมืองหนานหนิง น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาอุปสรรคของผลไม้ไทยในตลาดจีน

ฝ่ายไทยควรให้ความสนใจและสานต่อเรื่องนี้ โดยศึกษาความเป็นไปได้และค่าใช้จ่ายในการเข้าไปร่วมลงทุนหรือบริหารจัดการศูนย์ดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วน

อย่างไรก็ดี ปัญหาของผลไม้ไทยในตลาดจีนเป็นเรื่องยากและซับซ้อน ไม่สามารถใช้วิธีการเพียงแบบใดแบบหนึ่งแล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ควรจะต้องพิจารณาหลายวิธีพร้อมๆ กันไปด้วยนะคะ

 

กลับหน้าแรก